เข้าสู่ระบบณ สถานีตำรวจ
เมื่อภีมพัฒน์ก้าวเข้ามาในห้องโถงสถานีตำรวจ เขาก็เห็นร่างเล็กของอมีน่านั่งหน้ามุ่ย กอดอกอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวยาว ฝั่งตรงข้ามมีชายวัยกลางคนสภาพเบ้าตาเขียวช้ำนั่งฟูมฟายอยู่ “สวัสดีครับผู้กอง ผมเป็นญาติของคุณอมีนาครับ” อมีนาเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย “นี่คุณมา...!” “เงียบไปเลยนะ... อยู่เฉยๆ ก่อน” ภีมพัฒน์ส่งสายตาดุใส่ จนคนตัวเล็กต้องสะบัดค้อนควับกลับไปนั่งที่เดิม “สรุปเหตุการณ์มันเป็นยังไงครับผู้กอง?” ภีมพัฒน์หันไปถามร้อยเวรเจ้าของคดีด้วยน้ำเสียงสุขุม “ตามรายงานและพยานวัตถุนะครับ คือเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ของโรงเรียนสอนขับรถพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทางครับ” ผู้กองสมหมายพลิกบันทึก “ทางคุณอมีนาให้การว่า ถูกครูสอนขับรถพยายามลวนลามในขณะปฏิบัติหน้าที่ เลยตัดสินใจหักพวงมาลัยให้รถชนเพื่อให้คนช่วยครับ” “เฮ้ย! พูดดีๆ นะนังบ้า ฉันไปลวนลามเธอตอนไหน!” คู่กรณีโวยวายขึ้นมาทันที “ก็ตอนอยู่ในรถไง! แกบอกว่าถ้าอยากได้ใบขับขี่ง่ายๆ ก็ต้อง ‘จ่าย’ เป็นอย่างอื่น แล้วก็ให้ฉันไปที่อื่นกับแก!” อมีนาโต้กลับอย่างไม่ลดละ “ฉันหมายถึงไปเรียนขับรถต่อที่สนามฝึกโว้ย!” “โกหก! แล้วตอนที่แกพยายามจะเอามือมาลูบขาฉัน แล้วล้วงเข้ามาใต้กระโปรงนั่นล่ะ!” ภีมพัฒน์หันขวับไปมองคู่กรณีทันที ดวงตาคมกริบฉายแววอำมหิตจนชายคนนั้นถึงกับสะดุ้ง ภีมพัฒน์บดกรามจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือหนากำหมัดแน่นพยายามระงับอารมณ์ไม่ให้เข้าไปถีบไอ้หมอนี่กลางโรงพัก “ก็บอกแล้วไงว่าจะเอื้อมไปจับเกียร์ แต่มันพลาดไปโดน!” “ตอแหล! เกียร์พ่อแกสิ อยู่แถวหน้าขาฉันเหรอ!” “อ้าวอีนี่! ลามปามถึงพ่อเลยเหรอ!” “หยุดทั้งคู่เลยครับ! ใจเย็นๆ ที่นี่โรงพักนะครับ” ผู้กองสมชายตบโต๊ะเสียงดัง “ค่อยๆ เคลียร์กัน มันอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ได้นะหนู...” “ไม่มีทางเข้าใจผิดหรอกค่ะผู้กอง!” อมีนาเชิดหน้าขึ้นแววตาเด็ดเดี่ยว “หนูโตมาจนป่านนี้แล้ว ทำไมหนูจะดูไม่ออกว่าเวลาผู้ชายมัน ‘อยาก’ จนตัวสั่นน่ะ อาการมันเป็นยังไง!” ภีมพัฒน์ถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินประโยคนี้ เขาลอบมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก “มีน่า... ใจเย็นๆ ก่อน ไหนลองบอกพี่ซิว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” เขาพยายามใช้น้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด “ก็วันนี้มันให้หนูออกถนนใหญ่ พอสบโอกาสมันก็เริ่มมือไม้ไม่อยู่นิ่ง หนูเตือนแล้วแต่มันยังไม่หยุด หนูก็ต้องป้องกันตัวสิคะ!” “ป้องกันตัวจนรถผมพังยับ เสาไฟก็หัก! นังนี่มันจงใจฆ่าผมชัดๆ!” คู่กรณีตะโกนสวน “เออ! แล้วถ้าฉันไม่หักพวงมาลัยเข้าเสาไฟฟ้าเพื่อให้รถหยุด ป่านนี้แกจะพาฉันไปข่มขืนที่ไหนถึงจะพอใจล่ะไอ้โรคจิต! สมน้ำหน้า ตาเขียวแค่นั้นยังน้อยไป!” ภีมพัฒน์เดินเข้าไปใกล้คนตัวเล็ก กดเสียงต่ำถามด้วยความห่วงระคนดุ “เราทำแบบนั้นจริงๆ เหรอมีน่า... ไม่คิดบ้างหรือไงว่าถ้ามันพลาดขึ้นมา เราอาจจะตายได้นะ!” “ใครจะไม่กลัวล่ะคะ...” อมีนาช้อนสายตาขึ้นมองเขา แววตาที่เคยแข็งกร้าวเริ่มสั่นระริก “หนูก็กลัวตายจะแย่อยู่แล้ว... แต่หนูกลัวไอ้บ้านี่มากกว่า!” คำพูดสั้นๆ ของเธอทำให้ภีมพัฒน์ใจอ่อนยวบ เขาหันไปมองคู่กรณีอีกครั้ง คราวนี้สายตาเขาเย็นเยียบจนอีกฝ่ายต้องก้มหน้าหลบ “ผู้กองครับ... ผมขอคุยเรื่องประกันและค่าเสียหายของเสาไฟฟ้าทั้งหมดเอง ส่วนเรื่อง ‘พยายามทำอนาจาร’ ผมต้องการให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ผมมีทีมทนายที่พร้อมจะลากคอคนประเภทนี้เข้าคุกครับ” ภีมพัฒน์ประกาศเสียงกร้าว ท่ามกลางสายตาอึ้งๆ ของอมีนาที่มองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา... หลังจากเคลียร์เรื่องคดีเสร็จสิ้น อมีนาที่ยังอารมณ์ค้างจากเหตุการณ์บนรถโรงเรียนสอนขับรถ ก็รีบก้าวเท้าฉับๆ ออกจากโรงพักโดยไม่คิดจะหันไปมองคนที่เพิ่งช่วยเธอไว้เลยสักนิด “ขอบคุณนะคะที่มาจัดการให้... ที่เหลือหนูจัดการเองได้ค่ะ” เธอพูดทิ้งท้ายเสียงแข็งก่อนจะเตรียมเดินหนีไปที่หน้าปากซอย <หมับ!> มือแกร่งของภีมพัฒน์คว้าข้อมือเล็กไว้ได้ทันท่วงที แรงบีบที่ไม่หนักไม่เบานั้นทำให้เธอต้องชะงัก “ขึ้นรถ! พี่บอกแล้วไงว่าจะไปส่ง” ภีมพัฒน์สั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจ “ไม่เอาค่ะ! หนูโตแล้ว กลับเองได้ รถเมล์รถแท็กซี่มีเยอะแยะไป” เธอพยายามบิดข้อมือออก “อย่าดื้อสิมีน่า พี่รับปากกับอาเราไว้แล้วว่าจะพาเราไปส่งที่บ้าน” “หนูก็รับรู้แล้วไงคะว่าคุณมาทำหน้าที่แทนอาเวย์ แล้วหนูก็ขอบคุณไปแล้วด้วย จบไหมคะ?” อมีนาเชิดหน้าจ้องตาเขาอย่างไม่ลดละ ภีมพัฒน์หรี่ตาลงมองเด็กสาวจอมพยศตรงหน้า ก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ “ถ้าไม่อยากให้ย่ารู้เรื่องวีรกรรม พุ่งชนเสาไฟฟ้า ของเราในวันนี้... ก็ขึ้นรถซะดีๆ” อมีนาชะงักกึกทันที ใบหน้าหวานหันขวับมามองเขาด้วยความตกใจ “คุณนี่มัน...!” “จะว่าพี่หน้าด้านหรือเจ้าเล่ห์ก็ได้นะ แต่พี่ว่ามันคุ้มกว่าถ้าเราจะยอมนั่งรถไปกับพี่เงียบๆ ดีกว่าให้ย่ามานั่งซักฟอกเราที่บ้าน... จริงไหม?” ภีมพัฒน์ลอบยิ้มในใจเมื่อเห็นคนตัวเล็กหน้าซีดสลับแดง ‘ห่วงย่าจริงๆ ด้วยสิ มิน่าล่ะถึงรีบโทรหาอาแทนที่จะโทรไปที่บ้าน’ เขาขยับไปเปิดประตูรถหรูรอไว้พลางทำมือเชิญชวนอย่างผู้ชนะ “เชิญครับ... คุณอมีนา” อมีนากำหมัดแน่นพลางกระทืบเท้าขัดใจหนึ่งที ก่อนจะยอมมุดตัวเข้าไปนั่งในรถแต่โดยดี ทิ้งท้ายด้วยการปิดประตูใส่เสียงดังปังใหญ่เพื่อเป็นการประท้วง! ภายในรถหรูที่อวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมมาสคูลีน บรรยากาศภายในรถเงียบสนิทจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศ ภีมพัฒน์เหลือบมองเสี้ยวหน้าของเด็กสาวที่นั่งตัวเกร็งชิดประตูรถ ก่อนจะทำลายความเงียบขึ้น “นึกยังไงถึงไปเรียนขับรถ?” “ถามแปลกนะคะ... ก็อยากขับรถเป็นถึงต้องไปเรียนไงคะ” อมีนาตอบโดยไม่หันมามอง “ทำไม? จะซื้อรถเหรอ?” “ยุ่งอะไรด้วยคะ... ไม่ใช่เรื่องของคุณซักหน่อย” ภีมพัฒน์ถอนหายใจยาว พยายามสะกดอารมณ์หงุดหงิด “จะพูดดีๆ กับพี่ซักคำไม่ได้เลยหรือไงมีน่า พี่อุตส่าห์ทิ้งงานทิ้งการมาช่วยเรานะ” “หนูก็พูดดีแล้วไงคะ ยังไม่ได้ด่าคุณซักคำเดียว” เธอหันมาจ้องตาเขาเขม็ง “แล้วคุณจะมาคาดหวังอะไรจากหนูนักหนา ทำไมหนูต้องอยากคุยกับคุณด้วยคะ? หนูต้องดีใจเหรอที่เราได้มานั่งคุยกันแบบนี้... ทั้งที่คุณก็รู้ว่าระหว่างเรามันเกิดอะไรขึ้น!” “แล้วมันทำไมล่ะ?” “ก็เพราะเราไม่ควรจะมาเจอกัน หรือรู้จักกันด้วยซ้ำน่ะสิคะถึงจะถูก!” “แล้วจะให้พี่ทำยังไง?” ภีมพัฒน์กดเสียงต่ำ สายตาคมกริบจ้องมองถนน “หนูก็บอกแล้วไงคะว่าไม่ต้องทำอะไร! แค่ปล่อยผ่าน... ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณอย่ามายุ่งกับหนู หนูก็จะไม่ยุ่งกับคุณ แค่นี้ทำไม่ได้เหรอคะ?” “เธอไม่เสียดายร่างกายตัวเองบ้างหรือไง... ที่มันต้องมาเสียให้พี่แบบนั้น” อมีนาชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาสั่นระริก “เสียดายค่ะ! แต่หนูทำอะไรได้ล่ะคะ ในเมื่อมันพลาดไปแล้ว... แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วนี่” “งั้น... ลองคุยกันดูก่อนไหมล่ะ?” ภีมพัฒน์โพล่งออกมาอย่างลืมตัว “หึ...” อมีนาแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง “ไม่เอาค่ะ ถ้าหนูอยากมีแฟน หนูคงไม่เลือกไป One-night stand กับคุณหรอกค่ะ” “ก็แล้วทำไมล่ะ? พี่ก็บอกว่าให้ลองคุยกันดูก่อนไง” “ไม่เอาค่ะ! ถ้าหนูจะคบกับใคร หนูไม่ขอเป็นเมียน้อยใครทั้งนั้น!” “เมียน้อย!?” ภีมพัฒน์ขมวดคิ้วมุ่น “นี่เธอคิดว่าพี่มี... แต่พี่ยัง...” “พอเถอะค่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว หนูไม่อยากฟัง!” อมีนาตัดบทพลางยกมือขึ้นห้าม “ถ้าคุณ ‘อยาก’ มากนัก ก็กลับไปเอากับแฟนคุณเถอะค่ะ อย่ามาลงที่หนูเลย... หนูของีบหน่อยนะคะ ขอบคุณค่ะ!” พูดจบเธอก็เอนเบาะแล้วหลับตาลงทันที ทิ้งให้ภีมพัฒน์นั่งกำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ‘อะไรของยัยเด็กนี่วะ!’ ภีมพัฒน์สบถในใจ ‘เราแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ? หรือยังหล่อไม่พอ? ก็ไม่นะ... หรือจะเป็นเรื่องบนเตียงที่เธอฝังใจว่าเราห่วยจนไม่อยากสานต่อ หรือเธอคิดว่าเรามีแฟนแล้วจริงๆ!’ เขารู้สึกหงุดหงิดจนแทบกระอักเลือด ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าปฏิเสธเขาอย่างไร้เยื่อใยขนาดนี้มาก่อน ยิ่งเธอทำท่ารังเกียจ เขาก็ยิ่งอยากจะกระชากเธอเข้ามาจูบให้หายพยศ... ยัยเด็กนี่ทำเขาเสียศูนย์ของจริง!ยามโพล้เพล้ ณ สนามทดสอบรถ (Test Track) ส่วนตัวเบื้องหลังโชว์รูมรถหรูของภีมพัฒน์ พื้นที่ราบเรียบกว้างขวางถูกล้อมรอบด้วยรั้วมิดชิดและต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดสำหรับการทดสอบสมรรถนะรถคลาสพิเศษ บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงลมพัดผ่านเบาๆ และเสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มจากรถสปอร์ตคันหรูที่จอดนิ่งสนิท“พี่ภีม... หนูว่าให้หนูไปเรียนขับพวกรถตลาดทั่วไปไม่ดีกว่าเหรอคะ! รถตั้งหลายล้าน ถ้าหนูเหยียบพลาดไปชนขอบสนามขึ้นมาจะทำยังไง” นักเรียนอมีนาหันมาถามครูผู้สอนด้วยสายตาละห้อย มือเรียวเล็กกำพวงมาลัยแน่นจนขาวซีด“ในสนามนี้ไม่มีอะไรให้ชนหรอกครับคนดี พี่เคลียร์พื้นที่ไว้ให้หนูคนเดียวเลย... ก็หนูอยากเรียนขับรถไม่ใช่เหรอ?” ภีมพัฒน์ยิ้มละมุนพรางลูบหัวคนตัวเล็กเพื่อปลอบ “เริ่มจากจับพวงมาลัยให้มั่น แล้วค่อยๆ เลื่อนเกียร์ตามที่พี่บอกนะครับ”อมีนาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสมาธิที่กระเจิดกระเจิง สายตามองตรงไปข้างหน้าแต่ใจกลับเต้นรัวแรง มือเรียวเล็กยื่นไปข้างหน้าหมายจะคว้าหัวเกียร์เพื่อเข้าเกียร์ถอยหลังตามคำสั่ง แต่เพราะมัวแต่มองกระจกหลังและตื่นเต้นจนลนลาน มือเจ้ากรรมดันคว้าพลาดเป้าไปเต็มๆ!“หมับ
ฉากที่ถูกตัดออกหลังจากอมีนากระโดดลงจากหน้าต่างชั้นสองที่บ้านของภีมพัฒน์ภีมพัฒน์เกิดความคิดพิเรนทร์ขึ้นมา เขาอยากจะใช้โอกาสนี้มัดมือชกและยั่วให้ “ว่าที่เมียเด็ก” ยอมรับออกมาเสียทีว่ารักเขา“พี่พิมพ์... เดี๋ยวผมพาไปสวัสดีคุณแม่ของคุณเวย์นะ บ้านติดกันเลยเนี่ย” ภีมพัฒน์เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงร่าเริงผิดปกติ“มาอารมณ์ไหนเนี่ยเรา? ยิ้มหน้าบานเชียว” พิมพ์ลดาเลิกคิ้วมองน้องชาย“ชัดเจนมากเลยเหรอพี่...” เขาลูบใบหน้าตัวเองเบาๆ“ชัดสิจ๊ะ! บอกพี่มานะ มีอะไรในกอไผ่? หรือที่แอบมาซื้อบ้านแถวนี้เพราะมีสาเหตุอื่น?”ภีมพัฒน์โน้มตัวลงกระซิบพี่สาวด้วยแววตาเป็นประกาย “พี่อยากเห็นหน้า ‘ว่าที่น้องสะใภ้’ ไหมล่ะ?”“ใคร! ยังไง! ไหนเล่าซิ!” พิมพ์ลดาตกใจจนเสียงหลง เพราะน้องชายคนนี้หวงความโสดมากยิ่งกว่าอะไร“ค่อยเล่าครับ... แต่คนนี้ผมจริงจัง อยากได้แบบนี้แหละ... เป็นหลานสาวคุณเวย์”“ห๊ะ! หละ... หลาน! เด็กเหรอตาภีม!” พี่สาวตาโต “ไม่ใช่ไปหลอกน้องเขานะ เดี๋ยวจะมองหน้ากันไม่ติดกับคุณเวหา”“ก็เด็กนะ ยี่สิบต้นๆ ... คนนี้ผมจริงจังครับพี่... แต่เอาเป็นว่า... อ๊ะ! ไม่ว่าผมจะพูดอะไร พี่ก็ตามน้ำผมไปก่อนนะ โอเคไหมครับ?” ภีมพัฒน์ท
ณ โชว์รูมรถหรูของภีมพัฒน์บรรยากาศในห้องทำงานของภีมพัฒน์ยังคงเงียบสงบ จนกระทั่งเวหาเดินออกไปสั่งงานลูกน้องที่โชว์รูมด้านนอก แต่กลับลืมของสำคัญทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานแรงสั่นของสมาร์ทโฟนที่วางทิ้งไว้ทำให้ภีมพัฒน์ละสายตาจากเอกสารตรงหน้า เขาเอื้อมมือหนาไปหยิบมือถือเครื่องนั้นขึ้นมาตั้งใจจะเดินตามเอาไปให้เวหาแต่่แล้วสายตาคมกริบก็ต้องชะงักกึ!ก(สายเรียกเข้า มีน่า...)ภาพบนหน้าจอโชว์รูปเด็กสาววัยใสคนหนึ่งในลุคธรรมชาติไร้เมคอัพ เธอกำลังยิ้มแป้นสดใสจนตาหยี ผิวขาวเนียนและใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นทำให้หัวใจของภีมพัฒน์กระตุกอย่างประหลาด“มีน่าเหรอ? ... ทำไมคุ้นหน้าจังวะ!”เขาพึมพำกับตัวเอง สายตาคมกริบจ้องมองรูปบนหน้าจออย่างค้นหา ความรู้สึกเหมือนมีภาพซ้อนทับกันระหว่างเด็กสาวในรูปกับ ‘ใครบางคน’ ที่เขาเพิ่งเจอมาเมื่อไม่กี่คืนก่อนลอยเข้ามาในหัว แต่ก่อนที่จะนึกออก สายก็ตัดไปเสียก่อน“อ้อ... ผมกำลังจะเอาไปให้พอดีเลยคุณเวย์” ภีมพัฒน์ปรับสีหน้าให้เป็นปกติพรางยื่นมือถือให้เพื่อนที่เดินกลับเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน“ขอบคุณครับคุณภีม ดีนะนึกขึ้นได้ กำลังจะออกไปทำธุระพอดีเลย” เวหารับไปพลางตรวจส
กลางดึกหลายวันต่อมาเสียงปลดล็อกประตูบ้านดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางความเงียบสงัด อมีนาในชุดนอนผ้าแพรสีหวานบางเฉียบแอบย่องเข้ามาด้วยหัวใจที่เต้นรัว ความคิดถึงที่ไม่ได้นอนกอดร่างหนามาหลายวันทำให้เธอยอมเสี่ยงฝ่าด่านย่าอ่อนออกมาเมื่อถึงหน้าห้องนอนสามีสุดที่รัก เมียเด็กส่งเสียงอ้อนอันเป็นเอกลักษณ์“ผัวจ๋า... หนูมาแล้ว”“แอบออกมาเหรอเรา!” ภีมพัฒน์ที่เพิ่งลุกจากโต๊ะทำงานสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ทันได้ตั้งตัว แขนเรียวเล็กก็โผเข้าโอบรอบคอแกร่ง กระโดดเกี่ยวเอวสอบของเขาไว้แน่นอย่างออเซาะ“อืม... ก็หนูคิดถึงพี่นี่นา” เธอกระซิบชิดใบหู“คิดถึงอะไร เจอหน้ากันทุกวัน แถมช่วงนี้พี่ก็ไปฝากท้องบ้านคุณย่าหนูแทบทุกเย็น” เขาหัวเราะหึในลำคอ แต่แขนแกร่งกลับรัดสะโพกมนไว้ไม่ยอมปล่อย“หรือพี่ไม่คิดถึงหนูอ่ะ? ไม่ยากนอนกอดหนูแล้วเหรอ... พี่เบื่อหนูแล้วใช่ไหมอ่ะ!” ใบหน้าหวานงอง้ำเตรียมประชดประชันตามสไตล์นักเขียนนิยายเจ้าบทบาท“ไม่คิดถึงได้ยังไง... พี่อยากกอดจนจะบ้าอยู่แล้ว”สิ้นคำยืนยัน ภีมพัฒน์ก็ช้อนอุ้มร่างบางที่ตัวเบาหวิวตรงไปยังเตียงกว้างทันที อมีนาเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยเปลวไฟปรารถ
ภายในห้องโถงกว้างของบ้านหลังใหญ่สไตล์โมเดิร์นที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลับร้อนระอุยิ่งกว่าเตาเผา อมีนาพยายามลากกระเป๋าเดินทางใบโตออกมาจากโถงทางเดิน ท่ามกลางสายตาคมกริบของย่าอ่อน ที่ยืนกอดอกขวางทางไว้อย่างมั่นคง โดยมี เวหายืนอยู่ข้างๆ คอยสังเกตการณ์“จะคบก็คบกันไปสิ ย่าไม่ได้ห้าม! แต่จะหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่บ้านผู้ชายโท่งๆ แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน ย่าไม่ให้ไป!” ย่าอ่อนตำหนิเสียงเรียบแต่ทรงพลัง ตามฉบับคุณย่าที่ห่วงหลานสาว“ใช่มีน่า ทำอะไรให้มันเห็นหัวผู้ใหญ่บ้าง เราเป็นผู้หญิงนะ จะไปอยู่อาศัยกับผู้ชายก่อนแต่งมันดูไม่ดี” เวหาช่วยเสริมพลางประคองไหล่แม่ไว้ เมื่อเห็นท่านเริ่มมีสีหน้าตึงเครียดขึ้นมาจริงๆ“หนูโตแล้วนะ! อาเวย์ แล้วหนูก็ไม่ได้จะไปอยู่กับผู้ชายทั่วไปนะย่า... ดูนี่! หนูไปอยู่กับ ‘สามี’ ที่ถูกต้องตามกฎหมายของหนูค่ะ!”อมีนาสวนกลับทันควัน ก่อนจะหยิบซองเอกสารออกมาจากกระเป๋าผ้าแล้วดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมายื่นโชว์ตรงหน้าย่าอ่อน เวหารีบคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาดูแทนแม่ทันที ทันทีที่เห็นตัวอักษรบน ใบสำคัญการสมรส ชัดเจน เวหาก็ถึงกับตาค้าง หน้าถอดสี ส่วนย่าอ่อนพอได้อ่านข้อความในกระดาษชัดๆ ก็ถึงกับนิ่งอึ้ง
ความเงียบสงัดภายในเพนต์เฮาส์หรูถูกทำลายลงด้วยเสียงพลิกตัวแผ่วเบาบนเตียงกว้าง อมีนาลืมตาขึ้นมาในความมืดสลัว ความรู้สึกแสบที่กระเพาะเริ่มทุเลาลง แต่ความว่างเปล่าข้างในกลับเรียกร้องจนท้องส่งเสียงประท้วง“พี่ภีม... พี่ภีมคะ” เสียงแหบพร่าเรียกคนตัวโตที่นอนฟุบอยู่ข้างเตียง“หื้อ! เป็นอะไร เจ็บตรงไหนหรือเปล่า!” ภีมพัฒน์สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีอย่างคนระแวดระวัง เขาดีดตัวขึ้นมาเช็กอาการคนบนเตียงด้วยสายตาลนลาน ห่วงว่าเธอจะกลับมาปวดท้องอีกรอบ“คือ... หนูหิวค่ะ อยากกินมาม่า”ภีมพัฒน์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองสบดวงตากลมโตที่จ้องเขาตาแป๋ว แววตาพยศร้ายเมื่อตอนกลางวันหายวับไป เหลือเพียงเด็กหญิงจอมหิวที่นอนห่อตัวอยู่ในผ้าห่ม เขาหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้พลางลูบกลุ่มผมนุ่มอย่างแสนรัก“หมดฤทธิ์ หมดเดช ก็ตื่นมาหิวนี่นะ... ได้สิครับ รอแป๊บนะ”เขาพูดพรางยื่นมือไปบีบจมูกรั้นด้วยความเอ็นดูจนคนตัวเล็กย่นคอหนี แววตาของชายหนุ่มในตอนนี้ไม่มีความเหนื่อยล้าแม้จะถูกปลุกกลางดึก เขาเต็มใจลุกไปจัดการต้มมาม่าให้เมียเด็กที่เริ่มแผลงฤทธิ์ความหิวณ โซนครัวเสียงน้ำเดือดปุดๆ พร้อมกลิ่นหอมของเครื่องปรุงมาม่าลอยคลุ้ง ภีมพัฒน์
“คนบ้า! บ้าที่สุด!”อมีนาซุกหน้าลงกับหมอนพลางดิ้นเร่าด้วยความหงุดหงิด “งานเขียนก็ไม่ปัง พล็อตก็ตัน ยังมาเจอคนห่วยแตกซ้ำซากอีก นี่เราคิดผิดหรือคิดถูกที่ใช้วิธีนี้กันแน่!”เธอนอนกุมขมับทบทวนความล้มเหลวของตัวเอง อ่านนิยายก็แล้ว ดูหนัง AV ก็ศึกษามาหมด แถมยังลงทุนใช้คนจริง ทดลองเองถึงสองครั้ง “Two-night
“เธอต้องการอะไรกันแน่... มีน่า?”ภีมพัฒน์กดเสียงต่ำพลางกระชับอ้อมกอดจากด้านหลังให้แน่นขึ้นจนหน้าอกอิ่มเบียดชิดกับวงแขนแกร่ง “วันนั้นเธอเป็นคนเริ่มก่อนเองนะ แล้วอยู่ดีๆ จะมาทำเหมือนไม่รู้จักกันแบบนี้เหรอ อย่าปฏิเสธเลยว่าไม่ใช่เธอ... วันนั้นเธอไม่ได้เมา เธอจำได้ทุกอย่างแน่ๆ”อมีนาเม้มปากแน่น หัวใจเต้
ย่าอ่อนเอ่ยปากชวนภีมพัฒน์อยู่ทานมื้อเย็นด้วยกันอย่างมีน้ำใจ ไหนๆ ก็ต้องรอให้เสื้อผ้าซักแห้งและรีดให้เรียบร้อยเสียก่อน อมีนาที่ยืนปั้นหน้าไม่ถูกรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเริ่มเบาบางลงเรื่อยๆ จนหายใจไม่ออก“หนูขอตัวขึ้นไปบนห้องก่อนนะคะย่า... เชิญคุณอาตามสบายค่ะ” เธอรีบชิงตัดบทโดยไม่ยอมสบตาชายหนุ่มแม้แต่
เด็กน้อยพยายามจะเอาของเล่นในมือไปจิ้มตามตัวเจ้าหมา แต่เจ้านีโม่แค่ปรายตามองแล้วสะบัดหางใส่ สิงโตน้อยเริ่มหงุดมมมม!”“เอ๋งงงงงง! บรู๊วววววว!”เจ้านีโม่กระโดดตัวลอยเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต มันวิ่งพล่านไปทั่วสนามหญ้าพร้อมกับสะบัดก้นอย่างแรง ขณะที่เด็กน้อยก็วิ่งตามด้วยความสนุก “สั่นดึ๋ยๆ! นีโม่ชอบสั่นดึ๋ยๆ!”







