LOGIN“ฮั่นแน่ คิดถึงพี่แพทล่ะสิ”
เสียงแซวจากคนที่นั่งพิงหลังรศิยาดังขึ้น ใบหน้าใสแววตาทะเล้นหันมายักคิ้วแผล็บให้ ร่างเพรียวขยับมานั่งจ้องหน้า
ธัศวรางค์ยิ้มขำปนเอ็นดูให้กับเพื่อนสนิทที่คงแก่เรียน รศิยา รัตนพฤกษ์ หญิงสาวร่างบางระหง ผิวเหลืองนวลละเอียดอย่างผิวคนทางเหนือ ใบหน้าเรียวใสที่สวยน่ารักและมองไม่เบื่อ ผมยาวดำขลับ เจ้าตัวชอบมัดครึ่งหัวหรือไม่ก็ใส่ที่คาดผม แต่ถ้าขี่มอเตอร์ไซค์ก็จะรวบเป็นหางม้า
“บ้าแล้ว คนไม่รู้จักกันทำไมจะต้องคิดถึงด้วย โดยเฉพาะคนนิสัยไม่ดี”
รศิยาเอ่ย ที่ว่าเขานิสัยไม่ดีนั้น ไม่ใช่ว่าจะกล่าวหาเฉยๆ แต่เพราะมีเหตุการณ์สนับสนุน
เมื่อฤดูฝนปีก่อน เขาขับรถชอปเปอร์คันเท่วิ่งผ่านหน้า โดยไม่ยอมชะลอ ทำให้น้ำที่ขังในแอ่งกระเซ็นมาโดนรศิยาที่ยืนรอจะข้ามถนนเส้นเล็กข้างหอพักอยู่ เขาเลี้ยวรถกลับมาดู
“เป็นอะไรหรือเปล่า”
เขาถาม ใบหน้าลูกครึ่งที่สาวๆ หลงใหลได้ปลื้มมีแว่นกันแดดสวมอยู่ รศิยาก้มมองดูกระโปรงนักศึกษาที่ถูกน้ำโคลน ก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขา แต่เดินหนี เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ขอรู้จักกับคนที่เป็นพวกกลุ่มแก๊งอย่างเด็ดขาด
ต่อมาก็บังเอิญเจอกลุ่มของเขาที่ตลาดโต้รุ่ง เขามีเรื่องกับพวกต่างสถาบัน เขาชกผู้ชายคนหนึ่ง เซถลามาชนรศิยาซึ่งเดินผ่านมาพอดีจนร่างเซล้มตะครุบกบข้างทาง รศิยารีบลุกแล้ววิ่งหนีแทบไม่ทัน พวกนั้นก็วิ่งแตกกระจายเมื่อตำรวจมาถึง
“พี่แพทเขาเก่งอังกฤษ เขายังบอกว่าถ้าอยากให้ติวให้เขาก็ยินดี หมายถึงแฟงน่ะ แต่แฟงเก่งอยู่แล้วนี่นะ ถ้าเป็นยัยพราวและสาวๆ คนอื่นล่ะคงจะเนื้อเต้นแน่ถ้าถูกชวนแบบนี้”
“ชวนเราทำไม คนไม่เคยพูดคุยกัน แฟงขอร้องอย่างได้ไหม อย่าเอาเรื่องของแฟงไปคุยให้ใครฟัง”
รศิยาเอ่ยกับธัศวรางค์ ซึ่งก็ทำย่นจมูกให้
“ไม่ได้คุยอะไรนะคุณแฟง ก็แค่มีคนถาม เราก็ตอบแค่นั้นเอง”
ธัศวรางค์เอ่ยแก้ต่างให้ตนเอง
“เรื่องของใครก็ของคนนั้น เราจะเรียนให้จบแล้วกลับไปอยู่บ้าน เราไม่สนอะไรนอกเหนือจากนั้น”
รศิยาพูดเสียงหนักแน่นจริงจัง
“จ้า แม่คุณ ใครไปห้าม บ่นเป็นคนแก่ไปได้”
ธัศวรางค์เหน็บเพื่อนรัก
“ธัศก็เหมือนกัน พ่อแม่ส่งมาเรียนก็ควรจะตั้งใจเรียนหน่อย เห็นคนที่เขาไม่มีโอกาสได้เรียนไหม ธัศโชคดีกว่าใครๆ พวกนั้น”
ถือโอกาสสั่งสอนคนไม่สนใจอ่านหนังสือเรียน แต่ก็สอบผ่านแบบหวุดหวิดมาโดยตลอด
“เฮ้ย ไรฟะ หนีแม่ที่บ้านมา ยังจะมาเจอแม่แก่ทางนี้อีก อย่าบ่นเว้ย อ่านนิยายกำลังฟิน พระเอกกำลังง้อนางเอกอยู่ อย่าเพิ่งทำให้มู้ดเรากระเจิงน่าคุณแฟง”
ธัศวรางค์เอ่ย ดึงหมอนใบเล็กจากตักของรศิยาไปวางบนเสื่อแล้วล้มนอนหงาย อ่านนิยายอย่างไม่ใส่ใจใครอีกต่อไป
ทั้งสองอ่านหนังสือจนกระทั่งตะวันคล้อย วันอาทิตย์กำลังจะสิ้นสุดลง ชีวิตนักศึกษาที่รศิยารู้สึกแสนเบื่อหน่าย แต่ก็ทนเอา ทำไงได้ มันเป็นค่านิยมของสังคมว่าเด็กจะต้องเรียนให้สูงๆ เข้าไว้ ทั้งที่ก็เห็นว่าจบมาตกงานเตะฝุ่นกันไม่รู้กี่แสนคนในแต่ละปี
โชคดีที่เรียนภาษา ถือว่าเป็นประโยชน์และเอาไปต่อยอดได้ รศิยาใฝ่ฝันว่า หลังเรียนจบจะไปช่วยพ่อกับแม่สานต่องานไร่กาแฟ สักวันจะมีกาแฟจาก ไร่รศิยา ออกสู่ตลาดทั่วประเทศและทั่วโลก ใครกันนะบอกไว้ว่า ถ้าจะฝันทั้งที ก็ให้ฝันใหญ่เอาไว้ก่อน รศิยารอวันนั้น วันที่จะได้เรียนจบไปอยู่บ้านกับพ่อแม่และพี่ชาย ซึ่งก็อีกไม่นานเลย มาถึงโค้งสุดท้ายแล้วล่ะตอนนี้
เวลาห้าโมงเย็น ธัศวรางค์เป็นคนขับมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าเวฟสีน้ำเงินคันเก่าอายุสิบปีของรศิยาซึ่งหญิงสาวขอพ่อเอามาใช้ มันยังสตาร์ทแล้วติดอยู่ ถือว่าโอเค ธัศวรางค์ขับรถเก๋งมาจอดไว้ที่หอพักแห่งนี้ แล้วไปมอเตอร์ไซค์กับรศิยา เพราะรศิยาไม่ชอบนั่งรถเก๋งของเธอ
ตรงถนนคอนกรีตข้างหอพักซึ่งเป็นตึกสามชั้น รถชอปเปอร์วิ่งมาจอดใต้ต้นราชพฤษ์ออกดอกสีเหลืองและต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่มีดอกสีชมพูบานสะพรั่งต้อนรับฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง
ภัศวัฒน์มองไปยังที่จอดรถหน้าหอพัก เห็นนักศึกษาสาวสองคนกำลังเดินสะพายเป้คนละใบตรงไปยังบันไดขึ้นตึก
“ขอบคุณนะคะพี่แพทที่มาส่งพราว”
พราวประดับเอ่ยเสียงหวาน จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของร่างสูงที่สวมแว่นกันแดดได้อย่างสุดเท่
“ยินดีครับ”
เสียงห้าวเอ่ย พราวประดับหันไปมองรอบๆ เห็นว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาของนักศึกษาแถวนั้น รู้สึกปลื้มและดีใจที่ได้เป็นผู้หญิงที่ภัศวัฒน์ชวนนั่งซ้อนท้ายชอปเปอร์ของเขาขี่ไปรอบเกาะเมืองในบ่ายวันอาทิตย์แบบนี้
ภัศวัฒน์เงยหน้าไปมองตึก ตรงระเบียงชั้นสาม นักศึกษาสาวสองคนนั้นเดินไปตามระเบียง คนหนึ่งมองเห็นเขาก็รีบโบกมือทักทายหย็อยๆ ภัศวัฒน์ยกมือขึ้นโบกตอบนิดหนึ่ง อีกคนก็หันมามอง สบสายตากันในระยะไกล เห็นว่าใบหน้าเรียวนั้นเมินหนีทันทีอย่างไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย
“วันมะรืนพราวมีสอบภาษาอังกฤษ ไม่ค่อยเข้าใจเลยค่ะพี่แพท”
พราวประดับเอ่ย พราวประดับเป็นสาวสวยประจำคณะ เรียนอยู่ห้องเดียวกับธัศวรางค์และอีกคนที่เป็นเพื่อนสนิท ภัศวัฒน์ได้ยินก็เพียงแค่ยิ้ม
“ไม่ต้องซีเรียสหรอก ก็แค่สอบ มันไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต”
เขาเอ่ย พราวประดับหน้าเจื่อนไปนิดหนึ่งเพราะความผิดหวังที่เขาไม่ได้เสนอตัวจะติวให้ ใครๆ ก็รู้ว่าภัศวัฒน์เก่งภาษาเพราะเขามีเลือดผสม เกิดและโตที่อังกฤษ แต่ตั้งแต่มาเรียนที่นี่เขายังไม่เคยได้ชื่อว่ามีแฟนเป็นตัวเป็นตน แน่นอนว่าเขาควงผู้หญิงเที่ยวบ่อย หลายครั้งก็เป็นผู้หญิงจากกรุงเทพฯ แต่ยังไม่เคยมีใครได้ครอบครองตำแหน่ง คนข้างกาย ของผู้ชายคนนี้
“พรุ่งนี้พราวมีสอบเช้าเก้าโมง รถก็ดันมาเสียอีก พี่แพทมารับพราวได้มั้ยคะ”
หาโอกาสให้ตัวเองต่อไป ภัศวัฒน์เงยหน้ามองไปยังระเบียงชั้นสามอีกครั้ง แต่ไม่เห็นเงาใครอยู่ตรงนั้นอีก
“ได้สิ กี่โมงดี” เขาเอ่ยง่ายๆ ทำให้พราวประดับตาวาวด้วยความตื่นเต้น
“อืม แปดโมงดีมั้ยคะ เราจะได้ทานข้าวเช้าด้วยกันก่อนเข้าสอบ” พราวประดับเอ่ย
“โอเค” เสียงห้าวตอบรับ พราวประดับยิ้มหวานให้เขาทันที
“อุ๊ย ถอดหมวกไม่ได้ค่ะพี่แพท”
พราวประดับพูดพร้อมกับพยายามปลดหมวกกันน็อกออกจากศีรษะ
“ขยับมาสิ”
เขาเอ่ย พราวประดับก็ไม่รอช้า รีบขยับไปยืนใกล้ร่างสูงที่นั่งคร่อมมอเตอร์ไซค์คันเท่อยู่ เขาเอื้อมมาปลดหมวกกันน็อกออกให้
“แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะคะพี่แพท บ๊าย บายค่ะ”
พราวประดับพูดแล้วยกมือทำท่าโบกแบบเก๋ๆ ให้ ภัศวัฒน์ยิ้มเล็กน้อย พยักหน้านิดหนึ่ง เอาหมวกใส่ไปในกระเป๋าที่อยู่ท้ายรถ ชายหนุ่มสตาร์ทเครื่อง เงยหน้าไปมองระเบียงชั้นสาม ร่างบางระหงเดินเร็วๆ อยู่ตรงนั้น ต่อมาก็เห็นลงมาตามบันได โผล่ที่ชั้นสอง และต่อมาก็ลงมาโผล่ที่ชั้นหนึ่ง เจ้าหล่อนเดินไปที่รถมอเตอร์ไซค์ จูงมันออกมาจากที่จอดแล้วก็สตาร์ทเครื่องขี่ออกไป ภัศวัฒน์นึกสนุกจึงขับตามไป อยากจะรู้ว่าคนหยิ่งกำลังจะไปไหน ทำไมถึงทำท่าเร่งรีบ หน้าตาตื่นขนาดนั้น
“ลงไป จะสตาร์ทให้”เขาเอ่ย รศิยายังไม่ยอมหยุด เพราะไม่ต้องการเป็นหนี้บุญคุณใคร โดยเฉพาะคนคนนี้“ไม่เป็นไร ขอบคุณ”เอ่ยแล้วก็สตาร์ทรถต่อ ภัศวัฒน์ยักไหล่ ล้วงกระเป๋ามองดู รอว่าเจ้าหล่อนจะหมดแรงตอนไหน ไม่คิดว่าคนที่เขาเห็นตลอดเวลาสามปีที่เรียนที่สถาบันเดียวกัน คณะเดียวกันจะดื้อเงียบและรั้นเป็น ท่าทางเป็นเด็กเรียนและไม่สุงสิงกับใครทั้งนั้น น่าจะหัวอ่อนและกลัว แต่เมื่อมาเห็นในระยะใกล้ภัศวัฒน์รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนมีธาตุแข็งแกร่งอยู่ภายใน แต่ยังไงก็เป็นผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับเขา“เหนื่อยหรือยัง ถ้าเหนื่อยก็ลงไป อยากจะอยู่ที่นี่ทั้งคืนหรือไง”ชายหนุ่มเอ่ยหลังจากที่ปล่อยให้คนดื้อสตาร์ทรถอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ห้านาที“ถ้าไม่ติดก็ไปรถตุ๊กตุ๊กได้ ไม่เห็นยากอะไร”รศิยาหันมาพูดกับเขาเสียงห่างเหิน ไม่รู้ว่าทำไมเขายังอยู่ แม้มันจะค่ำแล้ว แต่บริเวณนี้ก็ยังมีผู้คนเดินประปราย รถราวิ่งผ่านหน้าคุ้มไม่ขาดสาย ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลยสักนิด“ก็ตามใจ”เขาเอ่ยแล้วยักไหล่อีกครั้ง ร่างสูงเดินหันหลังห่างออกไป รศิยาจึงหันมาสนใจรถอีกครั้ง ตั้งหน้าตั้งตาสตาร์ทมันต่อไป มันเคยเป็น บางทีอาจจะเป็นหัวเทียนร
รศิยาขี่มอเตอร์ไซค์กลับไปยังคุ้มขุนแผนเพราะเมื่อค้นกระเป๋าเป้ ปรากฏว่าหาปากกาไฮไลต์ด้ามที่ซื้อใหม่ไม่เจอ ก็เพิ่งใช้ขีดไฮไลต์เนื้อหาในหนังสือตอนอ่านใต้ต้นไม้ไปหยกๆ รู้สึกหงุดหงิดตัวเองเหลือเกินที่สะเพร่าเก็บของไม่หมด คงเป็นเพราะมัวแต่คุยเล่นหัวกับธัศวรางค์เพลินไปหน่อยหญิงสาวขี่รถเข้ามาจอดตรงที่เขาให้จอด แล้วเดินไปยังที่ปูเสื่อนั่งอ่านหนังสือ ตรงจุดนี้ไม่มีใครมานั่ง มันเย็นมากแล้ว ผู้คนไปไหว้พระที่วัดพระมงคลบพิตรซึ่งอยู่ติดกันและนักท่องเที่ยวก็เดินซื้อของฝากกันก่อนกลับบ้าน รศิยาเดินดูจนทั่วก็ไม่เห็นมีอะไรตกอยู่“หาอะไร”เสียงห้าวที่ดังขึ้นทำให้หญิงสาวสะดุ้งตกใจ รีบหันขวับไปมอง ร่างสูงสมาร์ตของคนที่รศิยาไม่เคยคิดว่าจะเป็นเขาเดินมาหยุดตรงหน้า ดวงตาสีน้ำทะเลเห็นได้ชัดในระยะใกล้ รศิยาไม่เคยคุยและไม่เคยเห็นเขาในระยะใกล้แบบนี้มาก่อน ใบหน้าขาวทว่าคมเข้มอย่างที่รู้กันว่าหล่อจัด บนศีรษะมีแว่นกันแดดสวมอยู่ เขาสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินทับด้วยเสื้อหนังสีดำ กางเกงยีนส์สีซีด รองเท้าบู๊ทสั้นสไตล์ไบเกอร์ หญิงสาวแปลกใจที่เขามายืนอยู่ตรงหน้า... ภัศวัฒน์ ปาร์คเกอร์ หรือ พี่แพทของสาวๆ...“หาป
“ฮั่นแน่ คิดถึงพี่แพทล่ะสิ”เสียงแซวจากคนที่นั่งพิงหลังรศิยาดังขึ้น ใบหน้าใสแววตาทะเล้นหันมายักคิ้วแผล็บให้ ร่างเพรียวขยับมานั่งจ้องหน้าธัศวรางค์ยิ้มขำปนเอ็นดูให้กับเพื่อนสนิทที่คงแก่เรียน รศิยา รัตนพฤกษ์ หญิงสาวร่างบางระหง ผิวเหลืองนวลละเอียดอย่างผิวคนทางเหนือ ใบหน้าเรียวใสที่สวยน่ารักและมองไม่เบื่อ ผมยาวดำขลับ เจ้าตัวชอบมัดครึ่งหัวหรือไม่ก็ใส่ที่คาดผม แต่ถ้าขี่มอเตอร์ไซค์ก็จะรวบเป็นหางม้า“บ้าแล้ว คนไม่รู้จักกันทำไมจะต้องคิดถึงด้วย โดยเฉพาะคนนิสัยไม่ดี”รศิยาเอ่ย ที่ว่าเขานิสัยไม่ดีนั้น ไม่ใช่ว่าจะกล่าวหาเฉยๆ แต่เพราะมีเหตุการณ์สนับสนุนเมื่อฤดูฝนปีก่อน เขาขับรถชอปเปอร์คันเท่วิ่งผ่านหน้า โดยไม่ยอมชะลอ ทำให้น้ำที่ขังในแอ่งกระเซ็นมาโดนรศิยาที่ยืนรอจะข้ามถนนเส้นเล็กข้างหอพักอยู่ เขาเลี้ยวรถกลับมาดู“เป็นอะไรหรือเปล่า”เขาถาม ใบหน้าลูกครึ่งที่สาวๆ หลงใหลได้ปลื้มมีแว่นกันแดดสวมอยู่ รศิยาก้มมองดูกระโปรงนักศึกษาที่ถูกน้ำโคลน ก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขา แต่เดินหนี เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ขอรู้จักกับคนที่เป็นพวกกลุ่มแก๊งอย่างเด็ดขาดต่อมาก็บังเอิญเจอกลุ่มของเขาที่ตลาดโต้รุ่ง เขามีเรื่องกับพวกต่
“ข้าวโพดต้มมั้ยจ๊ะหนู”เสียงแม่ค้าหาบเร่ร้องถามดังขึ้น ทำให้ใบหน้าเรียวเล็กเงยขึ้นจากหนังสือที่กำลังอ่านอยู่อย่างมีสมาธิ หญิงสาวยิ้มให้นางอย่างมีมนุษยสัมพันธ์ดี“ยังไม่เอาค่ะป้า”เอ่ยตอบอย่างสุภาพ แม่ค้าพยักหน้าเข้าใจและยิ้มให้แล้วก็เดินผ่านไปเร่ขายให้กับคนที่นั่งเล่นในสวนสาธารณะแห่งนี้ ซึ่งก็มีอยู่ไม่น้อย ยามเย็นแสงแดดยังคงส่องสว่าง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า คุ้มขุนแผนรศิยาวางหนังสือลงบนเสื่อ มีหมอนเล็กใบหนึ่ง ปีสี่แล้วสินะ อีกไม่นานจะเรียนจบเสียที อยากกลับบ้านเต็มทน เวลานี้ที่บ้าน พ่อกับแม่ได้ปลูกกาแฟได้สี่ปีแล้ว เท่ากับอายุการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของเธอ รศิยาเห็นข้าวโพดก็ทำให้นึกถึงสมัยเป็นเด็กแดดร้อนระอุสาดแสงแรงกล้าอาบผิวดิน ร่างเล็กของเด็กชายและเด็กหญิงกำลังเดินตามร่องหลุมที่ถูกกระทุ้งด้วยเหล็กแหลมเพื่อหยอดเมล็ดข้าวโพดในไร่เชิงเขา ในมือถือถังพลาสติกเก่าที่เก็บไว้จากการเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน“เมื่อไหร่จะได้กลับบ้านจ๊ะแม่”เด็กหญิงวัยสิบปีเอ่ยถาม มองดูพี่ชายวัยสิบสองปีที่ทำหน้าขมวดเงยขึ้นมองตะวัน ใบหน้าพี่ขะมุกขะมอม แ







