LOGINวันต่อมา.. (ตกเย็น)
@J Brown University “สัส ไปเยี่ยมเอลีนพร้อมกันเลยมั้ยครับ” พอเลิกเซควิชาสุดท้าย ไอ้คชามันก็หันมาถามผม ไอ้สายฟ้าก็รอฟังคำตอบ ส่วนไอ้เกรย์ลุกไปพร้อมกับเมียมันแล้วก็ลูกกอล์ฟแล้วเมื่อกี้นี้ ส่วนไอ้เกียร์ มันไปรับแพทริเซียเมียมันที่คณะบริหารก่อน เพราะเมียมันอยากไปเยี่ยมเอลีนด้วย ทีนี้ก็อย่างที่เห็น ตรงนี้เลยเหลือแค่ไอ้สองตัวที่กำลังรอคำตอบจากผมอยู่ “พวกมึงไปก่อนแล้วกัน พอดีกูต้องแวะไปหาป๊าม้าที่บริษัทก่อน เห็นเฮียบอกว่าป๊าม้ามีเรื่องจะคุยด้วย กูเลยจะเข้าไปหาก่อน เพราะเป็นทางผ่านอยู่แล้ว จะได้ไม่เสียเวลา เสร็จแล้วกูค่อยตามไปโรงบาลทีหลัง” ผมโกหกพวกมันไป ทั้งที่ความจริงอยากไปหาเอลีนใจจะขาด ถึงเมื่อคืนหมอบอกว่าเธอปลอดภัยแล้ว ผมก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี ผมอยากเห็นหน้า อยากคุยกับเธอ แต่ที่จำเป็นต้องโกหกไอ้สายฟ้ากับไอ้คชาไปแบบนั้น เพราะผมไม่อยากไปพร้อมใคร ผมอยากไปหาเอลีนแค่คนเดียว อยากอยู่กับยัยนั่นสองต่อสอง เผื่อถ้ายัยนั่นฟื้นแล้ว จะได้คุยอะไรๆกันได้สะดวกหน่อย อยู่กันหลายๆคน ผมกลัวจะหลุดความลับอะไรออกไปแล้วต้องมาโดนซักจนเกือบจะถึงชาติที่แล้วเหมือนกับเรื่องกรุ๊ปเลือดอีก จำได้ใช่มั้ย เมื่อคืนที่ผมบริจาคเลือดให้เอลีนอย่างไม่ลังเล เพราะตอนนั้นมันเป็นห่วงเอลีนจนไม่ได้คิดอะไร แต่พอให้เลือดเอลีนเสร็จแล้วกลับออกมาเท่านั้นแหละ ไอ้พวกหน้าห้องแม่งรุมซักผมกันใหญ่ ว่าผมรู้กรุ๊ปเลือดเอลีนได้ไง ทั้งๆที่ไม่น่าจะรู้ได้ ดีนะ เหตุผลของผมมันฟังขึ้น ว่าผมแค่เสือกรู้เอาโดยบังเอิญ ด้วยเหตุที่ว่าปกติ ผมก็สันดานชอบเผือกเรื่องชาวบ้านอยู่แล้ว พวกมันเลยเชื่อโดยไม่ติดใจอะไร ไม่คิดถามต่อด้วย ว่าผมไปเผือกเรื่องกรุ๊ปเลือดของเอลีนทำไม ผมเลยรอดไป แต่ก็อดคิดไม่ได้นะ ว่าถ้าเกิดความจริงผมไม่ได้สันดานชอบเผือกเรื่องชาวบ้าน แล้วผมจะหาเหตุผลอะไรมาตอบ ว่าผมไปเผือกเรื่องกรุ๊ปเลือดของเอลีนเพื่อ!? อารมณ์แบบที่พวกมันเชื่อ เพราะผมชอบเผือกอยู่แล้ว จะรู้เรื่องชาวบ้านมันก็ไม่แปลก แต่ถ้ารู้เรื่องชาวบ้านทั้งที่ไม่ใช่คนชอบเผือก มันคงแปลกน่าดู และป่านนี้ผมก็คงยังถูกซักไม่จบ เลยไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ผมเลยต้องตัดไฟแต่ต้นลม ด้วยการแยกกันไปกับพวกมัน ให้พวกมันไปก่อน ผมค่อยตามไปทีหลัง “อ้าวเหรอ โอเค งั้นไว้เจอกันเว้ย” “อืม” ผมพยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้นพร้อมพวกมันแล้วมาแยกย้ายกันที่ใต้ตึก เพราะรถจอดกันอยู่คนละฝั่ง;
@PRIME HOSPITAL ผมมาถึงโรงบาลแทบจะพร้อมกันกับเพื่อนผม แต่ก็อย่างที่บอก ว่าผมไม่อยากเข้าไปพร้อมพวกมัน ผมเลยฆ่าเวลาด้วยการมาเยี่ยมน้องชายเอลีนก่อน เพราะน้องเธอก็ป่วยอยู่โรงบาลนี้ จนเวลาผ่านไปสักพัก ที่ผมคิดว่าน่าจะได้เวลาแล้ว ที่พวกนั้นจะกลับ ผมเลยไปที่ห้องเอลีน ดูจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ในห้องเธอจริงๆ ผมถึงเปิดประตูเข้ามา ส่วนห้องที่ว่า มันคือห้องพักฟื้นน่ะครับ ไอ้คชามันเพิ่งไลน์มาบอกผมว่าหมอย้ายเอลีนมาอยู่ห้องพักฟื้นแล้วเมื่อตอนช่วงบ่าย ถ้าจะมาเยี่ยมคือให้มาที่ห้องนี้ มันบอกหมายเลขห้องบอกชั้นมาเรียบร้อย และดูเหมือนว่าผมก็ไม่ได้มาผิดห้องหรอก เพราะตอนนี้ผมเดินมาถึงเตียงแล้ว และผมเห็นเอลีนนอนหลับอยู่บนเตียง “เอลีน” ผมเอามือจับขมับเอลีนเบาๆ เพราะกลัวเธอเจ็บ กลัวจะไปกระทบกระเทือนแผลเธอด้วย ก็ผ้าก็อตพันรอบหัวเธอขนาดนี้ “คงเจ็บมากใช่มั้ยยัยจอมดื้อ แต่ไม่เป็นไรแล้วนะ เธอปลอดภัยแล้ว ส่วนแผลนี่ เดี๋ยวฉันเป่าให้ รับรอง แป๊บเดียวก็หาย” ผมบอกเธอยิ้มๆ ก่อนก้มลงเป่าที่แผลเธอแล้วจูบเบาๆ ตอนนี้ผมบอกตามตรง ว่าผมอยากให้เป็นตัวผมมากกว่า ที่ไปนอนอยู่ตรงนั้น เพราะผมไม่อยากให้เธอเจ็บเลย ผมอยากจะเจ็บแทนเธอซะเอง “ฉันดูดเอาความเจ็บมาไว้ที่ฉันหมดแล้ว เธอหายยัง หายแล้วใช่มั้ย ถ้าหายแล้วก็ตื่นขึ้นมาคุยกับฉันหน่อยนะ ฉันรออยู่” ผมถอนจูบก่อนนั่งลงที่ก้าวอี้ข้างเตียงแล้วจับมือเอลีนไว้ ก่อนจะถามเธอ เพียงแต่เธอไม่ตอบ ก็ธรรมดาแหละ ก็เธอหลับ เธอจะตอ..เห้ย! เดี๋ยวนะ คือผมรู้สึกว่าถึงเอลีนจะไม่ตอบ แต่เปลือกตาของเธอมันเหมือนจะเริ่มขยับ นี่หรือว่า.. #Jedi EndALINE
“เจได” ฉันตื่นขึ้นมาก็เห็นเจไดเป็นคนแรก และคิดว่าจะเห็นเขาคนเดียว แต่ข้างหลังเขา กลับมีผู้หญิงอีกคน คำถามคือ เขาพาใครมาอ่ะ แล้วพามาทำไม แล้วพามาแล้วทำไมถึงให้ยืน แต่เขากลับนั่ง ไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย หมอนี่เนี่ย “ตื่นแล้วเหรอ” เจไดลุกขึ้นพร้อมยิ้มแล้วก้มหน้าลงมาพูดกับฉัน มือยังจับมือฉันอยู่ ท่าทางเขาเหมือนตื่นเต้นดีใจมากที่ฉันตื่น และเขาไม่ได้สนใจจะหันไปบอกผู้หญิงที่มากับเขาเลยสักนิด ทำให้ฉันยิ่งสงสัย ว่าเขาพานางมาเพื่อ? แล้วผู้หญิงท่าทางเชยๆแบบนั้น เจไดรู้จักด้วยเหรอ คือนึกภาพออกป่ะ ผู้หญิงใส่ชุดคล้ายๆในละครย้อนยุคอ่ะ เป็นชุดกระโปรงสีขาวเรียบๆสไตล์วินเทจย้อนยุคที่คือถ้าเป็นยุคคุณทวดหรือคุณตาคุณยายก็คงปกติ แต่มาใส่ในยุคนี้มันก็คือเชยอ่ะ ประมาณแบบผู้หญิงสมัยก่อนที่แต่งตัวแบบเรียบร้อยๆ อธิบายยังไงดีอ่ะ ให้พูดยังไงดี ฉันก็บอกไม่ค่อยถูก แต่สรุปก็คือ ดูยังไงก็เชยอ่ะ แล้วก็เอาแต่มองเจได ไม่มองฉันเลย สีหน้าก็ไม่ค่อยจะรับแขกด้วย หรือนางจะไม่พอใจเจไดที่พานางมาแล้วเทนางแบบนี้ “เจได นายพาใครมาด้วยเหรอ” ฉันไม่ได้ตอบคำถามเจได แต่สงสัยเรื่องผู้หญิงที่เขาพามาด้วยมากกว่า “พาใคร ฉันมาคนเดียว” เจไดทำหน้างง “คนเดียวได้ไง ก็ฉันเห็นอยู่ ว่านายพาผู้หญิงมาด้วย ข้างหลังนายไง ชัดๆต่อหน้าต่อตาขนาดนี้ยังจะมาแถอีก ก็แบบนี้แหละนะ พวกผู้ชายเจ้าชู้” “เห้ย! ไม่ใช่นะ เธอเอาไรมาพูด ฉันมาคนเดียวจริงๆ” “ก็บอกว่าอย่าแถไง เห็นๆอยู่ว่านายพาผู้หญิงมาด้วย ไม่เชื่อก็หันไป..เห้ย! หายไปไหนแล้วอ่ะ” ไม่น่าเชื่อว่าละสายตามาที่เจไดแป๊บเดียว พอหันไปอีกที ผู้หญิงคนนั้นก็หายไปแล้ว ทำเอาฉันหงายเงิบไปเลย ยิ่งพอหันกลับมามองเจได ที่เขาเพิ่งจะหันตามสายตาฉันไปแล้วตอนนี้ก็กำลังหันกลับมามองฉันเหมือนกำลังจะเอาเรื่อง ฉันก็ยิ่งลมหายใจสะดุด “ไหน? ไหนอ่ะผู้หญิง” “เอ่อ คือ มะ..ไม่” “ไม่เห็นใช่มั้ย” “เอ่อ อืม” “นั่นไง ก็บอกแล้วไงว่าฉันมาคนเดียว เธอแม่งก็ไม่เชื่อ ก็ยังจะมากล่าวหาฉัน” “ก็เมื่อกี้มันเห็นจริงๆนี่นา” “ตาฝาดมากกว่า หรือหิวจนตาลาย ก็เธอเพิ่งฟื้นไม่ใช่เหรอ ก็คงยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่รถชน” “อืม ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ความจริงฉันฟื้นแล้วรอบนึงนะ ตอนก่อนที่หมอจะย้ายฉันมานี่ เออ ว่าแต่ แล้วคนอื่นอ่ะ ทำไมมีแค่นายที่มาเยี่ยม” “คนอื่นเขามาเยี่ยมแล้วตอนที่เธอหลับ ตอนนี้กลับไปแล้ว ส่วนพ่อแม่เธอกับอลิน พอเยี่ยมเธอเสร็จก็ไปเยี่ยมอลันต่อ แล้วตอนนี้ก็กลับบ้านไปแล้ว” “นายรู้ได้ไง” “ก็เมื่อกี้ฉันไปเยี่ยมอลันมาแล้ว ก่อนจะมาหาเธอ เพราะฉันไม่อยากมาหาเธอพร้อมกับเพื่อนเธอแล้วก็ไอ้พวกเพื่อนฉัน” “ทำไมอ่ะ” “มันทำอะไรไม่สะดวก” จุ๊บ! “อุ๊ย!” เจไดจุ๊บปากฉันเฉยเลย “เจได นายนี่! นี่มันโรงบาลนะ” “อืม โรงบาล แล้วไงอ่ะ โรงบาลเขาห้ามจุ๊บเมียเหรอ” “บ้า ใครเมียนาย ไม่ใช่ป่ะ” “เหรอ?” เจไดเอียงหน้าเลิกคิ้ว ก่อนเอามือค้ำเตียงไว้ อารมณ์เหมือนกักฉันไว้ในกรงแขนแล้วโน้มหน้าลงมาหาฉันใกล้ๆ ใกล้จนฉันเริ่มขนลุกแล้วล่ะ “ไม่ใช่ใช่มั้ย งั้นออกจากโรงบาลเมื่อไหร่ เดี๋ยวทำให้รู้ทั้งวันทั้งคืน ว่าตกลงเมียหรือไม่เมีย” เขาบอกคล้ายเป็นเสียงกระซิบ แต่มันฟังดูโคตรหื่น แถมน่าขนลุกเป็นเท่าตัว แล้วพอพูดจบก็ไม่ยอมถอยกลับไปอีก ยังจ้องฉันด้วยท่าทางหื่นๆอยู่แบบนั้น หรือฉันควรทำไรสักอย่าง “พอเลย เลิกพูดเรื่องหื่นๆเลย ฉันป่วยอยู่นะ เห็นมั้ย ผ้าก็อตพันรอบหัว เพราะฉะนั้นห้ามมาทำให้ตื่นตกใจ” “ไม่ได้จะทำให้ตื่นตกใจ ก็แค่จะบอกให้รู้ ว่าหายเมื่อไหร่ เธอจะโดนอะไร” “แต่ตอนนี้ก็บอกเสร็จแล้วนี่ ทีนี้ก็ถอยออกไปได้แล้ว” “ยังไม่ถอยหรอก จนกว่าเธอจะปลอบขวัญฉันก่อน โทษฐานที่ทำฉันตกใจ” “ตกใจอะไร” “ก็ตกใจ กลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไปไง ตกใจแทบตายเลยรู้มั้ย เพราะงั้นปลอบขวัญฉันเลย แสดงความรับผิดชอบ” ชิ ขี้ตู่ชะมัด แต่เอาเถอะ ฉันยอมก็ได้ “อืม ก็ได้ แล้วจะให้ปลอบยังไงอ่ะ” “ปลอบแบบเบๆก็ได้ หอมแก้มฉันทีนึงพอ” “หึ นายพูดเหมือนตอนนั้นเลย”“เท่าที่ม้าบอกกูมา ก็คือคุณเทียดเอาไปเก็บไว้ในนั้น ความจริงท่านก็กะจะเอาไปให้จันทร์เจ้า แต่ก็ไม่รู้ว่าบ้านจันทร์เจ้าอยู่ไหน เหมือนพวกท่านก็ไม่รู้ว่าจันทร์เจ้าเองก็ตายไปแล้ว คุณเทียดเลยเอาไปเก็บไว้หลังรูปแล้วก็จัดการล็อคกุญแจปิดตายห้องนั้น เป็นสาเหตุให้เราไม่เคยเห็นรูปคุณทวด เพราะห้ามใครเคลื่อนย้ายอะไรออกจากห้องนั้นเด็ดขาด ท่านอยากให้ทุกอย่างคงอยู่สภาพเดิม เหมือนตอนคุณทวดยังอยู่ แล้วที่มีการจัดพิธีรำลึกถึงคุณทวดทุกปี เพราะคุณเทียดท่านรู้สึกผิด ที่ขัดขวางความรักของทั้งคู่ เป็นสาเหตุทำให้เกิดเรื่องเลวร้าย จนตัวเองต้องสูญเสียลูกชายคนโตไป” อย่างนี้เอง ในที่สุดเรื่องที่สงสัยมาตั้งนาน ผมก็ได้คำตอบสักที“แล้วทีนี้พอได้เรื่อง กูก็รีบโทรหามึง แต่มึงไม่รับสาย ลูกน้องกูก็ยังไม่ได้เรื่องมึงกับเอลีน กูเลยลองโทรถามพวกเชี่ยนี่ เลยไปพร้อมกันอย่างที่มึงเห็นนั่นแหละ”“ขอบคุณมากนะเฮีย ที่ไปช่วยผมกับเอลีนไว้” ผมบอกเฮียเจ็ท ก่อนจะหันไปขอบคุณทุกคน โดยไม่ลืมที่จะขอบคุณไอ้เดฟกับลูกน้องมัน ที่ช่วยให้ผมหาเอลีนจนเจอจากนั้นเมื่อทุกอย่างเคลียร์ ไม่มีอะไรแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ เพราะพวกเพื่อนผมมันจะไปเรียนต่อน
คนเป็นพ่อยื่นคำขาดอันโหดร้ายรุนแรงราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางแสกหน้าคนเป็นลูก ก่อนสาวเท้ากลับเข้าบ้านอย่างเกรี้ยวกราด ตามด้วยร่างไร้แรงกำลังเพราะหัวใจเหมือนถูกฟาดฟันจนขาดสะบั้นของเจ้าขุนณรงค์ที่ถูกบ่าวไพร่ควบคุมให้เดินตามไป:จากวันนั้นมา เจ้าขุนณรงค์ก็ถูกจับล่ามโซ่ขังไว้ในห้องนอน ไม่ได้ออกมาอีกเลยดั่งที่ผู้เป็นพ่อได้ลั่นวาจาสิทธิ์ ในเมื่อไม่ว่าผู้เป็นพ่อจะเข้ามาไถ่ถามเชิงบังคับสักกี่ครั้งกี่ครา คำตอบที่ได้จากลูกชายไม่รักดีก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ..ผมรัก และจะแต่งงานกับจันทร์เจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น!บัดนี้ จากชายชาติทหารผู้รูปงาม จึงเหลือแค่ชายผอมโซ สังขารทรุดโทรม ดูน่าเวทนา เพราะข้าวปลาไม่กิน น้ำสักหยดไม่คิดจะแตะ เหตุเพราะเขาหมดอาลัยตายอยาก ท้อแท้สิ้นหวัง หมดแล้วซึ่งกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ ในเมื่อชีวิตเขา คงปราศจากหญิงสาวอันเป็นที่รักจริงๆแล้วเป็นแน่แท้ แล้วเขา จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร“จันทร์เจ้า ฉันคิดถึงเธอ ป่านนี้เธอจะเป็นยังไงบ้าง ฮึก ฉันขอโทษ” น้ำตาผู้ชายไหลหลั่งลงมาพร้อมกับน้ำเสียงเหือดแห้งสั่นเครือและลมหายใจที่โรยรินลงไปทุกวินาที กระนั้น คนบนพื้นไม้ขัดเงาก็ยังฝืนใจขยับร่างที่ข้อเ
JEDI เมียกับลูกสาวของผมหลับไปแล้ว แต่ผมรู้ว่าพวกคุณยังค้างคาใจบางเรื่องอยู่ใช่ป่ะ อย่างน้อยๆก็น่าจะสักสองเรื่อง หนึ่งคือเรื่องที่ผมกะจะเผด็จศึกเมียตอนลูกหลับสองคือเรื่องจันทร์เจ้ากับเจ้าขุนณรงค์ และอะไรต่อมิอะไรต่อจากนั้นงั้นเอาคำตอบของเรื่องแรกก่อนแล้วกัน.. คือเผด็จศึกเมียและขบวนการผลิตลูกแฝดสามของผมคงจำเป็นต้องเลื่อนไปก่อนตามระเบียบก็เมียเล่นหลับปุ๋ยไปพร้อมกับลูกอย่างมีความสุขแถมโคตรน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนั้น ใครกันจะกล้าไปปลุก สุดท้ายผมก็เลยทำได้แค่นอนลงข้างๆเธอแล้วกอดเธอไว้พร้อมกับลามไปกอดลูกตัวน้อยที่นอนอยู่บนเบาะข้างๆกับเอลีนไปในคราวเดียวกัน ที่ต้องเอาเบาะน้องจีนมาวางบนเตียงข้างๆเอลีนแทนที่จะนอนในเปล ก็เพราะลูกติดแม่ แม่ก็ติดลูก น่าเอ็นดูมั้ยล่ะ ลูกกับเมียผม น่าเอ็นดูจนผมชวดมาหลายคืนแล้วเนี่ย -//-..แต่ไม่เป็นไร ผลิตลูกแฝดสามไว้คืนต่อไปก็ได้ ยังมีโอกาสอีกเยอะนี่ครับเนอะ*+*ส่วนคำตอบของเรื่องที่สอง.. เดี๋ยวผมเล่าให้ฟัง เล่าไปพลางนอนกอดเมียกับลูกไปพลาง เงียบตอนไหนคือตอนนั้นผมหลับฟินและพร้อมจะตื่นขึ้นมาวางแผนปั๊มลูกแฝด(สาม)ต่อในวันถัดไปเรียบร้อยแล้ว โอเค ตามนั้นนะ///ย้อนกลับไปว
ALINE 2 ปีต่อมา..“พี่เอ”“หืม?”“คิดอะไรอยู่ คิดถึงพี่เจไดเหรอ”“…” ฉันไม่ตอบอะไรอลิน ทำแค่พยักหน้าให้เบาๆ “อะไรกัน เพิ่งรู้ว่าเมียติดผัวขนาดนี้ ผัวแค่เดินเข้าไปเอาน้ำส้มเย็นๆมาให้ดื่มให้ชื่นใจเองนะครับ เผื่อคุณหม่ามี้มือใหม่จะคอแห้ง” เสียงเจไดดังมาก่อนตัวซะอีก ก่อนเขาจะเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉันแล้วส่งยิ้มให้ พร้อมกับยื่นแก้วน้ำส้มให้ฉัน“อะ”“ขอบใจนะ ก็ช่วยไม่ได้นี่นา คนมันมีผัวหล่อ แถมทั้งน่ารักทั้งใจดีทั้งยิ้มหล่อกระชากใจแบบนี้ จะไม่ให้คลั่งรักสามีจนต้องคิดถึงตลอดเวลาได้ไง” ฉันรับแก้วน้ำส้มมาพร้อมยิ้ม พลางอธิบายเหตุผลที่ทำให้ต้องคิดถึงสามีสุดหล่ออย่างเขาตลอดเวลา“แหม หวานกันจัง งั้นอลินไม่ยืนเป็นก้างละ เดินไปนั่งรอเวลาเป่าเค้กตรงโต๊ะโน้นกับพวกพี่ๆดีกว่า ไปละ คิกคิก” อลินบอกยิ้มๆแล้วเดินห่างออกไป ที่นั่งริมสระน้ำตรงนี้เลยเหลือแค่ฉันกับเจได วันนี้วันเกิดฉันน่ะ เจไดเลยจัดปาร์ตี้ริมสระที่คอนโดโดยชวนมาแค่เพื่อนๆและพี่น้องที่สนิท ซึ่งก็พอจะเดาออกกันใช่มั้ย ว่ามีใครบ้างแต่ฉันขออนุญาตสาธยายแล้วกัน จะได้ครบๆ นั่นก็คือมีอลินน้องสาวฉันอย่างที่เห็น ที่จริงกะจะชวนอลันมาด้วย แต่รายนั้นร
“ฉันโดนพวกโจรตามฆ่า ถ้าโผล่ออกไปเดินเพ่นพ่านตอนนี้ พวกมันเจอเข้า คงไม่ปล่อยฉันเอาไว้แน่ และเธอที่เป็นคนช่วยฉันไว้ ก็จะพลอยเป็นอันตรายไปด้วย” เขาบอกเสียงเครียด ส่วนเธอ แทนที่จะเครียดว่าตัวเองอาจเดือดร้อน เธอกลับเครียดเรื่องที่เขาอาจจะไม่ได้รับการรักษาที่ดีพอ“แต่ถ้าเจ้าไม่ได้ไปหาหมอ แล้วจะทำยังไงล่ะคะ ปล่อยไว้แบบนี้ อาการอาจจะทรุดลงก็ได้”“ไม่หรอก ยาสมุนไพรที่เธอให้กิน แล้วก็ยาที่เธอใส่แผลให้ มันทำให้อาการฉันดีขึ้นแล้ว มันแค่แผลภายนอก แค่กินยาสมุนไพร ใส่ยา รอให้แผลสมาน ไม่นานก็หาย ระหว่างนี้ แค่พยายามกินยาและใส่ยาสม่ำเสมอก็น่าจะพอ”“ระหว่างนี้?”“อืม เอ่อ เธอเข้าใจสิ่งที่ฉันกำลังจะพูดใช่มั้ย คือระหว่างนี้ฉันคงออกไปไหนไม่ได้ แล้วถ้าเธอไม่รังเกียจ ฉัน..ขอรบกวนอยู่รักษาตัวที่นี่ต่ออีกสักระยะได้มั้ย อย่างน้อยก็ให้แผลมันพอจะสมาน แล้วฉันรับรอง ว่าถ้าอาการฉันดีขึ้นแล้ว ฉันจะรีบไปจากที่นี่ทันที จะไม่อยู่รบกวนเธอต่อให้เธอต้องลำบากหรือว่าเดือดร้อนกว่าเดิมแน่นอน” “เอ่อ มันจะดีเหรอคะ ฉันไม่ได้รังเกียจเจ้าหรอกนะคะ แต่ฉันกลัวแผลเจ้ามันจะไม่ดีขึ้นน่ะสิ แผลเต็มตัวซะขนาดนั้น” เธอบอกด้วยแววตาไร้เดียงสา
“พี่เจได พี่เจไดเรียกใครคะ” อลินถามผมอย่างไม่เข้าใจ แต่ผมไม่คิดตอบเธอหรอก ผมสนแค่เดินลุยป่ารกไปเรื่อยๆพร้อมตะโกนดังลั่นไม่หยุดหย่อน และไม่คิดจะหยุด จนกว่ายัยผีบ้านั่นจะโผล่หัวออกมา แล้วคืนเอลีนมาให้ผม“เธออยู่ไหนจันทร์เจ้า! ออกมา ออกมาเดี๋ยวนี้ ออกมาดิวะ!! คืนคนรักของฉันมา เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับเอลีน แต่มันเป็นเรื่องระหว่างเธอกับฉัน เพราะฉะนั้นคนที่มีหน้าที่ต้องสะสางกับเธอมีแค่ฉัน อย่าลากเอลีนไปเกี่ยวข้อง!!! ปล่อยเธอมา!!!” ผมยังคงตะโกนและเดินลุยป่ารกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเจอป่าที่รกหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก เพิ่งรู้ว่าหลังอาคารมันจะมีป่ารกมากมายขนาดนี้ แถมตรงนี้ก็มีต้นไม่ใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาทึบมาก ก่อนผมจะเห็นลางๆที่ข้างหน้าไกลๆ ว่ามันเหมือนจะมีบ้านหลังนึง เหมือนจะเป็นบ้านร้าง“เอลีน!” ไม่รู้อะไรบอกผมให้ผมมั่นใจว่าเอลีนอาจจะอยู่ในนั้น แต่ผมคิดว่าต้องใช่แน่ๆ ผมถึงเปลี่ยนจากเดินเร็วๆเป็นวิ่งพุ่งไปยังบ้านหลังนั้นทันทีโดยไม่คิดจะรออลิน และตอนนี้ผมก็มาถึงแล้ว บ้านที่ผมเห็นรำไรเมื่อกี้นี้ เป็นบ้านไม้สองชั้น และมันเป็นบ้านร้างจริงๆ บ้านร้างสภาพทรุดโทรม เก่าจนมีเถาวัลย์ปกคลุมระโยงระยางถึงหลังคา







