FAZER LOGIN<strong>รศิยา</strong>ขี่มอเตอร์ไซค์กลับไปยังคุ้มขุนแผนเพราะเมื่อค้นกระเป๋าเป้ ปรากฏว่าหาปากกาไฮไลต์ด้ามที่ซื้อใหม่ไม่เจอ ก็เพิ่งใช้ขีดไฮไลต์เนื้อหาในหนังสือตอนอ่านใต้ต้นไม้ไปหยกๆ รู้สึกหงุดหงิดตัวเองเหลือเกินที่สะเพร่าเก็บของไม่หมด คงเป็นเพราะมัวแต่คุยเล่นหัวกับธัศวรางค์เพลินไปหน่อย
หญิงสาวขี่รถเข้ามาจอดตรงที่เขาให้จอด แล้วเดินไปยังที่ปูเสื่อนั่งอ่านหนังสือ ตรงจุดนี้ไม่มีใครมานั่ง มันเย็นมากแล้ว ผู้คนไปไหว้พระที่วัดพระมงคลบพิตรซึ่งอยู่ติดกันและนักท่องเที่ยวก็เดินซื้อของฝากกันก่อนกลับบ้าน รศิยาเดินดูจนทั่วก็ไม่เห็นมีอะไรตกอยู่
“หาอะไร”
เสียงห้าวที่ดังขึ้นทำให้หญิงสาวสะดุ้งตกใจ รีบหันขวับไปมอง ร่างสูงสมาร์ตของคนที่รศิยาไม่เคยคิดว่าจะเป็นเขาเดินมาหยุดตรงหน้า ดวงตาสีน้ำทะเลเห็นได้ชัดในระยะใกล้ รศิยาไม่เคยคุยและไม่เคยเห็นเขาในระยะใกล้แบบนี้มาก่อน ใบหน้าขาวทว่าคมเข้มอย่างที่รู้กันว่าหล่อจัด บนศีรษะมีแว่นกันแดดสวมอยู่ เขาสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินทับด้วยเสื้อหนังสีดำ กางเกงยีนส์สีซีด รองเท้าบู๊ทสั้นสไตล์ไบเกอร์ หญิงสาวแปลกใจที่เขามายืนอยู่ตรงหน้า... ภัศวัฒน์ ปาร์คเกอร์ หรือ พี่แพทของสาวๆ...
“หาปากกาไฮไลต์”
เอ่ยตอบออกไป ยังไม่เข้าใจว่าเขามาทักทำไม คนไม่เคยพูดจาวิสาสะกัน เรียกว่าชีวิตอยู่คนละเส้นทางเลยก็ว่าได้ รศิยาไม่เคยคิดอยากจะรู้จักคนที่แน่ใจว่าชีวิตนี้จะไม่ได้ข้องเกี่ยวกันอยู่แล้ว ไม่ได้หยิ่งแต่เป็นคนที่อยู่กับความจริง
“ที่ขี่รถออกมาตั้งไกลนี่ เพราะมาหาปากกางั้นเหรอ”
เขาเอ่ยถามทำเสียงแปลกใจระคนขบขันเหมือนว่าเป็นอะไรที่โง่และไร้ความคิดสิ้นดี รศิยาขมวดคิ้วกับโทนเสียงของเขา
“ทำไม... เกี่ยวอะไรกับคุณไม่ทราบ”
เอ่ยถามออกไปเสียงขุ่นเพราะไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวอะไรกับเขา มันธุระของรศิยาไม่เกี่ยวกับใครเลยสักนิด
“เปล่า แค่คิดว่าจะสิ้นคิดไปหน่อยไหม ขี่รถออกมาค่ำมืด เสี่ยงๆ เพื่อปากกาด้ามเดียว”
เขาพูดจาตรงและไม่เกรงใจว่าคนฟังจะระคายหูกับคำว่า สิ้นคิด ไม่มีใครพูดว่ารศิยาเป็นคนสิ้นคิดมาก่อนเลยในชีวิต มีแต่คนบอกว่า คิดละเอียดรอบคอบ คิดเยอะ และคิดนาน
“ตั้งหลายบาท เพิ่งซื้อใหม่”
หญิงสาวตอบเสียงห้วน เดินวนรอบต้นไม้ ก้มหน้าหา ทั้งที่รู้ว่าไม่ได้ไปนั่งแถวนั้น แต่เผื่อใครจะเตะมันไปไกลกว่าจุดที่ได้นั่งอยู่เมื่อชั่วโมงก่อน
“กี่บาท เดี๋ยวซื้อให้สิบด้ามเลย”
ภัศวัฒน์พูดเสียงกลั้วขำ กอดอกมองคนที่เดินก้มหน้าหาปากกา ชายหนุ่มไม่คิดว่าคนที่มีลักษณะซีเรียสจริงจังกับทุกสิ่งทุกอย่างจะมีมุมเหลวใหลไร้ความคิดแบบนี้
“ไม่จำเป็น!”
หญิงสาวเอ่ยเสียงเข้มไม่สนใจเก็บความไม่พอใจ ไม่ชอบคนที่เป็นกลุ่มแก๊งเป็นทุนอยู่แล้วจึงไม่รู้ว่าจะต้องพูดดีเสแสร้งให้เสียเวลาไปทำไม
รศิยาหันไปมองรอบตัว สถานที่เริ่มเปิดไฟสีเหลืองส้มที่ใช้ส่องเป็นไฮไลต์ให้เหล่าโบราณสถานดูสวยงามดุจมีมนตร์ขลังให้จ้องมองอย่างน่าอัศจรรย์ไม่รู้เบื่อ มองเห็นพระปรางค์เจดีย์วัดพระรามฝั่งตรงกันข้าม เยื้องกับคุ้มขุนแผน ดูสวยงามเกินคำบรรยาย
รศิยาไม่รู้ว่าภัศวัฒน์มายังไง ไม่เห็นมอเตอร์ไซค์ของเขาในบริเวณนี้ ตรงที่จอดที่รศิยาจอดซึ่งอยู่ไม่ไกลก็มองไม่เห็น ถึงแม้ไม่ได้รู้จักกันแต่ใครๆ ก็รู้ว่าภัศวัฒน์ขับฮาร์เลย์เดวิดสันคันเท่ หรือไม่ก็ขับรถเก๋งสปอร์ตสองประตูสีดำ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นมอเตอร์ไซค์มากกว่า
รศิยาเดาว่าเป็นเพราะเขาชอบโชว์ออฟ พาสาวๆ ซ้อนหลังขี่ชอปเปอร์โฉบไปโฉบมารอบเกาะเมือง ถึงแม้รศิยาจะไม่ได้อยู่ในแวดวงของเขาและพวกนักศึกษาสาวไฮโซทั้งหลาย แต่ก็ได้ยินตามที่เขาพูดกันนั่นแหละ เรื่องข่าวซุบซิบนั้น ภัศวัฒน์มักเป็นหัวข้อข่าวให้คนพูดถึงอยู่บ่อยๆ
หญิงสาวคิดว่าคงไม่เจอแล้วล่ะ ยอมตัดใจเดินกลับไปที่มอเตอร์ไซค์ ไม่สนใจหันกลับไปมองร่างสูงว่าเขาจะไปทางไหนต่อ รศิยาขึ้นนั่งแล้วสตาร์ทรถ รถรุ่นสิบปี สตาร์ทเท้าอย่างเดียว รศิยาคิดในทางบวกว่าดีต่อขา ได้ออกกำลังไปในตัว
รศิยาสตาร์ทอยู่สามครั้งมันยังไม่ติด ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับมอเตอร์ไซค์ของพ่อคันนี้ จึงไม่ได้แปลกใจอะไร สตาร์ทไปเรื่อยๆ คิดว่าเดี๋ยวมันก็ติดเองเหมือนที่ผ่านมา
แต๊บ! แต๊บ! แต่บ! ต็อก! ต็อก! ต็อก!
เสียงเหมือนจะติดแต่ก็ไม่ยอมติดเสียที รศิยาชักเริ่มเหนื่อยจึงหยุดพักขาก่อน
“รถเป็นอะไร”
เสียงราบเรียบเอ่ยถามด้านหลัง รศิยาหันมามอง คิดว่าเขาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ไม่คิดว่าจะยังอยู่แถวนี้
“ไม่รู้ มันไม่ติด” เอ่ยบอกเขา แล้วเริ่มสตาร์ทใหม่
ภัศวัฒน์ยืนล้วงกระเป๋าดูคนตัวบางสตาร์ทรถอยู่นานแล้ว ทีแรกว่าจะเดินหนี แต่เมื่อเห็นว่าเจ้าหล่อนสตาร์ทอยู่นานรถก็ไม่ยอมติดเสียทีจึงเปลี่ยนใจยืนดูอยู่ห่างๆ ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้
“ลงไป จะสตาร์ทให้”เขาเอ่ย รศิยายังไม่ยอมหยุด เพราะไม่ต้องการเป็นหนี้บุญคุณใคร โดยเฉพาะคนคนนี้“ไม่เป็นไร ขอบคุณ”เอ่ยแล้วก็สตาร์ทรถต่อ ภัศวัฒน์ยักไหล่ ล้วงกระเป๋ามองดู รอว่าเจ้าหล่อนจะหมดแรงตอนไหน ไม่คิดว่าคนที่เขาเห็นตลอดเวลาสามปีที่เรียนที่สถาบันเดียวกัน คณะเดียวกันจะดื้อเงียบและรั้นเป็น ท่าทางเป็นเด็กเรียนและไม่สุงสิงกับใครทั้งนั้น น่าจะหัวอ่อนและกลัว แต่เมื่อมาเห็นในระยะใกล้ภัศวัฒน์รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนมีธาตุแข็งแกร่งอยู่ภายใน แต่ยังไงก็เป็นผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับเขา“เหนื่อยหรือยัง ถ้าเหนื่อยก็ลงไป อยากจะอยู่ที่นี่ทั้งคืนหรือไง”ชายหนุ่มเอ่ยหลังจากที่ปล่อยให้คนดื้อสตาร์ทรถอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ห้านาที“ถ้าไม่ติดก็ไปรถตุ๊กตุ๊กได้ ไม่เห็นยากอะไร”รศิยาหันมาพูดกับเขาเสียงห่างเหิน ไม่รู้ว่าทำไมเขายังอยู่ แม้มันจะค่ำแล้ว แต่บริเวณนี้ก็ยังมีผู้คนเดินประปราย รถราวิ่งผ่านหน้าคุ้มไม่ขาดสาย ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลยสักนิด“ก็ตามใจ”เขาเอ่ยแล้วยักไหล่อีกครั้ง ร่างสูงเดินหันหลังห่างออกไป รศิยาจึงหันมาสนใจรถอีกครั้ง ตั้งหน้าตั้งตาสตาร์ทมันต่อไป มันเคยเป็น บางทีอาจจะเป็นหัวเทียนร
รศิยาขี่มอเตอร์ไซค์กลับไปยังคุ้มขุนแผนเพราะเมื่อค้นกระเป๋าเป้ ปรากฏว่าหาปากกาไฮไลต์ด้ามที่ซื้อใหม่ไม่เจอ ก็เพิ่งใช้ขีดไฮไลต์เนื้อหาในหนังสือตอนอ่านใต้ต้นไม้ไปหยกๆ รู้สึกหงุดหงิดตัวเองเหลือเกินที่สะเพร่าเก็บของไม่หมด คงเป็นเพราะมัวแต่คุยเล่นหัวกับธัศวรางค์เพลินไปหน่อยหญิงสาวขี่รถเข้ามาจอดตรงที่เขาให้จอด แล้วเดินไปยังที่ปูเสื่อนั่งอ่านหนังสือ ตรงจุดนี้ไม่มีใครมานั่ง มันเย็นมากแล้ว ผู้คนไปไหว้พระที่วัดพระมงคลบพิตรซึ่งอยู่ติดกันและนักท่องเที่ยวก็เดินซื้อของฝากกันก่อนกลับบ้าน รศิยาเดินดูจนทั่วก็ไม่เห็นมีอะไรตกอยู่“หาอะไร”เสียงห้าวที่ดังขึ้นทำให้หญิงสาวสะดุ้งตกใจ รีบหันขวับไปมอง ร่างสูงสมาร์ตของคนที่รศิยาไม่เคยคิดว่าจะเป็นเขาเดินมาหยุดตรงหน้า ดวงตาสีน้ำทะเลเห็นได้ชัดในระยะใกล้ รศิยาไม่เคยคุยและไม่เคยเห็นเขาในระยะใกล้แบบนี้มาก่อน ใบหน้าขาวทว่าคมเข้มอย่างที่รู้กันว่าหล่อจัด บนศีรษะมีแว่นกันแดดสวมอยู่ เขาสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินทับด้วยเสื้อหนังสีดำ กางเกงยีนส์สีซีด รองเท้าบู๊ทสั้นสไตล์ไบเกอร์ หญิงสาวแปลกใจที่เขามายืนอยู่ตรงหน้า... ภัศวัฒน์ ปาร์คเกอร์ หรือ พี่แพทของสาวๆ...“หาป
“ฮั่นแน่ คิดถึงพี่แพทล่ะสิ”เสียงแซวจากคนที่นั่งพิงหลังรศิยาดังขึ้น ใบหน้าใสแววตาทะเล้นหันมายักคิ้วแผล็บให้ ร่างเพรียวขยับมานั่งจ้องหน้าธัศวรางค์ยิ้มขำปนเอ็นดูให้กับเพื่อนสนิทที่คงแก่เรียน รศิยา รัตนพฤกษ์ หญิงสาวร่างบางระหง ผิวเหลืองนวลละเอียดอย่างผิวคนทางเหนือ ใบหน้าเรียวใสที่สวยน่ารักและมองไม่เบื่อ ผมยาวดำขลับ เจ้าตัวชอบมัดครึ่งหัวหรือไม่ก็ใส่ที่คาดผม แต่ถ้าขี่มอเตอร์ไซค์ก็จะรวบเป็นหางม้า“บ้าแล้ว คนไม่รู้จักกันทำไมจะต้องคิดถึงด้วย โดยเฉพาะคนนิสัยไม่ดี”รศิยาเอ่ย ที่ว่าเขานิสัยไม่ดีนั้น ไม่ใช่ว่าจะกล่าวหาเฉยๆ แต่เพราะมีเหตุการณ์สนับสนุนเมื่อฤดูฝนปีก่อน เขาขับรถชอปเปอร์คันเท่วิ่งผ่านหน้า โดยไม่ยอมชะลอ ทำให้น้ำที่ขังในแอ่งกระเซ็นมาโดนรศิยาที่ยืนรอจะข้ามถนนเส้นเล็กข้างหอพักอยู่ เขาเลี้ยวรถกลับมาดู“เป็นอะไรหรือเปล่า”เขาถาม ใบหน้าลูกครึ่งที่สาวๆ หลงใหลได้ปลื้มมีแว่นกันแดดสวมอยู่ รศิยาก้มมองดูกระโปรงนักศึกษาที่ถูกน้ำโคลน ก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขา แต่เดินหนี เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ขอรู้จักกับคนที่เป็นพวกกลุ่มแก๊งอย่างเด็ดขาดต่อมาก็บังเอิญเจอกลุ่มของเขาที่ตลาดโต้รุ่ง เขามีเรื่องกับพวกต่
“ข้าวโพดต้มมั้ยจ๊ะหนู”เสียงแม่ค้าหาบเร่ร้องถามดังขึ้น ทำให้ใบหน้าเรียวเล็กเงยขึ้นจากหนังสือที่กำลังอ่านอยู่อย่างมีสมาธิ หญิงสาวยิ้มให้นางอย่างมีมนุษยสัมพันธ์ดี“ยังไม่เอาค่ะป้า”เอ่ยตอบอย่างสุภาพ แม่ค้าพยักหน้าเข้าใจและยิ้มให้แล้วก็เดินผ่านไปเร่ขายให้กับคนที่นั่งเล่นในสวนสาธารณะแห่งนี้ ซึ่งก็มีอยู่ไม่น้อย ยามเย็นแสงแดดยังคงส่องสว่าง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า คุ้มขุนแผนรศิยาวางหนังสือลงบนเสื่อ มีหมอนเล็กใบหนึ่ง ปีสี่แล้วสินะ อีกไม่นานจะเรียนจบเสียที อยากกลับบ้านเต็มทน เวลานี้ที่บ้าน พ่อกับแม่ได้ปลูกกาแฟได้สี่ปีแล้ว เท่ากับอายุการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของเธอ รศิยาเห็นข้าวโพดก็ทำให้นึกถึงสมัยเป็นเด็กแดดร้อนระอุสาดแสงแรงกล้าอาบผิวดิน ร่างเล็กของเด็กชายและเด็กหญิงกำลังเดินตามร่องหลุมที่ถูกกระทุ้งด้วยเหล็กแหลมเพื่อหยอดเมล็ดข้าวโพดในไร่เชิงเขา ในมือถือถังพลาสติกเก่าที่เก็บไว้จากการเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน“เมื่อไหร่จะได้กลับบ้านจ๊ะแม่”เด็กหญิงวัยสิบปีเอ่ยถาม มองดูพี่ชายวัยสิบสองปีที่ทำหน้าขมวดเงยขึ้นมองตะวัน ใบหน้าพี่ขะมุกขะมอม แ





![คุณหมอจองจำรัก [นิยายชุด จำยอมรัก 1]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

