Home / โรแมนติก / กรุ่นกลิ่นอาราบิก้า / บทที่ 1 วันวานแห่งวัยฝัน

Share

กรุ่นกลิ่นอาราบิก้า
กรุ่นกลิ่นอาราบิก้า
Author: เอลยา

บทที่ 1 วันวานแห่งวัยฝัน

last update publish date: 2026-09-22 13:20:34

<strong>“ข้าวโพดต้มมั้ยจ๊ะหนู”</strong>

เสียงแม่ค้าหาบเร่ร้องถามดังขึ้น ทำให้ใบหน้าเรียวเล็กเงยขึ้นจากหนังสือที่กำลังอ่านอยู่อย่างมีสมาธิ หญิงสาวยิ้มให้นางอย่างมีมนุษยสัมพันธ์ดี

“ยังไม่เอาค่ะป้า”

เอ่ยตอบอย่างสุภาพ แม่ค้าพยักหน้าเข้าใจและยิ้มให้แล้วก็เดินผ่านไปเร่ขายให้กับคนที่นั่งเล่นในสวนสาธารณะแห่งนี้ ซึ่งก็มีอยู่ไม่น้อย ยามเย็นแสงแดดยังคงส่องสว่าง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า คุ้มขุนแผน

รศิยาวางหนังสือลงบนเสื่อ มีหมอนเล็กใบหนึ่ง ปีสี่แล้วสินะ อีกไม่นานจะเรียนจบเสียที อยากกลับบ้านเต็มทน เวลานี้ที่บ้าน พ่อกับแม่ได้ปลูกกาแฟได้สี่ปีแล้ว เท่ากับอายุการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของเธอ รศิยาเห็นข้าวโพดก็ทำให้นึกถึงสมัยเป็นเด็ก

แดดร้อนระอุสาดแสงแรงกล้าอาบผิวดิน ร่างเล็กของเด็กชายและเด็กหญิงกำลังเดินตามร่องหลุมที่ถูกกระทุ้งด้วยเหล็กแหลมเพื่อหยอดเมล็ดข้าวโพดในไร่เชิงเขา ในมือถือถังพลาสติกเก่าที่เก็บไว้จากการเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน

“เมื่อไหร่จะได้กลับบ้านจ๊ะแม่”

เด็กหญิงวัยสิบปีเอ่ยถาม มองดูพี่ชายวัยสิบสองปีที่ทำหน้าขมวดเงยขึ้นมองตะวัน ใบหน้าพี่ขะมุกขะมอม แม่เงยหน้ามาจากแถวข้าวโพดอีกแถวแล้วยิ้มให้

“ก็... กลับตอนที่เม็ดข้าวโพดหมดก็แล้วกันนะลูก”

แม่ตอบ มองลูกด้วยสายตาสงสารแต่ก็แข็งใจก้มหน้าไปหยอดเมล็ดพันธุ์ต่อ ต้องปลูกให้ทันฝน รศิยาจำได้ว่าพี่ชายตัวดำจอมหัวใสของเธอได้ยินก็รีบกำเมล็ดข้าวโพดใส่หลุมทีละกำใหญ่ เพื่อที่จะให้มันหมดไวๆ นั่นเป็นเรื่องเล่าประจำครอบครัวที่พูดถึงทีไรก็ทำให้ต้องยิ้มหัวเราะกันเสียทุกทีไป

สมัยนั้น ที่ดินตีนเขาผืนนี้ปลูกพืชได้ไม่กี่ชนิดเพราะดินมันแห้งแข็งมาก อยู่ไกลจากบ้านประมาณสองกิโลเมตร ต้องเดินตามทางดินแข็งที่ชาวบ้านใช้เทียวมานานหลายชั่วอายุคน สองข้างทางเป็นไร่นาและป่าโปร่ง

รศิยาจำได้ว่าชอบเดินเล่นยามเย็นกับพี่และผองเพื่อน เพราะมันมีผลไม้ป่าชนิดหนึ่งขึ้นเต็มสองข้างทาง เป็นพุ่มมีหนาม ลูกเล็กถ้าสุกจัดจะมีสีดำ หวานอร่อยมาก แต่รศิยาไม่รู้ชื่อจริงของมันจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ คิดว่าเวลานี้คงจะไม่เหลือแล้ว

เมื่อหลายปีก่อน ทางหน่วยงานภาครัฐได้มีการให้ประชาชนท้องถิ่นนั้นทดลองปลูกกาแฟ เพื่อจะส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจในอนาคต ทางดินที่เคยใช้ก็ได้ถูกแทนที่ด้วยถนนคอนกรีตเข้าไปถึงไร่กาแฟของครอบครัวรศิยา เห็นว่าดินในแถบนี้เป็นดินภูเขาไฟ สามารถปลูกกาแฟพันธุ์ดีได้ มีเจ้าหน้าที่ด้านการเกษตรเข้าไปให้ความรู้ บวกความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้มีการปรับปรุงดินจนสามารถปลูกพืชผลได้ดี ผืนดินที่เคยแห้งแข็งของพ่อกับแม่จึงกลับมามีความสมบูรณ์ สามารถปลูกกาแฟตามคำแนะนำได้

“เฮ้ย เหม่อเชียว คิดถึงใครอยู่จ๊ะหญิงแฟง”

เสียงสดใสทักดังขึ้น ทำให้รศิยาหันไปมอง ร่างเพรียวของธัศวรางค์ เพื่อนรักเดินถือแก้วกาแฟเย็นมาสองแก้ว ยื่นให้รศิยาแก้วหนึ่ง

“ตัวหายไปไหนมาตั้งนาน”

รศิยาเอ่ยถามพลางดูดกาแฟเย็นรสหวานเจี๊ยบแก้กระหาย

“อ้าว ฟังถามเข้า ก็ไปซื้อกาแฟอร่อยๆ ให้คุณแฟงไงคะ พอดีไปเจอพวกพี่แพทน่ะ เลยอยู่คุยแป๊บหนึ่ง”

ธัศวรางค์ตอบ หย่อนตัวลงนั่งหันหลังพิงกับหลังของรศิยา เอื้อมมือไปหยิบหนังสือนิยายที่ตัวเองวางทิ้งไว้ขึ้นมาอ่านต่อ

“มาอ่านหนังสือสอบนะ ไม่ใช่อ่านนิยาย”

รศิยาเอ่ยเตือนเพื่อน พรุ่งนี้เป็นการสอบปลายภาควันแรก รศิยาเรียนคณะมนุษยศาสตร์ วิชาเอกภาษาอังกฤษที่สถาบันแห่งนี้ เช่นเดียวกับธัศวรางค์

“เอาน่า เราแบ่งสมองได้ รับรองสอบผ่าน พ่อบอกเอาแค่จบก็พอ” ธัศวรางค์ตอบเสียงเริงร่า อย่างคนที่ไม่ซีเรียสกับชีวิต ก็เพราะเธอเป็นลูกสาวคนเล็กของครอบครัวที่มีอันจะกินในจังหวัดนี้ จึงไม่มีความกดดันอะไร

“การที่จะสอบให้ผ่านมันก็ต้องอ่านหนังสือบ้างนะไม่ใช่ไม่แตะเลยแบบนี้ อีกอย่าง อย่าไปยุ่งกับพวกคนไม่ดีให้มากนัก”

รศิยาเอ่ยเตือนเพื่อน

“ใคร พี่แพทน่ะเหรอ”

“พวกแก๊งอะไรนั่นแหละ” รศิยาตอบ

“ฮั่นแน่ ไหนว่าไม่สนใจไงจ๊ะ เออ พี่แพทยังถามด้วยว่าธัศมากับใคร แหม ก็รู้อยู่แล้วว่าเราต้องมากับแฟง แต่ก็ยังถาม อิอิ”

ธัศวรางค์หัวเราะทำเสียงมีเลศนัย รศิยาไม่สนใจ ก้มอ่านหนังสือต่อ

<strong>ภัศวัฒน์ ปาร์คเกอร์</strong> ชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-อังกฤษ วัย 24 ปี อายุเท่ากับรัศยศ พี่ชายของรศิยาซึ่งเรียนจบแล้ว แต่ภัศวัฒน์ยังคงอยู่ปีสี่ เขาเป็นหนุ่มไฮโซสุดป๊อปปูล่าในมหาวิทยาลัย เรียนบริหารธุรกิจ เขามีกลุ่มแก๊งที่มักรวมตัวกันนั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนข้างตึกเรียน พวกนักศึกษาสาวที่เรียบร้อยจะไม่ค่อยกล้าเดินผ่าน ถ้าเดินจะต้องเป็นกลุ่ม แต่ก็มีสาวๆ ใจกล้าหลายคน ที่ต้องการเป็นจุดสนใจ ก็มักจะมาเดินผ่านแถวนั้นบ่อยๆ แม้ไม่ได้เรียนคณะนี้ก็ตาม

รศิยาไม่ได้สนใจอะไรกับคนพวกนี้ หญิงสาวตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเดียว รศิยาคิดว่าพวกที่ชอบตั้งกลุ่มแก๊งนี้เป็นพวกไร้สาระและส่วนใหญ่มักจะก่อความเดือดร้อนให้คนอื่นด้วย วันก่อนได้ข่าวว่าแก๊งของภัศวัฒน์มีเรื่องกับพวกแก๊งอื่นในดิสโกเธคแห่งหนึ่ง

ธัศวรางค์เคยเล่าให้ฟังว่า เขาเกิดและโตที่อังกฤษ เพิ่งถูกเรียกตัวให้กลับเมืองไทยตอนอยู่มัธยมปลายเพราะมีเรื่องร้ายแรง แม่ของเขาถึงกับเรียกตัวกลับมาอยู่ในสายตา

ทีแรกเขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนค่าเทอมแพงหูฉี่ที่ในกรุงเทพฯ ตามประสาลูกคนมีเงิน แต่ต่อมาก็ได้ย้ายมาเรียนที่นี่ตอนอยู่ปีสอง เห็นว่ามีเรื่องจนต้องออก ฟังจากประวัติแล้ว ภัศวัฒน์คนนี้น่าจะเป็นลูกคนมีเงินที่ทำตัวเสเพลเกเรเกตุงและไม่เอาถ่านเอาแก๊ซอะไรประมาณนั้น

“ไม่ได้สนใจ แต่ใครๆ ที่ไม่ได้หูหนวกตาบอดจนเกินไปนัก ก็ต้องได้ยินเรื่องราววีรกรรมของแก๊งนี้ดี ทำไมธัศต้องไปสุงสิงกะเขาด้วย”

“ไม่ได้สุงสิง แต่ครอบครัวเรารู้จักกัน เขาถือเป็นพี่ก็เท่านั้นเอง จริงๆ พี่แพทเขาก็นิสัยโอเคนะ แฟงต้องคุยกับเขาถึงจะรู้ว่าเขาเป็นยังไง”

ธัศวรางค์พูด รศิยาส่ายหัวจนผมหางม้าแกว่งไสว

“ไม่ล่ะ ขอบคุณ แฟงขออยู่เงียบๆ ในมุมสงบอย่างนี้จนกว่าจะเรียนจบดีกว่า เราไม่ใช่คนในแวดวงสังคมเดียวกัน คุยกันไม่รู้เรื่องหรอก แฟงไม่ชอบเสียเวลากับปริมาณคนในชีวิต เน้นคุณภาพมากกว่า”

รศิยาเอ่ย นึกถึงสังคมบ้านนอกที่จังหวัดภาคเหนือ หมู่บ้านใกล้ป่าเขา มีต้นไม้สีเขียวชะอุ่ม รศิยาคิดถึงครอบครัวอย่างที่สุด การได้มาศึกษาเล่าเรียนอยู่ไกลบ้าน ต้องนั่งรถไฟตั้งหลายชั่วโมงแบบนี้ ทำให้ตระหนักรู้ซึ้งถึงคุณค่าของสิ่งที่เคยคุ้น หมู่บ้านที่เคยรู้สึกเบื่อมัน แต่เวลานี้ได้มาอยู่เมืองที่ใกล้กรุงเทพฯ มาก รถราเยอะแยะมากมาย มีความเจริญทุกทาง แต่รศิยาไม่ชอบเลย นี่แหละที่เขาว่า บางครั้งนั้นคนเราจะต้องสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ไปก่อน จึงจะตระหนักรู้คุณค่าของมัน

รศิยารู้แล้วว่าตัวเองโชคดีมาตลอดชีวิตเรื่องสิ่งแวดล้อม แม้ว่าฐานะไม่ร่ำรวยอะไร แต่ครอบครัวของเธออบอุ่น มีครบพ่อแม่และลูกๆ พี่ชายตัวดำของรศิยา เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ได้สองปีแล้ว รัศยศ เป็นพี่ชายที่น่ารักนิสัยดี คนที่เคยตัวผอม เวลานี้กลายเป็นชายหนุ่มร่างสูง หน้าคมสัน ผิวคล้ำ สิ่งที่ขาวบนใบหน้า นอกจากตาขาวแล้วก็เห็นจะเป็นฟันที่ขาวตัดกับสีผิวนั่นแหละ รศิยาคุยกับพี่ชายทางโทรศัพท์เสมอ รวมถึงโทรหาพ่อกับแม่ไม่เคยขาด

พ่อกับแม่ยังคงแข็งแรง ไร่กาแฟประมาณสิบไร่ทำให้ท่านทั้งสองค่อนข้างยุ่ง พ่อกับแม่ของรศิยาอายุสี่สิบแปดปีเท่ากัน เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน เรื่องราวความรักของท่านนั้นรศิยาได้ฟังท่านเล่ายามอารมณ์ดี ก็รู้สึกว่ามันโรแมนติกไม่น้อย โดยเฉพาะเวลามาฟังตอนที่โตเป็นสาวแล้วแบบนี้ รศิยามักชอบนอนหนุนตักแม่ที่ชานเรือนแล้วอ้อนให้ท่านเล่าให้ฟังถึงพ่อตอนที่โตมาด้วยกัน แม่ก็จะถือโอกาสนินทาพ่อได้อย่างสบายใจ หญิงสาวยิ้มออกมากับภาพแห่งความสุขนั้น

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • กรุ่นกลิ่นอาราบิก้า    บทที่ 4 คนละเส้นทาง

    “ลงไป จะสตาร์ทให้”เขาเอ่ย รศิยายังไม่ยอมหยุด เพราะไม่ต้องการเป็นหนี้บุญคุณใคร โดยเฉพาะคนคนนี้“ไม่เป็นไร ขอบคุณ”เอ่ยแล้วก็สตาร์ทรถต่อ ภัศวัฒน์ยักไหล่ ล้วงกระเป๋ามองดู รอว่าเจ้าหล่อนจะหมดแรงตอนไหน ไม่คิดว่าคนที่เขาเห็นตลอดเวลาสามปีที่เรียนที่สถาบันเดียวกัน คณะเดียวกันจะดื้อเงียบและรั้นเป็น ท่าทางเป็นเด็กเรียนและไม่สุงสิงกับใครทั้งนั้น น่าจะหัวอ่อนและกลัว แต่เมื่อมาเห็นในระยะใกล้ภัศวัฒน์รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนมีธาตุแข็งแกร่งอยู่ภายใน แต่ยังไงก็เป็นผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับเขา“เหนื่อยหรือยัง ถ้าเหนื่อยก็ลงไป อยากจะอยู่ที่นี่ทั้งคืนหรือไง”ชายหนุ่มเอ่ยหลังจากที่ปล่อยให้คนดื้อสตาร์ทรถอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ห้านาที“ถ้าไม่ติดก็ไปรถตุ๊กตุ๊กได้ ไม่เห็นยากอะไร”รศิยาหันมาพูดกับเขาเสียงห่างเหิน ไม่รู้ว่าทำไมเขายังอยู่ แม้มันจะค่ำแล้ว แต่บริเวณนี้ก็ยังมีผู้คนเดินประปราย รถราวิ่งผ่านหน้าคุ้มไม่ขาดสาย ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลยสักนิด“ก็ตามใจ”เขาเอ่ยแล้วยักไหล่อีกครั้ง ร่างสูงเดินหันหลังห่างออกไป รศิยาจึงหันมาสนใจรถอีกครั้ง ตั้งหน้าตั้งตาสตาร์ทมันต่อไป มันเคยเป็น บางทีอาจจะเป็นหัวเทียนร

  • กรุ่นกลิ่นอาราบิก้า    บทที่ 3 คนละเส้นทาง

    ​รศิยาขี่มอเตอร์ไซค์กลับไปยังคุ้มขุนแผนเพราะเมื่อค้นกระเป๋าเป้ ปรากฏว่าหาปากกาไฮไลต์ด้ามที่ซื้อใหม่ไม่เจอ ก็เพิ่งใช้ขีดไฮไลต์เนื้อหาในหนังสือตอนอ่านใต้ต้นไม้ไปหยกๆ รู้สึกหงุดหงิดตัวเองเหลือเกินที่สะเพร่าเก็บของไม่หมด คงเป็นเพราะมัวแต่คุยเล่นหัวกับธัศวรางค์เพลินไปหน่อยหญิงสาวขี่รถเข้ามาจอดตรงที่เขาให้จอด แล้วเดินไปยังที่ปูเสื่อนั่งอ่านหนังสือ ตรงจุดนี้ไม่มีใครมานั่ง มันเย็นมากแล้ว ผู้คนไปไหว้พระที่วัดพระมงคลบพิตรซึ่งอยู่ติดกันและนักท่องเที่ยวก็เดินซื้อของฝากกันก่อนกลับบ้าน รศิยาเดินดูจนทั่วก็ไม่เห็นมีอะไรตกอยู่“หาอะไร”เสียงห้าวที่ดังขึ้นทำให้หญิงสาวสะดุ้งตกใจ รีบหันขวับไปมอง ร่างสูงสมาร์ตของคนที่รศิยาไม่เคยคิดว่าจะเป็นเขาเดินมาหยุดตรงหน้า ดวงตาสีน้ำทะเลเห็นได้ชัดในระยะใกล้ รศิยาไม่เคยคุยและไม่เคยเห็นเขาในระยะใกล้แบบนี้มาก่อน ใบหน้าขาวทว่าคมเข้มอย่างที่รู้กันว่าหล่อจัด บนศีรษะมีแว่นกันแดดสวมอยู่ เขาสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินทับด้วยเสื้อหนังสีดำ กางเกงยีนส์สีซีด รองเท้าบู๊ทสั้นสไตล์ไบเกอร์ หญิงสาวแปลกใจที่เขามายืนอยู่ตรงหน้า... ภัศวัฒน์ ปาร์คเกอร์ หรือ พี่แพทของสาวๆ...“หาป

  • กรุ่นกลิ่นอาราบิก้า    บทที่ 2 วันวานแห่งวัยฝัน

    “ฮั่นแน่ คิดถึงพี่แพทล่ะสิ”เสียงแซวจากคนที่นั่งพิงหลังรศิยาดังขึ้น ใบหน้าใสแววตาทะเล้นหันมายักคิ้วแผล็บให้ ร่างเพรียวขยับมานั่งจ้องหน้าธัศวรางค์ยิ้มขำปนเอ็นดูให้กับเพื่อนสนิทที่คงแก่เรียน รศิยา รัตนพฤกษ์ หญิงสาวร่างบางระหง ผิวเหลืองนวลละเอียดอย่างผิวคนทางเหนือ ใบหน้าเรียวใสที่สวยน่ารักและมองไม่เบื่อ ผมยาวดำขลับ เจ้าตัวชอบมัดครึ่งหัวหรือไม่ก็ใส่ที่คาดผม แต่ถ้าขี่มอเตอร์ไซค์ก็จะรวบเป็นหางม้า“บ้าแล้ว คนไม่รู้จักกันทำไมจะต้องคิดถึงด้วย โดยเฉพาะคนนิสัยไม่ดี”รศิยาเอ่ย ที่ว่าเขานิสัยไม่ดีนั้น ไม่ใช่ว่าจะกล่าวหาเฉยๆ แต่เพราะมีเหตุการณ์สนับสนุนเมื่อฤดูฝนปีก่อน เขาขับรถชอปเปอร์คันเท่วิ่งผ่านหน้า โดยไม่ยอมชะลอ ทำให้น้ำที่ขังในแอ่งกระเซ็นมาโดนรศิยาที่ยืนรอจะข้ามถนนเส้นเล็กข้างหอพักอยู่ เขาเลี้ยวรถกลับมาดู“เป็นอะไรหรือเปล่า”เขาถาม ใบหน้าลูกครึ่งที่สาวๆ หลงใหลได้ปลื้มมีแว่นกันแดดสวมอยู่ รศิยาก้มมองดูกระโปรงนักศึกษาที่ถูกน้ำโคลน ก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขา แต่เดินหนี เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ขอรู้จักกับคนที่เป็นพวกกลุ่มแก๊งอย่างเด็ดขาดต่อมาก็บังเอิญเจอกลุ่มของเขาที่ตลาดโต้รุ่ง เขามีเรื่องกับพวกต่

  • กรุ่นกลิ่นอาราบิก้า    บทที่ 1 วันวานแห่งวัยฝัน

    “ข้าวโพดต้มมั้ยจ๊ะหนู”เสียงแม่ค้าหาบเร่ร้องถามดังขึ้น ทำให้ใบหน้าเรียวเล็กเงยขึ้นจากหนังสือที่กำลังอ่านอยู่อย่างมีสมาธิ หญิงสาวยิ้มให้นางอย่างมีมนุษยสัมพันธ์ดี“ยังไม่เอาค่ะป้า”เอ่ยตอบอย่างสุภาพ แม่ค้าพยักหน้าเข้าใจและยิ้มให้แล้วก็เดินผ่านไปเร่ขายให้กับคนที่นั่งเล่นในสวนสาธารณะแห่งนี้ ซึ่งก็มีอยู่ไม่น้อย ยามเย็นแสงแดดยังคงส่องสว่าง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า คุ้มขุนแผนรศิยาวางหนังสือลงบนเสื่อ มีหมอนเล็กใบหนึ่ง ปีสี่แล้วสินะ อีกไม่นานจะเรียนจบเสียที อยากกลับบ้านเต็มทน เวลานี้ที่บ้าน พ่อกับแม่ได้ปลูกกาแฟได้สี่ปีแล้ว เท่ากับอายุการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของเธอ รศิยาเห็นข้าวโพดก็ทำให้นึกถึงสมัยเป็นเด็กแดดร้อนระอุสาดแสงแรงกล้าอาบผิวดิน ร่างเล็กของเด็กชายและเด็กหญิงกำลังเดินตามร่องหลุมที่ถูกกระทุ้งด้วยเหล็กแหลมเพื่อหยอดเมล็ดข้าวโพดในไร่เชิงเขา ในมือถือถังพลาสติกเก่าที่เก็บไว้จากการเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน“เมื่อไหร่จะได้กลับบ้านจ๊ะแม่”เด็กหญิงวัยสิบปีเอ่ยถาม มองดูพี่ชายวัยสิบสองปีที่ทำหน้าขมวดเงยขึ้นมองตะวัน ใบหน้าพี่ขะมุกขะมอม แ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status