LOGINถึงเวลาทวงแค้น 1
“อื้อ ๆ”
เพียงริมฝีปากนุ่มหยุ่นของชายหนุ่มบดเบียดไปที่ริมฝีปากอิ่มของหญิงสาว เธอก็พลันดีดดิ้นและส่งเสียงประท้วงในลำคอ ทว่าเขากลับไม่ได้สนใจไยดี กระหน่ำจูบเธอราวกับจะสูบเลือดสูบเนื้อออกมาจากปากหญิงสาว
“อื้อ...อือ...อื้อ”
เพียะ! ป้าบ! ป้าบ!
เธอพยายามส่งเสียงออกมา พร้อมกับใช้ฝ่ามือฟาดเขาให้หยุดกระทำเรื่องโสมม อีกทั้งยังรู้สึกหายใจไม่ออก เหมือนจะขาดใจตายบนตักเขาเสียให้ได้
วายุจึงถอนจูบออก “อยู่เฉย ๆ ได้มั้ย?” เขาขมวดคิ้วย่น ไม่พอใจกับอาการขัดขืนของเธอนัก
“ฉ...ฉันเจ็บ หายใจไม่ทันด้วย” ปากเธอบวมเปล่งเพราะแรงดูดที่หนักหน่วง
“โทษทีนะ พอดีฉันเป็นพวกชอบความรุนแรงน่ะ ทนเอาหน่อยแล้วกัน” ได้ยินคำขอโทษก็คิดว่าเขาจะหยุด ทว่ากลับยกมือขึ้นมาบีบแก้มเธอให้ริมฝีปากเผยอตอบรับแรงกดจูบจากเขาอีกครั้ง เป็นจูบแรกที่ไม่อ่อนโยนต่อใจเอาซะเลย ใจเธอสั่นระริกเต้นโครมคราม ตัวก็พลอยสั่นเทา เพราะเริ่มกลัวเขาขึ้นมาจริง ๆ
ชายหนุ่มดูป่าเถื่อนเอาเรื่องไม่น้อย ต่างกับตอนอยู่ต่อหน้าโมเมลิบลับ
เขาเป็นผู้ชายคนแรกที่ได้ครอบครองปากของเธอ จูบแรกที่ฝันถึงตลอดว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร วันนี้เฉลยแล้ว เป็นโฮสต์ที่พึ่งรู้จักกันไม่ถึงสามชั่วโมงด้วยซ้ำ
ฝันเอาไว้ว่าจูบแรกมันจะต้องโรแมนติกและคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรัก ดูท่าเธอจะฝันเฟื่องไป ความจริงตรงหน้าคือประสบการณ์จุมพิตที่บ้าดีเดือด จากคนพึ่งจะรู้จักกัน
ไม่ฟิน ไม่อิน ไม่ดีเลยสักนิด
ซ้ำยังเหม็นกลิ่นแอลกอฮอล์จากปากเขาอีกด้วย ช่างไม่น่าจดจำเลยจริง ๆ
ทว่า...เธอคงจำเขาได้ขึ้นใจ เพราะมันคือประสบการณ์เลวร้ายในชีวิต คงเป็นปมฝังใจไปตลอดชีวิต
นี่หรือโฮสต์ตัวท็อปของที่นี่ บริการได้แย่และป่าเถื่อนมาก มีผู้หญิงคนไหนโชคร้ายเหมือนกันไหม หรือว่า...เขาทำแบบนี้แค่กับเธอเท่านั้น
ตอนแรกเขาแค่อยากจะจูบสั่งสอนเธอเล่น ๆ จะจัดหนักให้แค่แป๊บเดียว แค่อยากลงโทษคนที่ทำรถคันโปรดของเขามีตำหนิ ถึงตอนนี้กลับติดใจรสสัมผัสนี้เข้าแล้ว ปกติจูบกับสาวอื่น หัวใจมันไม่ได้เต้นแรงและผิดจังหวะขนาดนี้ เหมือนเธอมีพลังวิเศษบางอย่างคอยดึงดูด จนไม่สามารถหยุดตักตวงความวาบหวามนี้ลงได้
“อืม...” เขาครางในลำคออย่างพอใจ ดวงตาคู่คมยังคงหลับพริ้ม และดูดดื่มอยู่อย่างนั้น
พรึบ...เขาผลักร่างบางให้ลงไปนอนแผ่หลาบนโซฟานุ่ม ตามด้วยร่างสูงของตัวเองขึ้นคร่อมอยู่เหนือตัวเธอ ปากหยักรีบเข้าประกบสิ่งเดียวกันอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมให้เธอได้ปริปากห้าม
ขณะที่มือหนาไล้ลงมาใกล้เนินอกขาว จู่ ๆ ประตูห้องก็ถูกใครบางคนผลักเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“อุ๊ย!” ตาคู่สวยเบิกกว้าง รีบยกมือขึ้นมาปิดปากที่อ้าค้าง ก่อนจะยิ้มกรุ้มกริ่ม
“พี่โม!” น้อยหน่าตะโกนเรียกชื่อคนที่พึ่งเปิดเข้ามาเห็นเหตุการณ์ ทั้งดีใจทั้งอายในเวลาเดียวกัน คิดว่าเธอรอดแล้ว มีคนมาช่วยเธอสักที ทว่า...สิ่งที่คิดไว้ต้องพังทลายลง
ชายหนุ่มจ้องตาเธอเขม็ง ดวงตาดุดันของเขากำลังบอกเธอให้เงียบปากไว้ ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด
“มีอะไรครับ ผมกับน้อยหน่ากำลังสนุกกันเลย” เขาหันไปถามโมเมด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ฟังแล้วไม่แข็งกร้าวเหมือนตอนคุยกับคนที่อยู่ใต้ร่างเลยสักนิด แววตาก็เปลี่ยนเป็นคนอ่อนโยน
เขาน่ากลัวยิ่งกว่าผีหรือสัตว์ดุร้ายเสียอีก
“พี่แค่จะมาบอกน้อยว่า พี่กับเขื่อนจะไปต่อกันที่อื่น ไม่คิดว่าจะเข้ามาเห็นพวกเธอสองคนกำลัง...” โมเมพูดไปยิ้มไป ไม่สังเกตเลยว่าน้องสาวกำลังเผชิญกับอะไรอยู่
“พี่โมจะกลับแล้วเหรอคะ น้อยหน่ากะ...” พูดพร้อมกับจะลุกขึ้นนั่ง แต่ชายหนุ่มกลับไม่ผละตัวเองออกให้เธอได้ลุกดี ๆ ดวงตาคมละจากโมเมกลับมาส่งสายตาแข็งกร้าวใส่เธออีกครั้ง ก่อนจะกระซิบเบา ๆ ว่า
“อยู่นิ่ง ๆ ถ้าไม่อยากโดนหนักกว่าเมื่อกี้นี้”
“...” เธอเม้มปากที่สั่นระริกไว้แน่น กลัวเขาจนขวัญกระเจิง
“วายุ งั้นพี่ฝากไปส่งน้องสาวพี่ด้วยแล้วกันนะ ต่อกันตามสบายเลย เดี๋ยวล็อกห้องให้ บาย” พูดจบโมเมก็กดล็อกประตู แล้วปิดมันเบา ๆ เดินจากทั้งคู่ไปอย่างอารมณ์ดี คิดว่าน้องสาวคงมีความสุขกับหนุ่มหล่อ ไม่รู้เลยว่าความเป็นจริงเธอกำลังเผชิญกับเสือร้าย ที่พร้อมจะกระชากเสื้อผ้าของเหยื่อให้ขาดวิ่น
“พี่โมกลับแล้ว ฉันควรกลับเหมือนกัน” พยายามดันแผงอกแกร่งให้ลุกขึ้น แต่คนอยู่เหนือกายกลับไม่ขยับตาม เขาจ้องหน้าเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยที่ไม่พูดอะไรออกมา
“...” เหมือนคนกำลังครุ่นคิดอะไรในหัว
“นายคิดจะทำอะไร แค่ฉ...” กำลังจะพูดถึงเรื่องรถของเขาที่เธอทำมันเป็นรอย เธอคิดว่าเขาคงโกรธเรื่องรถคันนั้นอยู่แน่ ๆ
“ถอดชุดเธอออก” เขาออกคำสั่งน้ำเสียงหนักแน่น
“อะ...อะไรนะ?!” เธอเบิกตาโพลง ได้ยินที่เขาบอกทุกคำ แต่ต้องถามย้ำ เพราะไม่แน่ใจว่าเขาพูดทีเล่นทีจริง
“บอก-ให้-ถอด-ชุด-ออก” เขาพูดช้า ๆ ชัด ๆ เน้นทีละคำ ดวงตาคมแสนดุดันมองเธอไม่วางตา
“ไม่ถอด” เธอทำใจกล้า ตอบปฏิเสธหนักแน่นเช่นกัน
“กล้าหือเหรอ ฮึ” เขาแสยะยิ้มอย่างคนเจ้าเล่ห์ซ่อนร้าย “ทำไงดีล่ะ ฉันกำลังมีอารมณ์เลย ยังไงก็ช่วยปลดปล่อยความเงี่ยนให้ฉันหน่อยแล้วกันนะ” ว่าจบก็คว้าข้อมือเธอขึ้นไปรวบตึงไว้เหนือศีรษะ มืออีกข้างเชยคางมนขึ้นมาบีบปากเธอให้อ้าออก เพื่อรับจุมพิตอันหนักหน่วงนี้จากเขา
เขาจนบดขยี้มันจนได้ยินเสียงดัง จ๊วบจ้าบ นาทีนี้ไม่มีอะไรมาหยุดเขาได้จริง ๆ ดูเหมือนความต้องการจะพุ่งสูงปรี๊ดฉุดไม่อยู่
“ขอร้องล่ะ หยุดเถอะนะ” เธอเอ่ยเสียงกระเส่า ขณะที่ปากถูกปล่อยให้เป็นอิสระ เพราะเขาเลื่อนมาจู่โจมที่ซอกคอขาวอย่างคนบ้า ดูดดึงเม้ม จนคอเธอเกิดรอยแดงช้ำ
“จะถอดเองดี ๆ หรือจะให้ฉันถอดให้” เขาถามอีกรอบ ก่อนจะเอนกายขึ้นไปนั่งตัวตรง
“ทำไมต้องทำกันขนาดนี้ด้วย แค่รถเป็นรอยนิดเดียว ไอแพดฉันพังฉันยังไม่เอาเรื่องนายเลยนะ” เธอตัดพ้อเสียงสั่น ตาเริ่มแดงก่ำ เหมือนคนจะร้องไห้
“อย่ามาบีบน้ำตาให้เห็นใจ นาทีนี้ฉันหยุดไม่ได้แล้ว” เขาไม่คิดจะสนใจความรู้สึกเธออยู่แล้ว ถึงจะร้องไห้ฟูมฟายจนน้ำตาไหลเป็นสายเลือด เขาก็ไม่ฟังเสียงห้ามปราม
“พี่โมจ่ายให้ฉันตั้งหกหลัก เพื่อสร้างประสบการณ์เร้าใจให้กับเธอ ทำให้มันคุ้มกับเงินที่เขาจ่ายมาหน่อยสิ”
“หกหลัก” น้อยหน่าอ้าปากค้าง นั่งนับตัวเลขในใจ “แสนเลยเหรอ?” เอ่ยออกมาด้วยความตกใจ
“ใช่ เพราะฉะนั้นอย่าขัดขืน” พูดจบพลันโน้มลงไปแนบจุมพิตที่ริมฝีปากชมพูระเรื่ออีกครั้ง เป็นสัมผัสที่ไม่อ่อนโยน ชนิดที่ว่าไม่ให้โอกาสเธอหายใจได้เต็มปอด ราวกับคนอดอยากปากแห้งมานานแสนนาน ทั้งที่ก็มีผู้หญิงมากมายเข้ามาอ้าขาให้ไม่ขาดสาย
จูบเธอจนพอใจอยาก เขาจึงจัดการถอดเสื้อผ้าเธอออกจนร่างบางเหลือแต่ตัวที่เปลือยเปล่า ไม่ถอดเอง เขาถอดให้ก็ได้ งานถนัดอยู่แล้ว
“รอแป๊บนะ” จัดการเธอแล้วก็หันมาจัดการร่างกายตัวเอง เขาลุกขึ้นยืนเพื่อจะถอดกางเกงกับเสื้อเชิ้ตออก เธอนอนกลอกลูกตามองตามเขาทุกอิริยาบถ จังหวะนี้เห็นว่าเขาง่วนปลดเข็มขัดที่เอว จึงคิดจะดีดกายหนีไปจากเขา ลุกขึ้นได้รีบคว้าเดรสที่กองอยู่ที่พื้น รีบวิ่งไปที่ประตู
แต่ก็นั่นแหละ เธอยังไม่ได้แต่งตัวให้เรียบร้อย จะออกไปตัวเปล่าได้อย่างไรกัน
“ฮึ ๆ ใจเด็ดดีนี่” เขาที่มองตามแผ่นหลังเนียนอยู่ตลอดเอ่ยปากชมในความดื้อของเธอ หญิงสาวหันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับเขา เห็นว่าชายหนุ่มยังใจเย็น ไม่ได้วิ่งมาลากตัวเธอกลับไป จึงใช้โอกาสนี้สวมชุดกลับดังเดิม ทว่า...ยังไม่ทันที่จะดึงเดรสขึ้นมาปกปิดท่อนบน
หมับ! ร่างบางก็ถูกดันไปชิดเข้ากับประตูหนา ฝ่ามือใหญ่ทั้งคู่ค้ำยันขนาบร่างเล็กของเธอไว้ กักขังหน่วงเหนี่ยวไม่ให้หนีไปไหนได้
“วิ่งหนีมาถึงตรงนี้ได้ แสดงว่าขายังมีเรี่ยวแรงอยู่ เดี๋ยวหลังจากนี้ ฉันจะทำให้แขนขาเธอไม่มีแรงเอง” ไม่ใช่แค่คำพูดที่ฟังดูคุกคามเธอเท่านั้น สายตาที่มองกันยังเจ้าเล่ห์คล้ายคนโรคจิต ร่างเปลือยเปล่ากำยำยังเบียดเนื้อนุ่ม ๆ ของเธอจนแทบไม่เหลือช่องว่าง
ไปไหนไม่รอดแล้วจริง ๆ เธอคงต้องยอมเขาสินะ
บทส่งท้าย@คาเฟ่หนอนชอบจิบชาฝ่ามือเล็กผลักประตูเข้ามาในร้านคาเฟ่ขนาดกลางที่ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในโลกของนวนิยายแฟนตาซีที่นี่มีชั้นหนังสือที่มีหนังสือให้อ่านฟรีแบบจุใจ ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางนวนิยายทุกหมวดหมู่ รวมถึงการ์ตูนทั้งไทยและต่างประเทศ เป็นกึ่งคาเฟ่กึ่งห้องสมุดก็ว่าได้ต่างกันตรงที่ห้องสมุดจะเงียบสงบ แต่ที่นี่มีเพลงให้ฟังเบา ๆ พร้อมแอร์เย็นฉ่ำตลอดเวลาที่ให้บริการถึงคาเฟ่แห่งนี้จะพึ่งเปิดให้บริการได้เพียงสองเดือนเท่านั้น ทว่า...กลับได้รับการตอบรับที่ดีเกินที่คาดเอาไว้ ยอดขายเกินเป้าหมายไปมาก เจ้าของก็พลอยยิ้มร่าได้ทั้งวัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะทำเลที่ตั้งอยู่ติดรั้วมหาวิทยาลัย และอีกเหตุผลหนึ่ง คงเป็นเพราะเจ้าของคาเฟ่เป็นคนที่มีชื่อเสียงพอสมควร จึงทำให้คาเฟ่แห่งนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าทึ่ง“วันนี้คนเยอะมั้ยเกล” น้อยหน่าเอ่ยถามพนักงานที่ประจำอยู่ตำแหน่งแคชเชียร์“พี่น้อยหน่าสวัสดีค่ะ เยอะมากค่ะ ตอนนี้มีอยู่สิบกว่าบิลค่ะ ยังมีออเดอร์ที่โทร.มาสั่งอีกนะคะ” พนักงานสาวพนมมือไหว้เจ้าของคาเฟ่ ก่อนจะหันไปชงเครื่องดื่มให้กับลูกค้าต่อ เธอดูเร่งรีบสุด ๆ“เดี๋ยวพี่ช่วย” เจ้าข
รักอีกครั้ง...มันดีมากBy: Wayuวันเวลาเดินเร็วมาก เร็วจนผมอยากจะกดหยุดมันเอาไว้ กลัวว่าความสุขที่มีเธออยู่ข้าง ๆ มันจะจางหายไปตลอดสามเดือนที่ผ่านมาผมได้พิสูจน์ตัวเองให้น้อยหน่าและคนรอบตัวที่รักเธอเห็นแล้วว่าผมจริงใจและรักเธอมากแค่ไหนผมลาออกจากการเป็นโฮสต์ก็เพราะเธอ แต่ยังคงหาเงินเอาไว้เปย์เธอได้อยู่เรื่อย ๆ จากการรับงานวาดปกนิยายของนักเขียนชื่อดังหลาย ๆ นามปากกา รวมถึงนักเขียนสุดที่รักของผมที่กำลังฮอตในกระแสอยู่ตอนนี้ อย่าง ‘พริ้มงาม’ นักเขียนหน้าใหม่ติดหนึ่งในมาแรงใช่ครับ ตอนนี้น้อยหน่าเปลี่ยนมาใช้นามปากกาใหม่แล้ว เดิมชื่อ ‘นาราเอล’ ที่เขียนนิยายแฟนตาซีเป็นหลัก พอได้ลองเปลี่ยนแนวเขียนใหม่ มันทำให้เธอค้นพบตัวเองและช่องทางทำเงินได้มากขึ้นกม่าเดิมหลายเท่าตัวน้อยหน่าจึงตัดสินใจหันหัวเรือไปอีกทาง เปลี่ยนมาเขียนแนวรักโรแมนติกแบบผู้ใหญ่ มีทั้งชายรักหญิง หญิงรักหญิง และชายรักชาย ใช้เวลาเพียงไม่นานเธอก็สามารถสร้างผลงานพร้อมฐานแฟนคลับได้มากมาย โดยมีผมที่เป็นทั้งแรงใจและแรงสนับสนุนอยู่เบื้องหลังในทุกผลงานเพราะปกนิยายทุกเรื่องของ พริ้มงาม ผมในนามปากกา Win Kaze เป็นผู้วาดเองกับมือ ผมตั้งใจใ
รักหวนคืน“ว่าไง หรือไม่กล้า” วายุถามย้ำเมื่อเห็นว่าน้อยหน่ายังนั่งนิ่งไม่ยอมขยับตัว ลงมือจุมพิตแฟนใหม่ให้เขาดู“ผมจูบพี่เองดีกว่านะ” เอ็มบอกเธอ และกำลังจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้หญิงสาว ทว่าจังหวะที่ปากหยักเกือบจะแนบชิดริมฝีปากของเธอ ชายหนุ่มต้องชะงักกลางคัน“มึงหยุดเลยนะ!” วายุตะคอกเสียงดังลั่นรถ พร้อมกับหันหลังมาทำตาดุใส่หนุ่มรุ่นน้อง ใจเขาแทบหล่นเกือบเห็นช็อตเด็ดเอ็มกระตุกยิ้มหนึ่งข้าง ก่อนจะผละตัวออกห่างกลับไปนั่งตัวตรง ทำให้หญิงสาวแอบถอนหายใจเบา ๆ ไปด้วย“มีอะไรอีกพี่ พี่ให้เราจูบกันให้ดู ผมกำลังจะรีบทำให้เสร็จ”“กูท้าน้อยหน่า ไม่ได้ท้ามึง อยู่เฉย ๆ อย่าสะเหล่อ” เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า อดที่จะเหวี่ยงใส่เอ็มไม่ได้“อ๋อครับ” เอ็มตอบกลับด้วยน้ำเสียงยียวน ชายหนุ่มพอจะรู้ว่าตอนนี้ตัวเองเป็นแค่ส่วนเกินของอดีตคู่รักของรุ่นพี่ทั้งสอง แต่จะไหลตามน้ำไปก่อน อยากรู้เหมือนกันว่าฝ่ายหญิงจะกล้าแลกไหมหากเธอกล้าจูบเขา ทั้งที่ไม่ได้รักไม่ได้ชอบเขา แสดงว่าเธอคงเกลียดวายุแล้วจริง ๆ แต่ถ้าไม่...“ดูให้เต็มสองตานายเลยนะ” น้อยหน่ายกสองมือขึ้นเข้าไปประคองกรอบหน้าหล่อของคนข้าง ๆ ให้หันมาสบตากันใจเธอเต้นโคร
รู้ทันเกมวันต่อมา@ตึกคณะศิลปกรรมศาสตร์“เฮ้ยไอ้เวรเดน มึงมีเรียนต่อรึเปล่าวะ?” วายุถามเพื่อน ขณะที่กำลังเดินออกจากห้องเรียนรายวิชาแรกของวัน“มีอีกทีบ่ายสามโมง ทำไมวะ?”“กูมีเรื่องจะปรึกษา ไปคุยกันที่ห้องกูหน่อยสิวะ ซื้อข้าวไปกินด้วย”“ปรึกษาเรื่องอะไรวะ?”“เรื่องน้อยหน่า”เอเดนเลิกคิ้วขึ้นอย่างงง ๆ “ทำไม? มึงยังแก้แค้นเขาไม่สะใจอีกเหรอวะ” เพื่อนถามกลับอย่างยียวน วายุจึงตวัดหางตามองค้อนให้หนึ่งที“อย่ากวน กูจะง้อน้อยหน่าต่างหากล่ะ”“เฮอ” เพื่อนสนิทถอนหายใจแรง ท้อใจกับอาการไบโพลาร์ของเพื่อนรัก“กูจริงจังนะมึง ไม่มีแผนอะไรทั้งนั้น มึงน่าจะรู้จักนิสัยกูดี”“เพราะกูรู้ไง กูถึงหนักใจเนี่ย มึงมีนิสัยชอบเอาชนะและชอบเอาคืน” เอเดนกลัวว่าเพื่อนจะหลอกใช้ตัวเองเป็นเครื่องมือทำร้ายใจคนอื่น เหมือนอย่างที่เขื่อนเคยเจอ“ไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง กูเป็นคนอย่างงั้นเหรอวะ?” เขาถึงกับหันกลับมาสงสัยในตัวเอง“เออดิวะ ไม่รู้ตัวอีก กับคนที่รักมากอย่างน้อยหน่ามึงยังทำเขาลง ไม่เรียกเจ้าคิดเจ้าแค้นให้เรียกอะไรวะ”วายุขมวดคิ้วมุ่น เขามองกลับมาดูตัวตนของตัวเองอีกครั้ง ยืนนิ่งนึกถึงวีรกรรมของตัวเองที่ทำไว้ในอดีตอยู่พักใ
เจ้าแผนการBy: Noina “ฉันคิดถึงเธอ”“เก็บคำนี้ไว้ใช้กับผู้หญิงของนายเถอะ ฉันสะอิดสะเอียนที่ได้ยินจากปากนาย” ฉันสะบัดมือเขาทิ้ง แล้วหยัดกายยืนให้มั่นเหมือนอุดมการณ์ที่ตั้งใจทำให้ได้ ‘เจ็บแล้วต้องจำ โอกาสของเขาใช้ไปหมดแล้ว’ ก่อนจะเดินจากเขาไปแม้เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นแค่แผน แต่มันคือแผนที่เลือดเย็นมาก เขาคงหัวเราะเยาะฉันลับหลัง คงสะใจที่ได้เห็นน้ำตาของคนที่ยกใจให้เขาไปจนหมดฉันได้ยินเกือบทุกคำที่เขาเอื้อนเอ่ยออกมา เพราะแบตเตอรี่ของหูฟังดันหมดพอดี ยอมรับว่าแอบโล่งใจที่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นกับเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แล้วไง? เจตนาก็เพื่อทำร้ายความรู้สึกกันอยู่ดีย้ายหนีให้ห่างกันแล้วแท้ ๆ ยังตามมากวนใจจนได้ เมื่อเช้าเขาน่าจะตั้งใจมาดักรอฉัน เพราะเช้านี้เขาไม่มีเรียน ต่อไปคงหาทางตามตื๊อฉันอีกแน่ เพราะตอนคบกันเขาเคยขอตารางเรียนทั้งหมดของฉันไป ตอนนั้นรักกันดี อยากได้อะไรฉันก็ยอมเขาหมดเหนื่อยแค่ไหนฉันก็ยอม...โง่จริง ๆ เพราะแบบนี้เขาถึงได้ใจ สมควรเจ็บแล้ว น้อยหน่า“เดี๋ยวสิน้อยหน่า ฟังกันก่อนได้มั้ย?” เขายังเดินตามมาหน้าด้าน ๆ“พอเถอะนะวายุ ระหว่างเราให้มันจบแค่นี้เถอะ ฉันเหนื่อย”“ฉันก็เหนื่อย
หมาโบ้หลายวันผ่านไปถึงเรื่องความรักจะทำให้ดิ่ง แต่เรื่องงานกลับปังขึ้นเรื่อย ๆจากนักเขียนโนเนม ‘นาราเอล’ ที่แทบจะไม่มีใครรู้จักชื่อ ผู้ติดตามไม่ถึงหลักร้อย ปัจจุบันตัวเลขดีดขึ้นมาเกือบแตะไปที่หลักพันต้องขอบคุณเขาใช่ไหม?เธอใช้ประสบการณ์มีความรักจริงจังครั้งแรกมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ แต่งนิยายรักต่ออีกเรื่องตามที่นักอ่านร้องขอถึงเรื่องต่อไปปกนิยายจะไม่ใช่ลายเส้นของวายุ แต่เธอเชื่อว่านักอ่านจะไม่ทิ้งเธอเหมือนอย่างเขาที่บอกว่าทิ้ง เพราะพอจะเดาออกว่า ชายหนุ่มกลับมาเพื่อทำให้เธอเจ็บอย่างที่เขาเคยเจ็บ หากไม่จริงเขาคงรั้งเธอไว้ตั้งแต่วันนั้น แต่เขาปล่อยให้เธอเดินออกไปจากชีวิตง่าย ๆ ไม่ง้อไม่ตามไม่ตื๊อ สุดท้ายก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกหลายวันมานี้น้อยหน่าพอที่จะทำใจได้บ้างแล้ว ทว่า...จะมองไปมุมไหนของห้อง เงาเขายังติดตาอยู่ทุกที่เธอจึงตัดสินใจย้ายออกจากที่นี่ รายได้จากการขายนิยายเรื่องล่าสุดก็พอได้จับเงินก้อนเหมือนคนอื่นอยู่บ้าง มีเงินพอค่ามัดจำห้องใหม่ไม่ได้อยู่ใกล้ก็ไม่ต้องเห็นหน้ากันอีก เธอต้องลืมเขาได้แน่ เพราะอยู่ที่นี่เธออดไม่ได้ที่จะเหลือบขึ้นไปมองระเบียงห้องของเขา







