Mag-log inอินทิราสะดุ้งเล็กน้อย รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ "เปล่าค่ะ อินแค่ดูคนเต้นข้างล่าง เพลินดี"
เทมส์ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับเธอ เขาปรายตามองลงไปที่บาร์ชั้นล่าง เห็นแฝดน้องของตัวเองกำลังถูกล้อมหน้าล้อมหลังด้วยสาวสวย เทมส์ละสายตากลับมามองใบหน้าจิ้มลิ้มที่พยายามซ่อนความรู้สึกน้อยใจเอาไว้ เขาอ่านท่าทีของเธอออกทะลุปรุโปร่ง
ร่างสูงของแฝดพี่ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จงใจเปลี่ยนท่านั่งเพื่อบังสายตาของอินทิราไม่ให้มองเห็นบาร์ชั้นล่างได้ถนัดนัก
"ถ้าไม่อยากมองก็ไม่ต้องมอง" เทมส์พูดเสียงนุ่มนวล มือใหญ่เอื้อมมาดึงแก้วน้ำส้มออกจากมือเธอที่บีบมันจนข้อกระดูกขาวซีด "ดื่มนี่ดีกว่า"
เขาส่งแก้วค็อกเทลสีชมพูอ่อนที่เพิ่งสั่งจากพนักงานให้แทน "ค็อกเทลผลไม้ แอลกอฮอล์น้อยมาก ดื่มให้พอชื่นใจ"
อินทิรารับแก้วมาถือไว้ สบตาคนพี่ด้วยความรู้สึกขอบคุณ เทมส์มักจะสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และเข้ามาจัดการความรู้สึกของเธอได้อย่างนุ่มนวลเสมอ
วีทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้าม หยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้แต่ไม่ได้จุดไฟตามกฎของโซนวีไอพี "ไอ้ไทม์มันก็งี้แหละ ปากหวานไปเรื่อย มึงอย่าไปใส่ใจมันเลยอิน รกสมองเปล่าๆ"
"อินไม่ได้ใส่ใจอะไรนี่คะ พี่ไทม์เขาก็ต้องทำงานดูแลลูกค้า" อินทิราตอบเสียงเบา ก้มหน้ามองแก้วค็อกเทลในมือ
"ปากแข็ง" วีแค่นยิ้มมุมปาก เขาดูออกเช่นกันว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังรู้สึกยังไง
ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา ประตูโซนวีไอพีก็เปิดออก ไทม์เดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เหงื่อซึมตามไรผมเล็กน้อย กลิ่นน้ำหอมของเขาตอนนี้ผสมปนเปไปกับกลิ่นแอลกอฮอล์และกลิ่นน้ำหอมผู้หญิงที่โชยมาบางๆ
"มากันครบแล้วเหรอวะ กูไปดูสต๊อกเหล้าหลังร้านมาแป๊บเดียว" ไทม์พูดพลางเดินตรงมาที่โซฟาฝั่งที่อินทิราและเทมส์นั่งอยู่
ที่นั่งบนโซฟายังมีเหลืออีกตั้งเยอะ แต่ไทม์กลับเลือกที่จะแทรกตัวลงนั่งตรงกลางระหว่างอินทิรากับพนักพิงโซฟา เบียดร่างหนาเข้าหาจนต้นขาของเขาแนบชิดกับต้นขาเนียนของเธอภายใต้เนื้อผ้าบางๆ
อินทิราสะดุ้ง ขยับตัวหนีเล็กน้อย แต่ไทม์ก็วาดแขนยาวพาดไปบนพนักพิงด้านหลังเธอ เป็นการกักตัวเธอไว้กลายๆ ความร้อนจากร่างกายของเขาส่งผ่านเนื้อผ้ามาถึงผิวของเธอจนรู้สึกวูบวาบ
"ดื่มอะไรอยู่คนเก่ง อร่อยไหม" ไทม์ก้มหน้าลงมาถามใกล้ๆ กลิ่นแอลกอฮอล์ที่โชยมาจากลมหายใจของเขาทำให้หัวใจของอินทิราเต้นรัว
"ค...ค็อกเทลผลไม้ค่ะ พี่เทมส์สั่งให้" เธอตอบตะกุกตะกัก พยายามหดคอหนีความใกล้ชิดนั้น
ไทม์หลุบตามองแก้วในมือเธอ ก่อนจะทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ ริมฝีปากหยักได้รูปงับลงบนขอบแก้วค็อกเทล ตรงกับตำแหน่งรอยลิปสติกสีอ่อนของอินทิราที่ประทับไว้พอดิบพอดี เขาออกแรงดึงแก้วจากมือเธอเบาๆ แล้วกระดกของเหลวสีชมพูลงคอไปอึกใหญ่
อินทิราเบิกตากว้าง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ การกระทำของเขาไม่ต่างอะไรกับการจูบทางอ้อมต่อหน้าต่อตาพี่เทมส์และพี่วี
"หวานดีนี่... แต่สู้เจ้าของแก้วไม่ได้หรอก" ไทม์กระซิบเสียงพร่า นัยน์ตาพราวระยับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของเธออย่างมีความหมาย
เทมส์ที่นั่งอยู่ข้างๆ กระดกไวน์ในแก้วรวดเดียวหมด สายตาคมกริบจ้องมองแฝดน้องอย่างคาดโทษ ส่วนวีก็ทำเสียง 'เหอะ' ในลำคอ โยนไฟแช็กในมือเล่นอย่างหงุดหงิด
"มึงไปนั่งที่อื่นไปไอ้ไทม์ เบียดน้องจนตัวลีบหมดแล้ว" เทมส์ออกปากไล่ น้ำเสียงแฝงความดุจัด
"กูจะนั่งตรงนี้มึงสองคนจะกินอะไรก็สั่งเลย วันนี้กูเลี้ยง" ไทม์ตอบอย่างไม่ยี่หระ แขนที่พาดอยู่ด้านหลังอินทิราเลื่อนลงมาโอบเอวคอดของเธอไว้หลวมๆ
อินทิราพยายามแกะมือปลาหมึกของเขาออก แต่ไทม์กลับรัดแน่นขึ้น เขาโน้มหน้าเข้ามาใกล้จนจมูกโด่งแทบจะชนกับใบหูของเธอ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอจนเธอขนลุกซู่
"สนใจลงไปเต้นด้วยกันไหมอิน"
เช้าวันเสาร์ที่ควรจะเงียบสงบกลับเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงฝนตกกระทบกระจกบานใหญ่ของเพนต์เฮาส์ อินทิราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นหลังจากได้นอนหลับสนิท เธอบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบ ก่อนจะลุกไปล้างหน้าแปรงฟันและเดินออกมาจากห้องนอน
ภายในห้องนั่งเล่นเงียบกริบ ไร้ร่องรอยของวีและไทม์ อินจำได้ลางๆ ว่าเมื่อคืนวีบอกว่าต้องไปคุมช่างทำโอทีที่อู่ ส่วนไทม์ก็น่าจะยังไม่ตื่นหลังจากกลับมาจากผับตอนรุ่งสาง
อินเดินตรงไปที่โซนห้องครัว ตั้งใจจะทำอาหารเช้ากินเองง่ายๆ เธอเปิดตู้เย็นสำรวจวัตถุดิบ มีไข่ไก่ แฮม ขนมปัง และผักสลัดนิดหน่อย หญิงสาวตัดสินใจทำแซนด์วิชแฮมไข่ดาวง่ายๆ ขณะที่กำลังง่วนอยู่กับการทอดไข่ดาวให้สุกกำลังดี เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากทางเดิน
เทมส์ในชุดเสื้อยืดสีขาวพอดีตัวกับกางเกงวอร์มสีเทาเดินเข้ามาในครัว ผมของเขาชี้โด่เด่ไม่เป็นทรงเหมือนปกติ ใบหน้าหล่อเหลาดูงัวเงียเล็กน้อย แต่ก็ยังคงความดูดีไว้ได้อย่างน่าหมั่นไส้
"ทำอะไรกิน กลิ่นหอมไปถึงห้องพี่เลย" เทมส์เอ่ยถามเสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าเล็กน้อยตามประสาคนเพิ่งตื่นนอน เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทรงสูงหน้าไอส์แลนด์หินอ่อน
"แซนด์วิชแฮมไข่ดาวค่ะ พี่เทมส์รับด้วยไหมคะ อินจะได้ทำเผื่อ"
พายุใช้โทสะ ใช้กำลัง ใช้เสียงตวาดข่มขู่ดั่งไฟป่าที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างจนมอดไหม้ ส่วนศิลาก็ใช้ตรรกะ ใช้สัญญา ใช้กรงขังและกฎเกณฑ์อันเย็นชามาบีบรัด ทั้งสองคนคิดว่าความกลัวจะทำให้ผู้หญิงคนนี้ยอมจำนน แต่พวกเขาไม่เคยเข้าใจ... ว่ายิ่งใช้ความรุนแรงและกฎเกณฑ์กดทับมากเท่าไหร่ ปราการในใจของข้าวหอมกลับยิ่งก่อตัวหนาแน่นและแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นมนุษย์ไม่ได้ยอมแพ้เพราะความเจ็บปวดแต่มนุษย์จะยอมจำนนอย่างสิ้นท่า... เมื่อถูกต้อนให้พ่ายแพ้ต่อความต้องการลึกๆ ในสัญชาตญาณของตัวเองต่างหากอคินสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างเล็กที่กำลังนั่งขดตัวอยู่ข้างเตียง ข้าวหอมกอดเข่าตัวเองไว้แน่น ใบหน้าเนียนซุกอยู่ระหว่างท่อนแขน ไหล่บางสั่นสะท้านเป็นจังหวะถี่ๆ จากแรงสะอื้นที่ถูกสะกดกลั้นไว้ เธออยู่ในสภาพเปราะบางดั่งเครื่องเคลือบดินเผาที่มีรอยร้าวรอบด้าน เพียงแค่ลงน้ำหนักมือไม่ถูกจุด ชิ้นงานศิลปะชิ้นเอกนี้ก็อาจจะแตกสลายคามือไปตลอดกาลเขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างกายเธอ กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นน้ำตาจางๆ จากตัวเธอลอยเข้าแตะจมูก"น้องหอม..."อคินเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม หวานล้ำและอ่อนโยนดั่ง
นัยน์ตาคมกริบของศิลากระตุกวูบไปเสี้ยววินาที ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไร้ตรรกะรองรับแล่นพล่านเข้ามาในอกซ้าย มันคือความเจ็บแปลบที่คล้ายกับตอนที่เขาเห็นรอยช้ำบนเข่าของเธอในกล้องวงจรปิด... ความรู้สึกขัดใจที่เห็นดวงตาคู่สวยคู่นี้มองเขาด้วยความชิงชัง แทนที่จะเป็นรอยยิ้มสดใสตอนที่เธอเล่าเรื่องเมล็ดกาแฟเมื่อคืนก่อนแต่ด้วยความทะนงตนและตรรกะที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต ศิลาไม่อาจแสดงความอ่อนแอทางอารมณ์ออกมาให้เห็นได้เขาเพียงแค่เหยียดริมฝีปากบางตรง ดันกรอบแว่นตาขึ้นช้าๆ แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้"ในโลกของความเป็นจริง ข้าวหอม... คุณค่าของมนุษย์ถูกกำหนดด้วยราคาที่ต้องจ่ายเพื่อรักษามันไว้ และราคาของเธอนั้น สูงเกินกว่าที่ฉันจะยอมปล่อยให้ใครมาชุบมือเปิบไปได้... แม้แต่ตัวเธอเอง"ศิลาผละสายตาออกจากใบหน้าหวาน เขายกมือขึ้นชี้ตรงไปยังประตูห้องทำงาน"กลับไปที่ห้องนอนของเธอซะ" ศิลาออกคำสั่งขั้นเด็ดขาด "บอดี้การ์ดสองคนจะยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูตลอดเวลา เธอจะได้รับอนุญาตให้ออกมาเฉพาะเวลาทำอาหารและเวลาร่วมโต๊ะอาหารเท่านั้น... ไปได้แล้ว"ข้าวหอมมอ
"เธอแอบย่องออกจากบ้านพักในเวลาวิกาลโดยไม่แจ้งให้ผู้ควบคุมระบบทราบ และเธอออกไปพบกับผู้ชายคนหนึ่งใต้ต้นไม้ในสวนสาธารณะ... ผู้ชายที่สวมหมวกและแว่นตาดำ ผู้ชายที่ส่งมอบเอกสารใส่ร้ายบริษัทฉบับนี้ให้เธอ" ศิลาใช้ปลายนิ้วแตะลงบนซองเอกสารสีน้ำตาลเบาๆ "เธอคิดจริงๆ หรือ ว่าการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบและเต็มไปด้วยช่องโหว่แบบนี้ จะรอดพ้นสายตาของระบบไปได้"ข้าวหอมนิ่งอึ้ง ใบหน้าเนียนซีดเผือดจนไร้สีเลือด เธอไม่รู้ว่าพวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่สายตาที่มองทะลุปรุโปร่งของศิลาทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนเปลือยเปล่าอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ"เขา... เขาไม่ได้เป็นคนร้าย..." เธอพยายามเค้นเสียงแก้ต่าง ละล่ำละลักพูด "เขาแค่... เอาเอกสารมาให้ฉันดู...""เอกสารปลอม" ศิลาเอ่ยแทรกขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบลงไปอีกระดับ "การโอนเงินในเอกสารฉบับนี้ระบุรหัสสาขาของธนาคารพาณิชย์ที่ถูกยุบไปแล้วตั้งแต่สามปีก่อน ตราประทับของบริษัทร่วมทุนถูกวางตำแหน่งผิดพลาดไปสองเซนติเมตร และลายเซ็นของฉันกับพายุในรายงานการประชุมลับ เป็นการคัดลอกจากไฟล์สแกนหนังสือมอบอำนาจเก่า... มีเพียงคนที่โง่เขลาและถูก
ทว่า ความผิดพลาดของพายุไม่ได้ทำให้ศิลาแปลกใจเท่ากับพฤติกรรมของหญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้ข้าวหอมนั่งตัวลีบอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงาน ร่างเล็กของเธอยังคงสวมเสื้อสเวตเตอร์หนาสีเทาเข้มตัวเดิม ชายเสื้อยับย่นจากการถูกกระชาก ข้อมือทั้งสองข้างประสานกันแน่นอยู่บนตัก ขอบตาแดงก่ำและบวมช้ำจากการผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวคิ้วของศิลาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คือท่วงท่าการเม้มริมฝีปากแน่นสนิท และแววตาที่จ้องมองพื้นไม้ปาร์เกต์อย่างดื้อดึงแววตาของคนที่กำลังซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้มิดชิดความลับที่หนักหนาพอจะทำให้ผู้หญิงที่เคยยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์ กล้าแอบหนีออกจากเพนต์เฮาส์ตั้งแต่เช้ามืดศิลาเลื่อนสายตามองไปยังซองเอกสารสีน้ำตาลขนาดเล็กที่เขายึดมาจากกระเป๋าเสื้อของเธอ มันวางสงบนิ่งอยู่ข้างแท็บเล็ตส่วนตัวของเขา ตราประทับปลอมและรายงานการเดินบัญชีที่พิมพ์ออกมาอย่างหยาบๆ ในซองนั้น ถูกเขากวาดสายตาตรวจเช็กความถูกต้องทางนิติวิทยาศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ห้านาทีแรกที่เธอก้าวเข้ามาในห้องนี้เอกสารปลอมแปลงขั้นพื้นฐาน... ฝีมื
ความกลัวที่จะถูกทิ้ง... ความทรงจำในวัยเด็กที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในสถานสงเคราะห์... ผสมผสานกับความแค้นที่ถูกหักหลังซ้ำสอง บีบให้สติสัมปชัญญะของพายุขาดสะบั้นลงโดยสิ้นเชิง"มึงกล้าเปรียบเทียบกูกับมันงั้นเหรอ..."พายุกัดฟันพูดทีละคำ เสียงแหบต่ำจนฟังดูคล้ายสัตว์ร้ายที่กำลังคลั่ง ดวงตาคมเข้มแดงก่ำลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความบ้าคลั่งที่ไร้การควบคุมเขาปล่อยมือจากแขนของเธอก่อนจะเงื้อหมัดขวาที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยรอยสักเปลวไฟขึ้นสูงในอากาศ!แรงโทสะสั่งการให้เขาทำลายทุกสิ่งตรงหน้าเพื่อระบายความเจ็บปวดที่อัดแน่นจนแทบอกแตกตายข้าวหอมเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เธอผงะถอยหลัง แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับเสาคอนกรีตต้นใหญ่จนไร้ทางหนี เมื่อเห็นหมัดหนักๆ เงื้อขึ้นสุดแขน หญิงสาวหลับตาแน่น ย่อตัวลง และยกสองแขนขึ้นมาปิดศีรษะเพื่อรอรับแรงกระแทกอันทารุณตามชะตากรรมเธอนึกว่าเขาจะชกเธอ... นึกว่าจุดจบของเธอได้มาถึงแล้ววูบ!ลมหมัดที่รุนแรงเฉียดผ่านแก้มเนียนของเธอไปเพียงไม่ถึงมิลลิเมตรพลั่ก! เปรี้ยง!เสียงกำปั้นหนัก
หมับ!มือหนาหยาบกร้านเอื้อมออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนทั้งสองข้างของข้าวหอมอย่างแรง แรงบีบมหาศาลทำให้เนื้อเนียนแทบแหลกคามือ ข้าวหอมหลุดเสียงครางในลำคอด้วยความเจ็บแปลบใบหน้าคมเข้มของพายุโน้มลงมาประชิดจนหน้าผากเกือบชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวที่เปรอะเปื้อนกลิ่นบรั่นดีเป่ารดผิวแก้มซีดเซียวดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย ฟันกรามขบแน่นจนได้ยินเสียงลั่นสุรเสียงแหบต่ำ ลึก และเต็มไปด้วยความคุกคามอันดิบเถื่อนดังรอดไรฟันออกมา บีบให้อากาศรอบตัวเย็นเฉียบจนแทบหยุดหมุนเวียน"มึงออกไปไหนมาตั้งแต่เช้ามืด... ข้าวหอม" พายุเค้นเสียงถาม แววตาวาวโรจน์ไปด้วยความคลั่ง "ลงไปร่านรอกระดูกชิ้นไหนมา... ตอบกูมาเดี๋ยวนี้!"กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นซีดาร์วูดในห้องรับแขกไม่ได้ช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มที่กำลังแผดเผาอยู่ในอกของพายุได้เลยแม้แต่น้อยมือหนาของเขาบีบลึกเข้าไปในเนื้อเนียนตรงต้นแขนของข้าวหอม เขารู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อใต้เสื้อสเวตเตอร์หนาที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ร่างเล็กๆ นั้นบอบบางจนเหมือนกิ่งไม้แห้งที่เขาออกแรง







