로그인ความกลัวที่จะถูกทิ้ง... ความทรงจำในวัยเด็กที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในสถานสงเคราะห์... ผส
ทว่า ความผิดพลาดของพายุไม่ได้ทำให้ศิลาแปลกใจเท่ากับพฤติกรรมของหญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้ข้าวหอมนั่งตัวลีบอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงาน ร่างเล็กของเธอยังคงสวมเสื้อสเวตเตอร์หนาสีเทาเข้มตัวเดิม ชายเสื้อยับย่นจากการถูกกระชาก ข้อมือทั้งสองข้างประสานกันแน่นอยู่บนตัก ขอบตาแดงก่ำและบวมช้ำจากการผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวคิ้วของศิลาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คือท่วงท่าการเม้มริมฝีปากแน่นสนิท และแววตาที่จ้องมองพื้นไม้ปาร์เกต์อย่างดื้อดึงแววตาของคนที่กำลังซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้มิดชิดความลับที่หนักหนาพอจะทำให้ผู้หญิงที่เคยยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์ กล้าแอบหนีออกจากเพนต์เฮาส์ตั้งแต่เช้ามืดศิลาเลื่อนสายตามองไปยังซองเอกสารสีน้ำตาลขนาดเล็กที่เขายึดมาจากกระเป๋าเสื้อของเธอ มันวางสงบนิ่งอยู่ข้างแท็บเล็ตส่วนตัวของเขา ตราประทับปลอมและรายงานการเดินบัญชีที่พิมพ์ออกมาอย่างหยาบๆ ในซองนั้น ถูกเขากวาดสายตาตรวจเช็กความถูกต้องทางนิติวิทยาศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ห้านาทีแรกที่เธอก้าวเข้ามาในห้องนี้เอกสารปลอมแปลงขั้นพื้นฐาน... ฝีมื
ความกลัวที่จะถูกทิ้ง... ความทรงจำในวัยเด็กที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในสถานสงเคราะห์... ผสมผสานกับความแค้นที่ถูกหักหลังซ้ำสอง บีบให้สติสัมปชัญญะของพายุขาดสะบั้นลงโดยสิ้นเชิง"มึงกล้าเปรียบเทียบกูกับมันงั้นเหรอ..."พายุกัดฟันพูดทีละคำ เสียงแหบต่ำจนฟังดูคล้ายสัตว์ร้ายที่กำลังคลั่ง ดวงตาคมเข้มแดงก่ำลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความบ้าคลั่งที่ไร้การควบคุมเขาปล่อยมือจากแขนของเธอก่อนจะเงื้อหมัดขวาที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยรอยสักเปลวไฟขึ้นสูงในอากาศ!แรงโทสะสั่งการให้เขาทำลายทุกสิ่งตรงหน้าเพื่อระบายความเจ็บปวดที่อัดแน่นจนแทบอกแตกตายข้าวหอมเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เธอผงะถอยหลัง แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับเสาคอนกรีตต้นใหญ่จนไร้ทางหนี เมื่อเห็นหมัดหนักๆ เงื้อขึ้นสุดแขน หญิงสาวหลับตาแน่น ย่อตัวลง และยกสองแขนขึ้นมาปิดศีรษะเพื่อรอรับแรงกระแทกอันทารุณตามชะตากรรมเธอนึกว่าเขาจะชกเธอ... นึกว่าจุดจบของเธอได้มาถึงแล้ววูบ!ลมหมัดที่รุนแรงเฉียดผ่านแก้มเนียนของเธอไปเพียงไม่ถึงมิลลิเมตรพลั่ก! เปรี้ยง!เสียงกำปั้นหนัก
หมับ!มือหนาหยาบกร้านเอื้อมออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนทั้งสองข้างของข้าวหอมอย่างแรง แรงบีบมหาศาลทำให้เนื้อเนียนแทบแหลกคามือ ข้าวหอมหลุดเสียงครางในลำคอด้วยความเจ็บแปลบใบหน้าคมเข้มของพายุโน้มลงมาประชิดจนหน้าผากเกือบชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวที่เปรอะเปื้อนกลิ่นบรั่นดีเป่ารดผิวแก้มซีดเซียวดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย ฟันกรามขบแน่นจนได้ยินเสียงลั่นสุรเสียงแหบต่ำ ลึก และเต็มไปด้วยความคุกคามอันดิบเถื่อนดังรอดไรฟันออกมา บีบให้อากาศรอบตัวเย็นเฉียบจนแทบหยุดหมุนเวียน"มึงออกไปไหนมาตั้งแต่เช้ามืด... ข้าวหอม" พายุเค้นเสียงถาม แววตาวาวโรจน์ไปด้วยความคลั่ง "ลงไปร่านรอกระดูกชิ้นไหนมา... ตอบกูมาเดี๋ยวนี้!"กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นซีดาร์วูดในห้องรับแขกไม่ได้ช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มที่กำลังแผดเผาอยู่ในอกของพายุได้เลยแม้แต่น้อยมือหนาของเขาบีบลึกเข้าไปในเนื้อเนียนตรงต้นแขนของข้าวหอม เขารู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อใต้เสื้อสเวตเตอร์หนาที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ร่างเล็กๆ นั้นบอบบางจนเหมือนกิ่งไม้แห้งที่เขาออกแรง
ความทรงจำเกี่ยวกับคลิปเสียงเก่าๆ... คำพูดที่พายุเคยตะคอกใส่หน้าเธอในวันแรกว่า 'ให้มาเป็นของเล่นขัดดอกของพวกกู มาเป็นทาสรับใช้คอยรองรับอารมณ์'... ก้องสะท้อนขึ้นมาในโสตประสาทจนศีรษะของเธอปวดหนึบความผูกพันทางสายเลือดและภาพความทรงจำในวัยเด็กที่เคยเติบโตมาด้วยกัน กำลังทำให้จิตใจของเธอเอนเอียงไปตามคำชักจูงอันแยบยลของพี่ชาย"แล้ว... พี่เข้มจะให้หนูทำยังไงคะ" เธอถามด้วยเสียงสั่นพร่า"หนีไปกับพี่เดี๋ยวนี้!" เข้มเอ่ยอย่างกระตือรือร้น "พี่เตรียมรถและที่ซ่อนตัวไว้นอกเมืองแล้ว พี่มีเงินเก็บส่วนหนึ่งที่จะพาแกกับแม่หนีไปตั้งหลักที่ต่างประเทศ... ไปกับพี่นะหอม ทิ้งเพนต์เฮาส์นรกนั่นไปซะ!"เข้มออกแรงดึงแขนของเธอ หมายจะพาเธอก้าวเดินไปยังลานจอดรถด้านนอกของสวนสาธารณะทว่า ข้าวหอมกลับขืนตัวไว้สองเท้าของเธอหยุดนิ่งอยู่กับที่ เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับพี่ชาย แววตากลมโตคู่นั้นเต็มไปด้วยความสับสน ความเจ็บปวด และความคลางแคลงใจที่ยากจะอธิบายในเสี้ยววินาทีนั้น... ภาพรอยยิ้มอบอุ่นของศิลาตอนที่ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เธอเมื่อคืน... ภาพพายุที่นั่งหลังคดหลังแข็งเช็ดต
ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เธอแทบไม่ได้ข่มตานอนเลยแม้แต่นาทีเดียวภาพสายตาสามคู่ที่เต็มไปด้วยความมืดมิดและแรงกดดันมหาศาลหลังการโทรศัพท์ของเข้มยังคงติดแน่นอยู่ในมโนสำนึก แม้ศิลาจะสั่งให้เธอเข้านอนตามปกติ และพายุกับอคินไม่ได้เอ่ยปากซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อหน้าเธอ ทว่าความเงียบงันที่แสนผิดวิสัยของพวกเขา กลับสร้างความหวาดหวั่นในใจเธอมากกว่าการถูกตวาดด่าทอเสียอีกเธอตัดสินใจแอบย่องออกจากเพนต์เฮาส์ตั้งแต่หกโมงเช้า อาศัยจังหวะที่ระบบรักษาความปลอดภัยเปลี่ยนกะ และบอดี้การ์ดหน้าประตูยังไม่ทันสังเกตเห็น เพื่อมาตามนัดหมายนี้เธอไม่ได้มาเพื่อวางแผนหนี...แต่เธอมาเพื่อต้องการคำตอบจากปากของพี่ชายร่วมสายเลือด ว่าทำไมถึงทำลายชีวิตครอบครัว ทำไมถึงกล้าหักหลังเพื่อนที่รักเขาที่สุด และทำไมถึงทิ้งเธอไว้ให้รับกรรมเพียงลำพังเสียงพื้นรองเท้าหนังบดขยี้กับกิ่งไม้แห้งดังขึ้นจากทางด้านหลังข้าวหอมสะดุ้งตัวเล็กน้อย เธอหันขวับกลับไปมองทันทีร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังสาวเท้าก้าวเร็วๆ ตรงเข้ามาหาเธอ เขาเหลียวซ้ายแลขวาอย่างลุกลี้ลุกลน คล้ายกำลังหวาดระแวงว่าจะมีใครสะก
"ขอบคุณนะคะ... ขอบคุณพี่ศิลา พี่พายุ แล้วก็พี่อคินด้วยค่ะ""โอ้โห... เรียกพี่ศิลาแล้วเหรอครับเนี่ย" อคินหัวเราะร่าอย่างชอบใจ แซวเพื่อนสนิทที่นั่งเสียอาการอยู่หัวโต๊ะ "ดูสิ พายุมันอิจฉาจนตาเขียวหมดแล้วนะหนูหอม""ใครอิจฉาวะ!" พายุโวยวายกลบเกลื่อน แต่ใบหน้าคมเข้มกลับขึ้นสีแดงก่ำจนถึงใบหู ชายหนุ่มผิวแทนตักเนื้อปลาชิ้นใหญ่ใส่จานของข้าวหอมจนพูน "กินข้าวได้แล้ว! เลิกพูดมากทั้งคู่เลย มัวแต่คุยกับข้าวเย็นหมดพอดี!"เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นรอบโต๊ะอาหาร บรรยากาศที่เคยอึดอัด ตึงเครียด และเต็มไปด้วยความหวาดระแวง บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นที่แสนประหลาด ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากความแค้นและหนี้สิน กำลังก่อร่างสร้างตัวกลายเป็นครอบครัวที่แปลกใหม่แต่ลงตัวมื้ออาหารดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นและเปี่ยมสุข ข้าวหอมพูดคุยและตอบคำถามอย่างผ่อนคลาย เธอเริ่มเล่าเรื่องงานในร้านกาแฟ และรับฟังคำแนะนำเรื่องการบริหารจัดการจากศิลา ฟังเรื่องการซ่อมเครื่องยนต์จากพายุ และฟังการวิเคราะห์ภาพวาดจากอคิน ชายหนุ่มทั้งสามคนผลัดกันคอยดูแล ตักอาหาร และรินน้ำให้เธออย่างทะนุถนอม ราวกับเธอกลายเป็นศูน







