LOGINเฟี่ยวว!!!!!
ผมไม่รู้ตัวเลยว่าไอ้ตอนคิดว่าจะตามยัยนั่นไป ผมเดินมาอยู่กลางถนนของอีกเลนนึงแล้ว มารู้ตัวเอาก็ตอนที่รถเกือบขับชนผมนั่นแหละ โชคดีที่ผมถอยหลังกลับมาทันในระยะเฉียดฉิวพอดี รถคันนั้นที่ขับมาโคตรเร็วถึงได้วิ่งผ่านผมไปดังเฟี่ยว!!! “ไอ้สัส เกือบตายห่าก่อนไปถึงโรงบาลแล้วมั้ยล่ะมึง” ผมถอนหายใจพลางบอกเชิงด่าตัวเองที่เพิ่งจะแคลเซิลตั๋วทัวร์นรกไปหมาดๆ และตอนนี้ผมอยู่เกาะกลางถนน ก่อนจะมองไปที่อีกฟากของถนนอีกครั้ง จะมองหายัยนั่นน่ะครับ แต่ก็ไม่เห็นแล้ว คือความจริง น่าจะยังเห็นบ้างนะ ลางๆ ถึงจะเดินไปไกลแล้ว เพราะแสงจากเสาไฟฟ้าข้างถนนมันก็น่าจะส่องให้พอเห็นลางๆได้บ้าง แต่นี่ไม่เห็นเลย ยัยนั่นเดินหายไปแล้ว ซึ่งผมไม่เข้าใจเลย “คนเชี่ยไร เดินเร็วฉิบหาย” ผมพูดกับตัวเองอีกรอบ สายตาก็ยังชะเง้อมอง พยายามจะมองดูอีกรอบ เผื่อจะเห็น แต่ก็ไม่เห็นอยู่ดี ตอนนี้เลยงงในงง ยิ่งคิดก็ยิ่งงง คือแบบ อย่างกับหายตัวได้ “หรือยัยนั่นจะหายตัวได้จริงๆวะ” คราวนี้ผมพูดเสียงเครียดกับตัวเอง ก่อนหันหลังมองซ้ายมองขวาแล้วข้ามถนนกลับไปขึ้นรถ เพราะผมจะรีบขับรถต่อ ผมจะรีบไปหาเอลีนที่โรงบาล ส่วนเรื่องผู้หญิงคนนั้น ความจริงผมไม่ได้คิดอย่างนั้นหรอก คนอะไรจะหายตัวได้ใช่มั้ย แต่ที่ยัยนั่นเดินหายแว้บไปโคตรเร็ว อารมณ์เหมือนเดินเร็วมาก อาจเป็นเพราะเธอตกใจมากก็ได้ เหมือนในวิชาวิทย์อ่ะ ถ้าใครเคยเรียนก็คงพอจะจำกันได้ ที่บอกว่าถ้าคนเราตกใจอะไรมากๆ อะดรีนาลีนมันก็จะหลั่ง เลยสั่งให้คนเราทำได้ในสิ่งที่ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ เราจะทำไม่ได้ กรณีของยัยนั่นก็คงเหมือนกัน คงตกใจกับเหตุการณ์เมื่อกี้มาก ก็เลยเดินเร็วมากแบบไม่รู้ตัว #Jedi EndALINE
“เอลีน เธอต้องไม่เป็นอะไร เธอต้องปลอดภัยนะเอลีน เธอต้องปลอดภัย เธอต้องไม่เป็นอะไร” “เจได!!?” ฉันอุทานชื่อเจไดออกมาอย่างมีความหวัง เมื่อระหว่างที่ฉันกำลังหันรีหันขวางและสับสนกับความเวิ้งว้างว่างเปล่าอย่างหมดสิ้นหนทาง จู่ๆฉันก็ได้ยินเสียงเจได แต่พยายามมองหาเขาเท่าไหร่ ฉันก็ไม่เจอ ที่เจอก็มีแต่แสงสว่างที่แสบหูแสบตา “เอลีน เธอต้องปลอดภัยนะ เธอต้องไม่เป็นอะไร เอลีน เธอต้องปลอดภัย” เสียงเจไดยังคงดังอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ดังอยู่เรื่อยๆไม่หยุด แต่ถึงจะพยายามมองหาครั้งแล้วครั้งเล่า หันมองทุกทิศทุกทางซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้ตั้งกี่รอบ ฉันก็ยังคงไม่เห็นหมอนั่นอยู่ดี “เจได นายอยู่ไหน เจได ช่วยฉันที พาฉันออกไปที ฉันอยากไปจากที่นี่ เจได เจได..ฮึก!..กรี๊ดดด!!!!!” ฉันเรียกไม่ทันจบ จู่ๆฉันก็รู้สึกเหมือนหัวใจกระตุกวูบ ก่อนจะรู้สึกเหมือนถูกบางอย่างดึงไปไหนก็ไม่รู้อีกแล้ว มารู้อีกที มันก็เหมือนว่าตัวฉันกำลังถูกทำอะไรบางอย่าง เหมือนร่างกำลังถูกบางสิ่งบางอย่างดูดให้กระตุกขึ้นซ้ำๆหลายครั้ง อารมณ์เหมือนแบบ มันรู้สึกและเหมือนจะรับรู้ทุกอย่าง แต่มันกลับลืมตาไม่ขึ้น ขยับตัวไม่ได้ มองเห็นแต่ความมืด และหูได้ยินแต่เสียงของความวุ่นวายอะไรสักอย่าง เหมือนเสียงของคนหลายคนที่กำลังวุ่นวายอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดี แต่ฉันจับใจความไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่องว่าคนพวกนั้นกำลังทำอะไรกัน และพวกเขากำลังทำอะไรกับร่างกายของฉัน “หัวใจกลับมาเต้นแล้วค่ะหมอ!” จนกระทั่งฉันได้ยินประโยคนี้ ..หมอเหรอ? ..หัวใจกลับมาเต้น? คือฉันได้ยินแต่ก็ยังลืมตาไม่ได้ ยังพูดไม่ออก เหมือนได้ยินเสียงหมอกับพยาบาลคุยกันในห้วงจิตสำนึก และฉันฟังรู้เรื่องแค่ประโยคนั้น แต่อย่างอื่นก็ยังจับใจความไม่ค่อยได้อยู่ดี พวกเขาคุยไรกันก็ไม่รู้ และอีกอย่างนึงที่ฉันไม่รู้(สึก) นั่นคือฉันไม่รู้สึกเจ็บ ไม่รู้สึกอะไร ได้ยินแต่เสียง จนกระทั่งเสียงเงียบไป พร้อมๆกับจิตสำนึกการหยั่งรู้ของฉันที่ดับวูบลงอีกครั้ง #Aline End:
JEDI @PRIME HOSPITAL ทันทีที่มาถึงโรงบาล ผมก็แทบจะวาร์ปมาที่หน้าห้องฉุกเฉิน หัวใจมันร้อนรน ลมหายใจก็ถี่ยิบสั่นสะท้านผิดจังหวะไปหมด เมื่อกี้ตอนขับรถมา ผมก็ภาวนามาตลอดทาง ขอให้เอลีนปลอดภัย ผมหวังให้เป็นอย่างนั้น ไม่สิ ไม่ใช่แค่หวัง แต่ยัยนั่นต้องปลอดภัย ต้องปลอดภัยเท่านั้น! “เอลีนเป็นไงบ้างวะ!” ตอนนี้เกียร์หมาที่ผมใส่มามันพาผมมาถึงหน้าห้องฉุกเฉินแล้ว และผมเห็นไอ้พวกเพื่อนผมกับเพื่อนเอลีนอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉินกันจนครบ ผมถึงรีบพุ่งเข้าไปถามไอ้สี่ตัวเพื่อนผมด้วยน้ำเสียงร้อนรนใจ ส่วนเหตุผลที่ผมเหมือนจะมาช้ากว่าใครๆ คงเป็นเพราะผมไปเสียเวลาอยู่กับอุบัติเหตุเมื่อกี้ “หมอยังไม่ออกมา” ไอ้เกรย์เป็นคนตอบให้ด้วยน้ำเสียงนิ่งๆแต่ชัดเจนว่ากำลังเครียดจัด ไม่ต่างกับทุกคนตอนนี้ ที่สายตาจับจ้องเพียงประตูห้องฉุกเฉิน “ยังไม่ออกมา! หมายความว่าไง นี่นานแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมยังไม่ออกมาอีกวะ” เหมือนเสียงผมจะร้อนรนขึ้นเรื่อยๆ จนพาให้เพื่อนสนิทผมทุกคนหันมาทางผม “มึงใจเย็นก่อนสัส เอลีนต้องไม่เป็นไรเว้ย” ไอ้คชาลุกมาหาผมแล้วช่วยบอกอีกคน ก่อนไอ้เกียร์กับไอ้สายฟ้าจะลุกตามมา “นั่นดิ มึงใจเย็นๆก่อนเว้ยเพื่อน หมอต้องช่วยได้แน่..เห้ย แล้วว่าแต่ หัวมึง? ไปโดนไรมาวะ” ไอ้เกียร์มันช่วยปลอบอีกคน ก่อนจะเอียงหน้าถาม “หัวเหรอ เออ! จริงด้วยว่ะเชี่ยสตาร์วอร์ หึวมึงโนอ่ะ ไปโดนไรมาวะ” คราวนี้เป็นไอ้สายฟ้าที่ทำหน้าเป็นหมางงใส่ผม ทีนี้ทุกคนก็เลยมองผมกันหมด ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนสนิทของเอลีน ..ลูกกอล์ฟกับนาตาชา “จริงด้วยมึง โนเป็นลูกมะกรูดเลย” “นั่นสิเจได เจ็บมากรึเปล่าอ่ะ” ลูกกอล์ฟกับนาตาชาถามอย่างเป็นห่วงผสมกับตกใจ งั้นผมถือโอกาสตอบให้ทีเดียวเลยแล้วกัน “ไม่อ่ะ ไม่เท่าไหร่ เดี๋ยวก็หาย แค่เมื่อกี้เสือกเบรคกะทันหันอ่ะ หน้าผากเลยจูบกับพวงมาลัยไปโป๊กนึง” “แน่ใจเหรอว่าไม่เป็นไรมาก” ไอ้เกรย์ถาม “อืม ไม่ต้องห่วงหรอก เพราะเรื่องกู ยังไงก็ไม่น่าห่วงเท่าคนในห้อง เออ จริงสิ แล้วญาติๆเอลีนอ่ะ ทำไมกูไม่เห็นเลย” สงสัยเหมือนผมมั้ย คือเรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ ความจริงพวกตำรวจหรือหน่วยกู้ภัยจะต้องโทรแจ้งญาติเป็นคนแรกดิ แต่นี่ผมกลับไม่เห็นญาติเอลีนเลยสักคน “ติดต่อไม่ได้ สงสัยปิดเครื่องกันหมดทั้งบ้าน ตำรวจเลยโทรหานาตาชา กูก็เลยได้รู้ด้วย ถึงได้รีบโทรไปบอกมึงกับไอ้พวกนี้” ไอ้เกรย์บอก เออ เหมือนผมลืมบอกไปอีกอย่าง ว่าไอ้เกรย์กับนาตาชาเป็นผัวเมี..เอ้ย เป็นแฟนกัน คือเราทุกคนเรียนคณะเดียวกัน มหาลัยเดียวกัน ตอนนี้อยู่ปี 3 เอลีนก็ด้วย ปี 3 วิศวะการบิน ม.เจบราวน์ (Faculty of Engineering @ J Brown University) ส่วนผม ชื่อเจได แบบเหมือนลืมแนะนำตัว ทั้งๆที่พล่ามมาตั้งนานแล้ว “งั้นเหรอ แล้วตอนนี้ติดต่อได้ยัง” “ยัง แต่ตำรวจก็เหมือนจะไปที่บ้านแล้ว เดี๋ยวคงรู้เรื่อง แล้วก็คงรีบตามมา” “งั้นเหรอ อืม” ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะมองไปที่ประตูห้องฉุกเฉิน แล้วจู่ๆหมอก็ออกมาพอดี และทีนี้ผมจะรอไร รีบพุ่งไปเลยดิ ก็ในเมื่อใจผมมันร้อนรนอยู่แล้ว แล้วกิริยาท่าทางของผมมันจะไปเหลืออะไร “หมอ! เพื่อนพวกผมเป็นไงบ้างครับ!” “…” หมอเงียบ แล้วถอนหายใจเบาๆ แถมทำหน้าไม่ค่อยดีคือยังไงวะ “ว่าไงหมอ!” “เมื่อกี้คนไข้หัวใจหยุดเต้นครับ” “หัวใจหยุดเต้น!!!” ได้ยินเธอหัวใจหยุดเต้น ผมก็แทบหยุดหายใจ “ครับ แต่เราทำ CPR ไป จนตอนนี้หัวใจกลับมาเต้นปกติแล้วครับ แต่ถึงจะอย่างนั้น คนไข้ก็เสียเลือดมาก ทางโรงพยาบาลมีเลือดสำรองไม่เพียงพอ คงต้องขอรับบริจาคจากญาติๆ หรือไม่ก็ประกาศขอรับบริจาคจากคนที่มีเลือดกรุ๊ปเดียวกับคนไข้ ในกรณีที่สภาพร่างกายของญาติไม่พร้อม หรือในกรณีที่กรุ๊ปเลือดไม่สามารถเข้ากันได้” “งั้นผมเองครับ! เดี๋ยวผมบริจาคให้เอง ผมเลือดกรุ๊ปเดียวกับเธอ!” ผมบอกหมออย่างไม่ลังเล “คุณไม่มีโรคประจำตัวอะไรใช่มั้ยครับ” “ไม่ครับ ผมแข็งแรงดี” “งั้นเชิญครับ” “ครับหมอ” ผมรีบพยักหน้ารับแล้วตามหมอไปทันที ตามไปพร้อมกับคำภาวนาที่ยังคงอยู่ในใจผมตลอดเวลา ..เธอต้องปลอดภัยนะเอลีน“เท่าที่ม้าบอกกูมา ก็คือคุณเทียดเอาไปเก็บไว้ในนั้น ความจริงท่านก็กะจะเอาไปให้จันทร์เจ้า แต่ก็ไม่รู้ว่าบ้านจันทร์เจ้าอยู่ไหน เหมือนพวกท่านก็ไม่รู้ว่าจันทร์เจ้าเองก็ตายไปแล้ว คุณเทียดเลยเอาไปเก็บไว้หลังรูปแล้วก็จัดการล็อคกุญแจปิดตายห้องนั้น เป็นสาเหตุให้เราไม่เคยเห็นรูปคุณทวด เพราะห้ามใครเคลื่อนย้ายอะไรออกจากห้องนั้นเด็ดขาด ท่านอยากให้ทุกอย่างคงอยู่สภาพเดิม เหมือนตอนคุณทวดยังอยู่ แล้วที่มีการจัดพิธีรำลึกถึงคุณทวดทุกปี เพราะคุณเทียดท่านรู้สึกผิด ที่ขัดขวางความรักของทั้งคู่ เป็นสาเหตุทำให้เกิดเรื่องเลวร้าย จนตัวเองต้องสูญเสียลูกชายคนโตไป” อย่างนี้เอง ในที่สุดเรื่องที่สงสัยมาตั้งนาน ผมก็ได้คำตอบสักที“แล้วทีนี้พอได้เรื่อง กูก็รีบโทรหามึง แต่มึงไม่รับสาย ลูกน้องกูก็ยังไม่ได้เรื่องมึงกับเอลีน กูเลยลองโทรถามพวกเชี่ยนี่ เลยไปพร้อมกันอย่างที่มึงเห็นนั่นแหละ”“ขอบคุณมากนะเฮีย ที่ไปช่วยผมกับเอลีนไว้” ผมบอกเฮียเจ็ท ก่อนจะหันไปขอบคุณทุกคน โดยไม่ลืมที่จะขอบคุณไอ้เดฟกับลูกน้องมัน ที่ช่วยให้ผมหาเอลีนจนเจอจากนั้นเมื่อทุกอย่างเคลียร์ ไม่มีอะไรแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ เพราะพวกเพื่อนผมมันจะไปเรียนต่อน
คนเป็นพ่อยื่นคำขาดอันโหดร้ายรุนแรงราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางแสกหน้าคนเป็นลูก ก่อนสาวเท้ากลับเข้าบ้านอย่างเกรี้ยวกราด ตามด้วยร่างไร้แรงกำลังเพราะหัวใจเหมือนถูกฟาดฟันจนขาดสะบั้นของเจ้าขุนณรงค์ที่ถูกบ่าวไพร่ควบคุมให้เดินตามไป:จากวันนั้นมา เจ้าขุนณรงค์ก็ถูกจับล่ามโซ่ขังไว้ในห้องนอน ไม่ได้ออกมาอีกเลยดั่งที่ผู้เป็นพ่อได้ลั่นวาจาสิทธิ์ ในเมื่อไม่ว่าผู้เป็นพ่อจะเข้ามาไถ่ถามเชิงบังคับสักกี่ครั้งกี่ครา คำตอบที่ได้จากลูกชายไม่รักดีก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ..ผมรัก และจะแต่งงานกับจันทร์เจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น!บัดนี้ จากชายชาติทหารผู้รูปงาม จึงเหลือแค่ชายผอมโซ สังขารทรุดโทรม ดูน่าเวทนา เพราะข้าวปลาไม่กิน น้ำสักหยดไม่คิดจะแตะ เหตุเพราะเขาหมดอาลัยตายอยาก ท้อแท้สิ้นหวัง หมดแล้วซึ่งกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ ในเมื่อชีวิตเขา คงปราศจากหญิงสาวอันเป็นที่รักจริงๆแล้วเป็นแน่แท้ แล้วเขา จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร“จันทร์เจ้า ฉันคิดถึงเธอ ป่านนี้เธอจะเป็นยังไงบ้าง ฮึก ฉันขอโทษ” น้ำตาผู้ชายไหลหลั่งลงมาพร้อมกับน้ำเสียงเหือดแห้งสั่นเครือและลมหายใจที่โรยรินลงไปทุกวินาที กระนั้น คนบนพื้นไม้ขัดเงาก็ยังฝืนใจขยับร่างที่ข้อเ
JEDI เมียกับลูกสาวของผมหลับไปแล้ว แต่ผมรู้ว่าพวกคุณยังค้างคาใจบางเรื่องอยู่ใช่ป่ะ อย่างน้อยๆก็น่าจะสักสองเรื่อง หนึ่งคือเรื่องที่ผมกะจะเผด็จศึกเมียตอนลูกหลับสองคือเรื่องจันทร์เจ้ากับเจ้าขุนณรงค์ และอะไรต่อมิอะไรต่อจากนั้นงั้นเอาคำตอบของเรื่องแรกก่อนแล้วกัน.. คือเผด็จศึกเมียและขบวนการผลิตลูกแฝดสามของผมคงจำเป็นต้องเลื่อนไปก่อนตามระเบียบก็เมียเล่นหลับปุ๋ยไปพร้อมกับลูกอย่างมีความสุขแถมโคตรน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนั้น ใครกันจะกล้าไปปลุก สุดท้ายผมก็เลยทำได้แค่นอนลงข้างๆเธอแล้วกอดเธอไว้พร้อมกับลามไปกอดลูกตัวน้อยที่นอนอยู่บนเบาะข้างๆกับเอลีนไปในคราวเดียวกัน ที่ต้องเอาเบาะน้องจีนมาวางบนเตียงข้างๆเอลีนแทนที่จะนอนในเปล ก็เพราะลูกติดแม่ แม่ก็ติดลูก น่าเอ็นดูมั้ยล่ะ ลูกกับเมียผม น่าเอ็นดูจนผมชวดมาหลายคืนแล้วเนี่ย -//-..แต่ไม่เป็นไร ผลิตลูกแฝดสามไว้คืนต่อไปก็ได้ ยังมีโอกาสอีกเยอะนี่ครับเนอะ*+*ส่วนคำตอบของเรื่องที่สอง.. เดี๋ยวผมเล่าให้ฟัง เล่าไปพลางนอนกอดเมียกับลูกไปพลาง เงียบตอนไหนคือตอนนั้นผมหลับฟินและพร้อมจะตื่นขึ้นมาวางแผนปั๊มลูกแฝด(สาม)ต่อในวันถัดไปเรียบร้อยแล้ว โอเค ตามนั้นนะ///ย้อนกลับไปว
ALINE 2 ปีต่อมา..“พี่เอ”“หืม?”“คิดอะไรอยู่ คิดถึงพี่เจไดเหรอ”“…” ฉันไม่ตอบอะไรอลิน ทำแค่พยักหน้าให้เบาๆ “อะไรกัน เพิ่งรู้ว่าเมียติดผัวขนาดนี้ ผัวแค่เดินเข้าไปเอาน้ำส้มเย็นๆมาให้ดื่มให้ชื่นใจเองนะครับ เผื่อคุณหม่ามี้มือใหม่จะคอแห้ง” เสียงเจไดดังมาก่อนตัวซะอีก ก่อนเขาจะเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉันแล้วส่งยิ้มให้ พร้อมกับยื่นแก้วน้ำส้มให้ฉัน“อะ”“ขอบใจนะ ก็ช่วยไม่ได้นี่นา คนมันมีผัวหล่อ แถมทั้งน่ารักทั้งใจดีทั้งยิ้มหล่อกระชากใจแบบนี้ จะไม่ให้คลั่งรักสามีจนต้องคิดถึงตลอดเวลาได้ไง” ฉันรับแก้วน้ำส้มมาพร้อมยิ้ม พลางอธิบายเหตุผลที่ทำให้ต้องคิดถึงสามีสุดหล่ออย่างเขาตลอดเวลา“แหม หวานกันจัง งั้นอลินไม่ยืนเป็นก้างละ เดินไปนั่งรอเวลาเป่าเค้กตรงโต๊ะโน้นกับพวกพี่ๆดีกว่า ไปละ คิกคิก” อลินบอกยิ้มๆแล้วเดินห่างออกไป ที่นั่งริมสระน้ำตรงนี้เลยเหลือแค่ฉันกับเจได วันนี้วันเกิดฉันน่ะ เจไดเลยจัดปาร์ตี้ริมสระที่คอนโดโดยชวนมาแค่เพื่อนๆและพี่น้องที่สนิท ซึ่งก็พอจะเดาออกกันใช่มั้ย ว่ามีใครบ้างแต่ฉันขออนุญาตสาธยายแล้วกัน จะได้ครบๆ นั่นก็คือมีอลินน้องสาวฉันอย่างที่เห็น ที่จริงกะจะชวนอลันมาด้วย แต่รายนั้นร
“ฉันโดนพวกโจรตามฆ่า ถ้าโผล่ออกไปเดินเพ่นพ่านตอนนี้ พวกมันเจอเข้า คงไม่ปล่อยฉันเอาไว้แน่ และเธอที่เป็นคนช่วยฉันไว้ ก็จะพลอยเป็นอันตรายไปด้วย” เขาบอกเสียงเครียด ส่วนเธอ แทนที่จะเครียดว่าตัวเองอาจเดือดร้อน เธอกลับเครียดเรื่องที่เขาอาจจะไม่ได้รับการรักษาที่ดีพอ“แต่ถ้าเจ้าไม่ได้ไปหาหมอ แล้วจะทำยังไงล่ะคะ ปล่อยไว้แบบนี้ อาการอาจจะทรุดลงก็ได้”“ไม่หรอก ยาสมุนไพรที่เธอให้กิน แล้วก็ยาที่เธอใส่แผลให้ มันทำให้อาการฉันดีขึ้นแล้ว มันแค่แผลภายนอก แค่กินยาสมุนไพร ใส่ยา รอให้แผลสมาน ไม่นานก็หาย ระหว่างนี้ แค่พยายามกินยาและใส่ยาสม่ำเสมอก็น่าจะพอ”“ระหว่างนี้?”“อืม เอ่อ เธอเข้าใจสิ่งที่ฉันกำลังจะพูดใช่มั้ย คือระหว่างนี้ฉันคงออกไปไหนไม่ได้ แล้วถ้าเธอไม่รังเกียจ ฉัน..ขอรบกวนอยู่รักษาตัวที่นี่ต่ออีกสักระยะได้มั้ย อย่างน้อยก็ให้แผลมันพอจะสมาน แล้วฉันรับรอง ว่าถ้าอาการฉันดีขึ้นแล้ว ฉันจะรีบไปจากที่นี่ทันที จะไม่อยู่รบกวนเธอต่อให้เธอต้องลำบากหรือว่าเดือดร้อนกว่าเดิมแน่นอน” “เอ่อ มันจะดีเหรอคะ ฉันไม่ได้รังเกียจเจ้าหรอกนะคะ แต่ฉันกลัวแผลเจ้ามันจะไม่ดีขึ้นน่ะสิ แผลเต็มตัวซะขนาดนั้น” เธอบอกด้วยแววตาไร้เดียงสา
“พี่เจได พี่เจไดเรียกใครคะ” อลินถามผมอย่างไม่เข้าใจ แต่ผมไม่คิดตอบเธอหรอก ผมสนแค่เดินลุยป่ารกไปเรื่อยๆพร้อมตะโกนดังลั่นไม่หยุดหย่อน และไม่คิดจะหยุด จนกว่ายัยผีบ้านั่นจะโผล่หัวออกมา แล้วคืนเอลีนมาให้ผม“เธออยู่ไหนจันทร์เจ้า! ออกมา ออกมาเดี๋ยวนี้ ออกมาดิวะ!! คืนคนรักของฉันมา เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับเอลีน แต่มันเป็นเรื่องระหว่างเธอกับฉัน เพราะฉะนั้นคนที่มีหน้าที่ต้องสะสางกับเธอมีแค่ฉัน อย่าลากเอลีนไปเกี่ยวข้อง!!! ปล่อยเธอมา!!!” ผมยังคงตะโกนและเดินลุยป่ารกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเจอป่าที่รกหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก เพิ่งรู้ว่าหลังอาคารมันจะมีป่ารกมากมายขนาดนี้ แถมตรงนี้ก็มีต้นไม่ใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาทึบมาก ก่อนผมจะเห็นลางๆที่ข้างหน้าไกลๆ ว่ามันเหมือนจะมีบ้านหลังนึง เหมือนจะเป็นบ้านร้าง“เอลีน!” ไม่รู้อะไรบอกผมให้ผมมั่นใจว่าเอลีนอาจจะอยู่ในนั้น แต่ผมคิดว่าต้องใช่แน่ๆ ผมถึงเปลี่ยนจากเดินเร็วๆเป็นวิ่งพุ่งไปยังบ้านหลังนั้นทันทีโดยไม่คิดจะรออลิน และตอนนี้ผมก็มาถึงแล้ว บ้านที่ผมเห็นรำไรเมื่อกี้นี้ เป็นบ้านไม้สองชั้น และมันเป็นบ้านร้างจริงๆ บ้านร้างสภาพทรุดโทรม เก่าจนมีเถาวัลย์ปกคลุมระโยงระยางถึงหลังคา







