เข้าสู่ระบบ
บ่ายวันหนึ่ง ณ ตึกสูงตระง่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ แสงอาทิตย์อ่อนๆสาดส่องเข้ามายังออฟฟิศอย่างนุ่มนวลเหมือนเป็นการบอกใบ้ว่าตอนนี้เป็นเวลาที่หัวหน้าแผนกอย่าง 'เมษ' ต้องลุกไปประชุมงานอีกรอบได้แล้ว
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้เขาเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารใบสุดท้ายที่กำลังเซ็นอยู่ทันที
"เข้ามาได้เลย"
เลขาของเขาเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับเอกสารและตารางงานในมือ พร้อมดันแว่นของเธอขึ้นเล็กน้อย กระนั้นในมือของเธอก็ไม่ได้มีแค่เอกสารเพียงอย่างเดียว แต่กลับมีกล้องสี่เหลี่ยมใบเล็กๆที่ถูกห่อไว้อย่างสวยงามพร้อมริบบิ้นสีชมพูมากับเธอด้วย
"คุณเมษคะ นี่เป็นรายงานการประชุมรอบถัดไปค่ะ อ่ะ แล้วก็นี่ค่ะ" เลขาของเขาวางกล่องสี่เหลี่ยมใบนั้นลงบนโต๊ะของเขา เมษหยิบขึ้นมาดูแล้วก็อดที่จะเอ่ยถามขึ้นไม่ได้
"อันนี้ใครฝากมาเหรอครับ?" เมษหมุนกล่องเล่นไปมาระหว่างดูไปด้วย มันคือกล่องเค้กที่ถูกห่อมาอย่างน่ารักจริงๆ
"ฮิฮิ แฟนคุณฝากมาให้น่ะค่ะ วันนี้เขามาเยี่ยม แต่พอรู้ว่าคุณมีประชุมรอบบ่ายเธอก็ฝากให้ฉันเอามาให้"
"พลอยมาเหรอ? โธ่ แล้วทำไมไม่บอกผมให้เร็วกว่านี้เล่า ผมจะได้ไปทักทายเธอสักหน่อย" เมษวางกล่องลงพร้อมทำหน้าเสียดายที่ไม่ได้ไปทักทายภรรยาของเขาสักหน่อย ช่วงนี้เขางานยุ่งก็ใช่ แต่อย่างน้องเขาก็อยากที่จะหาเวลาว่างอยู่กับเธอบ้าง ตั้งแต่ได้แต่งงานกันเธอก็ช่วยเหลือและดูแลเขามาตลอด ตัวของเมษเองก็อยากจะตอบแทนเธอบ้าง
แล้วก็.. ตัวเขาเองก็อยากใช้เวลาอยู่กับลูกสาวของเขาอย่าง 'น้ำชา' บ้าง.. แม้จะไม่ใช่ลูกแท้ๆและเป็นลูกติดของพลอยก็ตาม ถึงอย่างนั้นเขาก็รักเธอจริงๆเหมือนลูกสาวของเขาเองคนหนึ่ง
'สงสัยวันนี้้องซื้อของไปฝากเยอะหน่อยซะแล้ว' เมษคิดพลางมองเค้กในกล่องสุดแสนน่ารักที่ภรรยาของเขานำมาฝากอย่างเอ็นดูปนคิดถึง
'เดี๋ยวขอเอาแช่เย็นไว้ก่อนก็แล้วกัน ไว้ค่อยมากินหลังประชุมเสร็จ' เมษคิด หลังจากนำเค้กไปแช่เย็นในตู้เย็นประจำออฟฟิศแล้ว เขาก็ไปประชุมรอบบ่ายทันที
แสงอาทิย์บนฟ้าเริ่มลอยลับ แล้วถูกแทนทีด้วยท้องฟ้าสีดำที่เต็มไปด้วยดวงดาวที่พร่างพราว เมษเดินออกมาจากห้องประชุมแล้วบิดตัวไปมา วันนี้การประชุมก็ถือว่ามีความคืบหน้าบ้าง..
เขาเดินกลับมายังออฟฟิศส่วนตัวแล้วเปิดตู้เย็นออก เค้กที่พลอยนำมาฝากยังคงอยู่ภายในตู้นั้น เจ้าตัวยิ้มออกมานิดหน่อยก่อนจะหยิบมันออกมาวางไว้ที่โต๊ะแล้วเริ่มแกะกล่องออก มันคือเค้กรสช็อกโกแลต,ช็อกโกเลตที่ชอบเคยบอกว่าชอบทาน
'จำได้ด้วยเหรอเนี่ย..' เมษอมยิ้มพลางใช้ช้อนตักเค้กขึ้นมากินอย่างอารมณ์ดี
หลังจากทานหมดเขาก็เก็บกล่องใส่ถุงแล้วทิ้งลงถังขยะอย่างเรียบร้อย
'เอาล่ะ ซื้อของไปฝากพลอยกับลูกดีกว่า'
เมษเก็บข้าวของของตนใส่กระเป๋าทำงานแล้วเดินออกจากบริษัทแล้วขับรถส่วนตัวของตนไปยังย่านขายของที่เขาและพลอยเคยชอบไปกัน
จากนั้นไม่นานเมษก็มาหยุดอยู่ที่ร้านซูชิร้านหนึ่ง เขาจำได้ว่าน้ำชาเคยบอกว่าอยากกินเซ็ตแซลม่อนจากร้านนี้ ดูเหมือนว่าพลอยเองก็ดูจะชอบทานเหมือนกัน เมื่อคิดได้ดังนั้นเมษก็ลงจากรถเพื่อไปซื้อของฝากประจำวันนี้ให้ เมื่อซื้อเสร็จเรียบร้อยเขาก็กลับมาที่รถพร้อมแล้วตรงดิ่งไปยังบ้านของเขาที่มีทั้งพลอยแล้วก็น้ำชากำลังรอเขาอยู่
แต่ขับไปไม่นานสุดท้ายเจ้าตัวก็ติดไฟแดงยาวเหยียด
"โธ่ ดันมาติดไฟแดงซะได้ หวังว่าซูชิจะไม่เย็นไปซะก่อนนะ" เมษบ่นอุบอิบแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
ขณะที่เจ้าตัวกำลังรอไฟเขียวอยู่นั้น โทรศัทพ์ของเขาก็ดังขึ้น มันคือเบอร์โทรของพลอยนั่นเอง
"พลอย?" เมื่อเมษรับสาย เสียงที่ดังมาจากอีกฝั่งดันไม่ใช่ภรรยาของตน แต่เป็นเสียงของชายมีอายุหน่อยหนึ่งแทน
"สวัสดีครับ คุณคือญาติของเจ้าของเบอร์หรือเปล่าครับ?" เสียงจากปลายสายเอ่ยถาม
'ใครน่ะ? หรือว่าพลอยทำมือถือหายอย่างนั้นเหรอ?' เมษคิด
"อ่า ครับ ผมคือสามีของเจ้าของเบอร์ครับ แล้วคุณคือ?" เมษถามออกไปด้วยความสงสัย ในตอนนั้นเขาไม่รู้เลยว่าคำตอบที่เขาจะได้รับกลับมาจากปลายสายจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล..
"ผมคือเจ้าหน้าที่กู้ภัยนะครับ ภรรยาของคุณประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตอนนี้ทางฝั่งของผมได้ส่งเธอไปยังโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้วนะครับ แต่ว่าอาการของเธอค่อนข้าง.."
เมษแทบไม่ต้องฟังคำพูดของกู้ภัยคำต่อไปด้วยซ้ำ มือที่ประคองมือถือของเขาตอนนี้แทบจะเย็นเฉียบและชาไปทั้งมืออยู่แล้ว ส่วนมือที่สัมผัสพวงมาลัยอยู่นั้นก็บีบแน่นจนข้อนิ้วมือเริ่มกลายเป็นสีขาว ณ ตอนนั้นเจ้าตัวแทบไม่รู้อะไรแล้ว ของฝากอย่างซูชิที่เขาวางไว้ที่เบาะหลังอย่างดีตอนนี้รสชาติของมันก็คงกลายเป็นสิ่งที่จืดชืดที่สุดเท่าที่เขาเคยซื้อมาไปแล้วด้วยซ้ำ
ณ คืนนั้น ณ เวลานั้นที่เขาเหยียบคันเร่งไปที่โรงพยาบาลอย่างสุดความสามารถ ณ คืนนั้นที่เขาพุ่งไปกอดลูกสาวเพียงคนเดียวของตนเมื่อมาถึงโรงพยาบาล ร่างเล็กที่สั่นเทาของลูกสาวในอ้อมกอดของเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น
พลอย ภรรยาของเขาได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เจ้าของรถที่ชนเธอนั้นเป็นประเภทขับแล้วหนี ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามตามรอยกันอย่างสุดความสามารถ แม้สุดท้ายเมษเองจะรู้ว่าอาจคว้าน้ำเหลวก็ตาม
"ป๊าคะ ทำไมป๊าร้องไห้เหรอคะ"
คำพูดอันไร้เดียงสาของลูกสาวของเขาเอ่ยขึ้นมา มันทำให้หัวใจของเมษแทบแตกสลาย
งานศพของพลอยถูกจัดขึ้นอย่างเงียบๆ คนที่มางานล้วนเป็นญาติของฝั่งพลอยทั้งนั้น ส่วนครอบครัวฝั่งของเขา.. แน่นอนว่านอกจากเขาแล้วแทบไม่โผล่มาให้เห็น จริงๆ พวกเขาก็ไม่โผล่มาที่งานแต่งของเขากับพลอยเลยด้วยซ้ำ ครอบครัวของเมษไม่เคยที่จะยินยอมเรื่องที่เขาได้คบหากับเธอเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเพราะพลอยฐานะไม่ดี มีลูดติด หรือที่เป็นแค่พนักงานร้านกาแฟธรรมดาทั่วไปก็ตาม ถึงอย่างนั้นเมษก็ยังถือว่าโชคเข้าข้างอยู่บ้าง เพราะครอบครัวฝั่งของพลอยนั้นรักและเคารพเมษมากกว่าคนที่เรียกได้ว่าเป็นพ่อของเขาเสียอีก
หลายปีผ่านไปหลังจากที่เมษกลายเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว เขาพยายามทุกทางที่จะเป็นพ่อที่ดีให้กับน้ำชา ทั้งงานบ้าน การทำอาหาร สอนการบ้าน รวมไปถึงปรับเวลาตารางงานของเขาเพื่อให้ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกมากขึ้น ทุกอย่างนี้ก็เพื่อให้น้ำชารู้สึกว่าชีวิตของเธอนั้นไม่เคยขาดอะไร
ในส่วนของคดีนั้น แม้ว่าทางตำรวจจะบอกว่ากำลังติดตามคดีให้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย เขานั้นเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลาไปกับคดีของภรรยาเขามานานเกินไปแล้ว นับวันเมษไปทำงานด้วยสมองที่เต็มไปด้วยกลุ่มควันแห่งความคิด ไม่มีวันไหนเลยที่เขาจะไม่คิดเรื่องการตายของภรรยาของตน ตอนนี้แสดงสว่างเพียงอย่างเดียวในชีวิตของเมษก็คือน้ำชา หากว่าไม่มีเธอ..
เมษก็ไม่รู้ว่าในชีวิตนี้เขาจะมีชีวิตอยู่ต่อได้ยังไงเหมือนกัน
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูของห้องออฟฟิศของเขาดังขึ้นอีกครั้ง เวลาของเธอเดินเข้ามาในด้วยแววตาที่ดูเป็นห่วง เธอเดินมาหาแล้ววางเอกสารลงบนโต๊ะของเมษอย่างเงียบๆ บางทีอาจเป็นเพราะเธอรู้ดีว่าตอนนี้เมษกำลังอยู่ในห้วงอารมณ์แบบไหนอยู่
"ตารางการประชุมของวันนี้ค่ะ.." เธอพูดเบาๆ พยายามคุมเสียงของเธอให้ฟังดปกติมากที่สุดเพื่อไม่ให้เมษรู้สึกไม่สบายใจไปมากกว่านี้
"ขอบคุณนะ..คุณไปได้แล้วล่ะ" เมษตอบกลับด้วยน้ำเสียงของคนที่หมดอาลัยตายอยากเต็มที
เลขาของเขามองเจ้านายของตนด้วยสีหน้าที่เป็นกังวลเป็นครั้งสุดท้ายของจะขอตัวออกจากห้องออฟฟิศของเมษไปอย่างเงียบๆ เสียงประตูถูกปิดลงดัง กึก ทำให้ภายในห้องได้กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
แม้จะผ่านมาได้สามเดือนแล้ว เขาก็ยังไม่ชินกับความเงียบนี่เสียที ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน หรือว่าเป็นที่บ้านก็ตาม เสียงรอบตัวของเมษนั้นกลายเป็นแค่เสียงนกเสียงกาไปหมด จะมีก็เสียงของลูกสาวของเขาเท่านั้นที่ยังคงทำให้ชีวิตของเขายังคงมีสีสันขึ้นมาบ้าง ..
หลายปีผ่านไป น้ำชาได้เติบโคเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมและมีความฝันตามประสาวัยรุ่นทั่วไป เมษจึงได้ส่งเธอไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเพื่อให้เธอได้ทำตามความฝันที่อยากจะเป็นดีไซน์เนอร์ระดับโลก
เมษยังคงจำได้ วันที่เขาได้บอกลาลูกสาวของตนก่อนจะขึ้นเครื่อง
"ป๊าคะ คือว่า..."
"หืม? มีอะไรเหรอ ลืมอะไรหรือเปล่า?"
น้ำชาในวัยสาวอ้ำอึ้งกับสิ่งที่ตนจะพูดอยู่พักหนึ่งก่อนที่เธอจะส่ายหน้าไปมาแล้วยิ้มให้กับคนที่เรียกได้ว่าเป็น 'พ่อ' ของเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกเดินทาง
"เปล่าค่ะ หนูแค่..จะส่งโทรแล้วก็ข้อความมาหาบ่อยๆ นะคะ!"
"ให้มันจริงเถอะ ปกติพ่อโทรไปก็ไม่ค่อยจะรับอยู่แล้ว ไปต่างประเทศจะโทรมาหาป๊าบ่อยๆ ได้จริงหรือเปล่า" เมษตอบกลับพร้อมกับแซวลูกสาวของเขาเบาๆ เพราะเธอก็ชอบรับสายของเขาช้าตลอด บางครั้งส่งข้อความไปก็ใช้เวลาหลายนาทีหรือเป็นชั่วโมงกว่าจะอ่าน แต่เมษก็พอเข้าใจ ยังไงลูกสาวของเขาก็โตเป็นวัยรุ่นแล้ว... คงจะอยากมีเวลาส่วนตัวกับเขาตามประสาวัยรุ่นบ้าง
"ค คราวนี้หนูจะส่งหาจริงๆ นะ! ป๊าเตรียมอ่านจนตาแฉะได้เลย!"
น้ำชาชี้หน้าเมษไปทีด้วยความมุ่งมั่น เมื่อเมษเห็นดังนั้นจึงอดแกล้งเจ้าหล่อนด้วยการขยี้ผมของเธอไม่ได้
"ได้ ได้ ป๊าจะรออ่านก็แล้วกัน อ่านจนตาแฉะอย่างที่ต้องการเลย"
น้ำชาไมได้พูดอะไรตอบ เธอทำเพียงแค่หลบตาของเมษไปทางอื่นก็เท่านั้น เหมือนว่าเธอกำลังเขินอยู่เล็กน้อย
"พอเลย เลิกขยี้หัวหนูได้แล้ว เครื่องจะออกแล้วเนี่ย" น้ำชาพูดพร้อมกับดันมือของเมษออกไปอย่างช้าๆ
"หึหึ โอเค๊" เมษหัวเราะ ลูกสาวของเขาโตขึ้นแล้วจริงๆ
"ไปดีมาดีนะ ป๊าจะรออยู่ที่ไทยนี่แหละ.."
"..อื้อ หนูสัญญาว่าถ้าเรียนจบแล้วหนูจะกลับมาหาป๊านะคะ"
ทั้งสองคนกอดลากันเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นน้ำชาก็ลากประเป๋าเดินทางของตนขึ้นเครื่องไปในที่สุด เมษมองเครื่องบินจากในหน้าต่างบานสูง เครื่องบินลำที่น้ำชานั่งอยู่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ราวกับนกที่บินออกจากรังของมันเป็นครั้งแรก
"...พลอยเห็นไหม ลูกเราบินได้สูงขนาดนั้นเลยแหละ"
เมษมองเครื่องบินลำนั้นจนมันลับสายตา หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความยินดี
..หากแต่ก็ยังมีความรู้สึกเหงาเข้ามาแทนที่เป็นระยะ
TBC.
แสงแดดรำไรยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างกระจกทรงสูงของคฤหาสน์หลังงามที่ถูกบูรณะขึ้นใหม่จนดูโอ่อ่ากว่าที่เคยเป็นมา ความเงียบเชียบภายในบ้านไม่ได้ทำให้รู้สึกอ้างว้างอีกต่อไปนับตั้งแต่ ‘เขา’ กลับมา น้ำชาขยับกายภายใต้ผ้าห่มขนสัตว์เนื้อนุ่มที่โอบล้อมร่างกายที่เปลือยเปล่าของเธอไว้ แผ่นหลังบางแนบชิดกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งและรอยแผลเป็นจางๆ หลักฐานของการถูกจองจำในอดีตที่คอยย้ำเตือนถึงความเสียสละอันบิดเบี้ยวของชายผู้เป็นเจ้าของลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่เหนือลาดไหล่ของเธอในเวลานี้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโซ่ตรวนผูกมัดหัวใจของเธอไว้ บัดนี้ถูกเผาทำลายไปจนหมดสิ้นด้วยเปลวไฟแห่งความโหยหาตลอดสี่ปีเต็มที่ผ่านมา น้ำชาหลับตาลงรับสัมผัสจากวงแขนแกร่งที่กระชับโอบกอดเธอไว้แน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปเป็นเพียงภาพฝันยามเช้า เธอแอบหลงรักผู้ชายคนที่คนทั้งโลกประณามว่าปีศาจมาเนิ่นนาน และยิ่งนานไปความรักนั้นก็ยิ่งหยั่งรากลึกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณ ความรักที่สังคมมองว่าวิปริตและเป็นพิษร้าย แต่สำหรับเธอมันคือหยาดน้ำที่หล่อเลี้ยงกุหลาบสีน้ำเงินให้ยังคงเบ่งบานอย่างสง่างามท่าม
แสงแฟลชจากกล้องนับสิบตัววูบวาบสะท้อนกับผนังกระจกของอาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่น้ำชาสร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อและเศษเสี้ยวของหัวใจที่แตกสลายเมื่อสี่ปีก่อน กลิ่นอายของความสำเร็จที่ฉาบไว้ด้วยน้ำหอมราคาแพงและดอกกุหลาบสีน้ำเงินสายพันธุ์พิเศษที่ส่งกลิ่นหอมเย็นยะเยือกตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องจัดแสดง เสียงรองเท้าส้นสูงยี่ห้อดังกระทบพื้นหินอ่อนดัง ตึก ตึก เป็นจังหวะที่หนักแน่นและมั่นคง ต่างจากเด็กสาวที่เคยเดินตัวสั่นเทาอยู่หลังม่านเวทีเดินแบบในอดีตอย่างสิ้นเชิงน้ำชายืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่านักข่าวและนักลงทุนในชุดราตรีสีน้ำเงินมิดไนท์บลูที่ตัดเย็บอย่างประณีต ดีไซน์ของมันยังคงเน้นความแข็งแกร่งของโครงสร้างแต่กลับซ่อนความพริ้วไหวที่ดูเยือกเย็นไว้ภายใน มันคือเอกลักษณ์ของดีไซเนอร์หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบปี ใบหน้าของเธอที่ผ่านการแต่งแต้มมาอย่างดีดูไร้ที่ติ แต่ทว่าดวงตาคู่สวยที่เคยมีประกายความหวังบัดนี้กลับดูเรียบเฉยและลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครจะอ่านออก“คุณน้ำชาคะ การเปิดตัวคอลเลคชั่น ‘อิสระที่ถวิลหา’ ในครั้งนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ในอดีตหรือเปล่าคะ?” นักข่าวสาวคนหนึ่งยื่นไมโครโฟนเข้ามาถามด้วยส
สิงห์ขยับเข้ามาใกล้เมษทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด เขามองดูเพื่อนเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยสง่างามและเป็นที่ยอมรับของสังคม บัดนี้กลับดูแตกสลายและยอมสยบต่อข้อเสนอที่ไร้มนุษยธรรมที่สุด“ถ้านายตกลงตามนี้ ฉันจะลบคลิปนั่นทิ้ง และชีวิตของน้ำชาก็จะราบรื่นอย่างที่นายต้องการ” สิงห์พูดพลางพ่นลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นนิโคตินใส่หน้าเมษ “แต่นายต้องเล่นบทบาทนี้ให้สมบูรณ์แบบนะเมษ นายต้องทำให้ทุกคนเชื่อว่านายคือปีศาจที่กักขังและครอบงำเด็กสาวคนหนึ่งไว้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง”เมษขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือหนาที่เปื้อนคราบเลือดกำแน่นอยู่ข้างลำตัว เขารู้ดีว่าข้อเสนอของสิงห์คือการฆ่าตัวตายทางสังคม แต่นี่คือทางเดียวที่น้ำชาของเขาจะยังคงเบ่งบานได้อย่างงดงามในโลกภายนอก เขาไม่อาจปล่อยให้น้ำชาต้องมาจมปลักอยู่ในนรกที่เขาสร้างขึ้น หากความลับเรื่องความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวถูกเปิดเผยออกไป น้ำชาจะถูกตราหน้าและหมดอนาคตทันที ซึ่งเขาไม่อยากเห็นภาพนั้นมากที่สุด ภาพที่อนาคตของคนที่เขารักพังทลายไปเพราะตัวเขา “ฉันจะทำ” เมษเค้นเสียงพูดออกมา น้ำเสียงของเขามั่นคงอย่า
เสียงเคาะคีย์บอร์ดในออฟฟิศของเมษวันนี้ดูจะหนักอึ้งเป็นพิเศษ หลังจากสิ่งที่เมษเจอเมื่อวานมันทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจเอาเสียเลย วันเวลาที่ผ่านไปทุกนาทีคือความกลัวที่ว่าสิงฆ์จะเล่นสกปรกใส่เขากับน้ำชาตอนไหน นิ้วมือที่เริ่มชากดแป้นพิมพ์บนดัง แต่ก แต่ก อย่างเชื่องช้ากว่าทุกวัน เสียงนาฬิกาบนผนังออฟฟิศส่งเสียงฟังดูดังกว่าทุกทีแม้มันจะเสียงเบาเท่าเดิม เมษถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายพร้อมใช้มือเสยผมขึ้น เจ้าตัวเอนพิงไปกับเก้าอี้ เงยหน้ามองเพดานสีขาวด้วยแววตาที่ไร้จุดหมาย เขาต้องคิดหาทางปกป้องน้ำชาสักทางไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าทำอะไรผิดพลาดไปแม้แต่นิดเดียว ความสัมพันธ์ของเขาและน้ำชาที่ปกปิดเป็นความลับมาตลอดอาจตกอยู่ในอันตรายได้ และนั่นก็รวมถึงอนาคตของตัวของน้ำชาเองดด้วย.. เขาน่ะไม่เป็นอะไรหรอก เพราะอย่างน้อยสังคมก็อาจมองเขาเป็นพ่อโหดเหี้ยมที่คุกคามลูกสาวของตนเอง แต่น้ำชา..หากน้ำชายืนกรานจะยืนข้างเขาต่อไป มันจะไม่เป็นผลดีต่อตัวเธอเลยแม้แต่น้อย "เฮ้อ..ฉันจะทำยังไงดี.."ทำไมสิงฆ์ต้องมาปรากฏตัวที่งานของน้ำชาด้วย ทำไมหมอนั่นถึงไม่ยอมปล่อยเขาไปสักทีเสียงแจ้งเตือนของมือถือที่ถูกวางไว้บนโต
เมื่อรถเลี้ยวเข้ามาจอดภายในโรงรถของบ้านที่เงียบสงัด น้ำชาดับเครื่องยนต์แต่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ในความมืด แสงไฟอัตโนมัติหน้าบ้านส่องเข้ามาจางๆ ทำให้เห็นคราบเลือดที่แห้งกรังบนใบหน้าของเขา น้ำชาเปิดประตูลงจากรถและเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่เมษนั่งอยู่ เธอประคองเมษให้ลงจากรถและพาเขาเดินเข้าบ้านอย่างระมัดระวังกลิ่นสบู่และน้ำหอมจาง ๆ จากตัวน้ำชาที่อบอวลอยู่ในบ้านที่คุ้นเคยทำให้เมษรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในกรงขังที่สวยงาม เขาถูกพานั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น น้ำชาวิ่งไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมาอย่างรวดเร็ว เธอเริ่มลงมือทำแผลให้เขาด้วยความชำนาญ มือเรียวที่หยิบจับสำลีชุบแอลกอฮอล์สัมผัสลงบนบาดแผลของเขาอย่างแผ่วเบาจนเขารู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ"เจ็บหน่อยนะคะป๊า" น้ำชาพูดพลางเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อเห็นเมษขมวดคิ้วด้วยความแสบ"ป๊าเจ็บที่ใจมากกว่าชา" เมษคว้าข้อมือของน้ำชาไว้ขณะที่เธอจะผละออกไปทิ้งสำลี เขาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ แววตาในตอนนี้ไม่ได้มีความเกรงใจในฐานะพ่อลูกเหลืออยู่อีกต่อไป "สิงห์มันจะทำลายชา มันจะแฉทุกอย่าง ป๊าควรจะทำยังไงดี"น้ำชาวางกล่องปฐมพยาบาลลงแล้วขยับเข้าไปนั่งข้าง ๆ
คำพูดของสิงห์เหมือนคีมเหล็กที่คอยคีบเอาความทรงจำที่เมษอยากจะฝังกลบไว้ให้ลึกที่สุดย้อนกลับมา ความทรงจำเมื่อสิบห้าปีก่อนในรั้วมหาวิทยาลัยเซนต์เกรกอรี สถานที่ที่ความทะเยอทะยานของชายหนุ่มสองคนเริ่มต้นขึ้น เมษและสิงห์เคยเป็นเพื่อนที่เดินเคียงข้างกันในฐานะนักศึกษาดาวรุ่งของคณะบริหารธุรกิจ แต่ความแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวคือ เมษมักจะได้ในสิ่งที่สิงห์ปรารถนาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสอบที่เหนือกว่าเพียงเสี้ยวคะแนน ทุนการศึกษาที่ถูกหยิบยื่นให้ หรือแม้แต่คำชื่นชมจากอาจารย์ที่สิงห์เคารพรักแต่จุดแตกหักที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องการเรียน แต่มันคือโปรเจกต์ระดมทุนครั้งใหญ่ของนักศึกษาที่สิงห์เป็นคนริเริ่มและทุ่มเททุกอย่างลงไป ทว่าในวันที่โปรเจกต์กำลังจะประสบความสำเร็จ เมษกลับมองเห็นช่องโหว่ร้ายแรงทางกฎหมายที่อาจทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อน เขาตัดสินใจเข้าแจ้งความและระงับทุกอย่างโดยไม่บอกกล่าวสิงห์ล่วงหน้า ผลลัพธ์ในครั้งนั้นทำให้สิงห์ถูกตราหน้าว่าเป็นคนฉ้อโกงและต้องพ้นสภาพนักศึกษา ในขณะที่เมษได้รับคำชมว่าเป็นผู้ผดุงความถูกต้องและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสโมสรนักศึกษาแทน“แกพังชีวิตฉันในตอนนั้น แกทำให้บริษัท เอส เอ็น แ







