LOGIN“ลงไป จะสตาร์ทให้”
เขาเอ่ย รศิยายังไม่ยอมหยุด เพราะไม่ต้องการเป็นหนี้บุญคุณใคร โดยเฉพาะคนคนนี้
“ไม่เป็นไร ขอบคุณ”
เอ่ยแล้วก็สตาร์ทรถต่อ ภัศวัฒน์ยักไหล่ ล้วงกระเป๋ามองดู รอว่าเจ้าหล่อนจะหมดแรงตอนไหน ไม่คิดว่าคนที่เขาเห็นตลอดเวลาสามปีที่เรียนที่สถาบันเดียวกัน คณะเดียวกันจะดื้อเงียบและรั้นเป็น ท่าทางเป็นเด็กเรียนและไม่สุงสิงกับใครทั้งนั้น น่าจะหัวอ่อนและกลัว แต่เมื่อมาเห็นในระยะใกล้ภัศวัฒน์รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนมีธาตุแข็งแกร่งอยู่ภายใน แต่ยังไงก็เป็นผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับเขา
“เหนื่อยหรือยัง ถ้าเหนื่อยก็ลงไป อยากจะอยู่ที่นี่ทั้งคืนหรือไง”
ชายหนุ่มเอ่ยหลังจากที่ปล่อยให้คนดื้อสตาร์ทรถอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ห้านาที
“ถ้าไม่ติดก็ไปรถตุ๊กตุ๊กได้ ไม่เห็นยากอะไร”
รศิยาหันมาพูดกับเขาเสียงห่างเหิน ไม่รู้ว่าทำไมเขายังอยู่ แม้มันจะค่ำแล้ว แต่บริเวณนี้ก็ยังมีผู้คนเดินประปราย รถราวิ่งผ่านหน้าคุ้มไม่ขาดสาย ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลยสักนิด
“ก็ตามใจ”
เขาเอ่ยแล้วยักไหล่อีกครั้ง ร่างสูงเดินหันหลังห่างออกไป รศิยาจึงหันมาสนใจรถอีกครั้ง ตั้งหน้าตั้งตาสตาร์ทมันต่อไป มันเคยเป็น บางทีอาจจะเป็นหัวเทียนรถ รศิยาก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่าเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
หญิงสาวลงจากมอเตอร์ไซค์เปิดเบาะรถเพื่อเอากระเป๋าเครื่องมือขนาดเล็กที่มีติดอยู่กับรถ จะเอาหัวเทียนออกมาดู รัศยศเคยสอนว่าให้เอากระดาษทรายขัดถูตรงหัวของมันดู
“รถเป็นอะไรครับน้อง”
เสียงผู้ชายเอ่ยทักขึ้นด้านหลัง รศิยาเงยหน้าขึ้นมามองจากท่านั่งยองๆ ข้างรถ กลุ่มผู้ชายสามคนยืนอยู่ รศิยาหันไปมองรอบๆ อย่างระวัง ตรงจุดนั้นไม่มีใครเดินมาใกล้ มีเดินอยู่นอกรั้วคุ้มฯ ถ้าหากเกิดอะไรขึ้น รศิยาก็ร้องเสียงดังได้ น่าจะมีคนได้ยิน
“สตาร์ทไม่ติดค่ะ”
เอ่ยตอบแล้วลุกขึ้นยืน ถือประแจไว้ในมือแน่น รศิยามองดูใบหน้าที่มีหนวดของพวกนั้น ไม่ใช่นักศึกษา เป็นคนทำงานแล้ว ใส่เสื้อยืดสีดำกางเกงยีนส์ขาดหัวเข่ารองเท้าแตะ
“ไหนพี่จะช่วยดูให้”
คนที่พูดเมื่อครู่เอ่ยขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้มาก รศิยารีบถอยหลังกรูด พวกมันอีกสองคนก็เดินมาล้อม
“มีอะไรกันหรือเปล่า”
เสียงห้าวเอ่ยขึ้นด้านหลัง ทำให้พวกมันหันไปมอง คนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มแสยะยิ้ม
“เฮ้ย อย่ายุ่งน่า คนเขากำลังคุยกันอยู่”
มันเอ่ย ภัศวัฒน์นั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์ตอนที่เห็นพวกมันเดินมา เขาเดินกลับมาเมื่อพวกมันหยุดอยู่ที่รศิยากำลังสตาร์ทรถ ภัศวัฒน์ไม่พูดอะไรมาก เขาล้วงโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูป และถ่ายคลิปไว้
“จริงเหรอคุณ รู้จักพวกนี้หรือเปล่า”
ภัศวัฒน์ถามรศิยา หญิงสาวรีบส่ายหน้า พวกมันชักสีหน้าไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ เดินส่ายอาดเข้ามาหาและล้อมเขาไว้ ร่างผู้ชายไทยที่เตี้ยกว่าเขาทั้งสามคน
รศิยาหัวใจเต้นแรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า มันเหมือนคนกำลังจะมีเรื่องกัน
“มึงเสือกอะไร อยากโดนเสียบเรอะวะ ดีเหมือนกัน กูไม่ได้ออกแรงมาหลายวันแล้ว เฮ้ย จัดให้มันหน่อยว่ะพวกเรา”
เสียงไอ้คนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มพูดเสร็จ สามร่างก็กรูเข้าหาภัศวัศฒ์ ชายหนุ่มระวังตัวอยู่ก่อนแล้ว จึงก้มหลบหมัดจากไอ้คนแรกแล้วส่งกำปั้นพุ่งเข้าหน้าท้องของไอ้คนที่สอง ภัศวัฒน์หมุนตัวหนีก่อนที่หมัดของไอ้คนที่สามจะถูกร่าง เขายกเท้าตวัดใส่ขามัน
การตะลุมบอนก็เกิดขึ้นอุตลุดตรงหน้าของรศิยา หญิงสาวรีบล้วงโทรศัพท์มาเพื่อโทรหาตำรวจ หัวใจเต้นแรง เห็นมวยหมู่สามรุมหนึ่งต่อหน้าต่อตาอย่างไม่เคยเห็นระยะใกล้และมันเกี่ยวข้องกับรศิยามาก่อน
ร่างสูงกว่ามาตรฐานชายไทยของภัศวัฒน์เคลื่อนไหวรวดเร็ว แต่เขาก็โดนไปหลายหมัดเพราะอัตรากำลังสามรุมหนึ่งนั้น มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เจอหมัดและเท้าเสียเลย ส่วนพวกมันก็สะบักสะบอมอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะโดนคนคนเดียวจัดให้ได้มากขนาดนั้น
“ตำรวจมา!”
รศิยาร้องตะโกน ทำให้พวกที่กำลังต่อยกันอยู่หยุดชะงัก เสียงไซเรนของตำรวจดังใกล้เข้ามา
“ฝากไว้ก่อนเถอะมึงไอ้หรั่ง! กูจำมึงได้ มึงเจอพวกกูอีกแน่”
ไอ้หัวหน้ามันเอ่ยด้วยน้ำเสียงแค้น เลือดไหลกบปากมันไม่หยุด พวกมันรีบพากันวิ่งหนีหายไปด้านหลังที่มืดสลัว ภัศวัฒน์ใช้หลังมือเช็ดมุมปาก รศิยายืนถือประแจแน่น ไม่รู้จะทำยังไง
“จะยืนอยู่อีกนานไหม”
เขาเอ่ยแล้วก็เดินมาคว้าแขนรศิยาพาเดินลิ่วไปที่รถชอปเปอร์ของเขาซึ่งจอดอยู่หลังต้นไม้ใหญ่
“จะไปไหน กุญแจรถฉัน”
รศิยาเอ่ยเสียงตระหนก ภัศวัฒน์ไม่พูดอะไร รีบก้าวยาวกลับไปล็อกรถให้รศิยาแล้วดึงกุญแจมาส่งให้ เขาขึ้นนั่งควบมอเตอร์ไซค์คันใหญ่หยิบหมวกกันน็อกสีดำมาใส่ทันที
“ขึ้นมาสิ”
เอ่ยสั่งเมื่อรศิยายังคงยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก ร่างสูงลงจากรถอีกครั้ง ไม่พูดอะไรมาก มือใหญ่ยกร่างบางของรศิยาให้ขึ้นนั่งบนเบาะ จากนั้นเขารีบขึ้นควบมอเตอร์ไซด์ สตาร์ทเครื่องและขี่พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว รศิยาไถลไปชนแผ่นหลังของเขาเข้าอย่างแรง คางชนปึ่กไปกับไหล่หนา เขาขับเข้าโค้งอย่างเร็วไม่ยอมแตะเบรก รศิยารีบกอดเอวเขาไว้แน่นโดยอัตโนมัติตามสัญชาตญาณ ไม่เคยซ้อนท้ายรถชอปเปอร์มาก่อนไม่รู้ว่าต้องจับที่ไหน เบาะรถของเขาก็มีที่นั่งนิดเดียวแถมมีกระเปาะอะไรอยู่ตรงท้ายอีกด้วย
“หมวกอยู่ในกระเป๋าข้างหลัง ใส่ซะ”
เสียงห้าวหันมาบอก รศิยาก็รีบทำตาม กว่าจะเปิดและกว่าจะหยิบหมวกกันน็อกมาใส่ได้ก็ทุลักทุเลเต็มที
เมื่อใส่เรียบร้อยแล้วก็มองไปรอบตัว รถขับออกนอกเมือง ไม่ได้ไปยังหอพักของรศิยา
“ไปไหน”
หญิงสาวเอ่ยถามคนขับเสียงตกใจ เขาขับเร็ว แต่คิดว่าคงไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เพราะคงไม่เสี่ยงให้ตำรวจตามแน่ ไม่น่าจะโง่ขนาดนั้น
“บ้าน” เสียงห้าวตอบ จากนั้นก็เพิ่มอัตราเร็วเมื่อรถขับสู่ถนนนอกเกาะเมือง
“ลงไป จะสตาร์ทให้”เขาเอ่ย รศิยายังไม่ยอมหยุด เพราะไม่ต้องการเป็นหนี้บุญคุณใคร โดยเฉพาะคนคนนี้“ไม่เป็นไร ขอบคุณ”เอ่ยแล้วก็สตาร์ทรถต่อ ภัศวัฒน์ยักไหล่ ล้วงกระเป๋ามองดู รอว่าเจ้าหล่อนจะหมดแรงตอนไหน ไม่คิดว่าคนที่เขาเห็นตลอดเวลาสามปีที่เรียนที่สถาบันเดียวกัน คณะเดียวกันจะดื้อเงียบและรั้นเป็น ท่าทางเป็นเด็กเรียนและไม่สุงสิงกับใครทั้งนั้น น่าจะหัวอ่อนและกลัว แต่เมื่อมาเห็นในระยะใกล้ภัศวัฒน์รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนมีธาตุแข็งแกร่งอยู่ภายใน แต่ยังไงก็เป็นผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับเขา“เหนื่อยหรือยัง ถ้าเหนื่อยก็ลงไป อยากจะอยู่ที่นี่ทั้งคืนหรือไง”ชายหนุ่มเอ่ยหลังจากที่ปล่อยให้คนดื้อสตาร์ทรถอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ห้านาที“ถ้าไม่ติดก็ไปรถตุ๊กตุ๊กได้ ไม่เห็นยากอะไร”รศิยาหันมาพูดกับเขาเสียงห่างเหิน ไม่รู้ว่าทำไมเขายังอยู่ แม้มันจะค่ำแล้ว แต่บริเวณนี้ก็ยังมีผู้คนเดินประปราย รถราวิ่งผ่านหน้าคุ้มไม่ขาดสาย ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลยสักนิด“ก็ตามใจ”เขาเอ่ยแล้วยักไหล่อีกครั้ง ร่างสูงเดินหันหลังห่างออกไป รศิยาจึงหันมาสนใจรถอีกครั้ง ตั้งหน้าตั้งตาสตาร์ทมันต่อไป มันเคยเป็น บางทีอาจจะเป็นหัวเทียนร
รศิยาขี่มอเตอร์ไซค์กลับไปยังคุ้มขุนแผนเพราะเมื่อค้นกระเป๋าเป้ ปรากฏว่าหาปากกาไฮไลต์ด้ามที่ซื้อใหม่ไม่เจอ ก็เพิ่งใช้ขีดไฮไลต์เนื้อหาในหนังสือตอนอ่านใต้ต้นไม้ไปหยกๆ รู้สึกหงุดหงิดตัวเองเหลือเกินที่สะเพร่าเก็บของไม่หมด คงเป็นเพราะมัวแต่คุยเล่นหัวกับธัศวรางค์เพลินไปหน่อยหญิงสาวขี่รถเข้ามาจอดตรงที่เขาให้จอด แล้วเดินไปยังที่ปูเสื่อนั่งอ่านหนังสือ ตรงจุดนี้ไม่มีใครมานั่ง มันเย็นมากแล้ว ผู้คนไปไหว้พระที่วัดพระมงคลบพิตรซึ่งอยู่ติดกันและนักท่องเที่ยวก็เดินซื้อของฝากกันก่อนกลับบ้าน รศิยาเดินดูจนทั่วก็ไม่เห็นมีอะไรตกอยู่“หาอะไร”เสียงห้าวที่ดังขึ้นทำให้หญิงสาวสะดุ้งตกใจ รีบหันขวับไปมอง ร่างสูงสมาร์ตของคนที่รศิยาไม่เคยคิดว่าจะเป็นเขาเดินมาหยุดตรงหน้า ดวงตาสีน้ำทะเลเห็นได้ชัดในระยะใกล้ รศิยาไม่เคยคุยและไม่เคยเห็นเขาในระยะใกล้แบบนี้มาก่อน ใบหน้าขาวทว่าคมเข้มอย่างที่รู้กันว่าหล่อจัด บนศีรษะมีแว่นกันแดดสวมอยู่ เขาสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินทับด้วยเสื้อหนังสีดำ กางเกงยีนส์สีซีด รองเท้าบู๊ทสั้นสไตล์ไบเกอร์ หญิงสาวแปลกใจที่เขามายืนอยู่ตรงหน้า... ภัศวัฒน์ ปาร์คเกอร์ หรือ พี่แพทของสาวๆ...“หาป
“ฮั่นแน่ คิดถึงพี่แพทล่ะสิ”เสียงแซวจากคนที่นั่งพิงหลังรศิยาดังขึ้น ใบหน้าใสแววตาทะเล้นหันมายักคิ้วแผล็บให้ ร่างเพรียวขยับมานั่งจ้องหน้าธัศวรางค์ยิ้มขำปนเอ็นดูให้กับเพื่อนสนิทที่คงแก่เรียน รศิยา รัตนพฤกษ์ หญิงสาวร่างบางระหง ผิวเหลืองนวลละเอียดอย่างผิวคนทางเหนือ ใบหน้าเรียวใสที่สวยน่ารักและมองไม่เบื่อ ผมยาวดำขลับ เจ้าตัวชอบมัดครึ่งหัวหรือไม่ก็ใส่ที่คาดผม แต่ถ้าขี่มอเตอร์ไซค์ก็จะรวบเป็นหางม้า“บ้าแล้ว คนไม่รู้จักกันทำไมจะต้องคิดถึงด้วย โดยเฉพาะคนนิสัยไม่ดี”รศิยาเอ่ย ที่ว่าเขานิสัยไม่ดีนั้น ไม่ใช่ว่าจะกล่าวหาเฉยๆ แต่เพราะมีเหตุการณ์สนับสนุนเมื่อฤดูฝนปีก่อน เขาขับรถชอปเปอร์คันเท่วิ่งผ่านหน้า โดยไม่ยอมชะลอ ทำให้น้ำที่ขังในแอ่งกระเซ็นมาโดนรศิยาที่ยืนรอจะข้ามถนนเส้นเล็กข้างหอพักอยู่ เขาเลี้ยวรถกลับมาดู“เป็นอะไรหรือเปล่า”เขาถาม ใบหน้าลูกครึ่งที่สาวๆ หลงใหลได้ปลื้มมีแว่นกันแดดสวมอยู่ รศิยาก้มมองดูกระโปรงนักศึกษาที่ถูกน้ำโคลน ก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขา แต่เดินหนี เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ขอรู้จักกับคนที่เป็นพวกกลุ่มแก๊งอย่างเด็ดขาดต่อมาก็บังเอิญเจอกลุ่มของเขาที่ตลาดโต้รุ่ง เขามีเรื่องกับพวกต่
“ข้าวโพดต้มมั้ยจ๊ะหนู”เสียงแม่ค้าหาบเร่ร้องถามดังขึ้น ทำให้ใบหน้าเรียวเล็กเงยขึ้นจากหนังสือที่กำลังอ่านอยู่อย่างมีสมาธิ หญิงสาวยิ้มให้นางอย่างมีมนุษยสัมพันธ์ดี“ยังไม่เอาค่ะป้า”เอ่ยตอบอย่างสุภาพ แม่ค้าพยักหน้าเข้าใจและยิ้มให้แล้วก็เดินผ่านไปเร่ขายให้กับคนที่นั่งเล่นในสวนสาธารณะแห่งนี้ ซึ่งก็มีอยู่ไม่น้อย ยามเย็นแสงแดดยังคงส่องสว่าง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า คุ้มขุนแผนรศิยาวางหนังสือลงบนเสื่อ มีหมอนเล็กใบหนึ่ง ปีสี่แล้วสินะ อีกไม่นานจะเรียนจบเสียที อยากกลับบ้านเต็มทน เวลานี้ที่บ้าน พ่อกับแม่ได้ปลูกกาแฟได้สี่ปีแล้ว เท่ากับอายุการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของเธอ รศิยาเห็นข้าวโพดก็ทำให้นึกถึงสมัยเป็นเด็กแดดร้อนระอุสาดแสงแรงกล้าอาบผิวดิน ร่างเล็กของเด็กชายและเด็กหญิงกำลังเดินตามร่องหลุมที่ถูกกระทุ้งด้วยเหล็กแหลมเพื่อหยอดเมล็ดข้าวโพดในไร่เชิงเขา ในมือถือถังพลาสติกเก่าที่เก็บไว้จากการเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน“เมื่อไหร่จะได้กลับบ้านจ๊ะแม่”เด็กหญิงวัยสิบปีเอ่ยถาม มองดูพี่ชายวัยสิบสองปีที่ทำหน้าขมวดเงยขึ้นมองตะวัน ใบหน้าพี่ขะมุกขะมอม แ







