หนึ่งเดือนผ่านไป
ร่างสูงของเรย์มานั่งที่ป้ายรถเมล์เดิม ที่เขาเจอกับฌาเมลวันนั้น จนถึงตอนนี้เขายังไม่ได้รับการติดต่อกลับจากเธออีกเลย เรย์มานั่งอยู่ตรงนี้แทบจะทุกวันแม้ว่าตอนนี้เขาจะปิดเทอมแล้วก็ตาม
‘ป้าคะ เมลช่วยนะ’
เสียงหวานที่คุ้นหูดังขึ้นไกล ๆ เรย์หันขวับไปมอง และเห็นร่างเล็กกำลังช่วยยายคนหนึ่งเข็นรถขายผักข้ามถนนอยู่ ร่างสูงดีดตัวขึ้นมายืน และมองไปทางนั้น
ฌาเมลช่วยคุณยายเรียบร้อย เธอยืนคุยกับยายคนนั้นครู่หนึ่ง ร่างเล็กข้ามถนนกลับมาฝั่งเดิม เธอไม่ได้มองไปตรงป้ายรถเมล์ แต่เมื่อเงยหน้ามา ฌาเมลเห็นเรย์ที่ยืนอยู่ วันนี้เรย์ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดา ตอนแรกฌาเมลแทบจำไม่ได้ แต่หน้าตาของเขาไม่ได้มีให้เธอเห็นบ่อยนัก
“อ่าวพี่” ฌาเมลยิ้มกว้างออกมา และเดินมาหยุดด้านหน้าของเรย์ เรย์มองเธอนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกไป
“ทำไมไม่โทรมา?”
“คะ?”
“ที่ฉันบอกเธอก่อนลงรถ ทำไมถึงไม่โทรมา?”
“อ่อ คือเมลไม่มีโทรศัพท์ เมลมีแต่โทรศัพท์บ้าน และแม่เมลก็ไม่ให้เมลใช้ด้วยค่ะ” ร่างเล็กตอบความจริงไป ด้วยท่าทางไม่คิดอะไร เรย์ถอนหายใจออกมาและมองเธออย่างใช้ความคิด
“อยากได้ไหม?”
“อะไรคะ?”
“โทรศัพท์ไง ฉันจะพาไปซื้อ”
“ไม่เอาหรอกค่ะ เมลไม่มีตังหรอก”
“ฉันซื้อให้”
ร่างเล็กเอียงคอมองเขานิ่ง ๆ จากนั้นก็มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า “ทำไมวันนี้พี่มาที่นี้คะ?”
“มาธุระ”
“ที่โรงเรียนนะหรอ?”
“อืม” ร่างสูงขยับไปใกล้เธอเล็กน้อยและพูดต่อ “แล้วทำไมฉันไม่เจอเธอเลย ฉันมาที่นี้ทุกวัน ไม่เห็นหน้าเธอเลย”
“ทุกวันเลยหรอคะ?” ฌาเมลเบิกตากว้างและพูดถามออกไป
“หมายถึง แทบจะทุกวัน ฉันมาทำเรื่องเรียนจบ” เรย์พูดปัด ๆ ไปและหันหน้าหนี
“โรงเรียนพี่ปิดเทอม โรงเรียนเมลก็ปิดเทอมสิ เมลไม่มีธุระแบบพี่ เมลจะมาทำไม”
ร่างเล็กตอบความจริงกลับไป เรย์ที่ลืมคิดเรื่องนี้ไป เขาถอนหายใจออกมาเล็กน้อย และพูดต่อ
“ช่วงนี้ปิดเทอมใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ”
“พรุ่งนี้ว่างหรือเปล่า?”
“อืม...” ฌาเมลยืนนึกพักหนึ่ง ไม่นานเธอก็ตอบกลับไป “...ไม่น่าได้ไปไหนนะคะ พี่ถามทำไมคะ?”
“ฉันจะชวนเธอไปทำธุระเป็นเพื่อนหน่อย” ฌาเมลมองมาทางเรย์นิ่ง ๆ เรย์กลืนน้ำลายลงคอและพูดต่อ “เพื่อนฉันมันไม่ว่าง เจอเธอพอดีเลยลองชวนเฉย ๆ”
“อ่อ” ฌาเมลพยักหน้ารับ และพูดต่อ “นานไหมคะ? ตอนเย็นเมลต้องไปช่วยแม่เก็บร้าน”
“สักสองสามชั่วโมง มาส่งไม่เกินห้าโมงเย็น”
“ก็ได้ค่ะ แล้วจะให้เมลนั่งรถไปเจอที่ไหนคะ?”
“เดี๋ยวฉันส่งคนมารับตรงนี้ เก้าโมงเช้า”
“ทำไมเช้าจังคะ เมลง่วงตายเลย” ร่างเล็กโวยวายออกมา จนเรย์เกือบหลุดหัวเราะออกมา “ต้องแต่งตัวดีไหมคะ? เมลไม่ค่อยมีชุดนะ”
“เอาที่ดีที่สุดของเธอก็แล้วกัน”
“ชุดสีชมพูแล้วกัน เมลชอบสีชมพู”
“ใครถาม?” เรย์พูดออกไปและส่ายหน้า เขาเดินไปนั่งตรงป้ายรถเมล์ จากนั้นก็หันมาทางร่างเล็กที่ยืนอยู่ “มานั่งเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ เดี๋ยวรถที่บ้านก็มารับแล้ว”
“ค่ะ” ฌาเมลเดินมานั่งข้างเขาไม่ได้ใกล้มาก เรย์หลุบมองระยะห่าง เขาขยับตัวเล็กน้อยให้มันใกล้ขึ้น ฌาเมลหันมามองหน้าคนข้างกัน
“พี่ใช้น้ำหอมอะไรคะ?”
“ทำไม?”
“หอมจัง” ร่างเล็กขยับหน้าเข้ามาใกล้ที่เสื้อเขาเล็กน้อยและพูดต่อ “คงแพงใช่ไหมคะ กลิ่นไม่คุ้นเลย”
เรย์ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ฌาเมลหันหน้ามามองทางอื่นและพูดต่อ
“พี่บอกว่ามาทำเรื่องเรียนจบ พี่จะขึ้นมหาลัยแล้วหรอ?”
“อืม”
“ดีจัง ชีวิตมหาลัยคงสนุกนะคะ เมลกำลังจะขึ้นม.ปลาย ยังไม่รู้เลยจะสอบติดที่ไหน”
“แล้วอยากเรียนที่ไหน?”
“ที่ไหนก็ได้ค่ะ” ร่างเล็กยิ้มออกมาจาง ๆ และพูดต่อ “ขอแค่ไม่เสียค่าเทอมก็พอ”
“หื้ม? ยังไง”
ฌาเมลหันกลับมาทางเรย์และพูดต่อ “พี่เชื่อไหม ว่าตั้งแต่เด็กจนโต ที่บ้านเมลไม่เคยเสียเงินให้กับค่าเทอมเลยนะ เมลสอบชิงทุนมาตั้งแต่เด็ก เสียดายที่โรงเรียนล่าสุดเขาไม่เปิดรับเด็กทุนต่อแล้ว เมลเลยต้องย้ายโรงเรียน”
“หน้าเธอดูไม่น่าจะฉลาดขนาดนั้น ทำไมถึงฉลาดได้”
“เมลจะถือว่าพี่ชมเมลแล้วกันนะคะ” ร่างเล็กหันหน้าหนีและพูดต่อ “ที่บ้านเมลไม่ได้รวยเหมือนพี่นิ อะไรที่ทำได้เมลก็ต้องทำ ไม่งั้นก็ไม่ได้เรียน อย่างภาษาอังกฤษเมลรู้ว่ามันเอาไปต่อยอดได้หลายอาชีพ เมลฝึกทุกวันหลังเลิกเรียน จนพอได้มาบ้าง”
“เธอเก่งแล้ว”
“คะ?” ร่างเล็กหันมาหาคนตัวสูงและถามขึ้น
“ฉันหมายถึง เธอพยายามดี ไม่โง่เหมือนหน้าตาแล้ว”
“เหอะ!” ร่างเล็กมองค้อนเขาครู่หนึ่ง และมองไปด้านหน้าต่อ “เมลทำของขายด้วยนะ พี่อยากดูไหม”
ฌาเมลหยิบของในกระเป๋าตัวเองขึ้นมา มันเป็นกล่องใส่ลูกปัด ในกล่องมีตัวอักษรและลูกปัดหลากสีวางอย่างเป็นระเบียบ
“คือ?”
“กำไลข้อมือค่ะ เมลทำขาย เส้นละตั้งห้าสิบบาท”
“ขายแบบนั้นกี่ชาติถึงจะรวย?”
“ขายแพงก็ไม่มีคนซื้อสิคะ” ฌาเมลเปิดกล่องมาดู เธอหยิบของในนั้นครู่หนึ่งมาไว้ในอีกกระเป๋าหนึ่ง เสียงหวานพูดขึ้น “เมลทำให้พี่เส้นหนึ่งแล้วกัน ไม่คิดตังด้วย”
“ไร้สาระ”
“ไม่ชอบก็โยนทิ้งไปก็ได้ค่ะ เมลเพิ่งเริ่มทำ อยากลองมือเยอะ ๆ”
ฌาเมลหยิบลูกปัดมารอยทีละลูก เธอกำลังจะหยิบตัวอักษรชื่อขึ้นมา และนั้นมันทำให้เธอนึกขึ้นได้ว่า เธอยังไม่รู้จักชื่อเขาเลย ฌาเมลหันหน้าขวับกลับมา ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่เรย์ขยับเข้ามาใกล้ขนาดนี้
“พี่จะเบียดเมลทำไมคะเนี่ย”
“อะไร ฉันแค่อยากดู”
ฌาเมลขยับถอยมาเล็กน้อย และพูดต่อ “คุยกันมาตั้งนาน พี่ชื่ออะไรคะ?”
“ให้ทาย หน้าหล่อ ๆ แบบฉันชื่ออะไรดี”
ร่างเล็กมองสำรวจใบหน้าเขา และยิ้มกว้างออกมา เสียงหวานพูดขึ้น “สมหมาย”
“ตลกอะไร?”
“อ่าว ก็พี่ให้เมลเดา เมลขี้เกียจทายค่ะ อย่าลีลาได้ไหมคะ”
“เรย์”
“ชื่อเท่จังเลยนะคะ ไม่เหมาะกับหน้าเลย”
“ทำไม?” เรย์ขยับเข้ามาใกล้ และเอื้อมมือไปโอบเธอและดึงเข้าหาตัว เสียงทุ้มพูดขึ้นใกล้ ๆ “หน้าฉันมันไหม หื้ม?”
ฌาเมลขมวดคิ้วมองหน้าเขา รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าหวาน ฌาเมลพูดออกไป
“หน้าพี่หล่อนะคะ” ร่างเล็กยกนิ้วตัวเองขึ้นมาจิ้มที่ปากของเรย์และพูดต่อ “แต่ปากพี่ไม่ดีเลย”
“หึ!” ร่างสูงยกยิ้มมุมปาก และโน้มหน้าเข้ามาใกล้ใบหูเล็ก เสียงทุ้มพูดใกล้ ๆ
“เคยชิมไปแล้ว เธอว่าปากฉันมันดีไหมละ?”
เมื่อฌาเมลได้ยินแบบนั้นก็เลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูก เธอดันเขาให้ออกห่างและเสียอาการไปเลย เรย์ยกยิ้มชอบใจใหญ่ที่แกล้งเธอได้ ร่างเล็กหยิบลูกปัดมารอยลงไปอย่างตั้งใจ
ไม่นานมากนัก
ฌาเมลที่รอยสร้อยเสร็จเรียบร้อย เธอใช้เวลาไปไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ
“เสร็จแล้วค่ะ”
ดวงตาคมของเรย์มองไปที่สร้อยคอมือที่ฌาเมลทำให้ มันมีลูกปัดสีชมพูและสีขาวร้อยสลับกัน ส่วนตรงกลางมันมีชื่อของเขาอยู่ เรย์ส่ายหน้าและหันไปมองทางอื่น
“คนอุตส่าห์ทำให้”
“สีหวานขนาดนั้น เธอทำให้ฉันหรือทำให้ตัวเอง?”
“ก็เมลไม่มีสีดำนิคะ เอาสีนี้ไปก่อนแล้วกัน” ฌาเมลยื่นสร้อยไปตรงหน้าของเรย์ ร่างสูงหันกลับมามองเธอนิ่ง ๆ อีกครั้ง เสียงทุ้มพูดต่อ
“ใส่ให้หน่อย”
“ใส่เองสิ”
“ฉันใส่ของพวกนี้ไม่เป็น” เรย์ยื่นข้อมือตัวเองไปให้คนตัวเล็ก ฌาเมลถอนหายใจออกมา เธอบ่นพึมพำเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยอมใส่สร้อยนั้นให้กับเขา ร่างเล็กมองมันด้วยความภาคภูมิใจ ฌาเมลจับมือของเรย์ยกขึ้นมาและถามออกไป
“เห็นไหมคะ พออยู่บนตัวพี่ มันก็สวยนะ”
เรย์มองดวงตากลมนิ่งค้าง รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าเธอเวลาที่เธอมีความสุขกับอะไรบางอย่าง มันดูสวยและน่ามองไปหมด