LOGINเสียงทุ้มเรียบนิ่งยิ่งกว่ากราฟเส้นตรงดังออกมาจากในแถว จนทุกสายตาจับจ้องมองไปที่เจ้าของเสียงเป็นตาเดียว แต่ดูเหมือนว่าคนถูกจับจ้องก็ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับภัยที่เหมือนกำลังจะมาเยือนเขาในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าแต่อย่างใด เพราะเขาล้วงสมาร์ทโฟนออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกดปิดเครื่องหน้าตาเฉย สีหน้าท่าทีนิ่งๆนั้นยิ่งยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้มีความเกรงกลัว
“ทำไมไม่ปิดเสียงโทรศัพท์!!! ไม่รู้เหรอว่าเวลานี้เวลาอะไร!!!” “ลืม” รุ่นพี่ตะโกนแทบตาย แต่เจ้าของสมาร์ทโฟนกลับตอบแค่นี้ แถมตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบธรรมดา ไม่ได้มีเสียงสูงเสียงต่ำอย่างใครๆเขา “ลืมเหรอ อืม ดี! ตอบได้ดี! หางเสียงก็ไม่มี! ดีมาก!!!” ไม่บอกก็รู้ว่ารุ่นพี่..นางประชด “ไหน!!! ออกมาตรงนี้ให้เพื่อนๆดูหน้าคนทำดีอย่างคุณหน่อยซิ!!!” นั่นปะไร ผลของการพูดไม่มีหางเสียง ไม่มีทั้งหางเสียง ไม่มีทั้งเสียงสูงเสียงต่ำ ใช่ ก็คือการต้องมีชะตากรรมไม่ต่างจากนาตาชา ..โดนเรียกออกไปโชว์ตัว แต่ถึงจะอย่างนั้น คนถูกเรียกก็เหมือนจะยังไม่รู้สึกเกรงกลัวอีกตามเคย เขาถึงได้เดินออกไปด้วยท่าทีนิ่งๆไม่ต่างจากน้ำเสียงและสีหน้าแววตา จนกระทั่งถึงข้างหน้า “ไปยืนใกล้เพื่อนคุณ!!!” โดนตะคอกให้ไปยืนใกล้ๆนาตาชา เขาก็เดินไป สีหน้าท่าทางก็ยังนิ่งๆอยู่ และนาตาชากำลังเหลือบมองเขาเล็กน้อย เพราะรู้สึกเป็นห่วง ห่วงตั้งแต่ที่เธอเห็นว่าเจ้าของเสียงสมาร์ทโฟนคือเขาแล้ว ในเมื่อเขาคือคนที่หยิบหัวใจเธอติดมือไป แล้วเธอจะไม่เป็นห่วงเขาได้ยังไง “ชื่ออะไร!!!” รุ่นพี่ตะคอกถามไม่ต่างจากที่ตะคอกถามนาตาชาก่อนหน้านี้ หลังจากที่เจ้าของร่างสูงเดินไปยืนข้างๆนาตาชาตามที่พวกรุ่นพี่สั่งเรียบร้อยแล้ว “เกรย์!” คราวนี้เจ้าของเสียงเรียบกดเสียงต่ำ แต่น้ำเสียงก็ยังคงนิ่ง ดวงตาที่เอาแต่มองด้านหน้าไม่ได้หันมองใครตั้งแต่แรกที่เดินมาถึงตรงนี้ก็ยังคงเรียบนิ่ง เพราะงั้นไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าในดวงตาเขาไม่มีคนข้างๆอยู่ภายใน มีแต่คนข้างๆอย่างเธอ ที่นัยน์ตาทั้งสองข้างมีแต่เขา “พูดให้ดังกว่านี้!!!” “พูดได้แค่นี้” น้ำเสียงราบเรียบอย่างเดิมสวนกลับไปทันที หางเสียงและโทนเสียงก็ยังคงไม่มีเช่นเดิม “ว่าไงนะ” “…” “ผมถามทำไมไม่ตอบ!!!” “…” “หึ กล้ามากที่ท้าทายผม!!! อ๋อ!!! สงสัยอยากเป็นพระเอกใช่มั้ย!!! คงอยากโชว์เดี่ยว!!! ได้! ได้เลย!! ถ้าต้องการแบบนั้น!! ผมจัดให้!!!” รุ่นพี่ตะคอกเองเออเองสรุปเองแล้วมองผ่านเกรย์ไปหานาตาชา “คุณ!!! กลับเข้าไปในแถว!! เพราะดูเหมือนผมจะได้ตัวตายตัวแทนของคุณแล้ว!! เชิญ!!!” “เอ่อ ตะ..แต่ว่า..” “เชิญ!!!!!” เสียงตะคอกดังกว่าเดิม บ่งบอกว่านี่คือคำสั่ง!!! ถึงเธอจะไม่อยากทำตามแต่ก็ต้องทำ เพราะนี่คือคำสั่ง!!! ย้ำ! คำสั่ง!!!!! “เอ่อ คา..ค่ะ” นาตาชาเลยจำใจเดินกลับเข้าไปในแถว แม้ว่ายังเป็นห่วงเกรย์และยังรู้สึกผิด ที่เหมือนว่าเขาจะต้องมาเดือดร้อนแทนเธออีกแล้ว ..แล้วสรุปว่าวันนั้น เกรย์ก็ต้องรับโทษไปคนเดียวเต็มๆ ด้วยการวิดพื้นร้อยที หึ ฟังดูเหมือนเรื่องขี้ปะติ๋ว เรื่องเล็กน้อย ใช่ เล็กน้อยไปหมดเลย เหลือแต่ใหญ่ๆเอาไว้เพียบ! เล่นเอาเคล็ดขัดยอกข้ามคืนข้ามวันกันเลยทีเดียว:
อาทิตย์ต่อมา
@ใต้ตึกวิศวะ “เห้ย ที่โดนวิดพื้นวันนั้น มึงหายระบมรึยังวะสัส” เจไดถามเหมือนเป็นห่วง แต่ทำไมน้ำเสียงกลั้วหัวเราะก็ไม่รู้ “เดี๋ยวนะไอ้เหี้ยสตาร์วอร์ แม่งที่ถามนี่คือ มึงเป็นห่วงไอ้เหี้ยเกรย์มันใช่มั้ย?” เกียร์เอียงหน้าขมวดคิ้ว ส่วนเกรย์ก็ยังคงไว้ซึ่งสันดานสงวนคำพูด “ก็ห่วงไง” “ห่วงกลัวมันยังเจ็บอยู่?” “เปล่า ห่วงกลัวว่ามันจะหายแล้ว แล้วกูไม่รู้จะหัวเราะใคร ฮ่าๆๆ” “ไอ้เลว กูว่าแล้วว่าสันดานอย่างมึงคงไม่คิดจะห่วงไอ้เกรย์มันจริงๆหรอก ..สัส แล้วมึงก็แม่ง ไม่คิดจะสวน?” เกียร์ด่าเจไดเสร็จแล้วก็หันไปขมวดคิ้วเอียงหน้าเป็นเชิงถามไอ้ผีดิบผสมผีน้ำแข็ง “ไม่ กูขี้เกียจเสวนากับไอ้หมาฟันน้ำนม” ฉึก! คนโดนด่าว่าเป็นไอ้ลูกหมาทางอ้อมถึงกับเจ็บจุกราวกับโดนหอกแหลมทิ่มแทงทะลุตรงกลางอก ..นิ่งๆอย่างเกรย์ ไม่พูดก็คือไม่พูด แต่ถ้าพูด คนที่โดนสภาพก็จะเหมือนไอ้ลูกหมาสตาร์วอร์ตอนนี้นี่แหละ “หืมมม ไอ้เชี่ยเกรย์ แม่งจี๊ดเลยสัส” เจไดโอดครวญ แต่เหมือนจะไม่มีใครสงสาร มีแต่สมน้ำหน้า โดยเฉพาะเกียร์ที่กระตุกมุมปากมองเจไดอย่างไม่ปิดบังสิ่งที่กำลังคิด “หึ ก็สมควร อยากเปิดฟาร์มหมาไว้ในปากเองทำไว้” “เออ เอาเข้าไป รุมกูกันเข้าไปไอ้สัส กูมันหัวเดียวกระเทียมลีบอยู่แล้วนี่หว่า” เจไดแกล้งตัดพ้อ “รู้ตัวก็ดี แต่จะดีกว่านี้ถ้ารู้จักอบรมหมาในปากให้ไม่ออกมาวิ่งเพ่นพ่าน” เกรย์บอกเสียงเรียบก่อนลุกขึ้นจากที่นั่งเอาซะเฉยๆ “อ้าวเชี่ย ไปไหนวะ อยู่ๆก็ลุก” เจไดทักราวกับว่าเขาลืมเรื่องโดนด่าไปสนิท เพราะการที่เกรย์ลุกขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยมันดึงดูดความสนใจมากกว่า “…” แต่คำถามกลับไม่ได้คำตอบ หนักกว่านั้นคือเกรย์เดินไปเลย ปล่อยให้คนที่กำลังมองตามคิดได้เอง เมื่อเขาเดินตรงไปยังลิฟต์ “เห้ย ไปเรียนไงสัส นี่ใกล้ถึงคาบแล้วนี่หว่า บ้าน้ำลายเพลินจนเกือบลืมแล้วมั้ยล่ะ” เป็นเกียร์ที่เส้นหยักในสมองทำงานก่อน เขาถึงคิดได้ก่อนและพลันลุกขึ้น ก่อนเดินตามเกรย์ไปที่ลิฟต์อีกคน “เออ แบบนี้ประจำ เทกูประจำไอ้พวกเพื่อนเวร” เจไดไม่วายบ่นตามหลังแล้วลุกขึ้นตามอีกคน แต่คนอย่างเขาไม่ได้ซีเรียสอะไรมากหรอก มันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว.. เรื่องโดนเท!ในเซควิชาเรียนรวมของนักศึกษาคณะวิศวะชั้นปี 1
“เวร ไม่มีที่นั่งเหลือให้นั่งด้วยกันสามคนแล้วว่ะ” เจไดบอกอย่างเซ็งๆ เพราะพอมาถึงในเซค สอดส่องสายตาดูแล้วก็เห็นมีแต่ที่นั่งแยกๆ เพราะพวกเขาเหมือนจะมาช้ากว่านักศึกษาคนอื่นๆ ที่นั่งดีๆเลยมีเจ้าของไปหมดแล้ว เหลือแต่ที่นั่งแยกๆและอยู่ห่างๆ กระจัดกระจายกันออกไป “งั้นก็คงต้องนั่งแยกว่ะ จะให้ทำไง ก็มัวแต่โม้เพลินจนเกือบลืมเวลาเรียน” เกียร์พูดขึ้นมา “เออ ตามนั้นว่ะ งั้นเจอกันเลิกเซค ว่าแต่พวกมึงไปนั่งตรงไหนกันวะ” เจไดบอกอีกคน ก่อนจะหันมองเกียร์สลับกับเกรย์ “กูตรงนั้นละกัน” เกียร์บอกแล้วเดินแยกไป “มึงอ่ะ” พอเกียร์ไปแล้ว ก็เหลือแค่เกรย์ที่ยังยืนอยู่ให้เจไดถาม “…” แต่เกรย์ไม่ตอบเป็นคำพูด หากแต่พยักพเยิดใบหน้าและสายตานิ่งๆไปยังที่นั่งที่หนึ่ง ก่อนจะเดินตรงไป “เหลือกูอีกตามเคย” เจไดพูดกับตัวเอง ในเมื่อไม่เหลือใครให้พูดด้วยแล้วนี่หว่า ก่อนเขาจะเดินล้วงกระเป๋าไปนั่งตรงที่ที่เล็งไว้อีกคนฝั่งหนึ่งของเซค
“นักศึกษาโคตรเยอะเลยเนอะ” เอลีนพูดขึ้นมา สายตาก็พลางกวาดมองไปรอบๆเซค ยังรู้สึกไม่ชินที่นักศึกษาเยอะแบบนี้ ทั้งๆที่วันนี้ไม่ได้เป็นวันแรกที่เข้าเรียน “ก็ธรรมดานี่ยะ ปี 1 คณะเราเรียนรวมนี่นา นี่ดีนะพวกเรามาเร็ว เลยได้นั่งด้วยกัน ไม่งั้นคงต้องนั่งแยกอ่ะ” ลูกกอล์ฟเสริมขึ้นมา ก่อนเซลีนจะออกความเห็นอีกคน “เออ ก็จริงของมึง แต่ก็นะ ถ้าได้นั่งกับคนอื่นบ้าง มันก็ดีอีกแบบนะ จะได้รู้จักกันมากขึ้นไง บอกตามตรง ตอนรับน้อง กูยังจำเพื่อนได้ไม่หมดทุกคนเลย ขนาดรับน้องมาอาทิตย์นึงเต็มๆแล้วนะ” “โอ๊ยย มึงจะซีเรียสอะไรยะอีเซ พูดอย่างกะรับน้องจะจบแค่อาทิตย์เดียวงั้นแหละ” “นั่นดิ ยังมีเวลาให้มึงจำชื่อเพื่อนในคณะอีกเป็นเดือนค่ะ เออ ว่าแต่ พูดถึงรับน้อง นาตาชา หลังจากวันนั้นมึงได้คุยกับหนุ่มหน้านิ่งที่อุตส่าห์เป็นตัวตายตัวแทนให้มึงวันนั้นยัง ที่ชื่อ เอ่อ เดี๋ยวนะ ชื่ออะไรแล้วอ่ะ ติดอยู่ที่ลิ้น” “เกรย์” นาตาชาตอบให้ เพราะตั้งแต่วันนั้นที่เขาตอบชื่อเขากับรุ่นพี่ เธอก็จำชื่อเขาได้ไม่เคยลืม “เออใช่ เกรย์ เกรย์นั่นแหละ ได้คุยบ้างยัง” “ยังเลย” ทั้งๆที่เธอก็อยากจะคุยอยู่เหมือนกัน อยากขอบคุณเขา ที่เขาเหมือนรับกรรมแทนเธอตั้งสองครั้งสองครา เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสก็เท่านั้น แม้หลังจากวันนั้นก็ยังต้องโดนรับน้องทุกวัน แต่เธอก็หาโอกาสเหมาะๆไม่ได้เลย ปึก! จู่ๆที่นั่งว่างข้างๆเธอก็มีคนมานั่งลง ที่นั่งที่มันว่างอยู่ที่เดียว และมันคงเป็นไปไม่ได้เลยที่นาตาชากับกลุ่มเพื่อนของเธอจะไม่หันไปมองผู้มาใหม่ “นาย” ถ้าเป็นคนอื่น คงคิดว่าคนที่กำลังอยู่ในหัวข้อสนทนาของพวกนาตาชานั้นช่างตายยาก เพราะพูดถึงเขาปุ๊บ เขาก็มานั่งข้างนาตาชาปั๊บ ใช่ คนที่มานั่งข้างนาตาชาคือเกรย์ แต่นาตาชาไม่คิดอย่างนั้น เธอไม่อยากจะใช้คำว่าตายยาก เพราะเธอไม่ได้อยากให้เขาตาย “…” เกรย์ปรายสายตานิ่งๆมามองตามเสียงนาตาชาเล็กน้อย ก่อนหันกลับไปมองตรงโดยไม่ได้พูดอะไรอีกเหมือนเคย เหมือนเขาไม่ได้สนใจ เหมือนเขาแค่มานั่งตรงนี้แก้ขัดให้มันพอพ้นๆเซคนี้ไปเฉยๆ และที่เลือกมานั่งตรงนี้เพราะที่นั่งมันว่าง และไม่ต้องเดินไกลมาก ก็แค่นั้น “เอ่อ นาย คือฉัน เอ่อ มีอะไรอยากจะคุยด้วยหน่อย” นาตาชาพยายามเข้าหาด้วยการชวนเกรย์คุย เพราะตั้งใจว่า ในเมื่ออุตส่าห์มีโอกาสแล้ว เขาอุตส่าห์มาอยู่ใกล้ๆเธอแล้วทั้งที เธอก็ควรจะใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ ด้วยการพูดในสิ่งที่อยากจะพูดกับเขาซะเลย “มีอะไร”หลายปีต่อมา..หลังเรียนจบ เกรย์กับนาตาชาก็แต่งงานกันทันทีอย่างที่ทั้งคู่ตกลงกันไว้ เพียงแต่ยังไม่มีลูกสักที หรือลูกยังไม่อยากมาเกิดกับผีดิบก็ไม่รู้ ผิดกับเจได เพราะตอนนี้รายนั้นทำเมียท้องไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนเกียร์ไม่ต้องพูดถึง เพราะไอ้เชี่ยนั่นทำเมียท้องก่อนใครเพื่อน ก็มีแค่คุณชายผีดิบ ที่ถึงอยากเป็นคุณพ่อผีดิบใจจะขาด แต่ก็ยังไม่สมดั่งใจ เพราะงั้นวันนี้เขาถึงพานาตาชามาพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศริมทะเล โดยมีเหตุผลหลักๆอยู่สองอย่าง หนึ่งคือผีดิบอยากพาเมียสุดที่รักมาเที่ยว และสองคือ..ทำลูกให้ติดสักที เพราะขืนช้ากว่านี้ เดี๋ยวเขาก็ได้มีเบบี๋(ผีดิบ)ไม่ทันไอ้สองตัวกันพอดีน่ะสิ“เกรย์ ไปเดินเล่นรับลมกันมั้ย ลมกำลังเย็นสบายเลย” นาตาชาเอ่ยชวนพร้อมยิ้มตาแป๋ว หลังจากที่เธอวางแพลนในใจเอาไว้ตั้งแต่เมื่อกี้ที่มาถึงที่นี่แล้ว ว่าพอกินข้าวเย็นเสร็จ เธอจะชวนคุณสามีผีดิบสุดที่รักไปเดินรับลมเล่นที่ริมชายหาด และตอนนี้เวลาที่เธอเฝ้ารอคอยก็มาถึงแล้ว เพราะเธอกับเกรย์กินข้าวเย็นเสร็จแล้ว เป็นอาหารทะเลที่แวะซื้อก่อนจะเข้าบ้าน เพราะทั้งคู่เห็นว่ามันจะเย็นแล้ว เลยแวะซื้อมาทีเดียวเลย อีกอย่าง คืออยากมานั่งกินข้า
เกรย์ถามนิ่งๆ มือยังคีบบุหรี่ที่ยังสูบไม่หมด ควันยังลอยขึ้นจางๆ ดวงตามองคนนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวด้วยแววตาที่สื่อความหมายบางอย่าง“อืม เสร็จแล้ว นายเองก็ไปอาบสิ จะได้สบายตัว” นาตาชาบอกด้วยน้ำเสียงที่บังคับไม่ให้ประหม่า ทั้งๆที่รู้สึกหน้าร้อนชอบกล การที่โดนเขามองแบบนี้มันไม่ชินสักที แต่เธอก็พยายามไม่แสดงอาการ พยายามมองข้าม ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่าสายตาเขาสื่ออะไร กลิ่นบุหรี่ที่มันลอยเข้าจมูกเธอก็ด้วย ถึงจะไม่ถูกกับมันนัก เพราะได้กลิ่นแล้วเธอจะมึนหัว แต่เธอก็พยายามไม่แสดงอาการผิดปกติ ว่าเธอเหม็นจนเริ่มจะทนไม่ได้ เธอพอจะรู้ว่าเกรย์สูบบุหรี่บ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็ไม่ได้สูบบ่อย และเท่าที่จำได้ เขาก็เหมือนยังไม่เคยสูบตอนอยู่กับเธอ ครั้งนี้เหมือนจะเป็นครั้งแรก เขาเลยคงไม่รู้ว่าเธอปวดหัวถ้าได้กลิ่น แต่ก็อย่างที่บอกว่าเธอพยายามไม่แสดงอาการ พยายามหลีกเลี่ยงการพูดตรงๆ เธอไม่อยากให้เขารู้สึกไม่ดี เลยพยายามทน“อืม เดี๋ยวฉันไป แต่มาใกล้ๆหน่อยสิ” ตอนนี้เธอยืนอยู่แถวๆปลายเตียง ส่วนเขายังนั่งคีบก้านบุหรี่อยู่บนเตียง “ทำไมเหรอ นายมีอะไร” นาตาชาถามด้วยน้ำเสียงปกติ ยังคงไม่แสดงอาการว่าเธอเหม็นกลิ่นบุหรี่
จากวันนั้นที่เดฟบอกว่าจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับนาตาชา เขาก็ไม่มาจริงๆ เหมือนเขาจะเป็นคนรักษาคำพูด และเหมือนจะเป็นคนที่เชื่อถือได้อย่างที่นาตาชาคิด หรือเธอคิดผิดก็ไม่รู้ เพราะวันนี้.. จู่ๆเขาก็โผล่มา!“คุณเดฟ!” นาตาชาอุทานอย่างตกใจ ก็ใครจะไปคิด ว่าเหตุการณ์มันจะซ้ำรอยเดิมกับเมื่อวันก่อน คือเลิกเรียนแล้วเธอก็ลงมาถึงใต้ตึกพร้อมๆกับเกรย์และทุกๆคน แล้วจู่ๆเจอเดฟรออยู่ และตอนนี้เขากำลังเดินเข้ามาหา ก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้า“มึงมาทำไม ไหนมึงบอกว่าจะเลิกยุ่งกับนาตาชาแล้ว” เกรย์ออกโรงอีกเช่นเคย ก็คนมันรักมันหวงเมียให้ทำไง“ใช่ กูบอกจะเลิกยุ่งกับนาตาชา” เดฟตอบเสียงเรียบ ใบหน้าเขาก็เรียบเฉยไม่ได้ทุกข์ไม่ได้ร้อนกับสายตาและท่าทีเอาเรื่องของเกรย์ ที่ตอนนี้ก็ยังจ้องอาฆาตเดฟไม่หาย“แล้วมึงมาหาเมียกูทำไมอีก”“แล้วกูบอกเหรอ ว่ากูมาหาเมียมึง” คำตอบนี้จากเดฟพาทุกคนงงกันไปใหญ่“หมายความว่าไง”“กูไม่ได้มาหานาตาชา”“แล้วคุณมาหาใครคะ” คราวนี้นาตาชาเป็นคนถามซะเอง เพราะเธอเองก็อยากจะรู้ และอดที่จะรู้สึกกังวลแปลกๆขึ้นมาไม่ได้ ถึงแม้จะรู้สึกโล่งใจไปเปลาะนึงแล้วก็ตาม ที่เดฟบอกว่าเขาไม่ได้มาหาเธอ “ฉันมาหาเพื่อนเธอ” เด
วันต่อมา ..(ตกเย็น)@1-J Brown University @2-Faculty of Engineering “คุณเดฟ!” เป็นอย่างที่นาตาชาคิดจริงๆ ว่าวันนี้เดฟจะมาหาเธอที่มหาลัย เพราะทันทีที่เธอเดินลงมาถึงใต้ตึกคณะพร้อมกับเกรย์และพวกเซลีน ก็เห็นเดฟรออยู่แล้ว และตอนนี้เขากำลังเดินเข้ามาหาเธอและหยุดอยู่ตรงหน้า“สวัสดี” เขาทักเสียงเรียบพร้อมกระตุกมุมปาก“สวัสดีค่ะ” นาตาชายิ้มตอบตามมารยาท แต่เกรย์ที่ของเริ่มขึ้นตั้งแต่เห็นหน้าไอ้มาเฟียหน้าด้านแน่นอนว่าไม่คิดจะมีคำๆนั้น“จำเป็นต้องสวัสดีมันเหรอ กับไอ้พวกจ้องจะผิดศีลข้อสามแบบนี้” เกรย์พูดนิ่งๆ ดวงตาจ้องอาฆาตไปที่เดฟไม่กะพริบ มือหนาของเขาก็จับมือนาตาชาแน่นไม่ต่างจากเมื่อวาน แต่ที่ต่างคือวันนี้เขาดึงนาตาชามายืนแนบชิด แล้วกอดเอวเธอไว้ ไม่ได้ก้าวมายืนบังเธอเหมือนเมื่อวาน ก็ในเมื่อเธอบอกว่าให้เขาแสดงความรักกับเธอต่อหน้าเดฟ ตอนนี้เขาก็เลยจะทำให้ แต่! เขาคงไม่ทำเหมือนที่เธอยกตัวอย่างให้ฟังทุกอย่างหรอก เพราะเขาคิดจะทำนอกเหนือจากนั้น ยังคงคิดจะคุยกับเดฟ อยากพูดอยากคุยกับมันตรงๆให้เคลียร์กันไปเลย“กูถามจริงเหอะ มึงอยากเห็นอะไรเหรอ ต้องเห็นอะไร มึงถึงจะมั่นใจว่ามึงไม่สามารถแย่งนาตาชาไปจา
“มึงมาทำไม” เกรย์เปลี่ยนจากโหมดหวานเป็นอารมณ์แข็งกระด้างทันที เขาถึงกัดฟันพูดประโยคนิ่งๆแข็งๆนี้ออกไปพร้อมๆกับก้าวไปยืนข้างหน้านาตาชา ประมาณว่าแม้แต่เสี้ยวหน้าของนาตาชา เขาก็ไม่อยากให้ไอ้เหี้ยไหนมอง (หวง!)“มึงไม่น่าถามคำถามที่มึงรู้คำตอบดีอยู่แล้ว” เดฟตอบกลับมาเหมือนอย่างเคย คือตอบเสียงราบเรียบธรรมดาและไม่ได้มีท่าทีเกรงกลัว และการที่เดฟตอบมาแบบนี้ ก็ทำให้เกรย์รู้ทันทีว่าความหมายของเดฟคืออะไร ใช่ ไอ้เหี้ยมาเฟียมันมาหานาตาชา มาหาเมียชาวบ้าน และชาวบ้านที่หวงเมียขั้นสุดอย่างเกรย์ ก็แน่นอนว่าไม่มีทางยอม เขาถึงสวนกลับไปนิ่งๆอย่างไม่เป็นมิตร ดวงตานิ่งๆฉายแววแข็งกร้าวดุดันระคนหวงแหนคนข้างหลังที่ตอนนี้เขาจับมือเธอไว้แน่น“มึงเองก็ไม่น่าจะหน้าด้านหน้าทน ทั้งๆที่กูเคยบอกมึงไปแล้ว ว่าอย่ามายุ่งกับเมียกู กูไม่อนุญาต!”“ส่วนกูเองก็ไม่ชอบรับคำสั่งจากใคร กูพอใจจะทำอะไร กูตัดสินใจของกูเองได้”“แต่เสือกคิดไม่ได้ ว่าของของคนอื่น คนที่ไม่ใช่เจ้าของอย่างมึง ไม่มีสิทธิ์ยุ่ง”“คิดได้ แค่กูคิดว่ากฎเกณฑ์ไร้สาระนั่นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะอะไรที่มีเจ้าของ มันก็มักเปลี่ยนมือได้เสมอ”“แต่ไม่ใช่กับเมียกู เพราะกู
“เอางั้นเหรอ”“อืม”เกรย์ตอบรับนิ่งๆ แต่นาตาชาขมวดคิ้วทำหน้ายุ่ง เพราะรู้สึกตงิดใจแปลกๆกับสิ่งที่เกรย์บอก แต่ถึงจะอย่างนั้น เธอก็ยอมตกลง“โอเค ก็ได้” แล้วเธอก็ยิ้มกว้างอย่างเดิม เพิ่มเติมคือเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้เกรย์อีกนิด“ใกล้กว่านี้อีก ยังเห็นไม่ชัดเลย”“หืม ยังไม่ชัดอีกเหรอ แบบนี้ใช่แน่ๆเลย นายต้องสายตาสั้นแน่ๆ ใกล้ขนาดนี้แล้วถึงยังมองไม่เห็น สงสัยเลิกเรียนคงต้องพานายไปเช็คสายตาแล้วล่ะ” นาตาชาบ่นไปเรื่อยอย่างรู้ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของผีดิบ(แผนสูงแถมยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำเนียน) เลยทำให้ถึงแม้เธอจะพูดบ่นไปแบบนั้น แต่เธอก็ยังเลื่อนหน้าเธอให้ยิ่งเข้าไปใกล้เขา กว่าจะรู้ว่าโดนเขาหลอกให้เธอเลื่อนหน้าตัวเองไปให้เขาจุ๊บปากอิ่มๆที่ตอนนี้กำลังยิ้มกว้างของเธอ ก็ตอนที่ปากเขาประกบปากเธอเร็วๆและตอนนี้ก็ถอยออกไปแล้ว หรือพูดให้นึกภาพตามง่ายๆคือ พอเธอเลื่อนหน้าไปใกล้เขา เขาก็พุ่งเข้ามาจุ๊บปากเธอทันที ก่อนจะถอยออกไปแล้วมองหน้าเธอด้วยรอยยิ้มกริ่มอย่างตอนนี้“เกรย์ นี่นาย!..”“วิธีนี้ง่ายกว่าตั้งเยอะ ถ้าเธออยากให้ฉันยิ้ม” เขาแทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่ยังคงเคลือบฉาบอยู่บนริมฝีปากหยัก แว







