LOGINแสงจากหน้าจอมือถือส่องสว่าง ดวงตาแดงก่ำเพราะอดนอนหลายวันของเขาจ้องไม่กระพริบ เมื่อหลายนาทีก่อนเขายังเป็นคนขี้แพ้ และ สิ้นหวัง แต่ตอนนี้ราวกับว่าได้รับการเยียวยาทุกอย่าง
“เงินเยอะขนาดนี้ เอาไปทำอะไรดี เราเองก็ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนด้วยสิ” เอสใช้ชีวิตโดยไร้ความหวังมานาน ทำให้ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะลงทุนอะไร จะบริหารเงินแบบไหนดี คิดอะไรไม่ออกเลย “แต่ว่านะ...ไม่ไหวแล้ว" ลมหายใจของเขาเข้าออกแผ่วเบา ร่างกายผอมแห้งได้หลับไปแล้ว เพราะเล่นเกมติดต่อกันโดยไม่พักถึงสองวัน อีกอย่างคงเป็นเพราะทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี เขาจึงไร้กังวล . . หน้าจอ LED ขนาดใหญ่ บนตึกระฟ้าในใจกลางเมืองกำลังแสดงภาพเคลื่อนไหวของโฆษณา ช่วยดึงดูดความสนใจด้วยดาราชื่อดัง ก่อนจะถูกตัดบทเพราะข่าวด่วน ข่าวด่วนที่ไม่มีใครอยากให้มี “ข่าวด่วนมาอีกแล้ว ทุกช่องทางออนไลน์เลยนะ ครั้งนี้เป็นอะไรอีกล่ะ ลดพนักงานหรือลดค่าจ้างงาน” “ได้ข่าวว่า บริษัทใหญ่กำลังจะยื่นฟ้องล้มละลาย ที่เคยเป็นข่าวล้มละลายไง" “หมายถึง บริษัทที่รับพนักงานเยอะ ๆ ตอนนั้นหรอ ฉันพอรู้จัก แบบนี้คงแย่แน่ คนตกงานหลายหมื่นคนเลยขอบอก" กลุ่มคนเดินชนไหล่กันไปมา ต่างหยุดมองดูการแถลงข่าว เพราะนี้อาจจะเป็นโอกาสที่พวกเขาจะเตรียมตัวทัน ก่อนพายุลูกใหญ่จะเข้ามา ท่ามกลางผู้คนที่ดูผ่านมือถือ และ ทีวี หญิงสาวใบหน้าหมดจดขาวเนียนราวกับผิวทารก แก้มแดงอ่อนริมฝีปากแดงเข้ากับบุคลิกสาวมั่นสุดสวย เธอยืนอยู่บนเวทีแถลงข่าว ในชุดสูทสีดำแทรกลายเส้นสีเทา ดวงตาคู่สวยจ้องมองกล้อง ที่กำลังถ่ายทอดสดในตอนนี้ “สวัสดีค่ะ ดิฉันนางสาว พนิดา สุขเจริญ CEO ของบริษัท FOOD&MART และเป็นผู้รับผิดชอบในการแถลงข่าววันนี้ และเนื้อหาสำคัญที่จะแถลง คาดว่าหลายคนน่าจะรู้ข่าวกันแล้ว ทางบริษัทได้ทำงานยื่นฟ้องล้มละลาย เพื่อแก้ไขให้บริษัทมีทางออกที่ดีกว่า และ เพื่อไม่ให้มีการเข้าใจผิด จึงขอแจ้งมานะตรงนี้ ว่าบริษัทยังไม่ล้มละลาย แต่กำลังพยายามแก้ไขให้เข้าที่ ขอบคุณค่ะ” หลังพูดจบเธอยังคงยืนนิ่ง เพราะกำลังคิดหนัก วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนที่พูดเอาไว้ สิ้นสุดการแถลงข่าวทุกคนต่างใจหล่นลงตาตุ่ม โดยเฉพาะพนักงานของบริษัท และเหล่าแฟรนไชส์ ที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะอะไรเหรอ ในแถลงข่าวก็บอดว่าแค่มีการแก้ไขให้เข้าที่ไม่ใช่เหรอ แต่ทว่าความทรงจำในอดีตเมื่อหลายปีก่อนจนถึงตอนนี้ บริษัทที่ประกาศล้มละลายไม่เคยได้โอกาสกลับมา นั่นคือเรื่องที่ทุกคนกลัว และ บริษัทนี้ก็เช่นกัน ยิ่งราคาหุ้นตกจนต่ำสุด จนต้องปิดการซื้อขาย รอให้มีการแก้ไข . . หนึ่งวันผ่านไป... แสงสว่างลอดผ่านม่านสีดำ ที่ฝุ่นเกาะราวกับหิมะสีน้ำตาล ในห้องที่มืดมนไม่ต่างอะไรกับเจ้าของที่มืดมนยิ่งกว่า เมื่อแสงอาทิตย์สว่างจนทำให้เจ้าของร่างอันผอมแห้งขยับเปลือกตาถี่ ๆ “เช้าแล้วเหรอ?" มือถืออยู่ไหน? นั่นคือสิ่งแรกที่เอสมองหา เขารีบเปิดแอปธนาคารอีกครั้ง ถ้าหาเป็นแค่ฝันก็คงจะแย่มากในตอนนี้ และเพียงไม่นานทุกอย่างก็ชัดเจน “มันคือความจริง ไม่ใช่ฝัน ฮ่า ๆ เฮ้อ รอดสักที จากนี้ไปเส้นทางสู่ความร่ำรวยก็อยู่ไม่ไกลแล้ว" แต่ก่อนอื่นเขาสั่งอาหารมาทาน ปกติไม่คิดจะสั่งออนไลน์ เพราะราคาแพงกว่ามาม่าร้านสะดวกซื้อ เพราะเขาต้องประหยัด แต่ตอนนี้ขอกินอาหารอร่อยก่อนแล้วกัน หลังจากนั้นเอสใช้ปลายนิ้วกดเปิดเมนูใน โทรศัพท์ที่มีชื่อว่า "BOSS" ขึ้นมา สิ่งที่ปรากฏคือใบหน้าสี่เหลี่ยม เหมือนหุ่นยนต์ในนั้น แล้วระบบจะกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง “วันนี้มีแผนอะไรไหม?" แผนเหรอ ไม่เคยมีในหัวเลย ชีวิตมืดมนแบบเขาจะมีแผนอะไรได้ละหรือว่าจะ “ระบบบฉันอยากเอาเงินฝากที่ธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย นับว่าเป็นกำไรของฉันได้ไหม” เอสพูดด้วยความหนักแน่น และคิดว่าเป็นวิธีดีสุดแล้ว ‘เพราะนี้คือการลงทุน ที่ไม่มีความเสี่ยงอะไร แถมยังไม่ต้องคิดมากอีก ฉลาดแบบนี้แหละเรา’ “ไม่ผ่าน!” “ห๊ะ! ทำไมถึงไม่ผ่าน” มันมีอะไรผิดพลาดตรงไหนเหรอ ไม่ใช่ว่าจะเอาไปทำอะไรก็ได้เหรอ เขาเอาแต่คิดในใจ “ต้องลงทุนใน บริษัท หุ้น และอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่รวมธนาคาร ป.ล หัดใช้สมองบ้างเถอะ” ใบหน้าของเขามืดลง ราวกับเดินมาถึงทางตัน มีกำแพงทั้งแปดด้าน ถูกด่าก็ว่าไปอย่าง แต่จะให้คิดแผนอะไรดี ๆ ออกกันล่ะ ในยุคนี้ใครก็ระวังตัวเรื่องเงิน ธุรกิจขนาดใหญ่ล้มกันเป็นแถว แต่เขายังพอคิดอะไรออกบ้าง แม้มันจะบ้าบิ่นไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้นอกเหนือจากเงื่อนไขที่กำหนด “ฉันจะลงทุนกับบริษัทไหน...ก็ทำได้ใช่ไหม” อยู่ ๆ เขาก็มีความคิดดี ๆ สักที “ใช่แล้ว” “งั้นก็ลงทุนกับบริษัททั่วประเทศเลยแล้วกัน” คราวนี้ต้องผ่านแน่นอน “ไม่ผ่าน เพื่อความสมเหตุสมผล ต้องหาแผ่นงานบริษัทที่จะลงทุน ถ้าระบบประเมินว่าจะขาดทุนจะไม่ผ่าน ป.ล อย่าลงทุนมั่ว ๆ จะได้ไหม!” เอสได้แต่เกาศีรษะพร้อมกับทำหน้าเจื่อน เขาคงไม่มีความสามารถด้านการลงทุนจริง ๆ ไม่รู้สิ ตอนนี้อยากเอาเงินไปก็เติมเกม ซื้อไอเทมแรร์มาใช้ เท่านี้ก็หาเงินได้วันละกลายร้อย ถึงพัน ไม่ต้องออกไปเจอสังคมที่เป็นพิษอีกด้วย เขาคิดได้แค่นี้ “เอานี้ไปอ่านจะได้มีความรู้" มือถือได้รับข้อความการแจ้งเตือน เพราะระบบส่งหนังสือให้เขา ทำเอาเจ้าตัวหน้ามืดมนกว่าเดิม ‘จะอ่านได้กี่หน้ากันนะ’ แต่ถึงไม่ชอบอ่านเขาก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิดไฟล์อ่านจนได้ ก็จริงอยู่ที่ไม่มีความรู้ด้านนี้ แต่เขาก็อยากให้ทุกคนผ่านวิกฤตไปด้วยกัน นั่นคือสิ่งที่เขาอยากทำ ถ้าเขามีเงินทุนเยอะก็อยากช่วยคนอื่น โดยเฉพาะคนที่ตกงานตอนนี้ 30% เขาก็อยู่ในนั้นด้วยจึงพอจะเข้าใจ เท่าที่เขาหาข้อมูลก็พบว่าวงการธุรกิจมันยากจริง ๆ ใช้เวลาทั้งวันยังทำความเข้าใจได้นิดเดียว แต่ก็เพียงพอแล้ว เขามีแผนลงทุนกับหลายบริษัท แต่ก่อนอื่นต้องไปที่งานสำคัญอย่าง ‘capital bridge’ และงานที่ว่าก็คือ บริษัทใหญ่ ๆ ชั้นนำจะมานำเสนอแผนธุรกิจ เพื่อดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ และ รายย่อย แต่ทว่าบัตรเข้างานหายากมาก เพราะเป็นถึงงานระดับพรีเมี่ยม ที่จัดติดต่อกันเกือบยี่สิบปี “ระบบ...ช่วยหาบัตรเข้างานได้ไหม" เอสไม่คาดหวังกับคำขอนี้ “ได้เลย นี้คือบัตรของคุณ” "สุดยอดเลย" แต่ผลลัพธ์เกินคาดจริง ๆ คราวนี้ก็หายห่วง โชคดีที่จัดการทุกอย่างได้ทันเวลา หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัว ในชุดสูทกับเสื้อยืดสีดำ พร้อมกับโกนหนวดให้เรียบร้อย ก่อนจะมองดูตัวเองในกระจก “คนอื่นคงไม่คิดว่าฉันเสพยาใช่ไหมเนี่ย ไม่ไหว ๆ เดี๋ยวต้องดูแลตัวเองให้ดีสักหน่อยแล้ว” เอสเดินทางด้วยรถแท็กซี่ จนมาถึงหน้าตึกระฟ้าที่เป็นศูนย์กลางของเมืองกรุง ที่นี่สมชื่อจริง แสงสีสว่างไสว ผู้คนเดินสวนกันตามถนน ทำให้คิดว่าตึกนี้ไม่เคยหลับสักวัน เอสยืนมองไปที่ข้างบน ยอดตึกยังคงส่องสว่าง และสวยงาม ก่อนจะเดินเข้าไป ระหว่างที่เดินผ่านคนอื่น เขาจะเป็นเป้าสายตาเพราะบุคลิกที่เหมือนคนเติมมาไม่พอ แล้วก็ใบหน้าผอมแห้ง ขอบตาดำคล้ำ ยังดีที่ความสูง 180 ทำให้เขาไม่แย่มากเกินไป แถมดูแบด ๆ ในตัว งานจัดอยู่ชั้นที่สามสิบ ในห้องใหญ่สุดของตึกนี่ แต่พอมาถึงประตูลิฟต์ เขาก็ต้องหยุดปลายเท้าที่กำลังจะเดินให้ทันก่อนลิฟท์จะปิด “เจอกันอีกแล้ว ต้องขอโทษนะคะพอดีลิฟต์เต็ม ว่าแต่มาทำอะไรในที่แบบนี้เหรอ” “อ้าว หรือจะรู้ว่าฉันทำงานที่นี่ แล้วมาขอความช่วยเหลือ ไม่ไหวเลยนะ นึกว่าจะหยิ่งในศักดิ์ศรีกว่านี้อีก" คำพูดที่คุ้นหู กับใบหน้าทั้งสองคนที่มองมาราวกับว่าเขาเป็นตัวตลกที่ทุกคนในลิฟต์ตัดสินว่าแบบนั้น สายตามากมายทำให้เอสก้าวขาไม่ออก แม้ที่ว่างจะเหลืออยู่ แต่ไม่มีที่ว่างสำหรับเขา “ไปก่อนเลย ฉันรอขึ้นครั้งถัดไป” วิภาดาเบะปากก่อนจะทำหน้าเหมือนเห็นอกเห็นใจ “ขอโทษทีนะ เพราะที่นี่ไม่มีที่ว่างให้คนแบบนาย" เธอจงใจพูดเสียงดังจนทุกคนได้ยิน ก่อนจะมองมาที่เอสราวกับเป็นตัวอะไรสักอย่าง พวกเขาก็คิดเหมือนกัน เพราะแต่ละคนแต่งตัวดูดี สีหน้าสดใส ไม่เหมือนเอส ที่เพิ่งออกมาจากโลกส่วนตัว ที่ก่อนหน้านี้เขาไม่คิดจะออกมา “คนนี้เหรอที่เธอเคยเล่าให้ฟัง แย่กว่าที่เล่ามาอีกนะ” “แค่ดูก็รู้ว่าใช้ชีวิตมาแบบไหน อย่าให้เข้ามาในลิฟต์นะ น่ากลัว” “พวกแบบนี้มีเยอะในยุคนี่ อย่าไปมองให้เสียตาเลยครับทุกคน” จะทำอะไรได้อีก ได้แต่ถอนหายใจเฮือกยาว ก็ไม่อยากเป็นเหมือนละครคุณธรรมแท้ ๆ แต่ชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครอีก หวังว่าคงไม่มีคนห้ามเข้างานเหมือนในหนังสั้นจีนอีกนะ เฮ้อ..."ตอนนี้บริษัท F&M จบสิ้นแล้ว ไม่สามารถซื้อชิปประมวลผล ก็เหมือนถูกตัดแขนขา""ทำไมต้องไปยั่วโมโหพวกเขาด้วยนะ คิดว่าจะสามารถเอาชนะ FP ได้จริง ๆ เหรอ""วัยรุ่นก็แบบนี้แหละนะ เลือดร้อนไม่มีความอดทน ก็ต้องได้รับบทเรียนราคาแพงหน่อย"กลุ่มของบริษัทชั้นนำทั้งสิบจับกลุ่มคุยกัน พวกเขาทั้งหมดไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท F&M แม้แต่นิดเดียว เพราะกลัวจะถูกลูกหลงหลังจากแถลงข่าวออกมา สื่อออนไลน์ต่าง ๆ เล่นข่าวนี้อย่างหนัก เพื่อเน้นย้ำให้ F&M บอบช้ำ และ ทำให้หลายคนที่ใจหายไม่น้อย โดยเฉพาะพนักงาน และ ผู้บริหารระดับสูงพวกเขามีภาระมากกว่าพนักงาน ทั้งผ่อนบ้านผ่อนรถ ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ถ้าหากเกิดเรื่องกับบริษัทพวกเขาจะเป็นด่านแรกของผลกระทบ ก่อนจะลามไปถึงพนักงานตามระดับขั้น"ตอนนี้ยังจะหยิ่งยโสได้ไหม ยังจะกล้าเมินฉันอีกไหม คราวนี้รู้ชะตาตัวเองหรือยัง" ภัทรเดินมาพูดพร้อมสีหน้าระรื่น ข้างกายยังคงมีสาวสวยคอยปรนนิบัติ"ทำไมเหรอ มีอะไรจะพูดอีกหรือเปล่า" เอาทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ว่าเขาจะพูดอะไร"นี่แก...แกล้งทำเป็นไม่เป็นไรสินะ"เอสหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาจากโต๊ะ ก่อนจะสูดกลิ่นหอมเบา ๆ ก่อนจะลิ้มรสหวานของไวน์แดงราค
โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมือง ที่ขึ้นชื่อว่าจองยากมากเพราะคิวยาว ทว่าคืนนี้เอสได้รับเชิญจากบริษัท FP เพราะพวกเขาจะแถลงข่าวหลังจากปิดสัญญาซื้อขายครั้งใหญ่ในงานได้เชิญกลุ่มบริษัทชั้นนำ รวมถึงคนในวงการธุรกิจมาเพื่อเป็นสักขีพยานในความสำเร็จ"ขี้เกียจจังเลย ทำไงดี" เอสนั่งลงช้า ๆ"ต้องไปนะคะ หรือจะให้ฉันกับเลขาไปเหรอ"พนิดา พูดพลางถอดชุดคลุมไหล่ออก เผยให้เห็นชุดเดรสกระโปรงยาว แหวกแผ่นหลังเล็กน้อย ทำให้เธอกลายเป็นจุดสนใจแน่นอนเอาลุกขึ้นดึงเอวบางของเธอเข้ามาแนบ ค่อย ๆ ลูบไล้แผ่นหลังบางเรียบเนียน ผิวของเธอนุ่มมาก กลิ่นหอมที่ต้นคอทำให้เอสอดไม่ได้ที่จะสูดดมอย่างถือสิทธิ์"อย่าทำให้ชุดของฉันขาดนะ ห้ามทำรอยด้วย" เธอพูดเสียงอ่อน พร้อมยกยิ้มอย่างพอใจ"ได้...ฉันจะทำเบา ๆ" เอสพูดเสียงแหบพร่า หัวใจของเขาเต้นระรัว เธอทำให้เลือดในกายของเขาเดือดพล่านจนถึงขีดสุด30 นาทีผ่านไป"ทำไมช้าจัง เปลี่ยนชุดด้วยเหรอคะ"แคทนั่งรอข้างล่างได้แต่สงสัย เธอต้องออกไปทำธุระไม่ถึงสิบนาที พอมาถึงยังต้องนั่งรอพวกเขา จนเธอสังเกตเห็นแก้มแดงระเรื่อของพนิดา ถึงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด"อย่าบอกนะว่าจัดหนัก อิจฉาจัง" เธอเข้ามาพูดใกล
เขาไม่เคยคิดว่าจะสามารถสร้างบุญคุณกับคิมได้ขนาดนี้ หลังจากที่สามีของเธอใช้ยาของเขา และฟื้นขึ้นมาได้ เอสก็กลายเป็นผู้มีพระคุณของพวกเขาแต่ทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดยิ่งกว่าก็มาถึง เสียงหวานคุ้นหูดังมาจากข้างหลัง ในระหว่างที่เข้ามาดูสามีของเธอ เอสค่อยหันไปตามเสียงที่คุ้นเคยนั้น"นะ...นาย""ผิง...?"เขาพูดไม่ออกเมื่อเห็นเธอตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เธอสวยขึ้นหรอก แต่เธอเป็นลูกสาวของคิม คนที่มีอำนาจเหนือกว่าเขา และแม้แต่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือแม้แต่บริษัท FP และเรื่องของเขากับเธอมันยาวมาก"มาแล้วเหรอลูก" ประธานวัยหกสิบหันไปพูดเสียงเพราะกับลูกสาวผิงคือลูกคนสุดท้อง มีพี่ชายสองคน กับพี่สาวคนหนึ่ง เธอจึงถูกตามใจที่สุด และเอาแต่ใจที่สุดเช่นกัน เรื่องนั้นเอสรู้ดี ตอนเรียนมัธยมเธอเป็นหัวโจกแกล้งเขาทุกวัน"คุณพ่อฟื้นแล้วเหรอ"เธอเดินผ่านเอสไปราวกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผิวมายืนข้าง ๆ คิม สายตาของเธอเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม เมื่อเห็นพ่อผู้บังเกิดเกล้าลืมตาขึ้นมามองเธอ พร้อมกับเอื้อมมาจับมือเธอช้า ๆ"พ่อ...ฟื้นแล้ว" ชายวัยหกสิบกว่าพูดเสียงแหบพวกเขาคุยกันตามประสาพ่อแม่ลูก และไม่นานก็มีสองสามคนเข้ามา
เอสหันไปตามเสียงของคิม เธอกำลังโกรธอยู่ แน่นอนว่าความผิดเป็นของเขาที่ไม่ได้บอกก่อน แต่ยังไม่ต้องทำให้เธอสงบลง ไม่งั้นเขาอาจจะเดือดร้อนก็ได้"ผมรับประกันว่าไม่มีอะไรผิดพลาด ผมผิดเองที่ลืมบอกว่ายานี้ต้องใช้เวลานานในการออกฤทธิ์ หวังว่าคุณคิมจะเข้าใจนะครับ""ได้...ฉันจะลองเชื่อเธอดู แต่ถ้ามีอะไรผิดพลาดเธอต้องรับผิดชอบ" คิมจ้องตาเอสเพื่อสังเกตเขา"แน่นอนว่าผมต้องรับผิดชอบ"เอสตอบกลับด้วยความมั่นใจเต็มร้อย เขาเชื่อใจระบบที่ไม่เคยทำอะไรพลาดท่าทางของเอสทำให้เธอใจเย็นลง และรอต่อไป นั่นทำให้พวกสามคนที่อยากก่อกวนไม่พอใจ พวกเขาจึงหันไปพูดกับคนดูในถ่ายทอดสดแทนความคิดเห็นส่วนมาก บอกว่ายาของเอสหลอกลวง ไม่ใช่ความจริง และ ด่าไปถึงบริษัท พวกเขาไม่กล้าสนับสนุนสินค้าของ F&Mพวกนั้นพอใจมากที่ผลลัพธ์เป็นแบบนี้ ยังไม่พอพวกเขายังเล่นข่าวด้วยการใช้อำนาจสั่งการของประธานใหญ่ FP ให้นักข่าวทำข่าวของเอสให้ใหญ่โตไปอีก"หนูดา...ลุงบอกเธอแล้วแต่ก็ไม่ฟัง ต้องถูกหลอกกี่ครั้งถึงจะพอ เดี๋ยวพอถึงสามสิบนาที เขาก็เลื่อนไปเป็นชั่วโมง แผนตื้น ๆ แบบนี้ยังดูไม่ออกเหรอ" อนันต์พูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน"ไม่ต้องสนใจหรอกนะ เดี๋ยวพอ
พวกนั้นตามมาสร้างความวุ่นวายอีกแล้ว ทำไมถึงไม่เอาเวลาไปพัฒนาชีวิตตัวเอง แทนการหาเรื่องคนอื่น เอสถอนหายใจยาวเสียงดังน่ารำคาญพวกนั้นคิมสามารถทำให้หายไปได้ในทันที แต่เธอต้องให้เอสตัดสินใจ"อยากให้ลากพวกเขาออกไปไหม""ไม่ดีกว่าครับ ผมว่านี้จะเป็นโอกาสที่จะตบหน้าพวกเขา แถมยังได้การโปรโมตฟรีอีกด้วย""ไม่เลวเลย แม้แต่ศัตรูก็ยังนำมาใช้ประโยชน์ได้" คิมยิ้มให้ เธอพบคนที่ฉลาดเป็นกรดเข้าให้แล้ว"ชมเกินไปแล้ว ผมไปจัดการก่อนนะ"เอสเดินออกมาที่หน้าประตู พนิดากับแคทกำลังห้ามพวกสามคนเอาไว้อยู่ และกลายเป็นโอกาสที่พวกเขาจะเล่นละครเรียกร้องความเห็นใจ พร้อมกับใส่ร้ายเธอ"ให้พวกเขาเข้ามาเถอะ จะได้เป็นสักขีพยานในความสำเร็จของฉันด้วย"พนิดาหันไปหาเอสด้วยสีหน้าตกใจ เธอไม่คิดว่าเขาจะยอมให้คนพวกนี้เข้าไปได้"เอาจริงเหรอ""อืม เข้ามาเถอะ"ทั้งสองคนเข้ามาข้างในไม่รอให้พวกนั้นเดินตาม พวกเขาจึงเสนอหน้าเข้าไปแบบไม่มีใครเชิญ เมื่อมาถึงก็เริ่มบทละครอีกตามเคย"น้องชาย ฉันไม่คิดว่านายจะถูกลูกในไส้ทำกับนายแบบนี้ แม้แต่พ่อแท้ ๆ ยังคิดจะจัดการให้พ้นทาง ใจดำอำมหิตเกินไปแล้ว" อนันต์คุกเข่าข้างเตียง"ใครบอกว่าเธอจะกำจัดพ่อตัว
เธอไม่อยากตัดสินใจเลย แม้จะเชื่อเอสอย่างสนิทใจ แต่นี่คือชีวิตของพ่อกับแม่ ถ้าเป็นเธอเองก็จะไม่ลังเลที่จะใช้ยาของเขาพนิดาอยากให้พ่อกับแม่ฟื้นขึ้นมามากกว่าใคร เธออยากให้ท่านได้มีชีวิตเหมือนคนอื่น แต่ถ้าหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมา เธอคงถูกคนอื่นตราหน้าว่ากลายเป็นลูกที่อกตัญญูแล้วจะยอมเสียงหรือเปล่า เอาไม่เคยพูดอะไรแล้วทำไมได้ พนิดาหันมามองทั้งสองคนที่นอนบนเตียงผู้ป่วย สีหน้าของเธอหนักแน่น ก่อนจะหันมาพูดกับเอส"ฉันตกลงค่ะ ช่วยท่านทั้งสองด้วย""ได้สิ...วางใจได้เลย"เอสยิ้มกว้างให้เธอ พร้อมกับกุมมือที่สั่นไหวเอาไว้แน่น เขาจะไม่ยอมให้อะไรผิดพลาดแน่นอน"พวกคุณเสียสติไปแล้วเหรอ ผมเป็นหมอ คุณไม่เชื่อผมแต่เชื่อคนที่ไม่รู้เรื่องอะไร ผมผิดหวังมาก"ดร.ปานเทพพูดเสียงดัง เขาไม่คิดว่าจะมีคนเชื่อเรื่องแบบนี้อยู่อีก ยิ่งฟังจากปากของเอสยิ่งไม่น่าเชื่อถือ‘หรือเขาจะเป็นพวกมิจฉาที่สร้างตัวตนขึ้นมาก่อน แล้วค่อยขายยาปลอมกอบโกยทีหลัง’เขาไม่ยอมให้มิจฉาชีพมาหลอกลวงคนในโรงพยาบาลของเขา"ยังไงก็ไม่ได้เด็ดขาด ผมไม่อนุญาตให้คุณเอายาที่ไม่รู้ที่มาให้คนไข้แน่นอน"เอสหันไปหาหมอที่พยายามคัดค้าน ถึงยังไงเขาก็เป็นหมอม






