LOGIN“ทำไมหนูมีความรู้สึกว่าที่เฮียมาหาหนู เฮียมีจุดประสงค์อย่างอื่นกันนะ”“ฉลาดเหมือนกันนะเรา” นั่นประไร ทำเป็นห่วงใยน้องนุ่ง ที่แท้ก็มาหาเพราะเรื่องอย่างอื่น “เฮียอยากรู้ว่าแกสนิทกับเพื่อนไอ้คิเรย์ไหม” ถามแปลกๆ“ก็ไม่สนิทอะไรมากนะ แต่หนูรู้จักกับทุกคน” “เหรอ งั้นรู้จักไอ้พายัพใช่ไหม” น้ำฟ้าพยักหน้า แน่นอนว่าเธอรู้จักพายัพอยู่แล้ว เขาคือหนึ่งในแก๊งเพื่อนคิเรย์ รูปหล่อ บ้านรวย ระดับบอสองค์กรแบล็คเรด ทุกอย่างที่พูดมาดีหมด ติดอยู่นิดเดียวตรงมีภรรยาแล้ว พึ่งแต่งงานสดๆ ร้อนๆ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง“แล้วแกเคยไปเที่ยวคลับมันบ้างมั้ย”“ไปครั้งสองครั้งเองเฮีย ถามทำไม หรือว่า…เฮียแอบเหล่สาวที่นั่นไว้” น้ำฟ้าชี้นิ้วถามอย่างรู้แกวพี่ชาย พสุธายิ้มขันที่น้องตัวแสบรู้ทันไปเสียหมด“อื้ม เล็งไว้คนนึง สวยมากกก” ลากเสียงยาวด้วยสีหน้าพึงพอใจ “ไม่รู้ว่าแกเคยเห็นเธอบ้างรึเปล่า”“ลูกค้าประจำหรือพนักงานล่ะเฮีย”“พนักงาน” พสุธาเปิดรูปผู้หญิงที่ตนหมายปองแรกเห็นให้น้องสาวช่วยดู น้ำฟ้าถึงกับหายใจแรง สายตาขึงขังจ้องรูปที่ว่าสลับกับพี่ชายตัวเองเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ“นี่น่ะเหรอคนที่เฮียเล็งไว้ หนูถามจ
ล็อคท้ายทอยร่างบาง เอียงในองศาที่พอเหมาะก่อนประทับจูบแผ่วเบาบนริมฝีปากอิ่ม ความรู้สึกท่วมท้นบางอย่างพุ่งเข้ากลางใจในทันที มันเป็นความโหยหา ยิ่งสัมผัสเปียกชื้นของริมฝีปากคนทั้งคู่บดเบียดชิดใกล้กันมากเท่าไร หัวใจสองหนุ่มสาวพองโตมากเท่านั้น “อืม พอก่อน เดี๋ยวมันจะไม่จบแค่จูบนะ” นิ้วแกร่งบดคลึงริมฝีปากก่ำแดงในตอนที่ผละออกมามองใบหน้าหวานเชื่อมของเธอมุกดาชักจะอ้อนกันเกินไปแล้ว เธอก็น่าจะรู้ว่าเขามันเป็นพวกความอดทนระยะสั้น “มุกอยากให้มันมากกว่าจูบ”“หิวอะไรขนาดนั้น” เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ มือสากขยี้ผมจนยุ่งเหยิง “ฉันต้องไปจริงๆ แล้วนะ เธอก็นอนพักได้แล้ว”มุกดาพยักหน้าเข้าใจ เธอยอมปล่อยคิเรย์ในที่สุด ยังไงซะก็ได้ในสิ่งที่ต้องการจนพอใจแล้ว เดี๋ยวนี้เฮียใจดีกับเธอขึ้นเยอะ เธอเองก็อยากให้รางวัลตอบแทนความใจดีของเขาบ้างแต่แค่อาจไม่ใช่เวลานี้ วันถัดมา…ทะเลเดินทางออกจากเกาะในรอบหลายเดือนเพื่อไปส่งกลุ่มเพื่อนยังสนามบิน กอดร่ำลากันเป็นพิธีก็ถึงเวลาที่เขาต้องแยกย้ายกับพวกมัน “ไว้มาพักที่เกาะกูอีกนะ” ทุกคนพร้อมใจกันยิ้มแหยปนเสียงหัวเราะขันราวสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวมาคือเรื่องตลก โดยเฉพาะคิเรย์แล
ผ่านไปหลายชั่วโมง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเฉดสี โล่งปลอดโปร่งไร้เค้าเมฆฝน เสียงอะไรที่ว่าน่ากลัวๆ คอยหลอกเล่นกันทั้งคืน พลันก็จางหายอย่างไร้ร่องรอยเมื่อเข้าสู่เช้าวันใหม่คิเรย์และมุกดารีบมุ่งหน้าออกจากกระท่อม ระหว่างทางยังมีความรู้สึกขนหัวลุกนิดๆ ราวกับโดนหลายสายตาที่มองไม่เห็น คอยจ้องมองอยู่ในเงามืด ต่างคนต่างไม่พูดอะไร เร่งฝีเท้าให้พ้นแนวป่าจนถึงหาดหน้าเกาะ หาที่นั่งปักหลักด้วยใจมีหวังว่าอีกไม่นานต้องมีคนมาช่วยแน่ๆ และก็เป็นจริงดังนั้นเมื่อหูแว่วเสียงเครื่องยนต์ สายตามองเห็นเรือสีขาวซึ่งมีขนาดเล็กกว่าลำเมื่อวาน ที่ยืนอยู่บนกราบเรือ โบกไม้โบกมือไปมาคือมาร์ติน คนขับเรือคือทะเล คนที่นั่งข้างๆ ทะเลก็มาร์คัส ส่วนลุงแก่ๆ แต่งตัวแปลกไม่แน่ใจว่าเป็นใครแค่นี้ก็ปลดล็อคความรู้สึกหนักอึ้งซึ่งแบกรับตลอดทั้งคืน สองหนุ่มสาวหันมายิ้มให้กัน มือที่กอบกุมเข้าหาแน่นตั้งแต่ออกจากเกาะ ยังคงอุ่นซ่านจนถึงตอนนี้“น้องมุก เฮียมาช่วยหนูแล้วนะคะ” เสียงมาร์ตินตะโกนมาก่อนเรือจะจอด พอลงจากเรือได้ก็รีบกระโดดลุยน้ำวิ่งมาหาในทันทีหากแต่สายตาแหลมคมจ้องเขม็งยังสองมือซึ่งประสานกันแน่นส่งผลให้คิเรย์เพิ่งนึกขึ้นได้
“มุกดาไปยืนทำอะไรตรงนั้น แล้วจะตามฉันมาทำไม” คิเรย์ขมวดคิ้วมองอีกคนอย่างสงสัย เส้นทางที่เธอยืนอยู่เขาจำได้ว่ามันคนล่ะทางกับกระท่อม อีกอย่าง…ทำไมเธอถึงตามเขาออกมาได้ทั้งที่ไม่มีแม้แต่แสงไฟนำทางเธอไม่พกอะไรเลย“มุกดา..” คิเรย์เริ่มแปลกใจมากขึ้นทุกที ความสงสัยก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนหนาๆ ในหัว ให้เขาลองพิสูจน์ ไฟฉายโทรศัพท์ในมือจึงถูกเพ่งตรงยังเบื้องหน้า ทันทีทันใด ร่างของมุกดากลับกลายเป็นหญิงแก่หน้าตาหน้าเกลียดน่ากลัว แสยะยิ้มฟันดำขลับพร้อมกรีดเสียงหัวเราะดังสะท้อนทั่วผืนป่า “เชี่ยยยย!” คิเรย์ใจเต้นรุนแรง ร่างนั้นหายวับไปอย่างรวดเร็ว หากแต่เสียงหัวเราะยังดังต่อเนื่องไม่ได้หายไปด้วยเขาฉายไฟไปรอบๆ แบตโทรศัพท์มือถือใกล้หมดเต็มที คิเรย์สูดลมหายใจลึก พยายามตั้งสติ ต้องออกไปจากบริเวณนี้ให้เร็วที่สุดเท้าหนักเริ่มขยับวิ่ง จิตใจตั้งมั่นต้องไปถึงกระท่อมให้จงได้ ทว่ายิ่งวิ่งออกไปกลับรู้สึกเหมือนตัวเองโดนไล่ล่าจากสิ่งที่มองไม่เห็น ทั้งเสียงหัวเราะและเสียงฝีเท้าไล่ตามกำลังทำเขาสับสน อย่างกับมันสะใจที่เห็นเหยื่อดิ้นรนเอาตัวรอดอย่างเอาเป็นเอาตายและมันก็จะเอาเหยื่อให้ถึงตายเหมือนกัน…“ตัวเหี้ย
“เฮีย..”“อย่าเรื่องเยอะ เราไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่านี้นะ” เขาเอ่ยเหมือนรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร แล้วตัวเลือกนี้ของเฮีย มันดีตรงไหนกัน มุกดาหลับตาปี๋ในตอนที่คิเรย์ถีบประตูเข้าไปด้านใน เธอกลัวมีตัวอะไรโผล่มาจัมป์สแกร์ หากแต่เมื่อลืมตากลับไม่เจออะไรนอกเหนือแสงไฟมือถือที่คิเรย์ใช้สทองมองดูสภาพกระท่อม “เป็นไปได้ไง” เธอและคิเรย์สบตากันในทันที ต่างคนต่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าคือสภาพในกระท่อมที่ดูปกติ ปกติในที่นี้คือสะอาด กลิ่มหอมอ่อนๆ ไม่มีความเหม็นอับ ฟูกนอนไม่ขึ้นรา มีของใช้บางอย่างที่จำเป็น “ฉันคิดว่าข้างในมันจะแย่ซะอีก แต่นี่ใช้ได้เลยนะ” คิเรย์ส่งมือถือให้มุกดาช่วยส่องไฟฉายขณะที่เขาล้วงไฟแช็คซึ่งพกไว้สูบบุหรี่ นำออกมาจุดตะเกียงน้ำมันจนแสงสว่าง สีส้มส่องไสวทั่วกระท่อมพอดีกับด้านนอกเริ่มมีลมหอบใหญ่พัดผ่านเข้ามา พื้นไม้ดังตึงตังตีกับลม เสียงกิ่งไม้เขย่าตีกันพรึบพรับ ไม่ทันไรสายฝนเริ่มโปรยปรายทีล่ะเล็กล่ะน้อยก่อนกลายเป็นกระหน่ำเทลงมาเสียงดังกลบทุกอย่าง มุกดานั่งชันเข่าบนฟูก กอดแขนตัวเองไว้เพราะทั้งหนาวและหิว มองผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันที่ยังคงสงบนิ่งได้ตลอด “เฮ
“เฮียปล่อยมุกก่อน” “ขอกอดอีกนิดไม่ได้เหรอ”“เฮียอะ”“ก็ได้ๆ” วงแขนแข็งแรงที่เคยกอดรัดคลายออก ใบหน้าสะสวยของมุกดาแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มขวยเขิน แก้มนิ่มแปรเปลี่ยนสีชมพูฝาดน่ารัก“มัวแต่กอดมุกอยู่ได้ เดี๋ยวก็ตามคนอื่นไปไม่ทันหรอก” จริตเกี่ยวผมทัดหูแบบนางเอก มุกดาชำเลืองตากลมสวยมองคนตัวสูงกว่า เห็นเขาทอดยิ้มอ่อนๆ มองเธออยู่ก่อนแล้ว ใจดวงน้อยก็ยิ่งเต้นแรง“ก็ชอบให้กอดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” ขยับยิ้มบางๆ เอ่ยแซว ทำเอาคนตัวเล็กเสียหลักอมยิ้มปวดแก้มไปหมด ทั้งสองเดินกลับไปรวมกับคนอื่นๆ ตรงบ่อน้ำ ทว่าเมื่อไปถึงกลับไม่เจอใครเลย ไม่เห็นแม้แต่เงา “อ้าว เขาไปไหนกันหมดแล้วคะเนี่ย”“คงเดินล่วงหน้ากันไปก่อนแล้วล่ะมั้ง” คิเรย์มองตามเส้นทางที่คาดคิดว่าคนอื่นๆ อาจพึ่งเดินออกไป“ตามฉันมา” เขาส่งมือให้มุกดาจับ ลับหลังไม่ต้องกลัวใครเห็น สองหนุ่มสาวพากันเร่งฝีเท้าหวังให้ทันคนอื่น ทว่ายิ่งเดินไกลเท่าไร กลับรู้สึกเหมือนวนมาอยู่จุดเดิม เป็นแบบนั้นหลายครั้งจนคิเรย์ทำเครื่องหมายไว้บนต้นไม้ต้นหนึ่ง เขาและมุกดาออกเดินอีกครั้ง ซึ่งผลลัพธ์ครั้งนี้มันแน่เสียยิ่งกว่าแน่“รอยที่เฮียทำไว้นี่คะ” มุกดาลูบรอยกาก







