LOGINตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ในยามเย็น บรรยากาศวุ่นวายในห้องแล็บเริ่มเบาบางลงเมื่อเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆทยอยกลับบ้าน เหลือเพียงความเงียบที่ปกคลุมระหว่างคนสองคนที่นั่งอยู่คนละมุมห้อง
ภีมปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์เสียงดัง ตึ้ก ก่อนจะลุกขึ้นยืนพลางคว้ากุญแจรถและกระเป๋าเป้ขึ้นมาพาดบ่า เขาทำหน้านิ่งสนิทเหมือนเดิม แต่สายตาแอบเหลือบมองร่างบางที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเก็บของใส่กระเป๋าแบบไม่สนใจเขา
“พาย... ไปกับกูหน่อย” ภีมสั่งเสียงเรียบ ท่าทางเผด็จการเหมือนทุกที พายเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาที่ยังมีความขุ่นมัวลดลงแต่ยังคงหลงเหลืออยู่
“ไปไหน? กูจะกลับหอ มีนัดดูซีรีส์”
“ไปซื้อของทำโปรเจกต์เพิ่ม” ภีมโกหกหน้าตาย
“เซ็นเซอร์อุณหภูมิที่ใช้อยู่มันมีค่าเบี่ยงเบนสูงเกินไป กูต้องไปหาซื้อตัวต้านทานที่ร้านเฉพาะทางแถวสยาม มึงต้องไปช่วยเลือกวัสดุหุ้มด้วย เพราะมันเกี่ยวกับรูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ที่มึงต้องเอาไปพรีเซนต์”
“ร้านที่สยามเนี่ยนะ? ร้านแถวหน้ามอก็มีตั้งเยอะแยะ”
“ร้านหน้ามอของเกรดต่ำ” ภีมสวนกลับทันควัน ขยับแว่นสายตาที่ชอบใส่เวลาจ้องโค้ดนานๆด้วยท่าทางรำคาญใจที่โดนขัด
“กูคำนวณมาแล้วว่าการเสียเวลาเดินทางไปที่นั่นคุ้มค่ากว่าการมานั่งแก้บั๊กที่เกิดจากอุปกรณ์ห่วยๆในภายหลัง... อย่าเรื่องมากพาย ลุกขึ้นได้แล้ว นี่คือคำสั่งในฐานะหัวหน้าโปรเจกต์” พายถอนหายใจยาวด้วยความหงุดหงิด แต่ก็ยอมลุกขึ้นเดินตามเขาไปที่รถอยู่ดี ภีมแอบลอบถอนหายใจเบาๆ เมื่อเห็นว่าแผนการลักพาตัวขั้นแรกสำเร็จผล
รถยนต์ของภีมแล่นเข้าสู่ย่านใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสี ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัด ภีมไม่ได้มีท่าทีรีบร้อนอย่างที่ปากว่า เขาเปิดเพลงคลื่นที่พายชอบเบาๆ และขับรถด้วยความนุ่มนวลผิดปกติ จนกระทั่งเขาเลี้ยวรถเข้าจอดในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งแทนที่จะเป็นย่านร้านขายอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์
“ร้านอะไหล่อยู่ในห้างเหรอว่ะ?” พายถามพลางเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย
“เดินผ่านห้างมันทางลัดไปหน้าร้าน” ภีมแถต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย
“แต่ก่อนจะไป... กูหิว น้ำตาลในเลือดกูต่ำจนเริ่มประมวลผลช้าลง กูต้องการแคลอรี่เพิ่มด่วน และดูเหมือนสมองกูจะสั่งการว่าต้องเป็นของหวานเท่านั้น”
ภีมไม่รอให้พายอนุญาต เขาคว้าข้อมือเธอแล้วกึ่งลากกึ่งจูงเดินตรงดิ่งไปยังคาเฟ่ขนมหวานชื่อดังที่ขึ้นชื่อเรื่องบิงซูสตรอว์เบอร์รี่และฮันนี่โทสต์ร้านที่พายเคยบ่นพึมพำบ่อยๆ ว่าอยากมากินแต่คิวยาวจนถอดใจ
“ภีม... ร้านนี้คิวยาวนะ มึงรอไหวเหรอ?”
“กูจองล่วงหน้ามาแล้วในเพื่อลดความเสี่ยงในการรอ” ภีมพูดพลางเดินนำเข้าไปในร้านและแจ้งชื่อจองทันที
พายมองแผ่นหลังกว้างของคนปากแข็งด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เธอรู้ดีว่าคนอย่างภีมไม่มีทางจองร้านขนมหวานเพียงเพราะตัวเองหิว และเขายิ่งไม่มีทางกินของพวกนี้เพื่อเพิ่มพลังงานสมองอย่างที่อ้างแน่ๆ เพราะปกติภีมเกลียดของหวานที่กินแล้วเลอะมือเป็นที่สุด
เมื่อขนมวางลงตรงหน้า กลิ่นหอมของน้ำผึ้งและสตรอว์เบอร์รี่สดทำให้พายถึงกับตาโต ภีมเลื่อนจานขนมที่มีขนาดใหญ่ยักษ์ไปทางพายหน้าตาเฉย
“กินซะ กูคำนวณมาแล้วว่าจานนี้สารอาหารเยอะเกินไปสำหรับกูคนเดียว มึงต้องช่วยกำจัดมันทิ้งซะ ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นขยะ”
“มึงนี่มัน... มีเหตุผลแปลกๆเสมอเลยนะ” พายแอบยิ้มพลางตักบิงซูเข้าปาก ความเย็นและรสหวานทำให้ความขุ่นมัวในใจตลอดทั้งวันมลายหายไปเกือบหมด
“อื้ม... อร่อยมากเลย มึงลองชิมดูสิ” ภีมมองช้อนที่พายยื่นมาให้ด้วยท่าทีชั่งใจ ก่อนจะยอมอ้าปากงับขนมหวานนั่นเข้าไปเบาๆ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนคนไม่คุ้นชิน
“หวานเกินไป... ไร้สาระสิ้นดี น้ำตาลพวกนี้ทำลายสุขภาพในระยะยาว”
“แต่ปลายนิ้วมึงสั่นเพราะหิวไม่ใช่เหรอ? กินอีกสิ” พายแกล้งแหย่
“อย่ามาจับผิดกูนะพาย” ภีมดุเสียงเรียบ แต่กลับหยิบช้อนมาช่วยพายตักกินเรื่อยๆ
“ที่กูพามาที่นี่... เพราะกูสังเกตเห็นว่าวันนี้ระดับประสิทธิภาพในการทำงานของมึงลดลงอย่างต่อเนื่อง การใช้มาตรการกระตุ้นด้วยของหวาน น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะทำให้พรุ่งนี้มึงไม่ทำหน้าบูดใส่กูจนงานเสีย”
“งั้นเหรอ... ทั้งหมดนี้คืองาน?” พายแกล้งทำหน้าเศร้า
“กูก็นึกว่ามึงอยากจะง้อซะอีก”
ภีมชะงักไปครู่หนึ่ง มือที่ถือช้อนค้างอยู่กลางอากาศ เขาวางช้อนลงแล้วจ้องหน้าพายด้วยสายตาที่เข้มขึ้น ภายใต้กรอบแว่นนั่นมีความวาวโรจน์บางอย่างที่สื่อออกมาว่าเขากำลังต่อสู้กับตัวเองอยู่
“คำว่า ‘ง้อ’ มันไม่มีอยู่ในสมการของกูพาย” ภีมพูดเสียงต่ำและจริงจัง เขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เขาเบือนหน้ามองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาที่รู้ทันของพาย
“ปากแข็ง...” พายพึมพำแต่ก็แอบหัวเราะออกมาเบาๆ เธอตักสตรอว์เบอร์รี่ชิ้นสุดท้ายส่งให้เขา
“อะ...ลูกทีมอย่างกูสั่งให้หัวหน้าทีมกินชิ้นนี้เข้าไป จะได้มีพลังไปคุมระบบต่อ”
ภีมมองหน้าพายอยู่นาน ก่อนจะยอมรับชิ้นส่วนนั้นเข้าไปแต่โดยดี เขาไม่ได้ขอบคุณ เขาไม่ได้บอกว่าขอโทษออกไป และเขาไม่ได้บอกว่าเขาตั้งใจพาเธอมาที่นี่เพียงเพราะอยากเห็นรอยยิ้มของเธอทดแทน
แต่ท่าทางการเช็ดมุมปากให้พายอย่างเบามือด้วยทิชชู่ การที่เขาแอบมองเธอตอนที่เธอเผลอยิ้มด้วยแววตาที่อ่อนโยนจนแทบจะหลอมละลาย และการที่เขาจ่ายเงินค่าขนมมื้อนี้ราคาเหยียบพันโดยไม่บ่นสักคำ ทั้งที่ปกติเขาจะบ่นเรื่องความไม่คุ้มค่าของราคาอาหารถ้ามันไม่ได้ให้โปรตีนที่เพียงพอ... ทั้งหมดนั้นมันชัดเจนยิ่งกว่าคำว่ารักเสียอีก
หลังจากออกจากร้านขนมหวาน ภีมเดินนำพายเข้าไปในร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จริงๆ แต่เขากลับใช้เวลาเลือกของเพียงไม่ถึงห้านาที เหมือนกับเขามีรายการของที่ต้องการอยู่ในหัวอยู่แล้ว และไม่ได้ต้องการให้พายช่วยเลือกวัสดุหุ้มอย่างที่อ้างไว้ตอนแรกเลยแม้แต่นิดเดียว
“เสร็จแล้ว?” พายถามอย่างแปลกใจเมื่อเขาเดินออกมาพร้อมถุงเล็กๆแค่ใบเดียว
“อืม... กูตรวจสอบสเปคมาดีแล้ว ไม่ต้องดูนาน” ภีมตอบสั้นๆ
“กลับหอได้แล้ว คืนนี้ต้องพักผ่อน” เมื่อรถแล่นมาถึงหน้าหอพักของพาย ภีมจอดรถนิ่งแต่ยังไม่ปลดล็อคประตู เขาหันมามองพายที่กำลังจะขอบคุณและลงจากรถ
“พาย...”
“ห๊ะ?”
“พรุ่งนี้... อย่าเดินไปคุยกับไอ้เจบ่อยนัก มันทำงานช้า เดี๋ยวมึงก็จะเสียสมาธิตามมันไปด้วย” ภีมพูดพลางมองออกไปนอกกระจก
“และเรื่องเสื้อช็อป... พรุ่งนี้ไม่ต้องใส่มาคืนแล้ว เก็บไว้ที่มึงไปก่อน กูมีตัวสำรอง... กูแค่ขี้เกียจหาที่แขวนในตู้ที่มันเต็มแล้ว” พายหลุดขำออกมาจริงๆ กับข้ออ้างเรื่องตู้เต็มของเขา ทั้งที่คอนโดเขามีห้องแต่งตัวขนาดใหญ่
“โอเค... กูจะช่วยเก็บภาระของมึงไว้ให้ก่อนแล้วกันนะ”
“ไม่ใช่ภาระ... มันคือการฝากดูแลทรัพย์สินของทีม” ภีมพูดจบก็โน้มตัวลงมาหาพายอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้จูบแบบเร่าร้อนเหมือนเมื่อคืน แต่กลับจมูกโด่งคมของเขาลงบนแก้มใสของเธอหนักๆหนึ่งที กลิ่นหอมของวานิลลาจากตัวพายทำให้อารมณ์ที่เคยพุ่งพล่านของเขาผ่อนคลายลง
“ไปได้แล้ว... พรุ่งนี้ 8 โมงเช้า เจอกันที่แล็บ ห้ามสายแม้แต่วินาทีเดียว”
“รับทราบค่ะ หัวหน้า!” พายตะเบ๊ะท่าทางล้อเลียนก่อนจะลงจากรถไป ภีมมองตามแผ่นหลังบางที่เดินเข้าหอพักไปจนลับสายตา เขาพิงพนักเก้าอี้พลางถอนหายใจยาว มือหนาลูบหน้าตัวเองเบาๆ รอยยิ้มจางๆที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสัน
‘ง้อเหรอ...?’ ภีมทวนคำถามในใจ พลางแค่นหัวเราะให้กับตัวเอง
เขาไม่ได้ชอบเธอสักหน่อย เขาแค่ต้องการรักษาเสถียรภาพของพาร์ทเนอร์ที่เก่งที่สุดไว้... เขาแค่ไม่อยากให้คุณภาพงานตกลงเพราะอารมณ์ผู้หญิง...
ภีมออกรถไปท่ามกลางความมืด โดยที่ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับภาพรอยยิ้มเปื้อนคราบครีมของพาย และหัวใจที่เต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุจอมาตรวัด... ระบบของเขามันพังยับเยินไปหมดแล้วจริงๆ และเขาก็เริ่มจะเกลียดตัวเองที่ดูเหมือนจะเสพติดความผิดพลาดนี้เข้าให้แล้ว
ร้านอาหารญี่ปุ่นโทนอุ่นสลัวดูจะอึดอัดน้อยลงกว่าครั้งก่อนๆ ภีมนั่งจ้องถ้วยน้ำชาในมือด้วยความรู้สึกที่เหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ พ่อของเขายังคงกดดันเรื่องการหมั้นหมายไม่เลิกรา และวันนี้เขาก็ถูกกึ่งบังคับให้มาทานมื้อกลางวันกับรดาอีกครั้ง ภีมพยายามทำหน้านิ่งแต่แววตาซ่อนความกังวลไว้ไม่มิด เพราะเขารู้ดีว่าเขากำลังโกหกพายว่ามาช่วยงานที่บริษัทรุ่นพี่"ภีมคะ... เลิกทำหน้าเหมือนจะไปออกรบได้แล้วค่ะ" รดาเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะเบาๆ ท่าทางของเธอวันนี้ดูผ่อนคลายและเป็นกันเองผิดกับวันแรกที่เจอกัน ภีมเงยหน้าขึ้นมอง "ขอโทษครับรดา ผมแค่... รู้สึกไม่ค่อยดีที่ต้องมานั่งทำอะไรแบบนี้ลับหลัง.....""รดารู้ค่ะ และรดาก็มีเรื่องสำคัญจะบอกภีมเหมือนกัน" หญิงสาววางตะเกียบลงแล้วจ้องหน้าเขาด้วยแววตาจริงจัง "ความจริงรดาเองก็มีคนที่รดารักอยู่แล้วค่ะ เขาเรียนอยู่ที่อังกฤษ และรดาก็ไม่คิดจะแต่งงานกับใครนอกจากเขาเหมือนกัน"คำสารภาพของรดาทำให้ภีมชะงักไปครู่หนึ่งเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งปลดล็อกรหัสผ่านสำเร็จ ความหนักอึ้งในใจเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด"แล้วทำไมรดาถึงยอมมาเจอผมล่ะครับ?""ก็เพื่อจะมาตกลงกับภีมไงคะ ว่าเราสองคนมาเ
บรรยากาศในมหาวิทยาลัยวันแรกหลังจากกลับจากทริปเชียงใหม่ดูจะสดใสเป็นพิเศษสำหรับพวกเราสี่คน รอยยิ้มของพายยังคงประดับอยู่บนใบหน้าเหมือนคนคนมีความสุขจนล้นปรี่ ส่วนภีมเองแม้จะกลับมาสวมมาดนิ่งขรึมเหมือนเดิม แต่แววตาที่เขามองพายนั้นนุ่มนวลขึ้นจนใครๆก็สังเกตเห็น"เย็นนี้มึงอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมพาย?" ภีมถามขณะที่เดินเคียงข้างพายไปตามทางเดินใต้ตึกวิศวะ มือข้างหนึ่งของเขาคว้ากระเป๋าคอมพิวเตอร์ของพายมาถือไว้ให้เหมือนเป็นเรื่องปกติ"กูเห็นมึงบ่นว่าอยากกินซูชิตั้งแต่อยู่บนเครื่องแล้ว""เออ... กูก็อยากกินนะมึง แต่รินมันบอกว่าอยากกินหมูกระทะฉลองโปรเจกต์จบ มึงโอเคเปล่าวะ?" พายเงยหน้าขึ้นถามคนตัวสูง"กูยังไงก็ได้ ตามใจมึง..."ตึ๊ด... ตึ๊ด...เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของภีมสั่นรัวขึ้นมาขัดจังหวะ ภีมขมวดคิ้วเมื่อเห็นชื่อที่โชว์อยู่บนหน้าจอ 'แม่'"แป๊บนะมึง แม่กูโทรมา" ภีมบอกพายก่อนจะปลีกตัวออกไปคุยโทรศัพท์ห่างออกไปเล็กน้อย พายยืนมองแผ่นหลังของภีมที่ดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีที่รับสาย เขาพยักหน้าสองสามครั้งก่อนจะวางสายแล้วเดินกลับมาหาเธอด้วยสีหน้าที่ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก"มีอะไรหรือเปล่ามึง?" พายถามด้วยความ
"มึงนอนห้องกูนะภีม ถึงมันจะแคบไปหน่อยแต่เตียงกูนุ่มนะเว้ย" พายพูดพลางเปิดประตูไม้บานเก่าเข้าไปในห้องนอนที่เธอโตมาห้องนอนของพายมีกลิ่นอายความทรงจำที่เรียบง่าย มีโต๊ะไม้ตัวเล็กที่มีหนังสือวางอยู่ประปราย หมอนอิงสีตุ่นๆและหน้าต่างบานพับที่เปิดออกไปเห็นยอดไม้และท้องฟ้าสีครามเข้มภีมเดินเข้ามาในห้องพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับความแคบ"มึงดูอะไรของมึงนักหนาวะภีม?" พายถามพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงสปริงเก่าๆที่ส่งเสียงดัง เคร้ง"กูก็แค่อยากรู้ว่ามึงโตมายังไง" ภีมตอบเสียงเรียบก่อนจะเดินไปหยุดที่กรอบรูปตั้งโต๊ะรูปหนึ่ง"นี่มึงตอนประถมเหรอพาย? ทำไมหน้ามึงเหมือนเด็กผู้ชายจังวะ แววตามึงดูซนฉิบหาย""เออ... ตอนนั้นกูตัดผมสั้นเท่าหู แย่งไอติมเด็กผู้ชายแถวบ้านกินเป็นว่าเล่น" พายลุกขึ้นเดินไปยืนข้างๆเขา"แต่มึงดูตอนนี้สิ กูโตมาสวยขนาดนี้ มึงควรภูมิใจนะที่ได้กูอ่ะ"ภีมหัวเราะในลำคอเบาๆ เขาหันมามองหน้าพายที่ตอนนี้อยู่ใกล้กันจนลมหายใจเป่ารดผิว"เออ... กูก็ภูมิใจอยู่นี่ไง ถึงได้หวงมึงจนหน้ามืดตามัวแบบวันนี้"ภีมรวบเอวบางของพายเข้ามากอดไว้หลวมๆ เขาซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมๆที่ไม่มีกลิ่นน้ำหอมร
เช้าวันต่อมา อากาศที่เชียงใหม่เย็นสบายจนน่าอิจฉา ยายทองจัดแจงเตรียมตะกร้าหวายใบเก่งส่งให้พาย บอกว่าวันนี้มีตลาดนัดใหญ่ในหมู่บ้าน ให้พายพาสองหนุ่มกับหนึ่งสาวไปหาซื้อของกินมาทำกับข้าวเย็นนี้ โดยเฉพาะภีมที่ยายดูจะโอ๋เป็นพิเศษจนพายแอบหมั่นไส้"พาย... ช่วยเอาหมวกนี่ไปใส่ให้ภีมด้วย แดดเริ่มแรงเดี๋ยวผิวขาวๆของเขามันจะไหม้เอา" ยายทองสั่ง พายรับหมวกปีกกว้างมาแล้วหันไปหาภีมที่กำลังยืนบิดขี้เกียจอยู่ใต้ถุนบ้าน ภีมในชุดเสื้อยืดสีพื้นกางเกงขาสั้นดูสบายตามาก แต่ความนิ่งขรึมของเขาก็ยังทำเอาสาวๆแถวนี้มองกันตาค้าง"มานี่มามึง ยายสั่งให้กูเอาหมวกมาประเคนให้เนี่ย" พายกวักมือเรียกภีม ภีมเดินเข้ามาหาพลางย่อตัวลงนิดหนึ่งเพื่อให้พายสวมหมวกให้ได้ถนัด"ยายมึงนี่ดูจะรักกูมากกว่ามึงแล้วนะพาย" ภีมพูดพลางกระตุกยิ้มมุมปาก"เออ... กูกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้วเนี่ย ไปเหอะมึง พวกไอ้เจกับรินมันเดินนำไปถึงนู่นแล้ว" พายคว้าแขนภีมแล้วออกแรงลากให้เดินไปด้วยกันบรรยากาศตลาดนัดบ้านทุ่งคึกคักไปด้วยผู้คน กลิ่นไส้อั่วทอดหอมๆและเสียงตะโกนขายของภาษาเหนือดังระงม ภีมเดินตามพายไปติดๆมือข้างหนึ่งของเขาจับชายเสื้อพายไว้แน่นเพราะกลัวคนเ
หลังจากที่พวกเราสู้ชีวิตกับโปรเจกต์เฟสสามมาอย่างยาวนาน จนแทบจะกลายเป็นซอมบี้เฝ้าห้องแล็บ ในที่สุดความพยายามก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อตัวเลขทุกอย่างรันออกมาได้อย่างไร้ที่ติและผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการแบบม้วนเดียวจบ ความสำเร็จครั้งนี้ทำเอาพวกเราสี่คน ทั้งภีม พาย เจ และริน แทบจะกระโดดกอดกันกลางห้องประชุม“ในเมื่อรวยความสำเร็จกันแล้ว เราไปหาความสุขใส่ตัวกันบ้างเถอะ!” รินตะโกนก้องห้องแล็บ“พาย... มึงเคยบอกว่าบ้านยายที่เชียงใหม่สวยมากไม่ใช่เหรอ ชวนพวกเราไปหน่อยสิ!” พายยิ้มกว้างพลางหันไปมองหน้าภีม“ไปไหมภีม? ไปสูดอากาศบริสุทธิ์พักสมองกันหน่อย ยายกูบ่นคิดถึงกูมานานแล้วด้วย ท่านบอกว่าอยากเจอเพื่อนที่กูเล่าให้ฟังบ่อยๆ” ภีมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยนิ่งเฉยในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นเมื่อเห็นแววตาอ้อนวอนของเธอ“ถ้ามึงอยากให้ไป... กูก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ”เช้าวันเดินทาง บรรยากาศที่สนามบินคึกคักเป็นพิเศษ เจและรินเดินนำไปก่อนพร้อมกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ ทิ้งให้ภีมและพายเดินตามหลังมาติดๆ ภีมในชุดเที่ยวที่ดูเรียบง่ายแต่กลับดูดีจนสาวๆในสนามบินหันมองตามกันเป็นแถวเมื่อขึ้นมาบนเครื่องบิน ภีมจัดการย
ลมเย็นๆบนดาดฟ้าคอนโดมิเนียมพัดผ่านร่างของคนสองคนที่ยังคงกอดกันกลม พายยังคงสะอื้นเบาๆอยู่ในอกกว้างของภีม เสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงของเขาตอนนี้ชุ่มไปด้วยน้ำตาและคราบมาสคาร่าของเธอ แต่คนตัวสูงกลับไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด เขายังคงลูบหลังปลอบประโลมคนในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน"คนบ้า... มึงรู้ไหมว่ากูกลัวแค่ไหน" พายพูดเสียงอู้อี้อยู่กับอกเขา"กูคิดว่ามึงเป็นอะไรไปจริงๆ กูคิดว่ากูจะไม่ได้เจอมึงอีกแล้ว"ภีมกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกนิด ก่อนจะค่อยๆดันตัวพายออกมาเพื่อสบตาเขาใช้ปลายนิ้วโป้งเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มใสอย่างเบามือ แววตาของเขาในตอนนี้ไม่มีร่องรอยของคนเย็นชาที่แกล้งทำมาตลอดทั้งอาทิตย์เหลืออยู่เลย มีเพียงความรักและความรู้สึกผิดที่ฉายชัดอยู่ในนั้น"ขอโทษ... กูไม่ได้ตั้งใจจะทำให้มึงกลัวขนาดนี้" ภีมเอ่ยเสียงนุ่ม"กูแค่... อยากให้ทุกอย่างในวันนี้มันพิเศษที่สุด อยากให้มึงจดจำวันนี้ไปนานๆ""กูจำแม่นแน่ จำว่ามึงแกล้งกูจนเกือบหัวใจวาย" พายค้อนขวับให้หนึ่งที แต่ก็ยอมให้เขาจูงมือเดินไปที่โต๊ะดินเนอร์ที่จัดไว้อย่างสวยงามโต๊ะอาหารเล็กๆถูกประดับด้วยดอกไม้ที่พายชอบ กลิ่นหอมจางๆของอาหารโปรดของเธอโชยมาเตะจมูก บนดาดฟ้าแ
ภีมจัดการปลดพันธนาการของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว ความตื่นตัวของความเป็นชายภายใต้กางเกงยีนส์ตัวหนานูนเด่นออกมาจนแทบจะฉีกขาด ท่อนลำร้อนผ่าวขนาดใหญ่ถูกปลดปล่อยออกมาเผยให้เห็นความดุดันที่พร้อมจะบุกรุกทุกตารางนิ้วของเธอ"คราวนี้มึงถอยหนีไม่ได้แล้วนะ" ภีมเอ่ยขึ้นพลางใช้มือหนาจับยึดสะโพกมนให้แยกออกกว้างขึ้
ภีมผลักประตูห้องเข้าไปอย่างแรงก่อนจะเหวี่ยงตัวพายให้พิงเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบมือหนาของเขาฉีกทึ้งเสื้อนักศึกษาที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำจนกระดุมกระเด็นหลุดหายไปเกือบหมด ความร้อนแรงในแววตาสีเทาของเขาน่ากลัวจนพายต้องเอ่ยห้าม"ภีม จะ ใจเย็นๆ กูเปรยกทั้งตัวเลยเห็นไหม" พายพยายามเอามือยันแผงอกกว้างที่กำลังห
ลานกิจกรรมกลางวันนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นลานนิทรรศการวิชาการประจำปี บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักของเหล่านักศึกษาที่ต่างเร่งมือจัดเตรียมบูธของคณะตนเอง เสียงค้อนเคาะตะปู เสียงลากโต๊ะ และเสียงตะโกนสั่งงานดังระงมไปทั่วบริเวณ“พาย! ทางนี้ๆยกป้ายไวนิลมาวางตรงนี้เลย” รินตะโกนเรียกเพื่อนพลางเช็ดเหงื่อที่ซึ
ตอนที่ 13: ความผิดพลาดของระบบป้องกัน (System Failure & Manual Override)เสียงทำงานของเครื่องจักรกลและเสียงพัดลมระบายอากาศจากเคสคอมพิวเตอร์นับสิบเครื่อง ทุกคนในทีมกำลังเร่งมือกับการประกอบโมเดลจำลองต้นแบบซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโปรเจกต์ ความตึงเครียดแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณเพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึง 48 ชั่วโม







