Masukแสงจากหน้าจอมือถือส่องสว่าง ดวงตาแดงก่ำเพราะอดนอนหลายวันของเขาจ้องไม่กระพริบ เมื่อหลายนาทีก่อนเขายังเป็นคนขี้แพ้ และ สิ้นหวัง แต่ตอนนี้ราวกับว่าได้รับการเยียวยาทุกอย่าง
“เงินเยอะขนาดนี้ เอาไปทำอะไรดี เราเองก็ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนด้วยสิ” เอสใช้ชีวิตโดยไร้ความหวังมานาน ทำให้ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะลงทุนอะไร จะบริหารเงินแบบไหนดี คิดอะไรไม่ออกเลย “แต่ว่านะ...ไม่ไหวแล้ว" ลมหายใจของเขาเข้าออกแผ่วเบา ร่างกายผอมแห้งได้หลับไปแล้ว เพราะเล่นเกมติดต่อกันโดยไม่พักถึงสองวัน อีกอย่างคงเป็นเพราะทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี เขาจึงไร้กังวล . . หน้าจอ LED ขนาดใหญ่ บนตึกระฟ้าในใจกลางเมืองกำลังแสดงภาพเคลื่อนไหวของโฆษณา ช่วยดึงดูดความสนใจด้วยดาราชื่อดัง ก่อนจะถูกตัดบทเพราะข่าวด่วน ข่าวด่วนที่ไม่มีใครอยากให้มี “ข่าวด่วนมาอีกแล้ว ทุกช่องทางออนไลน์เลยนะ ครั้งนี้เป็นอะไรอีกล่ะ ลดพนักงานหรือลดค่าจ้างงาน” “ได้ข่าวว่า บริษัทใหญ่กำลังจะยื่นฟ้องล้มละลาย ที่เคยเป็นข่าวล้มละลายไง" “หมายถึง บริษัทที่รับพนักงานเยอะ ๆ ตอนนั้นหรอ ฉันพอรู้จัก แบบนี้คงแย่แน่ คนตกงานหลายหมื่นคนเลยขอบอก" กลุ่มคนเดินชนไหล่กันไปมา ต่างหยุดมองดูการแถลงข่าว เพราะนี้อาจจะเป็นโอกาสที่พวกเขาจะเตรียมตัวทัน ก่อนพายุลูกใหญ่จะเข้ามา ท่ามกลางผู้คนที่ดูผ่านมือถือ และ ทีวี หญิงสาวใบหน้าหมดจดขาวเนียนราวกับผิวทารก แก้มแดงอ่อนริมฝีปากแดงเข้ากับบุคลิกสาวมั่นสุดสวย เธอยืนอยู่บนเวทีแถลงข่าว ในชุดสูทสีดำแทรกลายเส้นสีเทา ดวงตาคู่สวยจ้องมองกล้อง ที่กำลังถ่ายทอดสดในตอนนี้ “สวัสดีค่ะ ดิฉันนางสาว พนิดา สุขเจริญ CEO ของบริษัท FOOD&MART และเป็นผู้รับผิดชอบในการแถลงข่าววันนี้ และเนื้อหาสำคัญที่จะแถลง คาดว่าหลายคนน่าจะรู้ข่าวกันแล้ว ทางบริษัทได้ทำงานยื่นฟ้องล้มละลาย เพื่อแก้ไขให้บริษัทมีทางออกที่ดีกว่า และ เพื่อไม่ให้มีการเข้าใจผิด จึงขอแจ้งมานะตรงนี้ ว่าบริษัทยังไม่ล้มละลาย แต่กำลังพยายามแก้ไขให้เข้าที่ ขอบคุณค่ะ” หลังพูดจบเธอยังคงยืนนิ่ง เพราะกำลังคิดหนัก วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนที่พูดเอาไว้ สิ้นสุดการแถลงข่าวทุกคนต่างใจหล่นลงตาตุ่ม โดยเฉพาะพนักงานของบริษัท และเหล่าแฟรนไชส์ ที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะอะไรเหรอ ในแถลงข่าวก็บอดว่าแค่มีการแก้ไขให้เข้าที่ไม่ใช่เหรอ แต่ทว่าความทรงจำในอดีตเมื่อหลายปีก่อนจนถึงตอนนี้ บริษัทที่ประกาศล้มละลายไม่เคยได้โอกาสกลับมา นั่นคือเรื่องที่ทุกคนกลัว และ บริษัทนี้ก็เช่นกัน ยิ่งราคาหุ้นตกจนต่ำสุด จนต้องปิดการซื้อขาย รอให้มีการแก้ไข . . หนึ่งวันผ่านไป... แสงสว่างลอดผ่านม่านสีดำ ที่ฝุ่นเกาะราวกับหิมะสีน้ำตาล ในห้องที่มืดมนไม่ต่างอะไรกับเจ้าของที่มืดมนยิ่งกว่า เมื่อแสงอาทิตย์สว่างจนทำให้เจ้าของร่างอันผอมแห้งขยับเปลือกตาถี่ ๆ “เช้าแล้วเหรอ?" มือถืออยู่ไหน? นั่นคือสิ่งแรกที่เอสมองหา เขารีบเปิดแอปธนาคารอีกครั้ง ถ้าหาเป็นแค่ฝันก็คงจะแย่มากในตอนนี้ และเพียงไม่นานทุกอย่างก็ชัดเจน “มันคือความจริง ไม่ใช่ฝัน ฮ่า ๆ เฮ้อ รอดสักที จากนี้ไปเส้นทางสู่ความร่ำรวยก็อยู่ไม่ไกลแล้ว" แต่ก่อนอื่นเขาสั่งอาหารมาทาน ปกติไม่คิดจะสั่งออนไลน์ เพราะราคาแพงกว่ามาม่าร้านสะดวกซื้อ เพราะเขาต้องประหยัด แต่ตอนนี้ขอกินอาหารอร่อยก่อนแล้วกัน หลังจากนั้นเอสใช้ปลายนิ้วกดเปิดเมนูใน โทรศัพท์ที่มีชื่อว่า "BOSS" ขึ้นมา สิ่งที่ปรากฏคือใบหน้าสี่เหลี่ยม เหมือนหุ่นยนต์ในนั้น แล้วระบบจะกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง “วันนี้มีแผนอะไรไหม?" แผนเหรอ ไม่เคยมีในหัวเลย ชีวิตมืดมนแบบเขาจะมีแผนอะไรได้ละหรือว่าจะ “ระบบบฉันอยากเอาเงินฝากที่ธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย นับว่าเป็นกำไรของฉันได้ไหม” เอสพูดด้วยความหนักแน่น และคิดว่าเป็นวิธีดีสุดแล้ว ‘เพราะนี้คือการลงทุน ที่ไม่มีความเสี่ยงอะไร แถมยังไม่ต้องคิดมากอีก ฉลาดแบบนี้แหละเรา’ “ไม่ผ่าน!” “ห๊ะ! ทำไมถึงไม่ผ่าน” มันมีอะไรผิดพลาดตรงไหนเหรอ ไม่ใช่ว่าจะเอาไปทำอะไรก็ได้เหรอ เขาเอาแต่คิดในใจ “ต้องลงทุนใน บริษัท หุ้น และอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่รวมธนาคาร ป.ล หัดใช้สมองบ้างเถอะ” ใบหน้าของเขามืดลง ราวกับเดินมาถึงทางตัน มีกำแพงทั้งแปดด้าน ถูกด่าก็ว่าไปอย่าง แต่จะให้คิดแผนอะไรดี ๆ ออกกันล่ะ ในยุคนี้ใครก็ระวังตัวเรื่องเงิน ธุรกิจขนาดใหญ่ล้มกันเป็นแถว แต่เขายังพอคิดอะไรออกบ้าง แม้มันจะบ้าบิ่นไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้นอกเหนือจากเงื่อนไขที่กำหนด “ฉันจะลงทุนกับบริษัทไหน...ก็ทำได้ใช่ไหม” อยู่ ๆ เขาก็มีความคิดดี ๆ สักที “ใช่แล้ว” “งั้นก็ลงทุนกับบริษัททั่วประเทศเลยแล้วกัน” คราวนี้ต้องผ่านแน่นอน “ไม่ผ่าน เพื่อความสมเหตุสมผล ต้องหาแผ่นงานบริษัทที่จะลงทุน ถ้าระบบประเมินว่าจะขาดทุนจะไม่ผ่าน ป.ล อย่าลงทุนมั่ว ๆ จะได้ไหม!” เอสได้แต่เกาศีรษะพร้อมกับทำหน้าเจื่อน เขาคงไม่มีความสามารถด้านการลงทุนจริง ๆ ไม่รู้สิ ตอนนี้อยากเอาเงินไปก็เติมเกม ซื้อไอเทมแรร์มาใช้ เท่านี้ก็หาเงินได้วันละกลายร้อย ถึงพัน ไม่ต้องออกไปเจอสังคมที่เป็นพิษอีกด้วย เขาคิดได้แค่นี้ “เอานี้ไปอ่านจะได้มีความรู้" มือถือได้รับข้อความการแจ้งเตือน เพราะระบบส่งหนังสือให้เขา ทำเอาเจ้าตัวหน้ามืดมนกว่าเดิม ‘จะอ่านได้กี่หน้ากันนะ’ แต่ถึงไม่ชอบอ่านเขาก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิดไฟล์อ่านจนได้ ก็จริงอยู่ที่ไม่มีความรู้ด้านนี้ แต่เขาก็อยากให้ทุกคนผ่านวิกฤตไปด้วยกัน นั่นคือสิ่งที่เขาอยากทำ ถ้าเขามีเงินทุนเยอะก็อยากช่วยคนอื่น โดยเฉพาะคนที่ตกงานตอนนี้ 30% เขาก็อยู่ในนั้นด้วยจึงพอจะเข้าใจ เท่าที่เขาหาข้อมูลก็พบว่าวงการธุรกิจมันยากจริง ๆ ใช้เวลาทั้งวันยังทำความเข้าใจได้นิดเดียว แต่ก็เพียงพอแล้ว เขามีแผนลงทุนกับหลายบริษัท แต่ก่อนอื่นต้องไปที่งานสำคัญอย่าง ‘capital bridge’ และงานที่ว่าก็คือ บริษัทใหญ่ ๆ ชั้นนำจะมานำเสนอแผนธุรกิจ เพื่อดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ และ รายย่อย แต่ทว่าบัตรเข้างานหายากมาก เพราะเป็นถึงงานระดับพรีเมี่ยม ที่จัดติดต่อกันเกือบยี่สิบปี “ระบบ...ช่วยหาบัตรเข้างานได้ไหม" เอสไม่คาดหวังกับคำขอนี้ “ได้เลย นี้คือบัตรของคุณ” "สุดยอดเลย" แต่ผลลัพธ์เกินคาดจริง ๆ คราวนี้ก็หายห่วง โชคดีที่จัดการทุกอย่างได้ทันเวลา หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัว ในชุดสูทกับเสื้อยืดสีดำ พร้อมกับโกนหนวดให้เรียบร้อย ก่อนจะมองดูตัวเองในกระจก “คนอื่นคงไม่คิดว่าฉันเสพยาใช่ไหมเนี่ย ไม่ไหว ๆ เดี๋ยวต้องดูแลตัวเองให้ดีสักหน่อยแล้ว” เอสเดินทางด้วยรถแท็กซี่ จนมาถึงหน้าตึกระฟ้าที่เป็นศูนย์กลางของเมืองกรุง ที่นี่สมชื่อจริง แสงสีสว่างไสว ผู้คนเดินสวนกันตามถนน ทำให้คิดว่าตึกนี้ไม่เคยหลับสักวัน เอสยืนมองไปที่ข้างบน ยอดตึกยังคงส่องสว่าง และสวยงาม ก่อนจะเดินเข้าไป ระหว่างที่เดินผ่านคนอื่น เขาจะเป็นเป้าสายตาเพราะบุคลิกที่เหมือนคนเติมมาไม่พอ แล้วก็ใบหน้าผอมแห้ง ขอบตาดำคล้ำ ยังดีที่ความสูง 180 ทำให้เขาไม่แย่มากเกินไป แถมดูแบด ๆ ในตัว งานจัดอยู่ชั้นที่สามสิบ ในห้องใหญ่สุดของตึกนี่ แต่พอมาถึงประตูลิฟต์ เขาก็ต้องหยุดปลายเท้าที่กำลังจะเดินให้ทันก่อนลิฟท์จะปิด “เจอกันอีกแล้ว ต้องขอโทษนะคะพอดีลิฟต์เต็ม ว่าแต่มาทำอะไรในที่แบบนี้เหรอ” “อ้าว หรือจะรู้ว่าฉันทำงานที่นี่ แล้วมาขอความช่วยเหลือ ไม่ไหวเลยนะ นึกว่าจะหยิ่งในศักดิ์ศรีกว่านี้อีก" คำพูดที่คุ้นหู กับใบหน้าทั้งสองคนที่มองมาราวกับว่าเขาเป็นตัวตลกที่ทุกคนในลิฟต์ตัดสินว่าแบบนั้น สายตามากมายทำให้เอสก้าวขาไม่ออก แม้ที่ว่างจะเหลืออยู่ แต่ไม่มีที่ว่างสำหรับเขา “ไปก่อนเลย ฉันรอขึ้นครั้งถัดไป” วิภาดาเบะปากก่อนจะทำหน้าเหมือนเห็นอกเห็นใจ “ขอโทษทีนะ เพราะที่นี่ไม่มีที่ว่างให้คนแบบนาย" เธอจงใจพูดเสียงดังจนทุกคนได้ยิน ก่อนจะมองมาที่เอสราวกับเป็นตัวอะไรสักอย่าง พวกเขาก็คิดเหมือนกัน เพราะแต่ละคนแต่งตัวดูดี สีหน้าสดใส ไม่เหมือนเอส ที่เพิ่งออกมาจากโลกส่วนตัว ที่ก่อนหน้านี้เขาไม่คิดจะออกมา “คนนี้เหรอที่เธอเคยเล่าให้ฟัง แย่กว่าที่เล่ามาอีกนะ” “แค่ดูก็รู้ว่าใช้ชีวิตมาแบบไหน อย่าให้เข้ามาในลิฟต์นะ น่ากลัว” “พวกแบบนี้มีเยอะในยุคนี่ อย่าไปมองให้เสียตาเลยครับทุกคน” จะทำอะไรได้อีก ได้แต่ถอนหายใจเฮือกยาว ก็ไม่อยากเป็นเหมือนละครคุณธรรมแท้ ๆ แต่ชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครอีก หวังว่าคงไม่มีคนห้ามเข้างานเหมือนในหนังสั้นจีนอีกนะ เฮ้อ...เมื่อตัวเต็งอย่างกลุ่มอีลิท กับชิปประมวลสุดล้ำของพวกเขา กลายเป็นเพียงเรื่องตลกเท่านั้น ทำให้ค่ำคืนนี้ยังคงเป็นบริษัทใหญ่จากตะวันตก และ เอเชียที่เป็นจุดเด่นเช่นเคยผู้คนในงานพูดคุยกันหนาหูว่า ชิปที่ล้ำหน้าแบบนั้นคงต้องรอใช้อีกร้อยปี ไม่มีทางจะสามารถผลิตให้สำเร็จได้ แน่นอนว่าเทคโนโลยีของพวกเขาก็คงเป็นอย่างนั้นเอสนั่งยิ้มมุมปากเมื่อยาหยีที่นั่งดูถ่ายทอดสดร้องอุทานขึ้นมา สีหน้าหวานตกใจไม่น้อยทุกคนจึงรู้ว่าตอนนี้กลุ่มอีลิทไปไม่รอดแล้ว แถมยังกลายเป็นตัวตลกที่คนทั้งโลกหัวเราะเยาะพวกสาว ๆ นั่งยิ้มหวานพูดคุยกันเรื่องนี้ และ เดาได้ว่าทุกอย่างต้องเป็นฝีมือของเอส เขาก็ไม่ได้ปกปิดอะไร เมื่อพวกเธออยากรู้เขาก็จะบอก"ก็แค่คุยกับนักวิศวกรพวกนั้นก่อน จากนั้นให้พวกเขาผลิตชิปคุณภาพต่ำ และ ให้ใช้ชิปคุณภาพสูงในการทดสอบ ทำให้พวกเขาติดว่าสามารถผลิตชิปรุ่นนั้นได้จริง ๆ ที่เหลือก็อย่างที่ทุกคนรู้"เขาพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง พลางมองดูคลื่นริมทะเลอย่างสบายใจ"แต่ว่าชิปของเราก็ไม่ใช่ระดับต่ำเหรอ" ยาหยีเอ่ยถามด้วยความสงสัย"ของเราเหรอ อาจจะเรียกว่าต่ำก็ได้ แต่ว่านะ...ก็น่าจะทำให้ผู้คนสนใจไม่น้อย""หมายความว่าไงเ
พิธีกรร่างสูงโปร่ง ยืนอยู่บนเวทีใหญ่ ท่ามกลางผู้คนนับพันที่เข้ามาเป็นสักขีพยานในงานเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโฉมโลกให้ต่างไปจากเดิมงานนี้จัดขึ้นทุกปี มีบริษัทหลายแห่งทั่วโลกเข้าร่วม เพราะงานนี้จะช่วยทำให้เจ้าของบริษัทพบกับโอกาสมากมาย จากทั่วทุกมุมโลก เป็นเหมือนเวทีแจ้งเกิดของพวกเขาคืนนี้มีคนเข้าร่วมเยอะกว่าทุกปี เพราะข่าวของกลุ่มอีลิททำให้มีคนสนใจ อยากรู้ว่าหน้าตาของชิปมือถือที่จะเปลี่ยนโลกจะเป็นแบบไหนกลุ่มอีลิทจากประเทศไทยมีเพียงคนเดียวที่เป็นตัวแทน เขานั่งอยู่แถวหน้าข้าง ๆ หนึ่งในห้าตัวแทนระดับโลกของกลุ่มอีลิท ประกบคู่กับประธานบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ ทั้งเอเชีย และ ยุโรปการที่จะได้ที่นั่งติดกันกับคนของกลุ่มอีลิทคืนนี้ พวกเขาได้ทุ่มเงินไปเยอะพอสมควรพวกเขาสนทนากันเรื่องธุรกิจ ไม่ว่าจะฝั่งไหนก็อยากเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายคนแรก ยิ่งฝั่งเอเชีย กับยุโรปขัดแย้งกันอยู่แล้วด้วย แต่ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการหารือของกลุ่ม พวกเขาสองคนไม่สามารถตัดสินใจเองได้"ผมหวังว่าจะได้เป็นตัวแทนของคุณนะครับ""แน่นอน ผมต้องช่วยพูดให้อยู่แล้ว"ทั้งสองฝั่งถูกตอบกลับไม่ต่างกันมาก ทำให้ทั้งสองฝั่งสงบลง
ชายวัยกลางคนสวมชุดสูทราคาแพงดูสะอาดตา ทั้งหมดห้าคนนั่งล้อมโต๊ะกลมด้วยท่าทางสบาย ๆ ใบหน้าแต่ละคน ได้แสดงออกมาถึงความน่าเกรงขามพวกเขาคือกลุ่มอีลิทของประเทศไทย กลุ่มนี้มีอยู่ทั่วโลก และมีสมาชิกของแต่ละประเทศมาร่วมกัน จะเลือกอีกห้าคนจากทั่วโลกเพื่อเป็นผู้นำระดับโลกเมื่อมีอำนาจจากคนระดับสูงของโลกทำให้กลุ่มนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว และ มีอำนาจควบคุมทุกอย่าง โดยเฉพาะ เศรษฐกิจ และ การเมืองของแต่ละประเทศอย่างเช่นตอนนี้ พวกเขามีเป้าหมายใหญ่นั้นคือการเข้าซื้อบริษัท supfm หลังจากที่บริษัทนี้สามารถผลิตชิปที่ดีกว่าฝั่งตะวันตก หรือพวกแผ่นดินใหญ่ พวกเขาจึงอยากเป็นเจ้าของเทคโนโลยีระดับแนวหน้าแทน"ทุกอย่างราบรื่นดีใช่ไหม อีกไม่กี่วันพวกเราก็ต้องเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ อย่าให้มีปัญหานะ"ชายวัยกลางคนท่าทางอาวุโสกว่าคนอื่นในที่นี้ เขาได้เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มมุมปาก แม้ทุกคนจะเท่าเทียมกันในด้านอำนาจ แต่ชายคนนี้ดูจะเป็นคนที่เหนือกว่าอยู่มาก"เรียบร้อยดี ต้องขอบคุณหมากตัวสำคัญอย่างอีเดน เขาทำให้งานเราง่ายขึ้น และ ไม่ต้องเปื้อนมือตัวเองด้วย""ได้ยินว่าถูกตำรวจดำเนินคดี คงจบแล้วล่ะ แต่ก็ดีแล้ว ทุกอย่างจะได้จบตามเขาไ
เธอพลาดเองที่ไม่พาบอดี้การ์ดมาด้วย ทั้งที่ตอนนี้เป็นศัตรูของใครหลายคน ทั้งเก่าและใหม่ ถ้าหากเธอพาคนมาด้วยสองสามคน ทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้แม้จะเสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว ภาพตรงหน้าคืออีเดนที่ขยับเท้าเข้ามา เธอได้แต่ถอยหลัง ไม่กล้าถอยอย่างรวดเร็ว เธอหวังแค่เพียงสิ่วเดียวคือห้องน้ำจะช่วยให้เธอปลอดภัย ขอแค่วิ่งให้เร็วทว่าร่างของเธอหยุดนิ่ง ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างทันใด แต่กลับมีรอยยิ้มตรงมุมปากเผยให้เห็น สายตาคมสวยสว่างขึ้นมา"เปลี่ยนใจแล้วเหรอ...เธอควรคิดได้แบบนี้สิ" อีเดนยิ้มกว้างให้เธอ เมื่อเห็นท่าทางของผู้หญิงที่เย็นชาใส่เขา ตอนนี้ยอมสยบให้แล้ว"แน่นอนค่ะ ฉันจะไม่หนีอีกแล้ว ตอนนี้ฉันตัดสินใจได้แล้ว"เสียงหวานของเธอเอ่ยเนิบช้า พร้อมยกยิ้มให้ชายหนุ่มตรงหน้า ทำให้เขามีความหวังขึ้นมาในใจ"ดีแล้ว พี่จะทำให้เธอไม่เสียใจที่เลือกแบบนี้ เธอจะเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด"อีเดนหายใจเข้าลึกด้วยความโล่งใจ เขารอต่อไปไม่ได้ เมื่อเห็นเธอหยุดรอเขา จินตนาการในหัวก็นึกถึงเรือนร่างเย้ายวนของหญิงสาวตรงหน้า ทำให้เร่งฝีเท้าไปหาเพื่อทำตามเสียงในหัวทว่าร่างกายของเขาหยุดนิ่ง ราวกับโลกหมุนกลับ แผ่นดินพลิกคว่ำ หรือท้
ยาหยีนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินต่างประเทศ พร้อมกับความมั่นใจในระดับหนึ่ง เพราะเคยพบกับนักวิศวกรมากฝีมือเมื่อครั้งยังเรียนอยู่ที่นี่เธอขึ้นรถส่วนตัวของเพื่อนหลังจากลงเครื่อง เพื่อตรงไปที่โรงแรม ตอนนี้เธอต้องเตรียมตัวก่อน พอขึ้นมาบนรถ ทั้งสองก็ทักทายกันตามประสาของสาว ๆ"เราไม่ได้เจอกันหลายเดือนเลยนะ เธอเป็นไงบ้าง" ยาหยีหันมาถามเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกัน"ก็โอเค...ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ฉันตกใจมากที่รู้ว่าเธอเป็นประธานบริษัทใหญ่ แม้แต่บริษัทที่นี่ยังต้องการร่วมงานด้วย""ฉันเป็นแค่คนดูแลเรื่องภายในบริษัท แต่ไม่ใช่เจ้าของนะ เป็นพนักงานรับเงินเดือนเหมือนกัน" ยาหยียิ้มบาง ๆ ให้เธอทั้งสองคนคุยกันเรื่องอื่น ๆ จนกระทั่งยาหยีถามเรื่องของศาสตราจารย์ที่เป็นเป้าหมายของเธอสีหน้าของเพื่อนสาวก็เปลี่ยนไป"เธอมาเพื่อดึงตัวเขาเหรอ""ใช่...มีอะไรหรือเปล่า"เธอเห็นสีหน้าของเพื่อนดูตกใจจึงอดใจหายไม่ได้ บางทีอาจจะเกิดเรื่องบางอย่าง"เธอมาช้าไปแล้ว เพราะเขาร่วมงานกับกลุ่มอีลิท รวมถึงนักวิศวกรหัวกะทิคนอื่นก็เหมือนกันถูกดึงตัวไปหมดแล้ว"เป็นข่าวร้ายสำหรับเธอ นับว่าครั้งนี้มาเสียเที่ยว ไม่ได้ต่อสู้แต่ก็แพ้ไปแล้ว พวก
"เธอ...เป็นอะไรกับเอสเหรอ" พนิดาถามขึ้นทั้งสองปรึกษากันแล้วว่าผู้หญิงคนนี้น่าสงสัยมาก สายตาที่เอสมองเธอไม่เหมือนคนอื่น และ สายตาของเธอที่มองเอาผู้หญิงด้วยกันดูออก"พี่คงไม่ใช่ผู้หญิงของเขาหรอกนะ"ผิงหันไปมองยาหยีที่จ้องเธอไม่กะพริบตา ไหนจะพนิดาอีกคนที่สีหน้าจริงจัง คาดหวังคำตอบของเธอ ใบหน้าสวยคลี่ยิ้มออกมาก่อนจะหัวเราะเบา ๆ พลางนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมจึงหันไปพูดกับพวกเธอ"อันที่จริงฉันกับเอสรู้จักกันก่อนพวกเธออีก เพราะฉันเป็นรักแรกของเขาตอนเรียนมัธยม และ แต่ที่จริงฉันกับเขาเป็นของกันและกันเมื่อสามเดือนก่อน"แน่นอนว่ามีบางอย่างที่เธอโกหก แต่ก็มีเรื่องจริงอยู่ด้วย ถึงยังไงเธอก็คิดว่าไม่มีใครจะรู้ได้ นอกจากเอส และคำตอบของเธอก็ทำให้สองสาวทำตัวไม่ถูก"รักแรกเหรอ""ก็ว่าอยู่ทำไมเขาถึงทำตัวแปลก ๆ แต่ถึงจะเป็นรักแรก แต่เธอก็ถือว่ามาทีหลังยาหยี" พนิดากอดอกพูด ริมฝีปากสวยยกยิ้ม"ฉันจะยังไงก็ได้ แค่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเขาก็พอ พวกเธอเองก็คิดแบบนั้นไม่ใช่เหรอ"พวกเธอก็คิดแบบนั้น เพราะไม่มีใครที่คิดว่าตัวเองสามารถเป็นเจ้าของเขาได้ ในสายตาของเอสคนที่อยากเป็นแบบนั้นคงมีแต่จะถูกขับออกไปมากกว่า นั้นทำใ







