LOGINเขาคือ ‘อสูรกายเดนคุก’ ที่ก้าวออกจากเรือนจำพร้อมเพลิงแค้น ส่วนเธอคือ ‘คู่หมั้นของพี่ชาย’ หมากตัวสำคัญที่เขาตั้งใจลากลงนรกด้วยกัน! แผนการแก้แค้นตระกูลควรจะจบลงด้วยชัยชนะอันสะใจของเขา ถ้าไม่ใช่เพราะยัยหมากตัวแสบดันกลายเป็น ‘ยัยตัวแม่สายยั่ว’ ที่คอยป่วนตบะอสูรกายให้แตกกระเจิงเช้าเย็น! “อย่าคิดว่าเธอเป็นคนคุมเกม ชมพู... เธอเป็นแค่เครื่องมือแก้แค้นของฉันเท่านั้น” “เครื่องมืออะไรกันคะพี่เก่ง? ขยับเข้ามาใกล้ ๆ อีกสิ... แล้วดูซิว่าใครกันแน่ที่จะคลั่งจนกระอักเลือด!” จากเกมแค้นเชือดเฉือนสายเลือด... สู่สงครามรักสุดร้อนแรงที่ไม่มีใครยอมใคร!
View Moreเสียงบานประตูเหล็กทึบตอกหมุดแน่นหนาของเรือนจำพิเศษเลื่อนเปิดออกช้า ๆ เสียงกลไกฝืดเคืองเสียดสีกันดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ มันคือเสียงที่นักโทษทุกคนเฝ้ารอคอย ทว่าสำหรับ ‘กฤษฏ์ อรัญเดชานนท์’ หรือ ‘เก่ง’ อดีตพระเอกซูเปอร์สตาร์แถวหน้าของเมืองไทย มันกลับเป็นเพียงเสียงสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนผ่านจากนรกขุมหนึ่ง ไปสู่นรกอีกขุมหนึ่งที่กว้างใหญ่กว่าเดิมเท่านั้น
แสงแดดจ้ายามบ่ายของกรุงเทพมหานครสาดกระทบลงมาอย่างไม่ปรานี กฤษฏ์หรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อปรับจูนวิสัยทัศน์ที่คุ้นชินกับความมืดมิดและแสงไฟสลัวมาตลอดสองปีเต็ม ใบหน้าคมคายที่เคยหล่อเหลาไร้ที่ติ บัดนี้ซูบตอบลงไปอย่างเห็นได้ชัด สันกรามคมกริบเด่นชัดขึ้นใต้กรอบหน้า เส้นผมที่เคยถูกจัดแต่งทรงอย่างดีโดยช่างผมระดับประเทศ ถูกตัดสั้นเกรียนและเพิ่งจะเริ่มยาวระต้นคอ ผิวพรรณที่เคยได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันตอนนี้กลับกร้านแดด และกระด้างขึ้น เขากระชับกระเป๋าสัมภาระใบย่อมในมือแน่น สูดลมหายใจเอาความร้อนระอุและควันไอเสียของถนนเข้าปอด รสชาติของอิสรภาพไม่ได้หอมหวานอย่างที่เขียนไว้ในบทละครที่เขาเคยท่องจำเลยสักนิด สำหรับเขา... มันคือการถูกผลักออกมายืนเปลือยเปล่าบนโลกที่ไร้เงาให้ซ่อนตัวต่างหาก สมองของเขาย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก่อน คืนสุดท้ายในฐานะนักโทษชายกฤษฏ์‘พรุ่งนี้มึงจะได้ออกไปสูดอากาศข้างนอกแล้วนะเว้ยไอ้เก่ง’ เสียงทุ้มเจือความเอ็นดูของ ‘ผู้คุมชาญ’ ดังขึ้นพร้อมกับเสียงวางกีตาร์โปร่งตัวเก่าลงบนโต๊ะไม้ ในห้องพักเวรยามที่กฤษฏ์มักจะถูกเรียกตัวมาช่วยงานเอกสารเสมอผู้คุมหลายคนในที่นี้เอ็นดูเขา ไม่ใช่แค่เพราะเขาเคยเป็นดาราดังที่ใคร ๆ ก็รู้จัก แต่เพราะกฤษฏ์ก้มหน้าก้มตาทำงานทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายอย่างไม่ปริปากบ่น ขยันขันแข็ง ว่านอนสอนง่าย และที่สำคัญ... เขามอบความบันเทิงเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังแห่งนี้ได้‘ร้องเพลงให้พวกพี่ฟังทิ้งทวนหน่อยดิวะ เอาเพลงไอ้วงฝรั่งที่พี่ชาญชอบน่ะ’ ผู้คุมอีกคนร้องขอกฤษฏ์ในชุดนักโทษสีฟ้า รับกีตาร์โปร่งตัวนั้นมาวางบนตัก นิ้วเรียวยาวที่เคยจับถ้วยรางวัลระดับประเทศ ตอนนี้มีแต่รอยด้านหนาจากการทำงานหนักในเรือนจำ เขากรีดนิ้วลงบนสายกีตาร์ ปรับจูนเสียงเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเกากีตาร์เป็นทำนองเพลงบัลลาดนุ่มนวลของ Westlife (เวสต์ไลฟ์) ตามคำขอ เสียงทุ้มต่ำและทรงเสน่ห์ของเขาสะกดให้ผู้คุมสี่ห้าคนในห้องนั่งฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม บางคนถึงกับเคาะจังหวะตามเบา ๆเมื่อเพลงฝรั่งจบลง กฤษฏ์ก็ร้องเพลงไทยสากลฮิต ๆ เมื่อสองปีก่อน และเพลงประกอบละครที่เขาเคยร้องและเล่นเป็นพระเอกให้ฟังอีกสองสามเพลง รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าของผู้คุม ทุกคนดูมีความสุข... ยกเว้นตัวเขาเอง‘ร้องเพลงนั้นให้พี่ฟังหน่อยสิ เพลงเกาหลีที่แกชอบร้องน่ะ’ ผู้คุมชาญเอ่ยขึ้นนิ้วที่กำลังจะกรีดลงบนสายกีตาร์ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ไม่มีใครในห้องนั้นสังเกตเห็นความว่างเปล่าที่พาดผ่านดวงตาคมกริบของอดีตซูเปอร์สตาร์ เขาไม่ได้แสดงอาการสะทกสะท้าน ไม่ได้มีน้ำตาเอ่อล้น มีเพียงความด้านชาที่เกาะกุมก้อนเนื้อในอกซ้ายราวกับมันได้ตายไปแล้ว ก่อนที่นิ้วหยาบกร้านจะค่อย ๆ บรรเลงโน้ตตัวแรกของเพลง Magic Castle (เมจิก คาสเซิล) ของวงดงบังชินกิมันไม่ใช่เพลงที่เขาชอบ... แต่มันเป็นเพลงที่ ‘ลิน’ ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขารักสุดหัวใจชอบฟังต่างหาก‘มิ ดึล ซู อิน นา โย นา เอ กุม โซ เก ซอนอ นึน มา บอ เบ ปา จิน คง จู รัน กอล…(เธอจะเชื่อไหม ว่าในห้วงฝันของฉันเธอคือเจ้าหญิงผู้ต้องมนตร์…)’เสียงร้องของกฤษฏ์ทุ้มต่ำ ราบเรียบ และมั่นคง ราวกับเครื่องจักรที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ให้ขับขานทว่าลึกลงไปในแววตาที่ทอดมองกำแพงคุกอันลอกร่อน ภาพของลินยังคงฉายซ้ำ...ใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาและแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวในวันนั้น วันที่ความรักอันวิปริตเห็นแก่ตัวของเขาทำลายชีวิตเธอทำลายความฝันและทำลายทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อล่ามเธอไว้กับตัวเขาไม่ได้ร้องไห้อีกต่อไป… ความรู้สึกผิดบาปมันกัดกินเขาจนทะลุขีดจำกัดของความเจ็บปวดไปนานแล้วผลตอบแทนของการกระทำนั้น ก็คือการที่เขาต้องมาอยู่ในที่แห่งนี้ สูญเสียเธอไปตลอดกาล และเหลือเพียงตัวเปล่าเล่าเปลือยไม่มีใครในเรือนจำรู้หรอกว่า ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย และการให้ความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมของนักโทษชายกฤษฏ์... ตัวตนของเขาได้แหลกสลายไปตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาแล้วเขาไม่ได้รู้สึกรู้สากับความทุกข์หรือความสุขอีกต่อไปทุก ๆ เช้าที่ลืมตาตื่น เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อชดใช้กรรม...เขาแค่หายใจทิ้งไปวัน ๆ เพื่อรอเวลาถูกผลักไสออกไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอก ในฐานะเศษซากที่กลวงโบ๋เท่านั้น“เก่ง...”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยดึงกฤษฏ์ให้หลุดออกจากภวังค์ความคิดอันขมขื่น เขากะพริบตาไล่ความทรงจำในอดีต ก่อนจะปรับโฟกัสสายตาไปยังภาพตรงหน้า ที่ริมทางเท้าฝั่งตรงข้าม รถยุโรปคันหรูระดับผู้บริหารอย่าง ‘เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส’ สีดำสนิทจอดเทียบรออยู่ กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลงช้า ๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่ถอดแบบความหล่อเหลามาคล้ายคลึงกับเขา หากแต่เป็นเวอร์ชันที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ กว่าในทุกกระเบียดนิ้ว ‘ก้องภพ อรัญเดชานนท์’ หรือ ‘ก้อง’ พี่ชายแท้ ๆ ของเขา เปิดประตูลงจากรถ เขาสวมชุดสูทสั่งตัดพอดีตัวสีเทาเข้ม เสื้อเชิ้ตด้านในขาวสะอาดไร้รอยยับ รองเท้าหนังขัดมันปลาบ รูปลักษณ์ที่สง่างามและภูมิฐานนั้นช่างขัดแย้งกับสภาพของกฤษฏ์ในตอนนี้อย่างสิ้นเชิงรอยยิ้มแสนดีที่มักจะประดับอยู่บนใบหน้าของพี่ชายคนโตเสมอถูกส่งมาให้ พร้อมกับน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและโล่งอก
“ขึ้นรถเถอะเก่ง... กลับกัน” กฤษฏ์ยืนนิ่ง มองภาพพี่ชายที่แสนดีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ปะทุขึ้นมาอย่างซับซ้อน มันมีความละอายใจ มีความอิจฉา และมีความน้อยเนื้อต่ำใจที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่จำความได้ ก้องภพรักเขา... กฤษฏ์รู้เรื่องนั้นดี พี่ชายคนนี้คอยปกป้องเขาเสมอ คอยตามล้างตามเช็ดปัญหาที่เขาก่อ แต่ความรักของก้องภพก็เปรียบเสมือนแสงสว่างเจิดจ้าที่ยิ่งสาดส่องลงมา ก็ยิ่งทำให้เงาของกฤษฏ์ดูมืดมิด และอัปลักษณ์มากขึ้นเท่านั้น พ่อไม่เคยพอใจในตัวเขา ไม่ว่าเขาจะพยายามแค่ไหน เขาก็ยังเป็นรองพี่ชายในทุกเรื่องอยู่ดี แม้แต่ในเวลาที่เขาโด่งดังมีชื่อเสียงระดับประเทศ ในสายตาของ ‘ประมุขแห่งเอรันเวลเรน’ กฤษฏ์ก็เป็นแค่ลูกชายคนเล็กที่ไม่ได้เรื่อง เป็นพวกเต้นกินรำกินที่สู้ก้องภพ ทายาทอันดับหนึ่งผู้เพียบพร้อมทั้งมันสมอง และวิสัยทัศน์ทางธุรกิจไม่ได้ ส่วนแม่... แม้จะรัก และแอบส่งเสียสนับสนุนเขาอยู่เงียบ ๆ แต่แม่ก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะกล้าลุกขึ้นมาปกป้องเขาจากการกดขี่ของพ่อ ตั้งแต่คุณตาเสีย บ้านหลังนั้นก็ไม่ใช่บ้านของเขาอีกต่อไป… เป็นเพียงที่ซุกหัวนอน ที่เขาอยากตะเกียกตะกายออกมา กฤษฏ์ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำชวนของพี่ชาย เขาก้าวเท้าหนัก ๆ เดินข้ามถนนไปขึ้นนั่งบนเบาะหนังแท้ราคาแพงในฝั่งผู้โดยสารด้วยความรู้สึกแปลกแยกอย่างรุนแรง แอร์เย็นฉ่ำและกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นเปลือกไม้หอมระเหยในรถ ไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นสิ่งสกปรกที่กำลังทำลายความสมบูรณ์แบบของรถคันนี้ ก้องภพสตาร์ทรถและค่อย ๆ ขับเคลื่อนออกไปจากหน้าเรือนจำ บรรยากาศภายในห้องโดยสารเงียบกริบจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มเบา ๆ อย่างนุ่มนวล “ผอมลงไปเยอะเลยนะเรา” ก้องภพพยายามทำลายความเงียบ สายตาของเขาลอบมองน้องชายผ่านกระจกมองหลังอยู่หลายครั้ง “ข้างในนั้น... ลำบากมากใช่ไหม” “ก็ไม่ถึงตาย” กฤษฏ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งหางเสียง ไร้ซึ่งความผูกพันใด ๆ เขาทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูตึกรามบ้านช่องและวิถีชีวิตของผู้คนที่เขาห่างหายไปถึงสองปี ก้องภพถอนหายใจเบา ๆ เขาเข้าใจดีว่าน้องชายต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง แผลในใจของกฤษฏ์ลึกเกินกว่าจะเยียวยาได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ พี่ชายอย่างเขาทำได้เพียงแค่รอเวลา และพยายามยื่นมือเข้าไปช่วยประคองให้กฤษฏ์กลับมายืนได้อีกครั้งเวลาผ่านไปพักใหญ่...ฟ้าที่รีบบึ่งรถตามมาด้วยความร้อนใจ ยืนหอบเหนื่อยพิงขอบประตูห้องที่เปิดแง้มไว้ เขามองพี่สาวฝาแฝดที่สภาพดูไม่จืดอยู่ห่าง ๆ“ชมพู... พี่แน่ใจนะว่าทำแบบนี้แล้วพี่เก่งจะชอบ”ฟ้าถามขึ้นขณะมองดูพี่สาวกำลังง่วนกับการแกะกล่องน้ำหอมแบรนด์เนมและขนของใช้ผู้ชายเข้าบ้าน“ฉันไม่ได้ทำเพื่อให้เขาชอบ แต่ฉันทำเพื่อให้เขาอยู่ได้อย่างสบายใจ”ชมพูตอบเสียงเรียบขณะกำลังแกะกล่องน้ำหอมแบรนด์เนมกลิ่นประจำตัวกฤษฏ์“ผมว่าพี่เลิกยุ่งกับเขาเถอะ พี่เก่งตอนนี้น่ากลัวจะตาย พี่ก้องยังบอกเลยว่าตอนไปเยี่ยมที่คุก แววตาพี่เก่งเหมือนคนไม่มีหัวใจแล้ว”“คนไม่มีหัวใจน่ะแหละดี... เพราะฉันจะใส่หัวใจดวงใหม่เข้าไปให้เขาเอง ฟ้าไม่ต้องยุ่ง เรื่องนี้พี่ฉันจัดการเอง”ฟ้าได้แต่ถอนหายใจ เขารู้ดีว่าถ้าชมพูปักใจเจ็บหรือปักใจรักอะไรแล้ว ไม่มีทางที่ใครจะห้ามได้“เออ ๆ ตามใจพี่เถอะ แต่อย่าหาว่าผมไม่เตือนนะ ถ้าอสูรกายมันตื่นขึ้นมาจริง ๆ ... พี่นั่นแหละจะเจ็บเป็นคนแรก”เขาหันหลังแล้วเดินกลับไปชมพูยิ้มรับคำเตือนนั้นด้วยความทะนง“อสูรกายก็น่าตื่นเต้นดีออก... ฉันเบื่อพวกเจ้าชายเต็มทีแล้วล่ะ!”ชมพูเดินไปที่โต๊ะหัวเตียง จั
เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันอินสตาแกรมบนหน้าจอสมาร์ตโฟนเครื่องหรูดังรัวติดกันเป็นจังหวะ ยอดไลก์รูปภาพล่าสุดที่เธอเพิ่งโพสต์ไปพุ่งทะลุหลักแสนในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ‘ชมพู’ หรือ ชมพู ศิริวารีวงศ์ นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟากำมะหยี่ในโซนวีไอพีของคาเฟ่หรูใจกลางเมืองที่ต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือน เธออยู่ในชุดเดรสแบรนด์เนมสีนู้ดรัดรูปที่ขับเน้นส่วนโค้งเว้าอย่างจงใจ ปลายนิ้วเรียวที่เคลือบเล็บเจลสีแดงสดเลื่อนหน้าจอเช็กฟีดแบ็กด้วยสายตาพึงพอใจฉากหน้าของเธอคืออินฟลูเอนเซอร์สาวอิมพอร์ตจากเมืองนอกที่ใคร ๆ ต่างอิจฉา ทุกโพสต์คือความเพียบพร้อม ชีวิตที่ดูแพงไปเสียทุกตารางนิ้วคือสินค้าที่เธอขายให้โลกโซเชียลได้รับชมทว่าความสนใจในตัวเลขกลวงเปล่าเหล่านั้นมลายหายไปในพริบตา เมื่อหน้าจอเปลี่ยนเป็นสายเรียกเข้าจาก ‘ฟ้า’ น้องชายฝาแฝดของเธอ“มีอะไร ฉันยุ่งอยู่” ชมพูกรอกเสียงลงไปอย่างเสียไม่ได้ขณะปัดปอยผมสลวย[ชมพู! ข่าวใหญ่!] ปลายสายกระหืดกระหอบจนเสียงหลง[พี่ก้องขับรถออกไปรับไอ้พี่เก่งที่เรือนจำแล้วนะ]มือที่ถือโทรศัพท์ของชมพูสั่นสะท้านขึ้นมาเสียดื้อ ๆ หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับสูบฉีดเลือดอย่างบ้าคลั่งจนหูอื้อสอง
ความเงียบโรยตัวลงมาครอบคลุมอีกครั้ง จนกระทั่งรถแล่นเข้าสู่เขตตัวเมืองที่การจราจรเริ่มติดขัด ก้องภพชำเลืองมองคนข้าง ๆ ก่อนจะตัดสินใจเอื้อมมือไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลปึกหนาจากคอนโซลกลาง แล้วยื่นส่งให้กฤษฏ์“นี่เงินสำหรับหนึ่งเดือนแรก เอาไว้ใช้ตั้งตัวก่อนนะ”ก้องภพพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ในความรู้สึกของกฤษฏ์ มันกลับแฝงไปด้วยความเวทนาที่กรีดลึกลงไปในอีโก้ที่บอบช้ำของเขากฤษฏ์ก้มมองซองเงินที่หนาเตอะในมือพี่ชาย แววตาคมกริบที่เคยสุกสกาว และเต็มไปด้วยความมั่นใจในฐานะพระเอกแถวหน้า บัดนี้ว่างเปล่าและดำมืดราวกับหลุมดำ เขาไม่แม้แต่จะยื่นมือออกไปรับซองนั้น ปล่อยให้ก้องภพถือมันค้างไว้อย่างนั้น“พ่อกับแม่ล่ะ”คำถามสั้น ๆ แต่หนักอึ้งหลุดออกจากริมฝีปากที่แห้งผากของกฤษฏ์ก้องภพชะงักไปครู่หนึ่ง มือที่ถือซองเงินสั่นไหวเล็กน้อย เขาวางซองเงินไว้บนตักของกฤษฏ์ แล้วลอบถอนหายใจยาว แววตาของก้องภพเต็มไปด้วยความลำบากใจ“ท่านยังไม่พร้อมเห็นหน้าแกตอนนี้นะเก่ง”ก้องภพพยายามเลือกใช้คำพูดที่ถนอมน้ำใจที่สุด“แกก็รู้... ว่าข่าวเรื่องของแกกับเด็กคนนั้น... มันส่งผลกระทบวงกว้างแค่ไหน ข่าวฉาวหน้าหนึ่งเป็นเดือน ๆ มันทำให
เสียงบานประตูเหล็กทึบตอกหมุดแน่นหนาของเรือนจำพิเศษเลื่อนเปิดออกช้า ๆ เสียงกลไกฝืดเคืองเสียดสีกันดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ มันคือเสียงที่นักโทษทุกคนเฝ้ารอคอย ทว่าสำหรับ ‘กฤษฏ์ อรัญเดชานนท์’ หรือ ‘เก่ง’ อดีตพระเอกซูเปอร์สตาร์แถวหน้าของเมืองไทย มันกลับเป็นเพียงเสียงสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนผ่านจากนรกขุมหนึ่ง ไปสู่นรกอีกขุมหนึ่งที่กว้างใหญ่กว่าเดิมเท่านั้นแสงแดดจ้ายามบ่ายของกรุงเทพมหานครสาดกระทบลงมาอย่างไม่ปรานี กฤษฏ์หรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อปรับจูนวิสัยทัศน์ที่คุ้นชินกับความมืดมิดและแสงไฟสลัวมาตลอดสองปีเต็มใบหน้าคมคายที่เคยหล่อเหลาไร้ที่ติ บัดนี้ซูบตอบลงไปอย่างเห็นได้ชัด สันกรามคมกริบเด่นชัดขึ้นใต้กรอบหน้า เส้นผมที่เคยถูกจัดแต่งทรงอย่างดีโดยช่างผมระดับประเทศ ถูกตัดสั้นเกรียนและเพิ่งจะเริ่มยาวระต้นคอ ผิวพรรณที่เคยได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันตอนนี้กลับกร้านแดด และกระด้างขึ้นเขากระชับกระเป๋าสัมภาระใบย่อมในมือแน่น สูดลมหายใจเอาความร้อนระอุและควันไอเสียของถนนเข้าปอด รสชาติของอิสรภาพไม่ได้หอมหวานอย่างที่เขียนไว้ในบทละครที่เขาเคยท่องจำเลยสักนิด สำหรับเขา... มันคือการถูกผลักออกมายืนเปลือยเปล่าบ





