LOGIN“อายใคร? ที่นี่มีแค่ฉันกับเธอ”
“หลีก! ไม่งั้นฝนเอาจริงแน่”
“เอาเลย ๆ อยากรู้ว่าเอาจริงของเธอมันเป็นยังไง ฉันอยากเจ็บตัวจะแย่แล้ว”
เห็นท่าทีกวน ๆ นั่นปลายฝนก็รู้สึกหมั่นไส้ พุ่งตัวเข้าไปหาแล้วกอดคอไว้ พยายามจะใช้วิธีเดิมนั่นคือการกัดที่หัวไหล่ ทว่าตอนนี้อีกฝ่ายรู้ทันพยายามดันร่างบางให้ห่าง แต่ปลายฝนก็ไม่ยอมเช่นกัน จึงเกิดการยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ในน้ำทะเล
“คิดว่าจะเล่นงานฉันด้วยวิธีนี้งั้นเหรอ”
“ใช่! พี่ต้องเจออย่างนี้ถึงจะสาสม”
“เอาสิ กัดเลย กัดเลยฮ่า ๆ”
กันติทัตใช้มือหนาดันหน้าผากน้อย ๆ ของเธอไว้ ออกแรงไม่มากแต่ก็สามารถเอาชนะได้ จึงเป็นที่มาของเสียงหัวเราะที่น่าหมั่นไส้นั่น
เนื้อตัวที่เปียกปอนของทั้งคู่ ทำให้อาภรณ์ที่สวมใส่แนบชิดกับผิวกาย เมื่อร่างทั้งสองแนบชิดเสียดสีราวกับไม่ได้สวมใส่อะไรภายใต้ผืนน้ำ โทสะที่มีอยู่ทำให้ปลายฝนลืมตัว ว่าเธอไม่ควรถึงเนื้อถึงตัวกับเขาอย่างนี้
กันติทัตเริ่มรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างมาเสียดสีที่แผงอก จากที่เคยสนุกตอนนี้กลับมีอารมณ์อื่นเข้ามาแทนที่ เขาเผลอจ้องมองใบหน้าสวยที่กำลังแสดงสีหน้าเอาชนะ มือหนาที่ดันหน้าผาก เลื่อนลงมาเรื่อย ๆ จนถึงพวงแก้ม ก่อนที่กันติทัตจะดึงใบหน้าสวยเข้ามาประกบจูบอย่างห้ามตัวเองไม่ได้
“อื้อ…”
ปลายฝนเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ร่างอรชรนิ่งงันภายใต้มวลน้ำ เธอไม่นึกไม่ฝันว่าจู่ ๆ เขาจะจูบเธออย่างนี้
เขาจูบเธอทำไมกัน?
จูบทำไม?
เขาคิดอะไรอยู่ในหัว?
คำถามเหล่านั้นดังขึ้นในหัวเธอตลอดเวลา ช่วงเวลาที่ตกอยู่ในภวังค์ชายหนุ่มได้ส่งลิ้นเข้ามารุกรานในโพรงปาก สำรวจภายในนั้นราวกับเป็นเจ้าของ จนเจ้าของร่างเล็กอ่อนระทวย ยอมให้เขาทำอย่างนั้นตามอำเภอใจ เปลือกตาสวยค่อย ๆ ลดลงมาจนปิดอย่างสนิทในที่สุด
หากมันเป็นจูบที่เกิดขึ้นเพราะรักคงจะรู้สึกดีกว่านี้ แต่แค่นี้เธอก็ประทับใจมากที่สุดแล้ว ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลใด แต่มันก็คือจูบแรกและจะเป็นความทรงจำในชีวิตเธอตลอดไป
x o x o x o x o x o x
@บ้านเทวทัตภิรมย์
คุณหญิงชดช้อยนั่งจ้องมองหน้าจอมือถือ พร้อมกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ในห้องนั่งเล่นเพียงลำพัง ในที่สุดแผนการที่วางเอาไว้ก็สำเร็จจนได้ ภาพที่รอคอยได้ถูกส่งมาจากหัวหน้าผู้รับเหมานั่นเอง
“ในที่สุดฉันก็ทำมันสำเร็จจนได้” คนพูดยังคงยิ้มร้าย
“มีอะไรหรือคะคุณแม่ ทำไมนั่งยิ้มคนเดียวอย่างนี้”
“ก็ฉันมีความสุขยังไงล่ะแม่อังกาบ”
“อะไรกันที่ทำให้คุณแม่ยิ้มหน้าบานอย่างนี้ ดิฉันอยากจะรู้จัง”
“อ่ะ เอานี่ไปดูซะ”
คุณหญิงชดช้อยยื่นมือถือให้ลูกสะใภ้ คุณอังกาบเงยหน้ามองคุณหญิงพลางเลิกคิ้ว ก้มลงมองจนพบภาพที่กันติทัตกำลังกอดจูบกับปลายฝนในทะเล ตกใจจนต้องยกมือขึ้นทาบอก
“คุณพระ! อะไรกันคะคุณแม่ ตาทัตกับหนูฝน”
“ก็ใช่น่ะสิ ตาเธอไม่ฝาดหรอก ตาทัตกับแม่ฝนกำลังจูบกัน”
“มันเกิดขึ้นได้ยังไงกัน คุณแม่ไม่ตกใจหรอกเหรอคะที่เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น”
“ฉันจะตกใจทำไมล่ะ ในเมื่อฉันเป็นคนสั่งให้คนไปถ่ายภาพพวกนี้มาเอง”
“คุณแม่คะ! คุณแม่กำลังจะทำอะไร ตาทัตมีคนรักอยู่แล้ว ส่วนหนูฝนก็ยังเป็นสาวเป็นแส้ ถึงเนื้อถึงตัวกับผู้ชายอย่างนั้น คุณแม่ควรจะว่ากล่าวตักเตือนไม่ใช่หรือคะ”
“ใช่! มันควรจะเป็นอย่างนั้นถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันจะจับคู่ตาทัตกับแม่ฝน คนที่ฉันอบรมสั่งสอนให้มีกิริยามารยาทราวกับสตรีในรั้วในวัง ตำแหน่งสะใภ้ของเทวทัตภิรมย์จะต้องเป็นของแม่ฝนเท่านั้น” คุณหญิงกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำต่อหน้าลูกสะใภ้ นั่นคือสิ่งที่คิดและวางแผนเอาไว้ หลังจากได้รู้ว่าหลานชายคนโปรดกำลังคบหาดูใจกับอลิชา ซึ่งเป็นผู้หญิงที่ไม่เข้าตา
“มันจะดีหรือคะคุณแม่ ตาทัตคงไม่ยอมแน่ ส่วนแม่ฝนยิ่งน่าสงสารเข้าไปใหญ่ เพราะทั้งสองไม่ได้รักกัน”
“แต่งกันไปเดี๋ยวก็รักกันเองละน่า ภาพนี้มันเป็นคำตอบอย่างชัดเจนแล้วว่า ถึงอย่างไรรักแท้มันก็ต้องแพ้ความใกล้ชิด หึ ๆ”
คุณหญิงชดช้อยยังคงยิ้มอย่างสะใจ ที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่สำหรับคุณอังกาบเธอยังคงแสดงสีหน้ากังวล เพราะหากเป็นอย่างที่คุณหญิงชดช้อยตั้งใจเอาไว้ คนที่น่าสงสารที่สุดก็คือปลายฝนนั่นเอง เธอเลี้ยงเด็กคนนี้มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ทำไมจะไม่รู้ว่าปลายฝนมีใจให้กันติทัต การแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่มีใจให้ มันก็เหมือนถูกขังในกรง ที่ไม่อาจหลุดพ้นจากห้วงแห่งความเจ็บปวดได้เลย
“อย่ามากล่าวหากันนะ พี่ไม่ได้วางแผนสักหน่อย อีกอย่างใครจะบ้ามาทำอะไรตรงนี้ หรือว่า...เราชอบเอาท์ดอร์” เขากระซิบบอกข้างใบหูปลายฝนหน้าแดงก่ำ รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งใบหน้า“บ้า! ใครจะไปชอบแบบนั้นเหมือนพี่กันล่ะ”“อายอย่างนี้แสดงว่า...เธอคิดใช่ไหมว่าพี่จะทำอะไร แสดงว่าคิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องโดน”“พี่ทัต! หุบปากเดี๋ยวนี้เลย ไม่กลัวคนอื่นได้ยินก็เกรงใจเจ้าที่ท่านบ้าง” เธอเอ็ดเสียงดังแก้เขิน“พี่แค่แกล้งเล่นเท่านั้นเอง ใครจะกล้ามาทำอะไรตรงนี้ นั่งนิ่ง ๆ บนตักให้พี่กอดอย่างนี้ก็พอ บรรยากาศโรแมนติกอย่างนี้ เราควรจะนั่งชมจันทร์ฟังเสียงคลื่นทะเลดีกว่าว่าไหม”“พูดจริง?”“จริงดิ ไม่ไว้ใจพี่แล้วเหรอครับ” คนพูดทำน้ำเสียงออดอ้อนราวกับเด็กน้อย“ไม่ต้องทำเสียงอ้อนหรอก เชื่อแล้วค่ะ”“วันนี้พระจันทร์สวยจังเลยนะว่าไหม”“ค่ะสวยมาก”“แต่พี่ว่ายังไงฝนก็สวยกว่าอยู่ดี แถมยังหอมกว่าด้วย”“ถ้าพระจันทร์ได้ยินคงจะเสียใจแย่เลย แต่ฝนเองก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะคะ เพราะมันคือความจริง”“ฝนว่า...เราจะมีลูกกันกี่คนดี”“แหนะ! วนเข้าเรื่องใต้สะดืออีกแล้วนะพี่”“เปล่า...แค่ถามความเห็นเฉย ๆ พี่ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลยนะ แค่อยากให้หนูฟ
ชายหนุ่มยังไม่เลิกเล่นสงครามประสาทกับคนเป็นเมีย ปลายฝนทำหน้ายักษ์ใส่แล้วคว้ามือลูกสาวมาจับไว้“เรากลับเข้าบ้านกันดีกว่าค่ะหนูฟ้า”“มาขี่คอพ่อจ๋าดีกว่าค่ะ”กันติทัตชิงตัวอุ้มลูกสาวขึ้นมานั่งบนคอตัวเอง แล้วยักคิ้วให้กับภรรยา ปลายฝนแยกเขี้ยวใส่ กำหมัดขึ้นทำท่าจะชกหน้า ผู้เป็นสามีรีบเอียงหน้ารอรับอย่างไม่รู้สึกกลัว ท้ายที่สุดเจ้าหล่อนก็ยื่นหมัดนั้นเข้าไปสัมผัสที่ก้มออกแรงดันเบา ๆ เท่านั้น“รีบไปเลย จะได้อาบน้ำอาบท่ากินข้าวเย็นกัน”“นึกว่าจะแน่ซะอีก หึ ๆ”“ไม่ต้องทำเป็นดีใจไปหรอก ฝนแค่ฝากไว้ก่อน รอให้พี่เผลอเมื่อไหร่จัดหนักแน่”“รีบมาจัดนะจ๊ะเมียจ๋า พี่พร้อมรับมือเสมอ นานแล้วนะที่ไม่ได้นอนกอดเมีย” คนพูดทำหน้าตายียวนกวนประสาทอย่างน่าหมั่นไส้ โยงเข้าเรื่องใต้สะดือเข้าจนได้ ปลายฝนยิ้มพลางส่ายหน้า รีบเดินจ้ำอ้าวเข้าไปในบ้านก่อนหลังจากทานมื้อเย็นแล้วทั้งสามก็ออกมานั่งรับลมที่หน้าบ้าน ลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านมาประสานกับเสียงคลื่นทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แสงไฟตามจุดต่าง ๆ ของสวนหน้าบ้าน กำลังประชันเปล่งแสงกับดวงดาวนับพันบนท้องฟ้า โซฟาตัวยาวถูกจับจองจนไม่มีที่ว่าง คนเป็นพ่อกับแม่นั่งริมส่วนลูกสาวตัวน้อยนั่
สองปีต่อมา…ณ ประเทศอังกฤษ“อลันมาหาหม่ามี๊เร็วลูก”“มี๊”เมื่อได้ยินเสียงผู้เป็นแม่เด็กชายอลันวัยขวบเศษก็รีบวิ่งเข้ามาหา ขณะวิ่งเล่นอยู่ในสวนหน้าบ้าน อลิชากอดลูกชายไว้ด้วยความหวงแหน กดปลายจมูกลงที่กลางกระหม่อมฟอดใหญ่ด้วยความรัก“เก่งมาก ๆ เดี๋ยวหม่ามี๊จะพาไปอาบน้ำนะครับ”“ไม่อาบ”เมื่อได้ยินอย่างนั้นเจ้าตัวเล็กก็รีบวิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย ผู้เป็นแม่ได้แต่ยืนยิ้มอยู่อย่างนั้นด้วยความเอ็นดู แค่มีลูกชายคนนี้คนเดียวชีวิตเธอก็มีความสุขมากพอแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องรับใครเข้ามาในชีวิตเพิ่มเติมอีกสองสัปดาห์หลังจากวันที่ได้เจอกับเขมทัต เธอก็ตัดสินใจมาคลอดลูกที่อังกฤษ เพราะต้องการหลีกหนีจากความทุกข์ที่เกิดขึ้น และเพื่อสะดวกในการใช้ชีวิตมากกว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยกลับเมืองไทยเลยสักครั้ง“อลันมานี่เดี๋ยวนี้เลย จะไปไหนครับ” เธอว่าพลางวิ่งไล่จับลูกชายพร้อมกับรอยยิ้มแห่งสุข แทนที่จะรีบจับตัวไปอาบน้ำ แต่กลับกลายเป็นว่ามาวิ่งไล่กันเล่นเสียอย่างนั้น“ฮ่า ๆ ๆ หม่ามี๊”“ดื้อนักนะเรา ฮ่า ๆ”ขณะสองแม่ลูกกำลังหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานภายในรั้วบ้าน มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาพร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ เป็นเขมทัตน
เมื่อเสร็จภารกิจช่วงเช้าแล้ว ก็ถึงเวลาที่กันติทัตจะได้มีโอกาสอยู่กับภรรยาสองต่อสอง ตอนนี้ปลายฝนกำลังยืนล้างจานอยู่ในครัว คนเป็นสามีเห็นก็แอบเดินย่องไปเงียบ ๆ แล้วสวมกอดจากด้านหลัง เกยคางบนไหล่บางอย่างถือวิสาสะ“พี่ทัตทำอะไรเนี่ย”เมื่อโดนรบกวนปลายฝนก็วางจานลงในอ่าง เอียงหน้ามามองคนที่กำลังส่งสายตากรุ้มกริ่มให้ เขาทำตัวราวกับเด็กน้อย ที่กำลังต้องการเรียกร้องความสนใจ“ท้องก็โตขึ้นทุกวัน ๆ ทำไมถึงยังดื้อมายืนล้างถ้วย”“แค่ล้างถ้วยเองนะคะ มันไม่ได้หนักหนาอะไรสักหน่อย”“ก็พี่เป็นห่วง อยากให้เรานั่งเฉย ๆ ทำตัวเป็นคุณนายสวย ๆ ไม่ได้เหรอ งานบ้านก็ปล่อยให้คนใช้ทำแทน”“ไม่เอา แค่งานในบ้านใหญ่ทุกคนก็ยุ่งมากพอแล้ว แค่นี้ฝนทำไหวค่ะ ต่อให้ท้องโย้วฝนก็ไหว” เธอยังคงยืนยันที่จะทำหน้าที่แม่ศรีเรือนต่อไป“งั้นพี่จะเป็นคนทำเอง ไม่ว่าจะเป็นทำกับข้าว ซักผ้า ล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน และอื่น ๆ ที่ฝนบัญชามาพี่ทำได้ทั้งนั้น”“จริงดิ ฝนไม่ไว้ใจพี่เลย กลัวว่าจะทำบ้านพังไปทั้งหลังนะสิไม่ว่า”“ไม่เชื่อใจพี่เหรอครับ สมัยไปเรียนต่างประเทศพี่ก็ทำเองทั้งนั้น”“โม้ป่าว ไปอยู่ที่โน่นไม่มีใครเห็นด้วยจะพูดอะไรก็ได้”“จริง
หลังจากวันนั้นอลิชาก็ไม่มายุ่งเกี่ยวกับคนในบ้านเทวทัตภิรมย์อย่างที่พูดจริง ๆ และตอนนี้กันติทัตได้เอาเฝือกออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่สามารถลงน้ำหนักเท้าได้เท่าที่ควร การเดินจึงช้ากว่าคนทั่วไปช่วงนี้อารมณ์ของปลายฝนขึ้น ๆ ลง ๆ ผู้เป็นสามีจึงต้องตามใจอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทุกอย่างกลับตาลปัตร เพราะตอนนี้คนที่มีอำนาจเหนือกว่าคือปลายฝนไปเสียแล้ว กันติทัตคอยเอาอกเอาใจและคอยดูแลภรรยาแทบยี่สิบสี่ชั่วโมง หวงยิ่งกว่าไข่ในหินเสียอีก“จะรีบตื่นไปไหน”เสียงอันงัวเงียดังอยู่ข้างหู ขณะเธอกำลังพยายามแกะมือเขาออก เตรียมตัวจะลุกขึ้นเพื่อไปใส่บาตรในตอนเช้า“ฝนจะไปตักบาตรค่ะ คนบาปอย่างพี่คงไม่เข้าใจหรอก”“ให้กอดอีกสักแปบไม่ได้เหรอ เดี๋ยวพี่จะไปใส่ด้วย”ฟอดดด!!!คนที่อยู่ในอ้อมกอดเขินจนหน้าแดง เธอยังคงไม่คุ้นชินกับสรรพนามที่เปลี่ยนไปของกันติทัต ฟังดูแล้วมันเลี่ยน ๆ อย่างบอกไม่ถูก ในขณะเดียวกันก็ทำให้รู้สึกหัวใจพองโตเช่นกัน“ขืนนอนต่อมีหวังพระท่านไปก่อนพอดี ปล่อยฝนเดี๋ยวนี้เลย”“โอเคครับปล่อยก็ปล่อย แต่ฝนต้องจูบพี่ก่อนนะ” ว่าแล้วก็พลิกร่างบอบบางให้หันมาเผชิญหน้ากัน และตอนนี้กันติทัตได้รู้ว่าเจ้าหล่อนกำลัง
ภายในร้านอาหารสุดหรูย่านธุรกิจใจกลางเมืองหลวง มุมหนึ่งของร้านมีหญิงสาวรูปร่างหน้าตาดีกำลังนั่งดื่มน้ำส้มคั้นด้วยจริตผู้ดี พลางหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาอัปเดตข่าวสารจากบรรดาคนรู้จักในโลกโซเชียล เธอรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูกที่จู่ ๆ กันติทัตก็นัดมาเจอ คำพูดของอดีตแฟนหนุ่มมีพิรุธ ราวกับมีใครบางคนอยู่เบื้องหลังเธอกำลังลังเลใจว่าจะยอมบอกความจริงเรื่องพ่อของเด็ก หรือปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วหายไปจากชีวิตคนพวกนี้ ให้พ่อของลูกได้ชื่อว่ากันติทัตต่อไป“ทำไมยังไม่มาอีกนะ เป็นคนโทรฯ นัดเรามาแท้ ๆ”อลิชาบ่นหลังจากดูเวลาที่หน้าจอมือถือ พบว่าตอนนี้เลยเวลานัดไปแล้วเกือบยี่สิบนาที เธอนั่งถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะตัดสินใจหยิบกระเป๋าแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้“คุณอลิซ”เสียงที่ดังมาจากด้านหลังทำให้เจ้าหล่อนขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ เสียงนั่นไม่ใช่กันติทัตแต่เป็นเสียงเขมทัต หรือว่าเธอจะโดนหลอกเข้าให้แล้ว เมื่อหันไปมองก็เป็นอย่างที่คาดเดาในใจจริง ๆ“คุณเขม! คุณมาที่นี่ทำไม”“ก็ผมอยากจะมาคุยกับคุณไงล่ะ”“แต่ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ” เธอกล่าวแล้วเดินผ่านหน้าไป ทว่าเขมทัตรั้งมือเอาไว้ เจ้าหล่อนส่งส







