เข้าสู่ระบบเสียงทุ้มเรียบนิ่งยิ่งกว่ากราฟเส้นตรงดังออกมาจากในแถว จนทุกสายตาจับจ้องมองไปที่เจ้าของเสียงเป็นตาเดียว แต่ดูเหมือนว่าคนถูกจับจ้องก็ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับภัยที่เหมือนกำลังจะมาเยือนเขาในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าแต่อย่างใด เพราะเขาล้วงสมาร์ทโฟนออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกดปิดเครื่องหน้าตาเฉย สีหน้าท่าทีนิ่งๆนั้นยิ่งยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้มีความเกรงกลัว
“ทำไมไม่ปิดเสียงโทรศัพท์!!! ไม่รู้เหรอว่าเวลานี้เวลาอะไร!!!” “ลืม” รุ่นพี่ตะโกนแทบตาย แต่เจ้าของสมาร์ทโฟนกลับตอบแค่นี้ แถมตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบธรรมดา ไม่ได้มีเสียงสูงเสียงต่ำอย่างใครๆเขา “ลืมเหรอ อืม ดี! ตอบได้ดี! หางเสียงก็ไม่มี! ดีมาก!!!” ไม่บอกก็รู้ว่ารุ่นพี่..นางประชด “ไหน!!! ออกมาตรงนี้ให้เพื่อนๆดูหน้าคนทำดีอย่างคุณหน่อยซิ!!!” นั่นปะไร ผลของการพูดไม่มีหางเสียง ไม่มีทั้งหางเสียง ไม่มีทั้งเสียงสูงเสียงต่ำ ใช่ ก็คือการต้องมีชะตากรรมไม่ต่างจากนาตาชา ..โดนเรียกออกไปโชว์ตัว แต่ถึงจะอย่างนั้น คนถูกเรียกก็เหมือนจะยังไม่รู้สึกเกรงกลัวอีกตามเคย เขาถึงได้เดินออกไปด้วยท่าทีนิ่งๆไม่ต่างจากน้ำเสียงและสีหน้าแววตา จนกระทั่งถึงข้างหน้า “ไปยืนใกล้เพื่อนคุณ!!!” โดนตะคอกให้ไปยืนใกล้ๆนาตาชา เขาก็เดินไป สีหน้าท่าทางก็ยังนิ่งๆอยู่ และนาตาชากำลังเหลือบมองเขาเล็กน้อย เพราะรู้สึกเป็นห่วง ห่วงตั้งแต่ที่เธอเห็นว่าเจ้าของเสียงสมาร์ทโฟนคือเขาแล้ว ในเมื่อเขาคือคนที่หยิบหัวใจเธอติดมือไป แล้วเธอจะไม่เป็นห่วงเขาได้ยังไง “ชื่ออะไร!!!” รุ่นพี่ตะคอกถามไม่ต่างจากที่ตะคอกถามนาตาชาก่อนหน้านี้ หลังจากที่เจ้าของร่างสูงเดินไปยืนข้างๆนาตาชาตามที่พวกรุ่นพี่สั่งเรียบร้อยแล้ว “เกรย์!” คราวนี้เจ้าของเสียงเรียบกดเสียงต่ำ แต่น้ำเสียงก็ยังคงนิ่ง ดวงตาที่เอาแต่มองด้านหน้าไม่ได้หันมองใครตั้งแต่แรกที่เดินมาถึงตรงนี้ก็ยังคงเรียบนิ่ง เพราะงั้นไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าในดวงตาเขาไม่มีคนข้างๆอยู่ภายใน มีแต่คนข้างๆอย่างเธอ ที่นัยน์ตาทั้งสองข้างมีแต่เขา “พูดให้ดังกว่านี้!!!” “พูดได้แค่นี้” น้ำเสียงราบเรียบอย่างเดิมสวนกลับไปทันที หางเสียงและโทนเสียงก็ยังคงไม่มีเช่นเดิม “ว่าไงนะ” “…” “ผมถามทำไมไม่ตอบ!!!” “…” “หึ กล้ามากที่ท้าทายผม!!! อ๋อ!!! สงสัยอยากเป็นพระเอกใช่มั้ย!!! คงอยากโชว์เดี่ยว!!! ได้! ได้เลย!! ถ้าต้องการแบบนั้น!! ผมจัดให้!!!” รุ่นพี่ตะคอกเองเออเองสรุปเองแล้วมองผ่านเกรย์ไปหานาตาชา “คุณ!!! กลับเข้าไปในแถว!! เพราะดูเหมือนผมจะได้ตัวตายตัวแทนของคุณแล้ว!! เชิญ!!!” “เอ่อ ตะ..แต่ว่า..” “เชิญ!!!!!” เสียงตะคอกดังกว่าเดิม บ่งบอกว่านี่คือคำสั่ง!!! ถึงเธอจะไม่อยากทำตามแต่ก็ต้องทำ เพราะนี่คือคำสั่ง!!! ย้ำ! คำสั่ง!!!!! “เอ่อ คา..ค่ะ” นาตาชาเลยจำใจเดินกลับเข้าไปในแถว แม้ว่ายังเป็นห่วงเกรย์และยังรู้สึกผิด ที่เหมือนว่าเขาจะต้องมาเดือดร้อนแทนเธออีกแล้ว ..แล้วสรุปว่าวันนั้น เกรย์ก็ต้องรับโทษไปคนเดียวเต็มๆ ด้วยการวิดพื้นร้อยที หึ ฟังดูเหมือนเรื่องขี้ปะติ๋ว เรื่องเล็กน้อย ใช่ เล็กน้อยไปหมดเลย เหลือแต่ใหญ่ๆเอาไว้เพียบ! เล่นเอาเคล็ดขัดยอกข้ามคืนข้ามวันกันเลยทีเดียว:
อาทิตย์ต่อมา
@ใต้ตึกวิศวะ “เห้ย ที่โดนวิดพื้นวันนั้น มึงหายระบมรึยังวะสัส” เจไดถามเหมือนเป็นห่วง แต่ทำไมน้ำเสียงกลั้วหัวเราะก็ไม่รู้ “เดี๋ยวนะไอ้เหี้ยสตาร์วอร์ แม่งที่ถามนี่คือ มึงเป็นห่วงไอ้เหี้ยเกรย์มันใช่มั้ย?” เกียร์เอียงหน้าขมวดคิ้ว ส่วนเกรย์ก็ยังคงไว้ซึ่งสันดานสงวนคำพูด “ก็ห่วงไง” “ห่วงกลัวมันยังเจ็บอยู่?” “เปล่า ห่วงกลัวว่ามันจะหายแล้ว แล้วกูไม่รู้จะหัวเราะใคร ฮ่าๆๆ” “ไอ้เลว กูว่าแล้วว่าสันดานอย่างมึงคงไม่คิดจะห่วงไอ้เกรย์มันจริงๆหรอก ..สัส แล้วมึงก็แม่ง ไม่คิดจะสวน?” เกียร์ด่าเจไดเสร็จแล้วก็หันไปขมวดคิ้วเอียงหน้าเป็นเชิงถามไอ้ผีดิบผสมผีน้ำแข็ง “ไม่ กูขี้เกียจเสวนากับไอ้หมาฟันน้ำนม” ฉึก! คนโดนด่าว่าเป็นไอ้ลูกหมาทางอ้อมถึงกับเจ็บจุกราวกับโดนหอกแหลมทิ่มแทงทะลุตรงกลางอก ..นิ่งๆอย่างเกรย์ ไม่พูดก็คือไม่พูด แต่ถ้าพูด คนที่โดนสภาพก็จะเหมือนไอ้ลูกหมาสตาร์วอร์ตอนนี้นี่แหละ “หืมมม ไอ้เชี่ยเกรย์ แม่งจี๊ดเลยสัส” เจไดโอดครวญ แต่เหมือนจะไม่มีใครสงสาร มีแต่สมน้ำหน้า โดยเฉพาะเกียร์ที่กระตุกมุมปากมองเจไดอย่างไม่ปิดบังสิ่งที่กำลังคิด “หึ ก็สมควร อยากเปิดฟาร์มหมาไว้ในปากเองทำไว้” “เออ เอาเข้าไป รุมกูกันเข้าไปไอ้สัส กูมันหัวเดียวกระเทียมลีบอยู่แล้วนี่หว่า” เจไดแกล้งตัดพ้อ “รู้ตัวก็ดี แต่จะดีกว่านี้ถ้ารู้จักอบรมหมาในปากให้ไม่ออกมาวิ่งเพ่นพ่าน” เกรย์บอกเสียงเรียบก่อนลุกขึ้นจากที่นั่งเอาซะเฉยๆ “อ้าวเชี่ย ไปไหนวะ อยู่ๆก็ลุก” เจไดทักราวกับว่าเขาลืมเรื่องโดนด่าไปสนิท เพราะการที่เกรย์ลุกขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยมันดึงดูดความสนใจมากกว่า “…” แต่คำถามกลับไม่ได้คำตอบ หนักกว่านั้นคือเกรย์เดินไปเลย ปล่อยให้คนที่กำลังมองตามคิดได้เอง เมื่อเขาเดินตรงไปยังลิฟต์ “เห้ย ไปเรียนไงสัส นี่ใกล้ถึงคาบแล้วนี่หว่า บ้าน้ำลายเพลินจนเกือบลืมแล้วมั้ยล่ะ” เป็นเกียร์ที่เส้นหยักในสมองทำงานก่อน เขาถึงคิดได้ก่อนและพลันลุกขึ้น ก่อนเดินตามเกรย์ไปที่ลิฟต์อีกคน “เออ แบบนี้ประจำ เทกูประจำไอ้พวกเพื่อนเวร” เจไดไม่วายบ่นตามหลังแล้วลุกขึ้นตามอีกคน แต่คนอย่างเขาไม่ได้ซีเรียสอะไรมากหรอก มันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว.. เรื่องโดนเท!ในเซควิชาเรียนรวมของนักศึกษาคณะวิศวะชั้นปี 1
“เวร ไม่มีที่นั่งเหลือให้นั่งด้วยกันสามคนแล้วว่ะ” เจไดบอกอย่างเซ็งๆ เพราะพอมาถึงในเซค สอดส่องสายตาดูแล้วก็เห็นมีแต่ที่นั่งแยกๆ เพราะพวกเขาเหมือนจะมาช้ากว่านักศึกษาคนอื่นๆ ที่นั่งดีๆเลยมีเจ้าของไปหมดแล้ว เหลือแต่ที่นั่งแยกๆและอยู่ห่างๆ กระจัดกระจายกันออกไป “งั้นก็คงต้องนั่งแยกว่ะ จะให้ทำไง ก็มัวแต่โม้เพลินจนเกือบลืมเวลาเรียน” เกียร์พูดขึ้นมา “เออ ตามนั้นว่ะ งั้นเจอกันเลิกเซค ว่าแต่พวกมึงไปนั่งตรงไหนกันวะ” เจไดบอกอีกคน ก่อนจะหันมองเกียร์สลับกับเกรย์ “กูตรงนั้นละกัน” เกียร์บอกแล้วเดินแยกไป “มึงอ่ะ” พอเกียร์ไปแล้ว ก็เหลือแค่เกรย์ที่ยังยืนอยู่ให้เจไดถาม “…” แต่เกรย์ไม่ตอบเป็นคำพูด หากแต่พยักพเยิดใบหน้าและสายตานิ่งๆไปยังที่นั่งที่หนึ่ง ก่อนจะเดินตรงไป “เหลือกูอีกตามเคย” เจไดพูดกับตัวเอง ในเมื่อไม่เหลือใครให้พูดด้วยแล้วนี่หว่า ก่อนเขาจะเดินล้วงกระเป๋าไปนั่งตรงที่ที่เล็งไว้อีกคนฝั่งหนึ่งของเซค
“นักศึกษาโคตรเยอะเลยเนอะ” เอลีนพูดขึ้นมา สายตาก็พลางกวาดมองไปรอบๆเซค ยังรู้สึกไม่ชินที่นักศึกษาเยอะแบบนี้ ทั้งๆที่วันนี้ไม่ได้เป็นวันแรกที่เข้าเรียน “ก็ธรรมดานี่ยะ ปี 1 คณะเราเรียนรวมนี่นา นี่ดีนะพวกเรามาเร็ว เลยได้นั่งด้วยกัน ไม่งั้นคงต้องนั่งแยกอ่ะ” ลูกกอล์ฟเสริมขึ้นมา ก่อนเซลีนจะออกความเห็นอีกคน “เออ ก็จริงของมึง แต่ก็นะ ถ้าได้นั่งกับคนอื่นบ้าง มันก็ดีอีกแบบนะ จะได้รู้จักกันมากขึ้นไง บอกตามตรง ตอนรับน้อง กูยังจำเพื่อนได้ไม่หมดทุกคนเลย ขนาดรับน้องมาอาทิตย์นึงเต็มๆแล้วนะ” “โอ๊ยย มึงจะซีเรียสอะไรยะอีเซ พูดอย่างกะรับน้องจะจบแค่อาทิตย์เดียวงั้นแหละ” “นั่นดิ ยังมีเวลาให้มึงจำชื่อเพื่อนในคณะอีกเป็นเดือนค่ะ เออ ว่าแต่ พูดถึงรับน้อง นาตาชา หลังจากวันนั้นมึงได้คุยกับหนุ่มหน้านิ่งที่อุตส่าห์เป็นตัวตายตัวแทนให้มึงวันนั้นยัง ที่ชื่อ เอ่อ เดี๋ยวนะ ชื่ออะไรแล้วอ่ะ ติดอยู่ที่ลิ้น” “เกรย์” นาตาชาตอบให้ เพราะตั้งแต่วันนั้นที่เขาตอบชื่อเขากับรุ่นพี่ เธอก็จำชื่อเขาได้ไม่เคยลืม “เออใช่ เกรย์ เกรย์นั่นแหละ ได้คุยบ้างยัง” “ยังเลย” ทั้งๆที่เธอก็อยากจะคุยอยู่เหมือนกัน อยากขอบคุณเขา ที่เขาเหมือนรับกรรมแทนเธอตั้งสองครั้งสองครา เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสก็เท่านั้น แม้หลังจากวันนั้นก็ยังต้องโดนรับน้องทุกวัน แต่เธอก็หาโอกาสเหมาะๆไม่ได้เลย ปึก! จู่ๆที่นั่งว่างข้างๆเธอก็มีคนมานั่งลง ที่นั่งที่มันว่างอยู่ที่เดียว และมันคงเป็นไปไม่ได้เลยที่นาตาชากับกลุ่มเพื่อนของเธอจะไม่หันไปมองผู้มาใหม่ “นาย” ถ้าเป็นคนอื่น คงคิดว่าคนที่กำลังอยู่ในหัวข้อสนทนาของพวกนาตาชานั้นช่างตายยาก เพราะพูดถึงเขาปุ๊บ เขาก็มานั่งข้างนาตาชาปั๊บ ใช่ คนที่มานั่งข้างนาตาชาคือเกรย์ แต่นาตาชาไม่คิดอย่างนั้น เธอไม่อยากจะใช้คำว่าตายยาก เพราะเธอไม่ได้อยากให้เขาตาย “…” เกรย์ปรายสายตานิ่งๆมามองตามเสียงนาตาชาเล็กน้อย ก่อนหันกลับไปมองตรงโดยไม่ได้พูดอะไรอีกเหมือนเคย เหมือนเขาไม่ได้สนใจ เหมือนเขาแค่มานั่งตรงนี้แก้ขัดให้มันพอพ้นๆเซคนี้ไปเฉยๆ และที่เลือกมานั่งตรงนี้เพราะที่นั่งมันว่าง และไม่ต้องเดินไกลมาก ก็แค่นั้น “เอ่อ นาย คือฉัน เอ่อ มีอะไรอยากจะคุยด้วยหน่อย” นาตาชาพยายามเข้าหาด้วยการชวนเกรย์คุย เพราะตั้งใจว่า ในเมื่ออุตส่าห์มีโอกาสแล้ว เขาอุตส่าห์มาอยู่ใกล้ๆเธอแล้วทั้งที เธอก็ควรจะใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ ด้วยการพูดในสิ่งที่อยากจะพูดกับเขาซะเลย “มีอะไร”เสียงทุ้มเรียบนิ่งยิ่งกว่ากราฟเส้นตรงดังออกมาจากในแถว จนทุกสายตาจับจ้องมองไปที่เจ้าของเสียงเป็นตาเดียว แต่ดูเหมือนว่าคนถูกจับจ้องก็ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับภัยที่เหมือนกำลังจะมาเยือนเขาในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าแต่อย่างใด เพราะเขาล้วงสมาร์ทโฟนออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกดปิดเครื่องหน้าตาเฉย สีหน้าท่าทีนิ่งๆนั้นยิ่งยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้มีความเกรงกลัว“ทำไมไม่ปิดเสียงโทรศัพท์!!! ไม่รู้เหรอว่าเวลานี้เวลาอะไร!!!”“ลืม” รุ่นพี่ตะโกนแทบตาย แต่เจ้าของสมาร์ทโฟนกลับตอบแค่นี้ แถมตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบธรรมดา ไม่ได้มีเสียงสูงเสียงต่ำอย่างใครๆเขา“ลืมเหรอ อืม ดี! ตอบได้ดี! หางเสียงก็ไม่มี! ดีมาก!!!” ไม่บอกก็รู้ว่ารุ่นพี่..นางประชด “ไหน!!! ออกมาตรงนี้ให้เพื่อนๆดูหน้าคนทำดีอย่างคุณหน่อยซิ!!!” นั่นปะไร ผลของการพูดไม่มีหางเสียง ไม่มีทั้งหางเสียง ไม่มีทั้งเสียงสูงเสียงต่ำ ใช่ ก็คือการต้องมีชะตากรรมไม่ต่างจากนาตาชา ..โดนเรียกออกไปโชว์ตัว แต่ถึงจะอย่างนั้น คนถูกเรียกก็เหมือนจะยังไม่รู้สึกเกรงกลัวอีกตามเคย เขาถึงได้เดินออกไปด้วยท่าทีนิ่งๆไม่ต่างจากน้ำเสียงและสีหน้าแววตา จนกระทั่งถึงข้างหน้า“ไปยืนใกล้เพื่อนค
“อีสองตัวนั้นอ่ะ มานานละ แต่กูเพิ่งมาถึงก่อนมึงแค่สองวิ อิอิ”คำถามของนาตาชา เอลีนเพื่อนอีกคนนึงในกลุ่มเป็นคนตอบให้พร้อมกับเสียงหัวเราะที่เป็นการแสดงออกว่าเธอไม่ได้ซีเรียสอะไรเลยกับการมาหลังแล้วปล่อยให้เพื่อนสองคนที่มาก่อนอย่างเซลีนและลูกกอล์ฟต้องยืนรอ ทั้งๆที่ตกลงกันไว้ดิบดีว่านัดเจอกันตรงนี้ เวลากี่โมง“อีดอก ยังมีหน้ามายิ้ม มึงนี่ไม่ได้สำนึกเลยใช่มั้ยยะอีชะนีเอ ว่าปล่อยให้กูกับอีเซยืนรอเป็นชาติเนี่ย”“ไม่”“อีถนนคอนกรีต!”“ก็โอนะ แข็งแรงดี”“อีสัส หน้าโคตรหนา”“กูจะรับไว้พิจารณาว่าเป็นคำชม”“อีสารเลว”“นั่นคุณสมบัติพิเศษของกูค่ะ”“ค่ะ!! กูยอมแล้วค่ะ! กูยอม!!!” ลูกกอล์ฟกระแทกเสียงตอบอย่างไม่เต็มใจนัก แต่เพราะไม่อยากจะเถียงกับอีพวกแถเก่งอย่างกะชาตินี้ชิงปลาไหลมาเกิดอย่างเอลีน“ดีค่ะ กูจะได้ไม่เปลืองน้ำลายไปมากกว่านี้”“อืม บวกหนึ่ง กูเองก็จะได้ไม่ต้องฟังพวกมึงฟัดกันต่อให้เป็นภัยกับแก้วหูไปมากกว่านี้ เพราะแค่ที่ฟังมาตั้งแต่ม.ปลายก็เป็นอันตรายกับประสาทหูกูมากพออยู่แล้ว อย่าให้ประสาทหูกูต้องมาเสื่อมประสิทธิภาพไปมากกว่านี้เลย”เซลีนที่เงียบอยู่นานถึงคราวพูดขึ้นมาบ้าง และแน่นอนว่าสบโอกาสไ
DM (Direct Message)Celine: มึงงงงงCeline: อยู่ไหนCeline: กูกับอีลูกกอล์ฟถึงแล้วนะCeline: เหลือมึงกับอีเอลีนระหว่างที่กำลังรีบสุดฤทธิ์ สมาร์ทโฟนที่กำแน่นอยู่ในมือก็สั่นเนื่องจากการแจ้งเตือนของแชทไอจี คนที่กำลังเดินอย่างรีบเร่งก็เลยจำต้องทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน คือเดินไปด้วย ยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูหน้าจอไปด้วย ถึงได้รู้ว่าเป็นเซลีน เพื่อนของเธอที่แชทมา“รู้แล้วน่า รู้แล้ว กำลังไปๆ”ที่พูดอยู่ตอนนี้ แน่นอนว่าเจ้าของสมาร์ทโฟนอย่าง ‘นาตาชา’ ตั้งใจตอบคำถามคนในแชท หากแต่คนได้ยินก็คงมีแค่เธอคนเดียว ในเมื่อคนรีบยังเดินไม่ถึงลานรับน้องเลย..วันนี้เป็นวันรับน้องปีหนึ่งของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเจบราวน์ (Faculty of Engineering / J Brown University)“โทษคับๆ”ปึก!“โอ๊ย!”ระหว่างที่กำลังเดิน เดิน เดิน แล้วก็เดิน (เร็วๆ) สงสัยฟ้าคงหมั่นไส้ ถึงได้สั่งให้ใครก็ไม่รู้วิ่งสวนเธอมาแล้วชนไหล่เธอไปอย่างแรงเพราะความรีบร้อน จนเธอเซ และตอนนี้เหมือนไม่ใช่แค่เซอย่างเดียว แต่ทำท่าเหมือนจะเซแล้วหงายหลังด้วย เพราะเสียหลัก ทรงตัวไม่อยู่..ซวยแล้วนาตาชา แบบนี้หงายหลังกระแทกพื้นแน่ๆ เลย!ปึก!หลังเธอกระแทกจริ







