LOGINเมื่อบานประตูเคลียร์ปิดสนิท วีก็โยนประแจกลับลงบนโต๊ะ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์หงุดหงิด ก่อนจะหมุนตัวกลับมาหาหญิงสาวที่นั่งตัวเกร็งอยู่บนโซฟา
"ตกใจไหม" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าเมื่อครู่มาก มือหนาเอื้อมมาลูบศีรษะเธอเบาๆ อย่างปลอบประโลม
"นิดหน่อยค่ะ" อินทิราเงยหน้าขึ้นสบตาเขา "พี่วีไปพูดแบบนั้น ลูกค้าจะไม่โกรธเอาเหรอคะ เดี๋ยวก็เสียรายได้หรอก"
"ช่างหัวมันสิ รถมันกูไม่ซ่อมให้ก็ยังได้ เงินแค่นี้กูไม่สะเทือนหรอก" วีตอบหน้าตาเฉย เขาดึงมือกลับไปล้วงกระเป๋ากางเกง "มึงมากับกู กูมีหน้าที่ต้องดูแล... ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาทำรุ่มร่ามกับมึงทั้งนั้น เข้าใจไหม"
คำพูดห้วนๆ แต่จริงใจนั้นทำให้อินทิรารู้สึกเหมือนมีกระแสความอบอุ่นไหลวนอยู่ในอก ผู้ชายคนนี้อาจจะปากร้าย ไม่โรแมนติก และดูอันตรายในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเธอแล้ว เขาคือคนที่พร้อมจะกางปีกปกป้องเธอจากทุกอย่างโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
"ขอบคุณนะคะพี่วี" อินทิราส่งยิ้มหวานให้เขา เป็นยิ้มที่มาจากใจจริง
วีรวิชญ์จ้องมองรอยยิ้มนั้นนิ่งไปชั่วขณะ นัยน์ตาดุดันวูบไหวด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดมันไว้ส่วนลึก เขากระแอมเบาๆ แล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
"รีบกินข้าวซะ จะได้ทำงานต่อ... คืนนี้ไอ้ไทม์มันบอกจะพามึงไปนั่งเล่นที่ผับ เตรียมตัวปวดหัวกับมันได้เลย"
ค่ำคืนวันศุกร์ ถนนสายหลักของกรุงเทพมหานครคลาคล่ำไปด้วยแสงไฟจากรถยนต์ที่ติดหนึบเป็นตังเม บรรยากาศของการเริ่มต้นวันหยุดสุดสัปดาห์อบอวลไปทั่วทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในย่านสถานบันเทิงหรูหราที่ผู้คนต่างหลั่งไหลมารวมตัวกันเพื่อปลดปล่อยความเครียดจากการทำงาน
ภายในเพนต์เฮาส์ อินทิรากำลังนั่งดูทีวีอยู่ที่โซฟาในชุดนอนเสื้อยืดกางเกงขาสั้นตัวเก่ง เธอวางแผนจะใช้เวลาคืนวันศุกร์ไปกับการนอนดูซีรีส์และกินขนมขบเคี้ยวอย่างสงบ แต่ความตั้งใจนั้นก็ถูกพังทลายลงเมื่อร่างสูงโปร่งของไทม์เดินผิวปากออกมาจากห้องนอน
แฝดน้องของเทมส์อยู่ในชุดที่ดูดีจนน่าหมั่นไส้ เสื้อเชิ้ตสีดำเนื้อผ้าพลิ้วไหวปลดกระดุมออกสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกขาวและสร้อยคอเงินเส้นเล็ก กางเกงสแล็กสีเข้มเข้ารูปรับกับช่วงขาเรียวยาว ผมถูกเซตให้ดูยุ่งๆ อย่างมีสไตล์ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยนำมาก่อนตัว
"ยังไม่เปลี่ยนชุดอีกเหรอคนเก่ง" ไทม์เดินเข้ามาท้าวแขนกับพนักพิงโซฟาด้านหลังอินทิรา โน้มตัวลงมาจนปลายคางแทบจะเกยกับไหล่บาง
"อินไม่อยากไปนี่คะ พี่ไทม์ไปทำงาน อินไปก็เกะกะเปล่าๆ ขออินนอนดูซีรีส์อยู่ที่ห้องเถอะนะคะ" อินทิราทำเสียงออดอ้อน พยายามเอี้ยวตัวหลบใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนเกินพอดี
"ไม่ได้ครับ ไอ้กฤตสั่งไว้ว่าห้ามทิ้งเราไว้คนเดียว พี่เทมส์กับไอ้วีก็มีธุระกว่าจะตามไปสมทบก็ดึก ถ้าพี่ปล่อยเราไว้ที่นี่ เกิดผีหลอกขึ้นมาใครจะช่วย" ไทม์ยกเรื่องผีขึ้นมาขู่ ซึ่งมันได้ผลชะงัดเพราะอินทิราเป็นคนกลัวความมืดและเรื่องลี้ลับเข้าไส้
หญิงสาวมุ่ยหน้าอย่างขัดใจ รู้ดีว่าไม่มีทางปฏิเสธเพลย์บอยตัวพ่อคนนี้ได้ "ก็ได้ค่ะ ขอเวลาอินเปลี่ยนชุดสิบนาที"
"แต่งตัวสวยๆ นะ คืนนี้พี่เปิดโซนวีไอพีไว้ให้เราโดยเฉพาะเลย" ไทม์ขยิบตาให้พร้อมรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ที่มักจะทำให้สาวๆ ใจละลาย แต่มันกลับทำให้อินทิรารู้สึกหมั่นไส้ตงิดๆ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา อินทิราก็มานั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีแดงเข้มในโซนวีไอพีชั้นสองของผับหรู ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไทม์เป็นหุ้นส่วนใหญ่ โซนนี้ถูกออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัวสูง สามารถมองทะลุกระจกใสลงไปเห็นบรรยากาศความสนุกสนานและฟลอร์เต้นรำชั้นล่างได้ชัดเจน แต่คนด้านล่างจะมองไม่เห็นด้านบน เสียงเบสหนักหน่วงของดนตรีอีดีเอ็มสั่นสะเทือนไปถึงพื้นกระดาน
อินทิราสวมชุดเดรสสายเดี่ยวสีดำความยาวคลุมเข่า ดูเรียบหรูแต่ไม่โป๊จนเกินงาม ทับด้วยเสื้อเบลเซอร์สีครีมเพื่อความสุภาพ เธอจิบน้ำส้มคั้นในแก้วทรงสวย พลางทอดสายตามองลงไปยังบาร์เครื่องดื่มชั้นล่าง
ตรงนั้น ไทม์กำลังยืนพูดคุยอยู่กับบาร์เทนเดอร์ รูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นของเขาดึงดูดสายตาของผู้หญิงแทบทุกคนในบริเวณนั้น มีกลุ่มหญิงสาวหน้าตาสะสวยแต่งตัวเซ็กซี่หลายคนพยายามเดินเข้าไปทักทาย ชนแก้ว และหัวเราะต่อกระซิกด้วยท่าทางสนิทสนม
ไทม์ไม่ได้ปฏิเสธไมตรีเหล่านั้น เขายิ้มรับ พูดคุยด้วยท่าทีเป็นกันเองตามประสาคนทำธุรกิจกลางคืน มือหนาของเขาแม้จะไม่ได้โอบกอดใคร แต่ก็มีจังหวะที่แตะไหล่หรือรับแก้วเหล้ามาดื่มอย่างไม่ถือตัว
ภาพนั้นทำให้อินทิรารู้สึกโหวงๆ ในช่องท้องบอกไม่ถูก มือบางบีบก้านแก้วน้ำส้มแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกไม่มั่นคงตีตื้นขึ้นมาในอก เธอพยายามบอกตัวเองว่านั่นคืองานของเขา และเขาเป็นเพียงเพื่อนของพี่ชาย เธอไม่มีสิทธิ์ไปรู้สึกอะไรทั้งนั้น แต่ก้อนความอึดอัดที่จุกอยู่ที่คอกลับปฏิเสธความคิดเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง
"ดูอะไรอยู่ ทำหน้าบูดเชียว"
เสียงทุ้มเรียบๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงของเทมส์และวีที่เดินเข้ามาในโซนวีไอพี เทมส์ในชุดสูทลำลองสีเทาเข้มดูภูมิฐานและน่าเกรงขาม ส่วนวีก็มาในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงยีนส์ตัวเก่งเหมือนเช่นเคย
พายุใช้โทสะ ใช้กำลัง ใช้เสียงตวาดข่มขู่ดั่งไฟป่าที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างจนมอดไหม้ ส่วนศิลาก็ใช้ตรรกะ ใช้สัญญา ใช้กรงขังและกฎเกณฑ์อันเย็นชามาบีบรัด ทั้งสองคนคิดว่าความกลัวจะทำให้ผู้หญิงคนนี้ยอมจำนน แต่พวกเขาไม่เคยเข้าใจ... ว่ายิ่งใช้ความรุนแรงและกฎเกณฑ์กดทับมากเท่าไหร่ ปราการในใจของข้าวหอมกลับยิ่งก่อตัวหนาแน่นและแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นมนุษย์ไม่ได้ยอมแพ้เพราะความเจ็บปวดแต่มนุษย์จะยอมจำนนอย่างสิ้นท่า... เมื่อถูกต้อนให้พ่ายแพ้ต่อความต้องการลึกๆ ในสัญชาตญาณของตัวเองต่างหากอคินสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างเล็กที่กำลังนั่งขดตัวอยู่ข้างเตียง ข้าวหอมกอดเข่าตัวเองไว้แน่น ใบหน้าเนียนซุกอยู่ระหว่างท่อนแขน ไหล่บางสั่นสะท้านเป็นจังหวะถี่ๆ จากแรงสะอื้นที่ถูกสะกดกลั้นไว้ เธออยู่ในสภาพเปราะบางดั่งเครื่องเคลือบดินเผาที่มีรอยร้าวรอบด้าน เพียงแค่ลงน้ำหนักมือไม่ถูกจุด ชิ้นงานศิลปะชิ้นเอกนี้ก็อาจจะแตกสลายคามือไปตลอดกาลเขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างกายเธอ กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นน้ำตาจางๆ จากตัวเธอลอยเข้าแตะจมูก"น้องหอม..."อคินเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม หวานล้ำและอ่อนโยนดั่ง
นัยน์ตาคมกริบของศิลากระตุกวูบไปเสี้ยววินาที ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไร้ตรรกะรองรับแล่นพล่านเข้ามาในอกซ้าย มันคือความเจ็บแปลบที่คล้ายกับตอนที่เขาเห็นรอยช้ำบนเข่าของเธอในกล้องวงจรปิด... ความรู้สึกขัดใจที่เห็นดวงตาคู่สวยคู่นี้มองเขาด้วยความชิงชัง แทนที่จะเป็นรอยยิ้มสดใสตอนที่เธอเล่าเรื่องเมล็ดกาแฟเมื่อคืนก่อนแต่ด้วยความทะนงตนและตรรกะที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต ศิลาไม่อาจแสดงความอ่อนแอทางอารมณ์ออกมาให้เห็นได้เขาเพียงแค่เหยียดริมฝีปากบางตรง ดันกรอบแว่นตาขึ้นช้าๆ แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้"ในโลกของความเป็นจริง ข้าวหอม... คุณค่าของมนุษย์ถูกกำหนดด้วยราคาที่ต้องจ่ายเพื่อรักษามันไว้ และราคาของเธอนั้น สูงเกินกว่าที่ฉันจะยอมปล่อยให้ใครมาชุบมือเปิบไปได้... แม้แต่ตัวเธอเอง"ศิลาผละสายตาออกจากใบหน้าหวาน เขายกมือขึ้นชี้ตรงไปยังประตูห้องทำงาน"กลับไปที่ห้องนอนของเธอซะ" ศิลาออกคำสั่งขั้นเด็ดขาด "บอดี้การ์ดสองคนจะยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูตลอดเวลา เธอจะได้รับอนุญาตให้ออกมาเฉพาะเวลาทำอาหารและเวลาร่วมโต๊ะอาหารเท่านั้น... ไปได้แล้ว"ข้าวหอมมอ
"เธอแอบย่องออกจากบ้านพักในเวลาวิกาลโดยไม่แจ้งให้ผู้ควบคุมระบบทราบ และเธอออกไปพบกับผู้ชายคนหนึ่งใต้ต้นไม้ในสวนสาธารณะ... ผู้ชายที่สวมหมวกและแว่นตาดำ ผู้ชายที่ส่งมอบเอกสารใส่ร้ายบริษัทฉบับนี้ให้เธอ" ศิลาใช้ปลายนิ้วแตะลงบนซองเอกสารสีน้ำตาลเบาๆ "เธอคิดจริงๆ หรือ ว่าการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบและเต็มไปด้วยช่องโหว่แบบนี้ จะรอดพ้นสายตาของระบบไปได้"ข้าวหอมนิ่งอึ้ง ใบหน้าเนียนซีดเผือดจนไร้สีเลือด เธอไม่รู้ว่าพวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่สายตาที่มองทะลุปรุโปร่งของศิลาทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนเปลือยเปล่าอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ"เขา... เขาไม่ได้เป็นคนร้าย..." เธอพยายามเค้นเสียงแก้ต่าง ละล่ำละลักพูด "เขาแค่... เอาเอกสารมาให้ฉันดู...""เอกสารปลอม" ศิลาเอ่ยแทรกขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบลงไปอีกระดับ "การโอนเงินในเอกสารฉบับนี้ระบุรหัสสาขาของธนาคารพาณิชย์ที่ถูกยุบไปแล้วตั้งแต่สามปีก่อน ตราประทับของบริษัทร่วมทุนถูกวางตำแหน่งผิดพลาดไปสองเซนติเมตร และลายเซ็นของฉันกับพายุในรายงานการประชุมลับ เป็นการคัดลอกจากไฟล์สแกนหนังสือมอบอำนาจเก่า... มีเพียงคนที่โง่เขลาและถูก
ทว่า ความผิดพลาดของพายุไม่ได้ทำให้ศิลาแปลกใจเท่ากับพฤติกรรมของหญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้ข้าวหอมนั่งตัวลีบอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงาน ร่างเล็กของเธอยังคงสวมเสื้อสเวตเตอร์หนาสีเทาเข้มตัวเดิม ชายเสื้อยับย่นจากการถูกกระชาก ข้อมือทั้งสองข้างประสานกันแน่นอยู่บนตัก ขอบตาแดงก่ำและบวมช้ำจากการผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวคิ้วของศิลาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คือท่วงท่าการเม้มริมฝีปากแน่นสนิท และแววตาที่จ้องมองพื้นไม้ปาร์เกต์อย่างดื้อดึงแววตาของคนที่กำลังซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้มิดชิดความลับที่หนักหนาพอจะทำให้ผู้หญิงที่เคยยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์ กล้าแอบหนีออกจากเพนต์เฮาส์ตั้งแต่เช้ามืดศิลาเลื่อนสายตามองไปยังซองเอกสารสีน้ำตาลขนาดเล็กที่เขายึดมาจากกระเป๋าเสื้อของเธอ มันวางสงบนิ่งอยู่ข้างแท็บเล็ตส่วนตัวของเขา ตราประทับปลอมและรายงานการเดินบัญชีที่พิมพ์ออกมาอย่างหยาบๆ ในซองนั้น ถูกเขากวาดสายตาตรวจเช็กความถูกต้องทางนิติวิทยาศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ห้านาทีแรกที่เธอก้าวเข้ามาในห้องนี้เอกสารปลอมแปลงขั้นพื้นฐาน... ฝีมื
ความกลัวที่จะถูกทิ้ง... ความทรงจำในวัยเด็กที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในสถานสงเคราะห์... ผสมผสานกับความแค้นที่ถูกหักหลังซ้ำสอง บีบให้สติสัมปชัญญะของพายุขาดสะบั้นลงโดยสิ้นเชิง"มึงกล้าเปรียบเทียบกูกับมันงั้นเหรอ..."พายุกัดฟันพูดทีละคำ เสียงแหบต่ำจนฟังดูคล้ายสัตว์ร้ายที่กำลังคลั่ง ดวงตาคมเข้มแดงก่ำลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความบ้าคลั่งที่ไร้การควบคุมเขาปล่อยมือจากแขนของเธอก่อนจะเงื้อหมัดขวาที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยรอยสักเปลวไฟขึ้นสูงในอากาศ!แรงโทสะสั่งการให้เขาทำลายทุกสิ่งตรงหน้าเพื่อระบายความเจ็บปวดที่อัดแน่นจนแทบอกแตกตายข้าวหอมเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เธอผงะถอยหลัง แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับเสาคอนกรีตต้นใหญ่จนไร้ทางหนี เมื่อเห็นหมัดหนักๆ เงื้อขึ้นสุดแขน หญิงสาวหลับตาแน่น ย่อตัวลง และยกสองแขนขึ้นมาปิดศีรษะเพื่อรอรับแรงกระแทกอันทารุณตามชะตากรรมเธอนึกว่าเขาจะชกเธอ... นึกว่าจุดจบของเธอได้มาถึงแล้ววูบ!ลมหมัดที่รุนแรงเฉียดผ่านแก้มเนียนของเธอไปเพียงไม่ถึงมิลลิเมตรพลั่ก! เปรี้ยง!เสียงกำปั้นหนัก
หมับ!มือหนาหยาบกร้านเอื้อมออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนทั้งสองข้างของข้าวหอมอย่างแรง แรงบีบมหาศาลทำให้เนื้อเนียนแทบแหลกคามือ ข้าวหอมหลุดเสียงครางในลำคอด้วยความเจ็บแปลบใบหน้าคมเข้มของพายุโน้มลงมาประชิดจนหน้าผากเกือบชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวที่เปรอะเปื้อนกลิ่นบรั่นดีเป่ารดผิวแก้มซีดเซียวดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย ฟันกรามขบแน่นจนได้ยินเสียงลั่นสุรเสียงแหบต่ำ ลึก และเต็มไปด้วยความคุกคามอันดิบเถื่อนดังรอดไรฟันออกมา บีบให้อากาศรอบตัวเย็นเฉียบจนแทบหยุดหมุนเวียน"มึงออกไปไหนมาตั้งแต่เช้ามืด... ข้าวหอม" พายุเค้นเสียงถาม แววตาวาวโรจน์ไปด้วยความคลั่ง "ลงไปร่านรอกระดูกชิ้นไหนมา... ตอบกูมาเดี๋ยวนี้!"กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นซีดาร์วูดในห้องรับแขกไม่ได้ช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มที่กำลังแผดเผาอยู่ในอกของพายุได้เลยแม้แต่น้อยมือหนาของเขาบีบลึกเข้าไปในเนื้อเนียนตรงต้นแขนของข้าวหอม เขารู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อใต้เสื้อสเวตเตอร์หนาที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ร่างเล็กๆ นั้นบอบบางจนเหมือนกิ่งไม้แห้งที่เขาออกแรง







