Share

บทที่ 1 ตอนที่ 2/4

last update Dernière mise à jour: 2026-01-23 09:01:49

เซี่ยอวิ๋นหลับตาลงครึ่งหนึ่ง เขาสัมผัสได้ว่าท่วงทำนองที่กำลังลูบไล้ไปตามผิวเนื้อของเขาจนขนกายลุกชัน ความร้อนรุ่มสายหนึ่งก่อตัวขึ้นที่กึ่งกลางลำตัว ความอึดอัดภายใต้ชุดไหมสีครามเริ่มทวีความรุนแรง ทุกครั้งที่ฮวาหลิงเน้นน้ำหนักนิ้วลงบนสายพิณหนักๆ มันทำให้เขารู้สึกราวกับว่านางกำลังบีบเค้นความรู้สึกส่วนลึกของเขา

“อึก...” เซี่ยอวิ๋นลอบกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปว่า หากปลายนิ้วเหล่านั้นมิได้กรีดกรายอยู่บนสายพิณ แต่กำลังหยอกล้ออยู่บนร่างกายของเขา... ความรัญจวนนั้นจะยอดเยี่ยมเพียงใด

ฮวาหลิงขยับกายเล็กน้อยตามจังหวะเพลงที่เริ่มเร่งเร้า ทรวงอกอวบอิ่มของนางสะท้อนขึ้นลงเบาๆ ตามแรงขยับ ยามที่นางโน้มกายลงเพื่อกดสายพิณให้เกิดเสียงโหยหวน อาภรณ์ผ้าโปร่งสีม่วงก็เลื่อนหลุดจากบ่า เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียนละเอียดประดุจน้ำนม

สายตาของนางยังคงจดจ่ออยู่กับพิณ ทว่ามุมปากกลับหยักยิ้มพรายเลือนราง นางรู้ดีว่าบทเพลงของนางกำลังแผดเผาบุรุษเบื้องหน้าให้มอดไหม้อย่างไร

จังหวะดนตรีเปลี่ยนเป็นดุดันราวกับพายุฝนกระหน่ำซัดกลีบผกา ลมหายใจของเซี่ยอวิ๋นเริ่มติดขัด ภาพหลอนเริ่มเข้าจู่โจมมโนสำนึก... ภาพของฮวาหลิงที่มิได้นั่งอยู่บนแท่นบรรเลง แต่กำลังคร่อมทับอยู่บนร่างของเขา เสียงพิณแว่วเป็นเสียงครางรัญจวนที่เรียกชื่อเขาซ้ำๆ

“ใต้เท้า... ใต้เท้าเซี่ย...”

เขาเป็นขุนนางที่มีระเบียบและเย็นชามาตลอดชีวิต ทว่าสตรีผู้นี้กลับใช้เพียงเสียงดนตรีทำลายกำแพงที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างง่ายดาย

“พอแล้ว...” เขากระซิบเสียงพร่าในลำคอ ทว่าร่างกายกลับแข็งค้างราวกับถูกมนต์สะกด

ท่วงทำนองสุดท้ายถูกบรรเลงออกมาด้วยการสะบัดนิ้วอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นสะเทือนไปทั่วหอระเริงวสันต์ ฮวาหลิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามไรผมและซอกคอขาวเนียนจากการใช้แรงบรรเลง นางหอบหายใจแผ่วจนปทุมถันกระเพื่อมไหว... เป็นจังหวะที่ยั่วยวนที่สุดในสายตาของขุนนางหนุ่ม

เสียงปรบมือดังสนั่นทันทีที่ทุกคนดึงสติกลับมาได้ ขุนนางเฒ่าหลายคนถึงกับทำจอกสุราหลุดมือด้วยความเคลิบเคลิ้ม นางก้าวลงจากแท่นบรรเลงอย่างแช่มช้า ชายผ้าไหมสะบัดพริ้วตามการเยื้องกราย บรรดาเศรษฐีผู้มั่งคั่งต่างขยับตัว เตรียมจะรุมล้อมเพื่อเสนอทรัพย์สินเงินทองแลกกับการได้ร่วมโต๊ะกับนางในคืนนี้

ทว่า... รัศมีอำนาจที่แผ่ออกมาจากโต๊ะของเซี่ยอวิ๋นกลับเย็นเยียบจนหลายคนต้องชะงักฝีเท้า

ฮวาหลิงเดินตรงมายังกลุ่มขุนนางชั้นสูง นางย่อกายคารวะด้วยกิริยาอ่อนช้อยจนแทบจะเห็นยอดปทุมถันขาวเนียนรำไรจากขอบเสื้อที่กว้างลึก

“บทเพลงของแม่นางฮวาหลิง... ช่างทำร้ายจิตใจผู้ฟังยิ่งนัก เล่นเอาพวกข้าแทบจะคลั่งตายเพราะความรัญจวน” ขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยชมอย่างเสียไม่ได้

“เป็นเพียงการแสดงเล็กน้อยเพื่อต้อนรับวสันตฤดูเท่านั้นเจ้าค่ะ ใต้เท้าทุกท่านโปรดอย่าได้ถือสาความโศกศัลย์ในทำนองเพลงเลย”

นางเริ่มเคลื่อนกายผ่านโต๊ะของเซี่ยอวิ๋นไปอย่างจงใจ คล้ายจะเมินเฉยต่อสายตาที่กำลังแผดเผานางอยู่

หมับ!

มือหนาของเซี่ยอวิ๋นเอื้อมออกไปคว้าข้อมือเล็กบางของนางไว้มั่น ฮวาหลิงชะงัก นางค่อยๆ หันใบหน้ากลับมามองเขา ดวงตาคมซึ้งคู่นั้นดูไม่ตกใจแม้แต่น้อย

“ใต้เท้าเซี่ย... มีสิ่งใดจะสั่งสอนผู้น้อยหรือเจ้าคะ?”

เซี่ยอวิ๋นใช้มืออีกข้างยกจอกสุราขึ้นจ่อที่ริมฝีปากอวบอิ่มของนาง

“สุราจอกนี้... ข้าอยากให้แม่นางเป็นผู้ชิมให้ข้าก่อน”

ฮวาหลิงจ้องกลับอย่างไม่เกรงกลัว นางใช้ปลายนิ้วเรียวสวยแตะลงบนหลังมือของเขาแผ่วเบา ริมฝีปากสีชาดทาบลงบนขอบจอกสุราที่เขาถืออยู่ นางจิบสุรานั้นช้าๆ โดยที่สายตายังคงเกี่ยวกระหวัดอยู่กับใบหน้าของเขา

หยดสุราสีใสไหลซึมตามมุมปาก เลื่อนผ่านคางมนและหยดลงบนร่องอกขาวผ่อง เซี่ยอวิ๋นลอบกลืนน้ำลาย ภาพที่นางลิ้มรสสุราจากมือของเขาช่างดูหิวโหยและยั่วยวนจนเขาแทบสิ้นสติ

“สุราของใต้เท้า... ร้อนแรงนักเจ้าค่ะ” ฮวาหลิงถอนริมฝีปากออกพร้อมกับใช้ปลายลิ้นสีชมพูเลียคราบสุราที่ติดอยู่ที่มุมปากอย่างเชื่องช้า “ร้อนจนข้าน้อยแทบจะสำลักความปรารถนาของท่าน”

“หากเจ้ารู้ว่าข้าปรารถนาสิ่งใด... เจ้าจะยังกล้ายืนอยู่ตรงนี้หรือไม่” เขาถามพร้อมกับกระชับข้อมือของนางแน่นขึ้น

ฮวาหลิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ในหอชิงโหลวแห่งนี้ ไม่มีสิ่งใดที่ฮวาหลิงไม่กล้าเผชิญ... โดยเฉพาะ ‘ไฟ’ ที่มาจากบัณฑิตผู้เคร่งครัดเช่นท่าน”

เซี่ยอวิ๋นปล่อยข้อมือของนาง แล้วค่อยๆ ลูบไล้จากต้นแขนขึ้นไปจนถึงหัวไหล่เนียน สัมผัสของผ้าไหมพริ้วไหวที่กั้นกลางระหว่างผิวเนื้อยิ่งทำให้จินตนาการของเขาเตลิดไปไกล

“คืนนี้... ห้องหอนพรัตน์จะเปิดต้อนรับข้าหรือไม่?” เขาถามตรงๆ โดยไม่แยแสต่อสายตาใครทั้งสิ้น

ฮวาหลิงเอียงคอเล็กน้อย ปิ่นหยกบนศีรษะแกว่งไกวส่งเสียงกระทบกันแผ่วเบา “นั่นย่อมขึ้นอยู่กับว่า... ใต้เท้ามี ‘บทกวี’ ที่ดีพอจะทำให้บุปผาดอกนี้ยอมเบ่งบานให้ท่านเห็นเพียงผู้เดียวหรือไม่”

นางทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะย่อกายลาและเดินจากไป

“บทกวีอย่างนั้นหรือ... ข้าจะเขียนมันลงบนผิวของเจ้า... ด้วยริมฝีปากของข้าเอง”

เซี่ยอวิ๋นสาวเท้าตามหลังผู้ดูแลหอชิงโหลวที่ยิ้มกริ่มจนหน้าบาน ขุนนางหนุ่มวางสินจ้างเป็นทองคำแท่งบนโต๊ะโดยไม่แม้แต่จะปรายตาดู มูลค่ามหาศาลนั้นมากพอจะซื้อคฤหาสน์หรูหราพร้อมที่ดินได้ทั้งหลัง ทว่านั่นหาได้มีความหมายไม่ เมื่อเทียบกับสิทธิ์ในการครอบครองความสันโดษของฮวาหลิงในราตรีนี้

ยิ่งเยื้องกรายลึกเข้าไป กลิ่นหอมกำยานสายหนึ่งที่เขาเคยสัมผัสจากตัวนางก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าบานประตูไม้กฤษณาที่สลักป้ายหยกด้วยอักษรทองนามว่า ‘นพรัตน์’

“เชิญเจ้าค่ะใต้เท้า... แม่นางฮวาหลิงรอท่านอยู่ด้านในแล้ว” ผู้ดูแลหอเอ่ยเสียงนอบน้อมก่อนจะถอยฉากออกไปอย่างรู้ความ

เซี่ยอวิ๋นผลักประตูเข้าไป ห้องหอนพรัตน์มิได้ตกแต่งด้วยสีแดงฉูดฉาดหรืออบอวลด้วยกลิ่นแป้งราคาถูกดั่งห้องคณิกาทั่วไป ทว่ากลับวิจิตรบรรจงด้วยรสนิยมของบัณฑิตผู้สูงศักดิ์ ผนังห้องประดับภาพวาดทิวทัศน์ขุนเขาและลำธารด้วยฝีแปรงสุขุม บนโต๊ะไม้จันทน์มีตำราและเครื่องเขียนจัดวางเป็นระเบียบ มุมห้องมีกระถางกำยานทองเหลืองลายมังกรพ่นควันจางๆ ออกมาเป็นสายสลับซับซ้อน ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตาเขาที่สุดคือ ร่างอรชรที่ประทับอยู่หลังม่านมุกโปร่งแสง

ฮวาหลิงในยามนี้ปลดอาภรณ์ตัวนอกออก เหลือเพียงเอี๊ยมไหมสีชมพูอ่อนและผ้าคลุมไหล่สีขาวบางเบาที่มิอาจปกปิดนวลเนื้อขาวผ่องได้มิดชิด นางกำลังนั่งจุดเทียนหอมเพิ่ม

“ท่านมาเร็วกว่าที่ข้าน้อยคิดนะเจ้าคะ ใต้เท้าเซี่ย”

เขาก้าวเข้าไปในห้องช้าๆ แสงเทียนวับแวมสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของนาง ขนตายาวงอนทอเงาลงบนแก้มใส ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อเม้มเข้าหากันเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ เซี่ยอวิ๋นหยุดยืนอยู่เบื้องหลังนางในระยะที่ลมหายใจรดกัน

“ห้องของเจ้า... ดูไม่เหมือนห้องนางคณิกา” เขาเอ่ยเสียงต่ำ พลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่ลำคอระหง

“นางคณิกาก็เป็นคนเจ้าค่ะ... มีความชอบ มีรสนิยม และมีความลับ” ฮวาหลิงวางกรรไกรลงแล้วลุกขึ้นยืนช้าๆ

“แล้วความลับของเจ้าคืออะไร? การล่อลวงขุนนางด้วยบทเพลงโศก หรือการใช้ห้องนี้เป็นกับดักขังวิญญาณคนบาป?”

“ความลับของข้าน้อย... มีเพียงผู้ที่ยอมจ่ายราคาแพงมากพอเท่านั้นที่จะได้รู้เจ้าค่ะ”

นางขยับเข้าหาจนปทุมถันนุ่มหยุ่นเบียดชิดกับอกเสื้อของเขา แสงเทียนจากเบื้องหลังทำให้อาภรณ์ผ้าไหมดูโปร่งแสงจนเห็นรอยโค้งเว้าของสะโพกและเรียวขาเพรียวบางได้รางๆ ผิวของนางยามต้องแสงเทียนดูนวลเนียนประดุจหยกสลัก จนเซี่ยอวิ๋นอยากจะบดขยี้มันด้วยฝ่ามือเสียเดี๋ยวนี้

เขาเอื้อมมือไปเชยคางของนางขึ้น “ราคาที่ข้าจ่ายคือทองคำ แต่สิ่งที่ข้าต้องการแลกคืน... คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าซ่อนไว้ภายใต้อาภรณ์เหล่านี้”

ฮวาหลิงปลดสายคาดเอวผ้าไหมของตนเองออกอย่างแช่มช้า สายตาจ้องมองเขาอย่างท้าทาย เซี่ยอวิ๋นมองภาพนั้นด้วยดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟปรารถนา ทว่าเขายังคงรักษาท่าทีของบัณฑิตผู้สูงศักดิ์ ก้าวเดินวนรอบกายอรชรช้าๆ ราวกับพยัคฆ์ที่กำลังชื่นชมเหยื่อก่อนจะลงมือขย้ำ

“แม่นางฮวาหลิง... เจ้ายั่วเย้าข้าด้วยบทเพลงพิณยังมิพอ ยังจะใช้เรือนร่างนี้ท้าทายศีลธรรมของข้าอีกหรือ?” เซี่ยอวิ๋นหยุดลงที่ด้านหลัง มือหนาเอื้อมไปเกลี่ยเส้นผมดำขลับที่ตกลงมาปรกแผ่นหลังเนียนให้พ้นทาง

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 6 ตอนที่ 2/3

    เซี่ยอวิ๋นในยามนี้ช่างมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ ความอ่อนโยนที่แผ่ออกมาเปรียบประดุจลำธารน้ำเย็นที่ไหลชโลมบาดแผลจากไฟป่า เขาดูเหมือนเทพบุตรที่ยอมก้าวลงมาในบ่อโคลนเพียงเพื่อฉุดรั้งนางไว้ เขาเชยคางมนของนางขึ้นช้าๆ ดวงตาฉ่ำน้ำของคณิกาสาวประสานเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูน ใบหน้าคมเข้มค่อยๆ โน้มลงมาหาจนสัมผัสถึงลมหายใจของกันและกันเซี่ยอวิ๋นประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากของนางอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่บุรุษคนหนึ่งจะกระทำได้ จุมพิตนี้ไร้ซึ่งการรุกราน ไร้ซึ่งอำนาจสั่งการ มีเพียงความละมุนละไมที่พยายามซึมซาบเข้าไปปลอบประโลมความบอบช้ำ เขาถอนริมฝีปากออกเพียงนิด แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยน้ำตาที่ข้างแก้มของนางอย่างทะนุถนอม“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน... หลิงเอ๋อร์”เสียงน้ำกระเพื่อมไหวรุนแรงขึ้นเมื่อเซี่ยอวิ๋นมิได้หยุดอยู่เพียงขอบสระ บุรุษผู้สูงศักดิ์ก้าวลงมาในน้ำทั้งที่ยังสวมชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มเต็มยศ ผ้าไหมปักลายเมฆามงคลที่มีน้ำหนักมหาศาลยามเปียกโชกกลับมิได้เป็นอุปสรรคต่อความมุ่งมั่นของเขาแม้แต่น้อย เขาสละสิ้นซึ่งมาดขุนนางผู้สุขุมเพื่อก้าวเข้ามาหาหญิงสาวที่เขาเทิดทูนเหนือสิ่งใดไอร้อนจากสระหยกโอบล้อมร

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 6 ตอนที่ 1/3

    ลำแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่าง ฮวาหลิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า นางพยายามจะขยับกายทว่าความเจ็บแปลบที่แล่นพล่านจากท้องน้อยลามไปถึงไขสันหลังกลับทำให้นางต้องนิ่วหน้าและครางแผ่วออกมาด้วยความระทมนางรู้สึกปวดร้าวประหนึ่งถูกขุนเขาบดทับ การเคลื่อนไหวแม้เพียงปลายนิ้วคือการตอกย้ำถึงความป่าเถื่อนที่เพิ่งผ่านพ้นไป ผิวพรรณของนางรู้สึกแห้งตึง อบอวลไปด้วยคราบไคลและคราบน้ำรักที่แห้งกรังติดกายเสี่ยวชุ่ย สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาพร้อมตะเกียงดวงเล็ก แสงไฟสลัวกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล นางวางถาดน้ำแกงบำรุงลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างแผ่วเบา"พี่ฮวาหลิง... ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ"สาวใช้ตัวน้อยหลบสายตาทันทีเมื่อเหลือบเห็นรอยช้ำสีกุหลาบเข้มที่ซอกคอและลาดไหล่ซึ่งโผล่พ้นสาบเสื้อ แววตาของนางเต็มไปด้วยความเวทนาและหวาดกลัว ฮวาหลิงเห็นเงาสะท้อนนั้นแล้วก็ได้แต่แค่นยิ้มในใจ สภาพของนางในยามนี้มิอาจเรียกได้ว่าเป็นสตรีผู้เลอโฉม ผิวกายของนางมิต่างจากหนังสัตว์ที่ถูกพยัคฆ์ร้ายขย้ำจนยับเยินไม่นานนัก แม่เล้าแห่งหอชิงโหลวก็ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งเช่นทุกวัน นางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ยังคงอ

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 5 ตอนที่ 3/3

    เจ้าเสวียนจินพ่นลมหายใจร้อนพร่าออกมาเมื่อความคับแน่นรุกรานเข้าสู่จุดที่ลึกที่สุดในโพรงปากของนาง ฮวาหลิงใช้จุดกระสันภายในดูดดึงมังกรยักษ์อย่างเป็นจังหวะถี่รัว สลับกับการใช้นิ้วเรียวคลึงวนที่ฐานอย่างรู้หน้าที่ ความชำนาญของนางทำให้ฮ่องเต้หนุ่มผู้เคยผ่านสตรีนับร้อยถึงกับต้องใช้มือแกร่งค้ำขอบโต๊ะไว้มั่น มัดกล้ามเนื้อตามท่อนแขนและลำคอเกร็งเขม็งจนเส้นเลือดปูดโปน"รสชาติของพระองค์... ช่างดุดันและดียิ่งนักเพคะ" นางผละริมฝีปากออกมาเพียงครู่เพื่อกระซิบด้วยเสียงที่พร่าระรวย หยาดน้ำหวานใสไหลย้อยจากมุมปากดูเย้ายวนใจเกินพรรณนา"หม่อมฉันอยากจะกลืนกินพระองค์ไว้ทั้งหมด... มิให้เหลือแม้เพียงหยดเดียว"แสงเทียนสลัวภายในห้องบรรทมส่องกระทบร่างเปลือยเปล่า ที่คุกเข่าหมอบราบอยู่แทบเท้าโอรสสวรรค์ เส้นผมสลวยที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตบัดนี้ยุ่งเหยิงปรกใบหน้าและลาดไหล่เนียน ทว่าความกระเซอะกระเซิงนั้นกลับขับเน้นให้นางดูงดงามปานเทพธิดาจำแลงที่กำลังทำเรื่องหยาบโลนที่สุดเพื่อปรนเปรอพระเจ้าในดวงใจ"นางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์... คณิกาเช่นเจ้าทำไมถึงได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้"เจ้าเสวียนจินสบถคำหยาบออกมาด้วยความเสียวซ่านที่พุ่งทะยานเ

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 5 ตอนที่ 2/3

    เจ้าเสวียนจินคำรามกึกก้อง พระองค์ทรงกระชากสาบเสื้อของฮวาหลิงออกจนพ้นไหล่นวลอย่างมิใยดี ก่อนจะบีบปลายคางนางให้แหงนเงยจนลำคอระหงตึงเครียดเพื่อเพ่งมองรอยหมึกนั้นให้ชัด แววตาของมังกรคลั่งวาวโรจน์ไปด้วยความพิโรธ"อึก... ฝ่าบาท... หม่อมฉัน..."นางยังมิทันได้เอ่ยคำแก้ตัว เจ้าเสวียนจินก็ทรงฝังใบหน้าลงบนรอยหมึกนั้นอย่างป่าเถื่อน พระองค์ทรงใช้ริมฝีปากและไรฟันคมบดเค้น ดูดดึงผิวเนื้อขาวนวลอย่างรุนแรงประหนึ่งจะกระชากเอาสีหมึกนั้นออกไปจากผิวของนาง แรงดูดดึงมหาศาลทำให้ผิวเนื้อขึ้นห้อเลือดสีเข้มทับถมลงบนรอยหมึกของชายอื่นจนมิดสิ้น"เจ้ามันร่านนักนะ หลิงเอ๋อร์! ร่างกายนี้เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ร่องรอยของชายอื่นข้าจะขยี้มันให้จมดิน!"พระองค์สบถด่าทอนางด้วยวาจาหยาบโลนเพื่อกดให้นางสยบยอม ก่อนจะจับร่างของฮวาหลิงพลิกหันหลังให้อย่างรวดเร็ว ทรงกดแผ่นหลังนวลให้แอ่นรับแรงอารมณ์ในท่ายืนกลางห้อง ทรงงัดมังกรยักษ์ที่ร้อนระอุและขยายขนาดจนสุดขีดออกมา แล้วจ้วงแทงเข้าสู่ถ้ำวสันต์ที่ยังชุ่มโชกจากศึกก่อนหน้าอย่างอุกอาจ"อ๊าาาาาาา!"ฮวาหลิงหวีดร้องสุดเสียงเมื่อความใหญ่โตมหาศาลรุกรานเข้ามาโดยมิบอกกล่าว ในขณะที่ช่วงล่าง

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 5 ตอนที่ 1/3

    ภายในห้องนอนที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมบุปผา บัดนี้กลับถูกยึดครองด้วยกลิ่นกำยานมังกรอันเข้มข้น กลิ่นไม้หอมและพิมเสนป่าอันแสนดุดันมอมเมาประสาทสัมผัสจนกลิ่นอายเดิมของเจ้าของห้องเลือนหายไปสิ้น ประหนึ่งเป็นการประกาศก้องว่าทุกอณูในเขตคามแห่งนี้คืออาณาเขตของจักรพรรดิเพียงผู้เดียวเจ้าเสวียนจินประทับยืนนิ่งอยู่กลางห้อง สุรเสียงทรงอำนาจสั่งไล่ข้าราชบริพารและองครักษ์ออกไปจนสิ้น เหลือเพียงพระองค์กับยอดคณิกาที่อยู่ในอาภรณ์แพรบางเบา ดูประหนึ่งลูกกวางหลงทางท่ามกลางรังพยัคฆ์พลาญฮวาหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก บังคับความสั่นเทาให้แปรเปลี่ยนเป็นจริตจะก้านที่แสนสุนทรีย์ สะโพกมนส่ายไหวอย่างเย้ายวนภายใต้ผ้าแพรโปร่งในยามที่นางสืบเท้าเข้าหา ฮวาหลิงหยุดลงตรงหน้าพระองค์ในระยะที่ใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนของมังกรคลั่งรดรินลงบนนวลหน้าผากนางช้อนสายตาขึ้นสบพระเนตรด้วยแววตาหยาดเยิ้ม ขนตางอนหนาสั่นระริกดูน่าทะนุถนอมประหนึ่งบุปผาต้องหยาดพิรุณ"หม่อมฉันจะช่วยเปลื้องอาภรณ์นะเพคะ..."เรียวนิ้วสวยที่ได้รับการบำรุงด้วยน้ำมันหอมจนนุ่มละมุน ลูบไล้ผ่านสายคาดเอวหยกอย่างเชื่องช้า นางจงใจให้ปลายนิ้วกรีดกรายผ่านหน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้า

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 4 ตอนที่ 4/4

    แรงเสียดทานที่เพิ่มขึ้นทำให้กลีบบุปผาที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำสังวาทส่งเสียงแฉะชื้น เร้าอารมณ์ยิ่งกว่าเสียงดนตรีใดในหอแดงแห่งนี้ เรียวขาที่พาดอยู่บนบ่าแกร่งมิได้วางไว้เฉยๆ ฮวาหลิงใช้ส้นเท้าจิกเกร็งลงบนแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคมดาบของจักรพรรดิ แล้วออกแรงดึงรั้งให้ร่างหนาบดเบียดเข้ามาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การกระทำนี้ช่วยให้มังกรยักษ์กระแทกเข้าถึงจุดตายที่ลึกที่สุดจนนางต้องจิกเกร็งปลายนิ้วเท้าแน่น ร่างกายเบื้องล่างสั่นระริกจากการถูกเติมเต็มจนล้นปรี่"มังกรของข้ามันใหญ่โตจนเจ้าจุกไปถึงทรวงเลยใช่ไหม! บอกข้าสิว่ามิมีบุรุษใดทำเจ้าได้ถึงใจเท่าข้าอีก!" เจ้าเสวียนจินคำรามพลางกดสะโพกเน้นย้ำลงไปซ้ำๆ จนตั่งไม้สั่นคลอน"อ๊าาา... ฝ่าบาท... ฮือออ... แรงกระแทกของพระองค์... มันจุกไปทั้งท้องน้อยเลยเพคะ..." ฮวาหลิงหวีดร้องออกมาอย่างมิอาจกลั้น "เสียวจน... เสียวจนหม่อมฉันจะกั้นน้ำไว้มิอยู่แล้วเพคะ!"ความจุกเสียดและความซ่านสยิวที่พุ่งทะยานทำให้นางรู้สึกวูบวาบประหนึ่งหยาดน้ำจะราดรดลงบนตั่งไม้ สะโพกมนแอ่นขึ้นรับแรงกระแทกอย่างลืมอาย สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านมือเรียวสวยเลื่อนขึ้นลูบไล

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status