登入กาฝากที่ถูกเก็บมาเลี้ยงในตระกูลเศรษฐีอย่างเธอ จำต้องแต่งงานกับทายาทอย่างเขาเพื่อทดแทนบุญคุณผู้ชุบเลี้ยง เขามีคนรักอยู่แล้วจึงปฏิเสธเสียงแข็งแต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งผู้เป็นย่าได้ พาลให้เธอต้องกลายเป็นเจ้าสาวที่อยู่ภายใต้ความเกลียดชัง เป็นเพียงภรรยาในทะเบียนแต่ไม่เคยได้หัวใจ ราวกับถูกกักขังอยู่ในกรงแห่งรักที่มิอาจบินหนีออกไปได้
查看更多ตอนนี้บรรดาคนรับใช้หลายสิบชีวิตในคฤหาสน์ เทวทัตภิรมย์ กำลังช่วยกันเตรียมความพร้อม เพื่อต้อนรับการกลับมาจากต่างประเทศของ กันติทัต ทายาทเพียงหนึ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ของตระกูล
ปลายฝน สาวน้อยวัยยี่สิบสองกะรัต กำลังช่วยพี่ ๆ จัดเตรียมอาหารคาวหวานในครัวอย่างคล่องแคล่ว เธอรอคอยวันนี้มาแสนนาน หวังว่าจะได้เห็นหน้ากันติทัตอีกครั้ง หลังจากเขาไปศึกษาต่อปริญญาโท ยังประเทศอังกฤษนานถึงสองปีกว่าแล้ว
“ฝน”
“คะป้าชบา มีอะไรให้ฝนทำอีกหรือคะ” เจ้าหล่อนผู้มีใบหน้าเรียวรูปไข่ ผิวพรรณขาวสะอาดไร้ซึ่งที่ติ ดวงตากลมโต ริมฝีปากเป็นกระจับ ผิดแปลกจากคนรับใช้คนอื่น ๆ ที่ร่วมงานในครัว เธอหันมามองหัวหน้าแม่บ้านที่ชื่อ ชบา พร้อมกับรอยยิ้มหวาน
“เปล่า คุณหญิงให้ฝนไปเปลี่ยนชุด เตรียมตัวรับคุณทัตน่ะ ฝนเข้าครัวตั้งแต่เช้าแล้ว ปล่อยให้คนอื่นทำต่อเถอะ” หัวหน้าแม่บ้านสูงวัยเอ่ยกับเธออย่างเอ็นดู
คุณหญิงที่หัวหน้าแม่บ้านกล่าวถึงคือ คุณหญิงชดช้อย เจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้ และเป็นคุณย่าของกันติทัต ผู้ซึ่งกำลังเดินทางกลับมาจากต่างประเทศนั่นเอง
“ค่ะป้า” ว่าแล้วเธอก็ฝากงานให้คนอื่นทำต่อ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปจากครัว
ปลายฝนเดินมุ่งหน้าตรงไปยังห้องนอนตนเอง ซึ่งอยู่เรือนหลังเล็ก เรือนเดียวกับป้าชบานั่นเอง เธอเพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะสังคมสงเคราะห์ จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในเมืองหลวง ปลายฝนรู้ตัวมาตลอดว่าเธอไม่ใช่คนที่มีชาติกำเนิดสูงส่ง เพียงแต่ได้รับโอกาสดี ๆ จากคุณหญิงชดช้อยและคุณอังกาบ เลี้ยงดูสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก เพราะแม่นำเธอมาทิ้งไว้ที่หน้าบ้านหลังนี้ช่วงปลายฤดูฝน และนั่นก็คือที่มาของชื่อเจ้าหล่อน
หลังจากอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ดูดีขึ้น ในชุดเดรสสั้นแบรนด์ดังสีชมพูพาสเทล หวานเข้ากับใบหน้า เป็นชุดที่คุณหญิงซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อเดือนที่แล้วนั่นเอง
เมื่อมาถึงแล้วเจ้าหล่อนก็คลานเข่าเข้าไปหาท่านทั้งสอง ที่กำลังนั่งสนทนากันอยู่บนโซฟา ก่อนจะยกมือไหว้ด้วยท่วงท่าที่อ่อนหวาน สมกับถูกเลี้ยงดูสั่งสอนมาแบบสตรีชาววัง
“เสร็จธุระแล้วรึแม่ฝน” คุณหญิงชดช้อยถาม
“ค่ะคุณหญิง”
“วันนี้แต่งตัวสวยเชียวนะ ดีใจล่ะสิที่ตาทัตจะกลับมาแล้ว” คุณอังกาบเอ่ยอย่างเอ็นดู
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ ฝนแค่แต่งตัวตามความเหมาะสมเท่านั้นค่ะ” เธอรีบแก้ต่างให้ตัวเอง ทั้งที่สีหน้านั้นเริ่มแดง แสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังเขินอาย แม้ว่าจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่เด็ก แต่เธอกลับรู้สึกพิเศษกับกันติทัต ทั้งที่รู้ตัวว่าไม่อาจเอื้อม
“อย่าว่าแต่ฝนเลย ฉันเองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน” คนเป็นย่าเอ่ยอย่างรู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“กลับมาคราวนี้คงจะเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ต่อไปคุณแม่ก็ไม่ต้องเข้าบริษัทบ่อย ๆ แล้ว ตาทัตจะได้มาช่วยแบ่งเบาภาระเสียทีนะคะ” อังกาบเอ่ยอย่างรู้สึกภูมิใจในตัวลูกชายมากเหลือเกิน เธอมีลูกชายเพียงคนเดียว และกันติทัตเองก็เป็นหน้าเป็นตาและความหวังของตระกูลนั่นเอง
“คุณหญิงคะ คุณทัตกลับมาแล้วค่ะ” สาวใช้ที่ชื่อมะลิและรำเพยพุ่งพรวดเข้ามา แล้วเอ่ยรายงาน ประสานเสียงอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ตาทัตกลับมาแล้ว ฉันจะออกไปรับหลานชายฉันที่หน้าบ้าน” คุณหญิงทำทีจะลุกขึ้น นั่นทำให้อังกาบและปลายฝนรีบเข้าไปพยุงตัวทันที
หลังจากนั้นทั้งสามก็เดินออกไปรับผู้มาใหม่ที่หน้าบ้าน ยืนคอยอยู่ไม่นานก็เห็นรถสัญชาติฝรั่งเศสสีดำแล่นเข้ามาอย่างช้า ๆ มาจอดตรงทางเดินหน้าบ้านพอดี
ทุกคนที่มาต้อนรับกันติทัต ต่างก็ยิ้มแย้มอย่างตื่นเต้นดีใจ ที่เสาหลักของบ้านหลังนี้จะกลับมาอยู่อย่างถาวรแล้ว
ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำ ก้าวเท้าย่ำลงบนพื้นคอนกรีต ก่อนจะออกมาจากรถแล้วยืนอย่างสง่างาม ส่งยิ้มให้กับคนที่ยืนรออยู่
“ผมกลับมาแล้วครับ”
“ตาทัตหลานย่า มาให้ย่ากอดเร็วลูก ย่าคิดถึงหนูเหลือเกิน” คนแก่รีบอ้าแขนรอ น้ำตาร่วงด้วยความดีใจ
กันติทัตรีบเดินเข้าไปกอดผู้เป็นย่าด้วยความคิดถึง ก่อนจะสวมกอดผู้เป็นแม่หลังจากนั้น ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าสวยของคนที่เจ้าตัวเรียกจนติดปากว่า กาฝาก ก็ทำหน้าเฉยเมยไม่สนใจแม้แต่น้อย ทำเอาปลายฝนถึงกับยิ้มเจื่อนแล้วรีบหลบตาอย่างเจียมตัวทันที
“ผมก็คิดถึงคุณย่ากับคุณแม่ที่สุดเลยครับ”
“กลับบ้านเราสักทีนะลูก ต่อไปแม่กับคุณย่าก็จะไม่ต้องเป็นห่วงอีกแล้ว”
“ครับคุณแม่”
“พี่ทัตคะ”
เสียงแหลมปรี๊ดของใครบางคนดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้คนที่ยืนอยู่ต่างก็ประหลาดใจ ส่องสายตามองหาต้นเสียง ก่อนจะพบหญิงสาวรูปร่างอรชร เดินย่างกรายเข้ามาในชุดสีแดงเพลิง แต่งหน้าจัดจ้านสมกับเป็นสาวสมัยใหม่ที่เพิ่งเรียนจบมาจากเมืองนอก
“อย่ามากล่าวหากันนะ พี่ไม่ได้วางแผนสักหน่อย อีกอย่างใครจะบ้ามาทำอะไรตรงนี้ หรือว่า...เราชอบเอาท์ดอร์” เขากระซิบบอกข้างใบหูปลายฝนหน้าแดงก่ำ รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งใบหน้า“บ้า! ใครจะไปชอบแบบนั้นเหมือนพี่กันล่ะ”“อายอย่างนี้แสดงว่า...เธอคิดใช่ไหมว่าพี่จะทำอะไร แสดงว่าคิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องโดน”“พี่ทัต! หุบปากเดี๋ยวนี้เลย ไม่กลัวคนอื่นได้ยินก็เกรงใจเจ้าที่ท่านบ้าง” เธอเอ็ดเสียงดังแก้เขิน“พี่แค่แกล้งเล่นเท่านั้นเอง ใครจะกล้ามาทำอะไรตรงนี้ นั่งนิ่ง ๆ บนตักให้พี่กอดอย่างนี้ก็พอ บรรยากาศโรแมนติกอย่างนี้ เราควรจะนั่งชมจันทร์ฟังเสียงคลื่นทะเลดีกว่าว่าไหม”“พูดจริง?”“จริงดิ ไม่ไว้ใจพี่แล้วเหรอครับ” คนพูดทำน้ำเสียงออดอ้อนราวกับเด็กน้อย“ไม่ต้องทำเสียงอ้อนหรอก เชื่อแล้วค่ะ”“วันนี้พระจันทร์สวยจังเลยนะว่าไหม”“ค่ะสวยมาก”“แต่พี่ว่ายังไงฝนก็สวยกว่าอยู่ดี แถมยังหอมกว่าด้วย”“ถ้าพระจันทร์ได้ยินคงจะเสียใจแย่เลย แต่ฝนเองก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะคะ เพราะมันคือความจริง”“ฝนว่า...เราจะมีลูกกันกี่คนดี”“แหนะ! วนเข้าเรื่องใต้สะดืออีกแล้วนะพี่”“เปล่า...แค่ถามความเห็นเฉย ๆ พี่ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลยนะ แค่อยากให้หนูฟ
ชายหนุ่มยังไม่เลิกเล่นสงครามประสาทกับคนเป็นเมีย ปลายฝนทำหน้ายักษ์ใส่แล้วคว้ามือลูกสาวมาจับไว้“เรากลับเข้าบ้านกันดีกว่าค่ะหนูฟ้า”“มาขี่คอพ่อจ๋าดีกว่าค่ะ”กันติทัตชิงตัวอุ้มลูกสาวขึ้นมานั่งบนคอตัวเอง แล้วยักคิ้วให้กับภรรยา ปลายฝนแยกเขี้ยวใส่ กำหมัดขึ้นทำท่าจะชกหน้า ผู้เป็นสามีรีบเอียงหน้ารอรับอย่างไม่รู้สึกกลัว ท้ายที่สุดเจ้าหล่อนก็ยื่นหมัดนั้นเข้าไปสัมผัสที่ก้มออกแรงดันเบา ๆ เท่านั้น“รีบไปเลย จะได้อาบน้ำอาบท่ากินข้าวเย็นกัน”“นึกว่าจะแน่ซะอีก หึ ๆ”“ไม่ต้องทำเป็นดีใจไปหรอก ฝนแค่ฝากไว้ก่อน รอให้พี่เผลอเมื่อไหร่จัดหนักแน่”“รีบมาจัดนะจ๊ะเมียจ๋า พี่พร้อมรับมือเสมอ นานแล้วนะที่ไม่ได้นอนกอดเมีย” คนพูดทำหน้าตายียวนกวนประสาทอย่างน่าหมั่นไส้ โยงเข้าเรื่องใต้สะดือเข้าจนได้ ปลายฝนยิ้มพลางส่ายหน้า รีบเดินจ้ำอ้าวเข้าไปในบ้านก่อนหลังจากทานมื้อเย็นแล้วทั้งสามก็ออกมานั่งรับลมที่หน้าบ้าน ลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านมาประสานกับเสียงคลื่นทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แสงไฟตามจุดต่าง ๆ ของสวนหน้าบ้าน กำลังประชันเปล่งแสงกับดวงดาวนับพันบนท้องฟ้า โซฟาตัวยาวถูกจับจองจนไม่มีที่ว่าง คนเป็นพ่อกับแม่นั่งริมส่วนลูกสาวตัวน้อยนั่
สองปีต่อมา…ณ ประเทศอังกฤษ“อลันมาหาหม่ามี๊เร็วลูก”“มี๊”เมื่อได้ยินเสียงผู้เป็นแม่เด็กชายอลันวัยขวบเศษก็รีบวิ่งเข้ามาหา ขณะวิ่งเล่นอยู่ในสวนหน้าบ้าน อลิชากอดลูกชายไว้ด้วยความหวงแหน กดปลายจมูกลงที่กลางกระหม่อมฟอดใหญ่ด้วยความรัก“เก่งมาก ๆ เดี๋ยวหม่ามี๊จะพาไปอาบน้ำนะครับ”“ไม่อาบ”เมื่อได้ยินอย่างนั้นเจ้าตัวเล็กก็รีบวิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย ผู้เป็นแม่ได้แต่ยืนยิ้มอยู่อย่างนั้นด้วยความเอ็นดู แค่มีลูกชายคนนี้คนเดียวชีวิตเธอก็มีความสุขมากพอแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องรับใครเข้ามาในชีวิตเพิ่มเติมอีกสองสัปดาห์หลังจากวันที่ได้เจอกับเขมทัต เธอก็ตัดสินใจมาคลอดลูกที่อังกฤษ เพราะต้องการหลีกหนีจากความทุกข์ที่เกิดขึ้น และเพื่อสะดวกในการใช้ชีวิตมากกว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยกลับเมืองไทยเลยสักครั้ง“อลันมานี่เดี๋ยวนี้เลย จะไปไหนครับ” เธอว่าพลางวิ่งไล่จับลูกชายพร้อมกับรอยยิ้มแห่งสุข แทนที่จะรีบจับตัวไปอาบน้ำ แต่กลับกลายเป็นว่ามาวิ่งไล่กันเล่นเสียอย่างนั้น“ฮ่า ๆ ๆ หม่ามี๊”“ดื้อนักนะเรา ฮ่า ๆ”ขณะสองแม่ลูกกำลังหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานภายในรั้วบ้าน มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาพร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ เป็นเขมทัตน
เมื่อเสร็จภารกิจช่วงเช้าแล้ว ก็ถึงเวลาที่กันติทัตจะได้มีโอกาสอยู่กับภรรยาสองต่อสอง ตอนนี้ปลายฝนกำลังยืนล้างจานอยู่ในครัว คนเป็นสามีเห็นก็แอบเดินย่องไปเงียบ ๆ แล้วสวมกอดจากด้านหลัง เกยคางบนไหล่บางอย่างถือวิสาสะ“พี่ทัตทำอะไรเนี่ย”เมื่อโดนรบกวนปลายฝนก็วางจานลงในอ่าง เอียงหน้ามามองคนที่กำลังส่งสายตากรุ้มกริ่มให้ เขาทำตัวราวกับเด็กน้อย ที่กำลังต้องการเรียกร้องความสนใจ“ท้องก็โตขึ้นทุกวัน ๆ ทำไมถึงยังดื้อมายืนล้างถ้วย”“แค่ล้างถ้วยเองนะคะ มันไม่ได้หนักหนาอะไรสักหน่อย”“ก็พี่เป็นห่วง อยากให้เรานั่งเฉย ๆ ทำตัวเป็นคุณนายสวย ๆ ไม่ได้เหรอ งานบ้านก็ปล่อยให้คนใช้ทำแทน”“ไม่เอา แค่งานในบ้านใหญ่ทุกคนก็ยุ่งมากพอแล้ว แค่นี้ฝนทำไหวค่ะ ต่อให้ท้องโย้วฝนก็ไหว” เธอยังคงยืนยันที่จะทำหน้าที่แม่ศรีเรือนต่อไป“งั้นพี่จะเป็นคนทำเอง ไม่ว่าจะเป็นทำกับข้าว ซักผ้า ล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน และอื่น ๆ ที่ฝนบัญชามาพี่ทำได้ทั้งนั้น”“จริงดิ ฝนไม่ไว้ใจพี่เลย กลัวว่าจะทำบ้านพังไปทั้งหลังนะสิไม่ว่า”“ไม่เชื่อใจพี่เหรอครับ สมัยไปเรียนต่างประเทศพี่ก็ทำเองทั้งนั้น”“โม้ป่าว ไปอยู่ที่โน่นไม่มีใครเห็นด้วยจะพูดอะไรก็ได้”“จริง