หยาดฝนเม็ดเป้งกระหน่ำฟาดลงมาบนผืนป่าทึบราวกับฟากฟ้ากำลังคลุ้มคลั่ง เสียงฟ้าร้องคำรามเลื่อนลั่นดังกึกก้องจนผืนดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน ปาณปวีร์ หรือ ‘ป่าน’ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง อากาศเย็นชื้นที่สูดเข้าปอดบาดลึกราวกับกลืนกินเศษแก้วลงไป ชายหนุ่มพยายามก้าวเท้าที่จมลึกไปในโคลนเละๆ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่ารองเท้าหนังอิตาลีแบรนด์เนมคู่เก่งที่เคยเหยียบย่างอยู่แต่บนพรมหนานุ่มในออฟฟิศระดับไฮเอนด์ กลับกลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ในเวลานี้
เสื้อเชิ้ตสีขาวสั่งตัดพอดีตัวที่เคยรีดจนเรียบกริบ บัดนี้เปียกชุ่มและแนบลู่ไปกับผิวเนื้อ ทั้งตัวของป่านเต็มไปด้วยคราบโคลนและเศษใบไม้แห้ง กิ่งไม้ระเกะระกะตวัดเกี่ยวแขนและใบหน้าจนรู้สึกแสบแปลบ หยดน้ำฝนไหลปนกับหยาดเหงื่อและรอยเลือดจางๆ จากรอยขีดข่วนเข้าตาจนพร่ามัว ป่านยกมือขึ้นปาดมันออกอย่างลวกๆ เขาเผลอกัดริมฝีปากล่างของตัวเองแน่น... แน่นจนรับรู้ได้ถึงความเจ็บ มันเป็นนิสัยที่แก้ไม่หายเวลาที่เขารู้สึกเครียดจัดหรือจนมุม
“หาให้เจอ! มันหนีไปได้ไม่ไกลหรอก! เสี่ยสั่งไว้ว่าถ้าไม่ยอมเซ็นโอนที่ ก็จัดการฝังมันไว้ที่นี่แหละ!”
เสียงตะคอกแหบพร่าดังก้องแข่งกับเสียงพายุฝน แสงจากไฟฉายแรงสูงหลายดวงกวาดวูบวาบฝ่าม่านน้ำทะลวงเข้ามาในความมืด ป่านรีบย่อตัวลง หลบซ่อนอยู่หลังรากพูพอนของต้นตะเคียนยักษ์ หัวใจของเขากระหน่ำเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สองมือสอดประสานกันแน่นเพื่อลดอาการสั่นเทา
มรดกชิ้นสุดท้ายที่คุณย่าผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้ คือรีสอร์ตเก่าแก่เชิงนิเวศที่ตั้งอยู่กลางหุบเขาอันห่างไกล ป่านเพิ่งเดินทางมาถึงได้ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อเตรียมจัดการสะสางเอกสารและประเมินทรัพย์สิน แต่แทนที่จะได้นั่งจิบกาแฟดูบัญชีอย่างสงบ เขากลับถูกต้อนรับด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์อาวุธครบมือ พวกมันคือลูกน้องของ ‘ธรรศ’ ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นที่พยายามกว้านซื้อที่ดินแถบนี้เพื่อสร้างกาสิโนผิดกฎหมาย ธรรศไม่ได้มาเพื่อเจรจาต่อรองตามวิถีนักธุรกิจ แต่มาเพื่อบังคับให้เขาประทับตราเซ็นเอกสารโอนกรรมสิทธิ์... หรือไม่ก็ลบเขาให้หายไปจากสารบบอย่างถาวร
ป่านหลับตาลง ภาพห้องทำงานปรับอากาศเย็นฉ่ำและตารางงานที่จัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบสมบูรณ์แบบดูห่างไกลราวกับเป็นภาพฝัน ภายนอกเขาอาจจะเป็นเลขาธิการมาดเนี้ยบที่จัดการทุกวิกฤตของบริษัทได้อย่างไร้ที่ติ แต่ลึกๆ แล้วเขาโหยหาความปลอดภัยและความมั่นคงของครอบครัวเหนือสิ่งอื่นใด และในวินาทีนี้ กรอบความสมบูรณ์แบบที่เขาสร้างไว้ปกป้องตัวเองกำลังพังทลายลงย่อยยับท่ามกลางพายุฝนและความมืดมิด
ครืด... ครืด...
แรงสั่นสะเทือนจากกระเป๋ากางเกงสแล็คด้านซ้ายทำเอาป่านสะดุ้งสุดตัว ขณะที่อยู่ในบรรยากาศความเป็นความตาย เสียงเรียกเข้าที่ถูกตั้งสั่นไว้กลับดังก้องกังวานในโสตประสาท เขาล้วงมือที่สั่นเทาหยิบสมาร์ตโฟนรุ่นท็อปที่เปียกชื้นขึ้นมาดู หน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางความมืดโชว์ชื่อของสายเรียกเข้าว่า ‘บอสคิน (จอมมาร)’
ป่านเบิกตากว้าง สบถด่าเจ้านายตัวเองในใจเป็นชุด โธ่เว้ย บอส! จะมาตามงานอะไรตอนที่ผมกำลังจะถูกฆ่าหมกป่าเนี่ย!
ด้วยสัญชาตญาณของการเป็นเลขาฯ มือทองที่ถูกเทรนมาอย่างหนักหน่วง แม้ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน นิ้วหัวแม่มือของเขาก็ยังเลื่อนกดรับสายอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะยกโทรศัพท์แนบหูแล้วกรอกเสียงกระซิบที่แผ่วเบาที่สุดลงไป
“บอส... ผมยังไม่สะดวกคุย...”
“ป่าน! นายเอาพินติดปกสูทรูปตัวเคของฉันไปไว้ไหนฮะ! ฉันกำลังจะออกไปงานกาลาดินเนอร์คืนนี้แล้วนะ หาให้ควั่กก็ไม่เจอ! นี่นายแอบหนีไปพักร้อนหรือไงถึงทิ้งให้ฉันต้องมาเผชิญเวรกรรมกับการแต่งตัวที่ไม่มีคนคอยสกรีนแบบนี้!”
เสียงทุ้มทรงอำนาจที่ติดจะโวยวาย เอาแต่ใจ และหลงตัวเองนิดๆ ของคิน ดังทะลุลำโพงออกมาจนป่านต้องรีบเอามือป้องลำโพงไว้แน่นกลัวว่าพวกนักเลงจะได้ยิน
“บอส! ฟังนะ!” ป่านกัดฟัน กระซิบเสียงลอดไรฟันแข่งกับเสียงฟ้าร้องที่ดังเปรี้ยงขึ้นมาพอดี “ผมไม่ได้พักร้อน! ผมกำลังถูกไล่ล่า! ลูกน้องเสี่ยธรรศกำลังตามล่าผมอยู่ในป่า ถ้าผมรอดตายไปได้... ผมจะกลับไปหาพินสูทบ้าๆ นั่นให้บอสเอง!”
ปลายสายเงียบกริบไปชั่วอึดใจ คล้ายกับสมองของท่านประธานกำลังประมวลผลคำพูดของเลขาฯ ก่อนที่น้ำเสียงทีเล่นทีจริงจะเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดและดุดันในพริบตา ความเป็นห่วงฉายชัดออกมาผ่านน้ำเสียง
“ป่าน... นายพูดจริงเหรอ? ตอนนี้นายอยู่ไหน! ส่งโลเคชั่นมาเดี๋ยวนี้! ฉันจะเอาคนไปรับ นายหลบซ่อนตัวไว้ก่อนนะ ห้ามเป็นอะไรเด็ดขาด เข้าใจไหม!”
ซ่า... ตื๊ด... ตื๊ด...
“บอส? บอส!” ป่านเรียกซ้ำเบาๆ เมื่อสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดขาดไปดื้อๆ หน้าจอขึ้นสถานะ No Service เขาถอนหายใจยาวอย่างสิ้นหวัง อย่างน้อยเจ้านายสายฮาและบ้าอำนาจของเขาก็ยังพอมีความเป็นห่วงลูกน้องอยู่บ้าง แต่ตอนนี้... เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเอาชีวิตรอดด้วยตัวเองก่อน
“ทางนี้! กูเห็นรอยเท้ามันมุ่งหน้าไปทางป่าเหนือ! ตามไปเร็ว!”
เสียงตะโกนสั่งการดังขึ้น ห่างออกไปไม่ถึงห้าสิบเมตร แสงไฟฉายสาดส่องตัดสลับกันไปมา ป่านเบิกตากว้าง ‘ป่าเหนือ’... ลุงชม ภารโรงเก่าแก่ของรีสอร์ตเตือนนักเตือนหนาตั้งแต่วันแรกที่เขามาถึง ว่าห้ามย่างกรายเข้าไปในเขตป่าลึกทางทิศเหนือเด็ดขาด มันเป็นพื้นที่ปิดตายที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าลี้ลับ บ้างก็ว่ามีสิ่งเร้นลับสถิตอยู่ บ้างก็เล่าลือกันว่าเป็นป่ากินคน ใครที่หลงเข้าไปแล้วมักจะไม่ได้กลับออกมาอีกเลย
แต่ระหว่างคำสาปของป่าลี้ลับ กับกระสุนปืนตะกั่วของลูกน้องเสี่ยธรรศที่จ่อคอหอยอยู่... ป่านตัดสินใจเลือกอย่างแรก
เขายันตัวลุกขึ้น กัดฟันข่มความเจ็บปวดจากกล้ามเนื้อขาที่ประท้วงอย่างหนัก แล้วออกวิ่งฝ่าความมืดเข้าไปในดงไม้ที่ทึบหนาขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งวิ่งลึกเข้าไป ทัศนวิสัยยิ่งย่ำแย่ ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นเบียดเสียดกันหนาแน่นจนแสงจากฟ้าแลบแทบจะส่องทะลุลงมาไม่ถึง กิ่งก้านของมันพันเกี่ยวกันราวกับอุโมงค์มืดมิดที่เชิญชวนให้ผู้หลงทางเดินเข้าสู่วังวนที่ไม่มีวันจบสิ้น
แต่แล้ว... เมื่อป่านก้าวข้ามแนวก้อนหินใหญ่ที่ตั้งตระหง่านราวกับเป็นเส้นแบ่งเขตแดน ความรู้สึกบางอย่างรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
มันเริ่มจากเสียง... พายุฝนที่เคยตกกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งคล้ายกับถูกหรี่วอลลุ่มลงอย่างกะทันหัน เสียงเม็ดฝนตกกระทบใบไม้ไม่ได้หายไปเสียทีเดียว แต่มันฟังดูอู้อี้ หวูดหวิว และห่างไกลออกไป ราวกับเขากำลังสวมหูฟังตัดเสียงรบกวน หรือดำดิ่งอยู่ใต้ผิวน้ำลึก
ต่อมาคืออุณหภูมิ... จากความเย็นชื้นเหนอะหนะของพายุฝนเขตร้อน อากาศรอบตัวกลับลดต่ำลงอย่างฮวบฮาบจนผิดธรรมชาติ ป่านเผลอยกแขนขึ้นกอดตัวเองแน่น ลมหายใจที่หอบเหนื่อยพ่นออกมากลายเป็นไอสีขาวขุ่นจางๆ กลิ่นไอดินและกลิ่นเหม็นเขียวของใบไม้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นแปลกประหลาด มันคล้ายกับกลิ่นของโอโซนบริสุทธิ์หลังพายุฟ้าผ่า ผสมผสานกับกลิ่นไอเย็นเยียบของโลหะที่อธิบายไม่ถูก
ผิวกายของป่านลุกชัน ไม่ใช่แค่เพราะความหนาวเหน็บที่พัดมาปะทะร่าง แต่เพราะประจุไฟฟ้าสถิตอ่อนๆ ที่ลอยอวลอยู่ในมวลอากาศ มันทำให้ขนแขนของเขาลุกเกรียว และทำให้เส้นผมบนศีรษะขยับไหวเล็กน้อย
“หยุดเดี๋ยวนี้นะโว้ย!”
เสียงของนักเลงที่ไล่ตามมาติดๆ ดังแว่วมาจากด้านหลัง แต่มันกลับฟังดูยืดยาน และแปร่งหู ราวกับคลื่นเสียงนั้นต้องเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศที่หนาหนักและบิดเบี้ยว
ป่านหันขวับไปมอง แสงไฟฉายของพวกมันที่สาดตามมาดูพร่าเลือนและแตกกระจายออกเป็นสีรุ้งจางๆ เหมือนภาพสะท้อนที่มองผ่านแท่งแก้วปริซึม เขาหันกลับมามองเส้นทางเบื้องหน้า ก้าวเท้าช้าลงโดยสัญชาตญาณเมื่อสมองอันชาญฉลาดเริ่มตระหนักได้ว่า สภาพแวดล้อมรอบตัวบัดนี้... ไม่ใช่ป่าหลังรีสอร์ตที่เขาคุ้นเคยอีกต่อไป
ละอองหมอกสีเงินเรืองแสงจางๆ ลอยเรี่ยอยู่เหนือพื้นดินที่กลายเป็นแผ่นหินเรียบเนียนไร้ซึ่งโคลนตม ใบไม้ของพรรณไม้รูปทรงเรขาคณิตแปลกตาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตกำลังสะท้อนแสงวาบวับราวกับถูกเคลือบด้วยผลึกแก้วใส
ป่านกัดริมฝีปากล่างของตัวเองอีกครั้ง คราวนี้แรงจนเลือดซิบออกมาสัมผัสปลายลิ้น ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว เขาหยุดยืนนิ่งงันอยู่กับที่ ท่ามกลางความเงียบงันที่แฝงไปด้วยความรู้สึกกดดันมหาศาล เขากำลังก้าวล่วงผ่านรอยต่อของมิติ... เข้าสู่บางสิ่งที่อยู่เหนือสามัญสำนึกและกฎเกณฑ์ใดๆ ของโลกใบนี้อย่างสิ้นเชิง
ป่านก้าวเท้าเดินต่อไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย ราวกับถูกมนต์สะกดจากความวิปลาสของสภาพแวดล้อมรอบกาย แผ่นดินที่เคยเฉอะแฉะไปด้วยโคลนตมแปรเปลี่ยนเป็นพื้นหินสีเข้มที่เรียบกริบราวกับถูกขัดมันด้วยเครื่องจักรกลล้ำยุค ไร้ซึ่งรอยต่อหรือร่องรอยของการกัดเซาะจากธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่ที่เคยมีเปลือกไม้ขรุขระ บัดนี้กลับกลายเป็นเสาทรงกระบอกสีเทาหม่นที่แตกกิ่งก้านสาขาออกไปเป็นรูปทรงเรขาคณิตอันสมมาตรจนน่าขนลุก ใบไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้นไม่ได้ส่งเสียงกรอบแกรบเมื่อเหยียบย่าง แต่มันกลับแหลกละเอียดเป็นผงฝุ่นเรืองแสงสีฟ้าอ่อนๆ ลอยฟุ้งขึ้นมาในอากาศ
ยิ่งลึกเข้าไป อุณหภูมิก็ยิ่งลดต่ำลงจนลมหายใจของป่านกลายเป็นไอพวยพุ่งอย่างชัดเจน ความหนาวเย็นแทรกซึมผ่านเสื้อเชิ้ตที่เปียกชื้น ทิ่มแทงทะลุผิวหนังลงไปถึงกระดูกจนร่างโปร่งสั่นสะท้านไปทั้งตัว เขาพยายามยกแขนขึ้นกอดตัวเองเพื่อกักเก็บไออุ่นอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ สมองที่เคยประมวลผลได้อย่างเฉียบขาดและรวดเร็วในห้องประชุม บัดนี้กำลังตื้อตันและเต็มไปด้วยคำถามที่ไร้คำตอบ
นี่มันป่าบ้าอะไรกัน? หรือว่าเขาวิ่งหนีจนช็อกและกำลังฝันไป?
ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะเตลิดเปิดเปิงไปไกลกว่านี้ กลิ่นคาวขื่นๆ กลิ่นหนึ่งก็ลอยมาปะทะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นคาวสนิมเหล็กแบบเลือดมนุษย์ทั่วไปที่เขาคุ้นเคย แต่มันผสมผสานกับกลิ่นอายของแร่ธาตุบางชนิดที่เข้มข้นจนทำให้รู้สึกวิงเวียน สัญชาตญาณเอาตัวรอดร้องเตือนให้เขาหันหลังกลับ แต่ลึกๆ ในใจกลับมีความอยากรู้อยากเห็นที่ต้านทานไม่ได้ดึงดูดให้เขาก้าวเดินตามกลิ่นนั้นไป
หลังโขดหินผลึกขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานโล่ง แสงสว่างวาบจากฟ้าแลบในโลกภายนอกที่ส่องทะลุม่านมิติเข้ามาเป็นระยะ เผยให้เห็นภาพที่ทำให้ป่านต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ร่างของใครคนหนึ่ง... หรืออาจจะเรียกได้ว่า ‘ตัวอะไรสักอย่าง’ กำลังนอนฟุบอยู่กับพื้นหินท่ามกลางเศษซากของกิ่งไม้ประหลาดที่หักโค่น รูปร่างของสิ่งมีชีวิตนั้นสูงใหญ่เกินกว่ามาตรฐานของมนุษย์ปกติไปมาก ไหล่กว้างหนาและกล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลังมหาศาลปรากฏให้เห็นผ่านเสื้อผ้าสีเข้มที่ขาดวิ่น
แต่สิ่งที่ทำให้ป่านเบิกตากว้างจนแทบถลน ไม่ใช่ขนาดตัวที่ใหญ่โต... แต่ว่ามันคือผิวพรรณบางส่วนที่โผล่พ้นรอยขาดของเสื้อผ้า บริเวณท่อนแขนแกร่งและแผ่นหลังที่เปลือยเปล่าครึ่งหนึ่ง ไม่ได้ปกคลุมด้วยผิวหนังเรียบเนียนแบบมนุษย์ แต่มันถูกประดับประดาไปด้วย ‘เกล็ด’ ขนาดเล็กละเอียด เกล็ดเหล่านั้นเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบและซ้อนทับกันอย่างประณีตราวกับชุดเกราะชั้นดี สีของมันคือสีเงินยวงที่เปล่งประกายเรืองแสงออกมาจางๆ ท่ามกลางความมืดมิด สะท้อนแสงวูบวาบทุกครั้งที่มีประกายไฟฟ้าสถิตแลบผ่านในมวลอากาศ
ป่านยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่นเพื่อกลั้นเสียงอุทาน สองขาสั่นเทาจนแทบจะทรุดตัวลงไปกองกับพื้น เขาเคยจัดการปัญหามาแล้วร้อยแปดพันเก้า ตั้งแต่รับมือลูกค้างี่เง่าไปจนถึงเจรจาธุรกิจระดับร้อยล้าน แต่ไม่มีหลักสูตรเลขานุการสถาบันไหนสอนวิธีรับมือกับมนุษย์กลายพันธุ์ หรือเอเลี่ยนมีเกล็ดที่นอนจมกองเลือดอยู่ตรงหน้า!
เดี๋ยวก่อน... เลือดอย่างนั้นหรือ?
สายตาของป่านเลื่อนต่ำลงไปยังบาดแผลฉกรรจ์บริเวณสีข้างของร่างปริศนานั้น รอยฉีกขาดลึกราวกับถูกกรงเล็บขนาดใหญ่ตะปบเข้าอย่างจังจนเกล็ดสีเงินหลุดล่อนออกไปหลายชิ้น และสิ่งที่ไหลทะลักออกมาจากปากแผลนั้น... มันคือเลือดสีน้ำเงินเข้ม มันเป็นสีน้ำเงินสดใสราวกับไพลินที่ถูกบดละเอียดและผสมกับน้ำ หลั่งรินลงมากระทบแผ่นหินและเรืองแสงสว่างเรื่อเรืองแข่งกับเกล็ดสีเงินบนร่าง ช่างเป็นภาพที่ทั้งงดงาม ลึกลับ และชวนให้รู้สึกสยดสยองในเวลาเดียวกัน ป่านจ้องมองหยดเลือดสีน้ำเงินที่ค่อยๆ ไหลซึมไปตามร่องหินด้วยความรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้อง โลกทัศน์ที่ยึดถือหลักวิทยาศาสตร์และเหตุผลมาตลอดชีวิตของเขากำลังแตกสลายลงอย่างช้าๆ
“แฮ่ก... แฮ่ก...”
เสียงหอบหายใจติดขัดดังก้องมาจากร่างที่นอนคว่ำหน้าอยู่ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน แผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและเกล็ดสีเงินขยับขึ้นลงอย่างยากลำบาก
ป่านยืนนิ่งเป็นรูปปั้น ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงราวกับเส้นด้ายที่ถูกแมวตะปบ สัญชาตญาณข้อที่หนึ่งบอกว่า ‘หนีไปซะ ปาณปวีร์! นี่ยังไม่ใช่เวลามาสงสัยเรื่องลี้ลับ ชีวิตแกยังเอาไม่รอดเลย!’ แต่สัญชาตญาณข้อที่สอง ซึ่งเป็นข้อเสียเปรียบที่สุดของเขา คือความเป็นคนขี้ใจอ่อนและมีมนุษยธรรมมากเกินไป ร่างกายใหญ่โตนั้นกำลังจะตาย เลือดสีน้ำเงินไหลออกมากขนาดนั้น ถ้าปล่อยทิ้งไว้ สัตว์ประหลาด... หรือมนุษย์ต่างดาว... หรืออะไรก็แล้วแต่ที่อยู่ตรงหน้า คงสิ้นใจในไม่ช้า
“ทางนี้! รอยเท้ามันหายไปแถวนี้! กระจายกำลังค้นหาให้ทั่ว! เสี่ยสั่งว่าต้องเห็นศพมันคืนนี้!”
เสียงตะโกนแหบห้าวของลูกน้องเสี่ยธรรศดังแว่วเข้ามาจากรอยต่อมิติเบื้องหลัง ทะลวงผ่านความเงียบงันของมิติเร้นลับนี้เข้ามาตอกย้ำถึงความเป็นจริงอันโหดร้าย ป่านสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองด้านหลัง แสงไฟฉายกระจัดกระจายกำลังพุ่งตรงมาทางทิศที่เขายืนอยู่อย่างรวดเร็ว พวกมันเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของอาณาเขตนี้แล้ว และอีกไม่เกินสองนาที พวกมันจะต้องข้ามเส้นแบ่งมิติเข้ามาเจอเขาอย่างแน่นอน
เอาวะ! เป็นไงเป็นกัน! อย่างน้อยไอ้มนุษย์เกล็ดนี่ก็คงยังไม่มีแรงลุกขึ้นมาหักคอเขาตอนนี้หรอก!
ป่านตัดสินใจกัดฟันกรอด ขยับขาที่หนักอึ้งก้าวเข้าไปหาร่างสะบักสะบอมนั้นอย่างรวดเร็ว กลิ่นคาวเลือดสีน้ำเงินและโอโซนยิ่งฉุนจัดจนแสบจมูกเมื่อเข้าไปใกล้ เขาค่อยๆ คุกเข่าลงข้างๆ ร่างใหญ่โตอย่างกล้าๆ กลัวๆ ความเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมาจากผิวกายของอีกฝ่ายจนป่านสัมผัสได้แม้อยู่ห่างออกไปเป็นคืบ
“ค... คุณ... น... นาย... เอ้อ... ตัวอะไรก็ช่างเถอะ ได้ยินฉันไหม?” ป่านกระซิบเสียงสั่น พยายามใช้มือที่สั่นเทาไม่แพ้กันแตะลงบนท่อนแขนหนาเพื่อจะเขย่าเรียก
ทันทีที่ปลายนิ้วของป่านสัมผัสลงบนผิวเนื้อที่ปราศจากเกล็ด ความรู้สึกแรกที่พุ่งชนโสตประสาทคือ ‘ความเย็น’ มันเป็นความเย็นจัดในระดับที่ผิดมนุษย์มนา อุณหภูมิร่างกายของร่างตรงหน้าน่าจะต่ำกว่าสามสิบองศาเซลเซียสด้วยซ้ำ ราวกับเขากำลังจับก้อนน้ำแข็งที่ถูกแกะสลักเป็นรูปมนุษย์
แต่แล้ว... ปฏิกิริยาที่ตอบกลับมานั้นรวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่ากระแสไฟฟ้าลัดวงจร!
ขวับ!!
เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่สัมผัส ร่างใหญ่โตที่ดูเหมือนจะหมดสติไปแล้วกลับพลิกตัวตวัดแขนขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราดด้วยพละกำลังที่มหาศาล มือหนาที่เย็นเฉียบราวกับมัจจุราชพุ่งเข้าคว้าหมับเข้าที่ลำคอของป่านอย่างแม่นยำและบีบแน่นจนป่านรู้สึกเหมือนลำคอจะหักด้วยมือของเขาในพริบตา!
“อั้ก...!”
ป่านเบิกตากว้าง สองมือตะเกียจตะกายจับท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยเกล็ดสีเงินเพื่อพยายามง้างมันออก แต่ราวกับกำลังงัดกับท่อนเหล็กกล้า การขาดอากาศหายใจอย่างกะทันหันทำให้ใบหน้าของเขาเริ่มแดงก่ำ ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วลำคอ
และในวินาทีที่ความตายเข้ามาประชิดตัวจนแทบจะจุมพิตริมฝีปาก... ร่างยักษ์เบื้องหน้าก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
มันไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์... สิ่งที่จ้องมองมายังป่านท่ามกลางความสลัว คือดวงตาสีอำพันสุกใสที่วาวโรจน์อยู่ในความมืดมิด ม่านตาสีดำสนิทตรงกลางหดแคบเป็นเส้นตรงแนวตั้งเฉกเช่นเดียวกับดวงตาของสัตว์เลื้อยคลาน มันเต็มไปด้วยความระแวง ดุร้าย และสัญชาตญาณของนักล่าที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อผู้บุกรุกให้แหลกเป็นชิ้นๆ เสียงคำรามต่ำลึกดังก้องออกมาจากลำคอหนา สะท้อนก้องไปทั่วอาณาบริเวณราวกับเสียงขู่ของราชสีห์ที่บาดเจ็บ
ป่านพยายามดิ้นรน เฮือกสุดท้ายของอากาศกำลังจะหมดลง นัยน์ตาสีอำพันคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขาราวกับจะสูบเอาวิญญาณไป ขีดจำกัดของความสมบูรณ์แบบที่เขาพยายามรักษาไว้ได้ขาดสะบั้นลงอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่ด้านหลัง แสงไฟฉายและเสียงฝีเท้าของมือปืนกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ... วิกฤตครั้งนี้... เขาถูกขนาบข้างด้วยความตายจากทั้งสองมิติอย่างแท้จริง!