LOGINเซี่ยอวิ๋นหลับตาลงครึ่งหนึ่ง เขาสัมผัสได้ว่าท่วงทำนองที่กำลังลูบไล้ไปตามผิวเนื้อของเขาจนขนกายลุกชัน ความร้อนรุ่มสายหนึ่งก่อตัวขึ้นที่กึ่งกลางลำตัว ความอึดอัดภายใต้ชุดไหมสีครามเริ่มทวีความรุนแรง ทุกครั้งที่ฮวาหลิงเน้นน้ำหนักนิ้วลงบนสายพิณหนักๆ มันทำให้เขารู้สึกราวกับว่านางกำลังบีบเค้นความรู้สึกส่วนลึกของเขา
“อึก...” เซี่ยอวิ๋นลอบกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปว่า หากปลายนิ้วเหล่านั้นมิได้กรีดกรายอยู่บนสายพิณ แต่กำลังหยอกล้ออยู่บนร่างกายของเขา... ความรัญจวนนั้นจะยอดเยี่ยมเพียงใด
ฮวาหลิงขยับกายเล็กน้อยตามจังหวะเพลงที่เริ่มเร่งเร้า ทรวงอกอวบอิ่มของนางสะท้อนขึ้นลงเบาๆ ตามแรงขยับ ยามที่นางโน้มกายลงเพื่อกดสายพิณให้เกิดเสียงโหยหวน อาภรณ์ผ้าโปร่งสีม่วงก็เลื่อนหลุดจากบ่า เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียนละเอียดประดุจน้ำนม
สายตาของนางยังคงจดจ่ออยู่กับพิณ ทว่ามุมปากกลับหยักยิ้มพรายเลือนราง นางรู้ดีว่าบทเพลงของนางกำลังแผดเผาบุรุษเบื้องหน้าให้มอดไหม้อย่างไร
จังหวะดนตรีเปลี่ยนเป็นดุดันราวกับพายุฝนกระหน่ำซัดกลีบผกา ลมหายใจของเซี่ยอวิ๋นเริ่มติดขัด ภาพหลอนเริ่มเข้าจู่โจมมโนสำนึก... ภาพของฮวาหลิงที่มิได้นั่งอยู่บนแท่นบรรเลง แต่กำลังคร่อมทับอยู่บนร่างของเขา เสียงพิณแว่วเป็นเสียงครางรัญจวนที่เรียกชื่อเขาซ้ำๆ
“ใต้เท้า... ใต้เท้าเซี่ย...”
เขาเป็นขุนนางที่มีระเบียบและเย็นชามาตลอดชีวิต ทว่าสตรีผู้นี้กลับใช้เพียงเสียงดนตรีทำลายกำแพงที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างง่ายดาย
“พอแล้ว...” เขากระซิบเสียงพร่าในลำคอ ทว่าร่างกายกลับแข็งค้างราวกับถูกมนต์สะกด
ท่วงทำนองสุดท้ายถูกบรรเลงออกมาด้วยการสะบัดนิ้วอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นสะเทือนไปทั่วหอระเริงวสันต์ ฮวาหลิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามไรผมและซอกคอขาวเนียนจากการใช้แรงบรรเลง นางหอบหายใจแผ่วจนปทุมถันกระเพื่อมไหว... เป็นจังหวะที่ยั่วยวนที่สุดในสายตาของขุนนางหนุ่ม
เสียงปรบมือดังสนั่นทันทีที่ทุกคนดึงสติกลับมาได้ ขุนนางเฒ่าหลายคนถึงกับทำจอกสุราหลุดมือด้วยความเคลิบเคลิ้ม นางก้าวลงจากแท่นบรรเลงอย่างแช่มช้า ชายผ้าไหมสะบัดพริ้วตามการเยื้องกราย บรรดาเศรษฐีผู้มั่งคั่งต่างขยับตัว เตรียมจะรุมล้อมเพื่อเสนอทรัพย์สินเงินทองแลกกับการได้ร่วมโต๊ะกับนางในคืนนี้
ทว่า... รัศมีอำนาจที่แผ่ออกมาจากโต๊ะของเซี่ยอวิ๋นกลับเย็นเยียบจนหลายคนต้องชะงักฝีเท้า
ฮวาหลิงเดินตรงมายังกลุ่มขุนนางชั้นสูง นางย่อกายคารวะด้วยกิริยาอ่อนช้อยจนแทบจะเห็นยอดปทุมถันขาวเนียนรำไรจากขอบเสื้อที่กว้างลึก
“บทเพลงของแม่นางฮวาหลิง... ช่างทำร้ายจิตใจผู้ฟังยิ่งนัก เล่นเอาพวกข้าแทบจะคลั่งตายเพราะความรัญจวน” ขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยชมอย่างเสียไม่ได้
“เป็นเพียงการแสดงเล็กน้อยเพื่อต้อนรับวสันตฤดูเท่านั้นเจ้าค่ะ ใต้เท้าทุกท่านโปรดอย่าได้ถือสาความโศกศัลย์ในทำนองเพลงเลย”
นางเริ่มเคลื่อนกายผ่านโต๊ะของเซี่ยอวิ๋นไปอย่างจงใจ คล้ายจะเมินเฉยต่อสายตาที่กำลังแผดเผานางอยู่
หมับ!
มือหนาของเซี่ยอวิ๋นเอื้อมออกไปคว้าข้อมือเล็กบางของนางไว้มั่น ฮวาหลิงชะงัก นางค่อยๆ หันใบหน้ากลับมามองเขา ดวงตาคมซึ้งคู่นั้นดูไม่ตกใจแม้แต่น้อย
“ใต้เท้าเซี่ย... มีสิ่งใดจะสั่งสอนผู้น้อยหรือเจ้าคะ?”
เซี่ยอวิ๋นใช้มืออีกข้างยกจอกสุราขึ้นจ่อที่ริมฝีปากอวบอิ่มของนาง
“สุราจอกนี้... ข้าอยากให้แม่นางเป็นผู้ชิมให้ข้าก่อน”
ฮวาหลิงจ้องกลับอย่างไม่เกรงกลัว นางใช้ปลายนิ้วเรียวสวยแตะลงบนหลังมือของเขาแผ่วเบา ริมฝีปากสีชาดทาบลงบนขอบจอกสุราที่เขาถืออยู่ นางจิบสุรานั้นช้าๆ โดยที่สายตายังคงเกี่ยวกระหวัดอยู่กับใบหน้าของเขา
หยดสุราสีใสไหลซึมตามมุมปาก เลื่อนผ่านคางมนและหยดลงบนร่องอกขาวผ่อง เซี่ยอวิ๋นลอบกลืนน้ำลาย ภาพที่นางลิ้มรสสุราจากมือของเขาช่างดูหิวโหยและยั่วยวนจนเขาแทบสิ้นสติ
“สุราของใต้เท้า... ร้อนแรงนักเจ้าค่ะ” ฮวาหลิงถอนริมฝีปากออกพร้อมกับใช้ปลายลิ้นสีชมพูเลียคราบสุราที่ติดอยู่ที่มุมปากอย่างเชื่องช้า “ร้อนจนข้าน้อยแทบจะสำลักความปรารถนาของท่าน”
“หากเจ้ารู้ว่าข้าปรารถนาสิ่งใด... เจ้าจะยังกล้ายืนอยู่ตรงนี้หรือไม่” เขาถามพร้อมกับกระชับข้อมือของนางแน่นขึ้น
ฮวาหลิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ในหอชิงโหลวแห่งนี้ ไม่มีสิ่งใดที่ฮวาหลิงไม่กล้าเผชิญ... โดยเฉพาะ ‘ไฟ’ ที่มาจากบัณฑิตผู้เคร่งครัดเช่นท่าน”
เซี่ยอวิ๋นปล่อยข้อมือของนาง แล้วค่อยๆ ลูบไล้จากต้นแขนขึ้นไปจนถึงหัวไหล่เนียน สัมผัสของผ้าไหมพริ้วไหวที่กั้นกลางระหว่างผิวเนื้อยิ่งทำให้จินตนาการของเขาเตลิดไปไกล
“คืนนี้... ห้องหอนพรัตน์จะเปิดต้อนรับข้าหรือไม่?” เขาถามตรงๆ โดยไม่แยแสต่อสายตาใครทั้งสิ้น
ฮวาหลิงเอียงคอเล็กน้อย ปิ่นหยกบนศีรษะแกว่งไกวส่งเสียงกระทบกันแผ่วเบา “นั่นย่อมขึ้นอยู่กับว่า... ใต้เท้ามี ‘บทกวี’ ที่ดีพอจะทำให้บุปผาดอกนี้ยอมเบ่งบานให้ท่านเห็นเพียงผู้เดียวหรือไม่”
นางทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะย่อกายลาและเดินจากไป
“บทกวีอย่างนั้นหรือ... ข้าจะเขียนมันลงบนผิวของเจ้า... ด้วยริมฝีปากของข้าเอง”
เซี่ยอวิ๋นสาวเท้าตามหลังผู้ดูแลหอชิงโหลวที่ยิ้มกริ่มจนหน้าบาน ขุนนางหนุ่มวางสินจ้างเป็นทองคำแท่งบนโต๊ะโดยไม่แม้แต่จะปรายตาดู มูลค่ามหาศาลนั้นมากพอจะซื้อคฤหาสน์หรูหราพร้อมที่ดินได้ทั้งหลัง ทว่านั่นหาได้มีความหมายไม่ เมื่อเทียบกับสิทธิ์ในการครอบครองความสันโดษของฮวาหลิงในราตรีนี้
ยิ่งเยื้องกรายลึกเข้าไป กลิ่นหอมกำยานสายหนึ่งที่เขาเคยสัมผัสจากตัวนางก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าบานประตูไม้กฤษณาที่สลักป้ายหยกด้วยอักษรทองนามว่า ‘นพรัตน์’
“เชิญเจ้าค่ะใต้เท้า... แม่นางฮวาหลิงรอท่านอยู่ด้านในแล้ว” ผู้ดูแลหอเอ่ยเสียงนอบน้อมก่อนจะถอยฉากออกไปอย่างรู้ความ
เซี่ยอวิ๋นผลักประตูเข้าไป ห้องหอนพรัตน์มิได้ตกแต่งด้วยสีแดงฉูดฉาดหรืออบอวลด้วยกลิ่นแป้งราคาถูกดั่งห้องคณิกาทั่วไป ทว่ากลับวิจิตรบรรจงด้วยรสนิยมของบัณฑิตผู้สูงศักดิ์ ผนังห้องประดับภาพวาดทิวทัศน์ขุนเขาและลำธารด้วยฝีแปรงสุขุม บนโต๊ะไม้จันทน์มีตำราและเครื่องเขียนจัดวางเป็นระเบียบ มุมห้องมีกระถางกำยานทองเหลืองลายมังกรพ่นควันจางๆ ออกมาเป็นสายสลับซับซ้อน ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตาเขาที่สุดคือ ร่างอรชรที่ประทับอยู่หลังม่านมุกโปร่งแสง
ฮวาหลิงในยามนี้ปลดอาภรณ์ตัวนอกออก เหลือเพียงเอี๊ยมไหมสีชมพูอ่อนและผ้าคลุมไหล่สีขาวบางเบาที่มิอาจปกปิดนวลเนื้อขาวผ่องได้มิดชิด นางกำลังนั่งจุดเทียนหอมเพิ่ม
“ท่านมาเร็วกว่าที่ข้าน้อยคิดนะเจ้าคะ ใต้เท้าเซี่ย”
เขาก้าวเข้าไปในห้องช้าๆ แสงเทียนวับแวมสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของนาง ขนตายาวงอนทอเงาลงบนแก้มใส ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อเม้มเข้าหากันเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ เซี่ยอวิ๋นหยุดยืนอยู่เบื้องหลังนางในระยะที่ลมหายใจรดกัน
“ห้องของเจ้า... ดูไม่เหมือนห้องนางคณิกา” เขาเอ่ยเสียงต่ำ พลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่ลำคอระหง
“นางคณิกาก็เป็นคนเจ้าค่ะ... มีความชอบ มีรสนิยม และมีความลับ” ฮวาหลิงวางกรรไกรลงแล้วลุกขึ้นยืนช้าๆ
“แล้วความลับของเจ้าคืออะไร? การล่อลวงขุนนางด้วยบทเพลงโศก หรือการใช้ห้องนี้เป็นกับดักขังวิญญาณคนบาป?”
“ความลับของข้าน้อย... มีเพียงผู้ที่ยอมจ่ายราคาแพงมากพอเท่านั้นที่จะได้รู้เจ้าค่ะ”
นางขยับเข้าหาจนปทุมถันนุ่มหยุ่นเบียดชิดกับอกเสื้อของเขา แสงเทียนจากเบื้องหลังทำให้อาภรณ์ผ้าไหมดูโปร่งแสงจนเห็นรอยโค้งเว้าของสะโพกและเรียวขาเพรียวบางได้รางๆ ผิวของนางยามต้องแสงเทียนดูนวลเนียนประดุจหยกสลัก จนเซี่ยอวิ๋นอยากจะบดขยี้มันด้วยฝ่ามือเสียเดี๋ยวนี้
เขาเอื้อมมือไปเชยคางของนางขึ้น “ราคาที่ข้าจ่ายคือทองคำ แต่สิ่งที่ข้าต้องการแลกคืน... คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าซ่อนไว้ภายใต้อาภรณ์เหล่านี้”
ฮวาหลิงปลดสายคาดเอวผ้าไหมของตนเองออกอย่างแช่มช้า สายตาจ้องมองเขาอย่างท้าทาย เซี่ยอวิ๋นมองภาพนั้นด้วยดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟปรารถนา ทว่าเขายังคงรักษาท่าทีของบัณฑิตผู้สูงศักดิ์ ก้าวเดินวนรอบกายอรชรช้าๆ ราวกับพยัคฆ์ที่กำลังชื่นชมเหยื่อก่อนจะลงมือขย้ำ
“แม่นางฮวาหลิง... เจ้ายั่วเย้าข้าด้วยบทเพลงพิณยังมิพอ ยังจะใช้เรือนร่างนี้ท้าทายศีลธรรมของข้าอีกหรือ?” เซี่ยอวิ๋นหยุดลงที่ด้านหลัง มือหนาเอื้อมไปเกลี่ยเส้นผมดำขลับที่ตกลงมาปรกแผ่นหลังเนียนให้พ้นทาง
การตั้งครรภ์ของซูฉิงใกล้ถึงกำหนดคลอดแล้ว อวี้เหยียนทุ่มเททุกสิ่งที่มีเพื่อเตรียมห้องคลอดให้สมบูรณ์แบบที่สุด เขาจัดเตรียมเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยที่สุดที่เขาเคยสร้างขึ้น และจัดเตรียมยาบำรุงพิเศษสำหรับซูฉิงในห้องคลอด อวี้เหยียนกำลังตรวจร่างกายซูฉิงด้วยความเคร่งครัดและความกังวล“ซูฉิง ข้าได้ออกแบบยาบำรุงที่จะทำให้กล้ามเนื้อ ของเจ้าแข็งแกร่งและยืดหยุ่นในเวลาที่เหมาะสมที่สุด แต่ข้าก็ยังคงกลัวความทรมานที่เจ้าจะต้องเผชิญอยู่ดี”ซูฉิงจับมือสามีไว้แน่น“ท่านหมอเจ้าคะ ท่านต้องเชื่อมั่นในผลสำเร็จของ ยาบำรุงชั้นเลิศของท่าน โครงสร้างชีวิตใหม ที่เกิดขึ้นนี้ได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยความรักและสูตรยาของท่านมานานหลายเดือน ร่างกายของข้าแข็งแกร่งและพร้อมที่จะปลดปล่อยพลังชีวิตใหม่แล้วเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ ท่านคือหมอและสามีที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว”อวี้เหยียนกอดภรรยาอย่างอ่อนโยนในคืนสุดท้ายก่อนกำหนดคลอด อวี้เหยียนยังคงมีความกังวลอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าเขาจะพยายามควบคุมสีหน้าด้วยความเคร่งครัดตามแบบแพทย์ผู้ดูแล แต่ดวงตาของเขาก็ฉายแววความห่วงใยและความกลัวต่อความเจ็บปวดที่ภรรยาจะต้องเผชิญอวี้เหยียนเ
ขณะที่โรงหมอบำรุงกายใจอบอวลไปด้วยความสุขจากการตั้งครรภ์ของฮูหยินซูฉิง ปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับลูกศิษย์คนสนิทของอวี้เหยียน นั่นคือ เถียนเถียนวันหนึ่ง บัณฑิตหลี่ ชายหนุ่มรูปงามและสุภาพจากหอสมุดในเมืองข้างเคียงได้เดินทางมาถึงโรงหมอพร้อมกับสมุนไพรหายากบางชนิดที่ต้องการแลกเปลี่ยนกับ สูตรบำรุง ของท่านหมออวี้เหยียนบัณฑิตหลี่เป็นบุรุษที่ใช้ภาษาที่สุภาพและให้เกียรติ สตรีอย่างสูง เขาตกหลุมรักความสดใสและความใสซื่อ ของเถียนเถียนทันทีที่เห็นใต้ร่มไม้ใหญ่ บัณฑิตหลี่ยื่นพู่กันอันงดงามให้เถียนเถียน“เถียนเถียน พู่กันนี้ทำจากขนหางของนกกระเรียนที่เลี้ยงในป่าไผ่ มันสามารถช่วยให้การจดบันทึก สูตรยา ของเจ้ามีความประณีตยิ่งขึ้น โปรดรับไว้เพื่อเป็นมิตรไมตรีด้วยเถิด”เถียนเถียนรับพู่กันด้วยความซื่อบริสุทธิ์และดีใจ“ขอบคุณท่านบัณฑิตหลี่มากเจ้าค่ะ ท่านช่างมีความเมตตา ข้าจะใช้มันอย่างระมัดระวังและให้ความเคารพต่อวัสดุที่มีคุณค่านี้เจ้าค่ะ”บัณฑิตหลี่ยิ้มอ่อนโยน และเริ่มใช้เวลาในโรงหมอมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอ้างว่าต้องการศึกษาการจัดเรียงสมุนไพรตามหลักการแพทย์จากเถียนเถียนอาการเสียสมดุลทางอารมณ์ ท
“ซูฉิง ข้า... ข้าต้องยอมรับว่า การบำบัด นี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความเสถียรของสารสื่อประสาทในสมองของข้า ความถี่ในการรักษาต้องเพิ่มขึ้น อย่างเร่งด่วน ข้าไม่สามารถปล่อยให้วงจรความสุขนี้ขาดช่วงไปได้”ซูฉิงหัวเราะอย่างมีความสุข“ท่านหมอเจ้าคะ ท่านนี่ช่างเชี่ยวชาญในการใช้ ศัพท์ทางการแพทย์มาออดอ้อนจริงๆ เลยนะเจ้าคะ”อวี้เหยียนยังคงกล่าวต่อด้วยตรรกะทางการแพทย์ที่ซูฉิงหลงใหล“ดังนั้น ข้าขอสั่งให้เจ้าดำเนินการ การบำบัดด้วยการสัมผัสขั้นสูงสุด นี้ทุกคืนและข้าจะปลดปล่อยพลังงานหยางอย่างเต็มที่เพื่อบำรุงพลังหยินของเจ้าให้สมบูรณ์ นี่คือข้อกำหนดทางการแพทย์ที่ไม่อาจละเลยได้”สิ่งที่ทำให้ซูฉิงประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ การใช้คำทะลึ่ง ของอวี้เหยียนที่เริ่มติดมาจากเธอ เขาเริ่มใช้โค้ดลับ บางคำที่ซูฉิงเคยสอนเพื่ออ้อนขอการปรนนิบัติ“ซูฉิง ข้าต้องการให้เจ้าครอบครองแกนกลางของข้าอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง จงทำให้สารโดพามีนของข้าพลุ่งพล่าน จนข้าไม่สามารถคิดเรื่องสมุนไพรได้อีกเลย เจ้าต้องบำรุงข้าด้วยความวุ่นวายของเจ้า”ซูฉิงรู้สึกว่าความทะลึ่งของเธอได้ถูกยอมรับและยกระดับ ให้กลายเป็นภาษาแห่งความรัก ที่ทำให้ท่านห
หลายเดือนได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่พิธีสมรสทางแพทย์ศาสตร์ที่จบลงด้วยเสียงโห่ร้องและเสียงประหลาดใจของผู้คนในโรงหมอ ชีวิตคู่ของซูฉิงกับอวี้เหยียนดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีความสุขอย่างถึงที่สุด พวกเขายังคงใช้ห้องทำงานเป็นห้องวิจัยร่วมกัน และแบ่งปันห้องหอที่เต็มไปด้วยตำราและสมุนไพรบำรุงหัวใจซูฉิงยังคงพยายามควบคุมอาการปากไวใจทะลึ่งด้วยความรักและความเข้าใจของสามี ส่วนอวี้เหยียนก็ยอมรับความทะลึ่งของภรรยาในฐานะภาษาแห่งความรักที่เขาเข้าใจดีที่สุดอย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ซูฉิงเริ่มรู้สึกไม่สมบูรณ์ตามหลักการชีวภาพ นั่นคือการที่เธอยังไม่ตั้งครรภ์ ซูฉิงมองว่าการมีบุตรคือจุดสูงสุดของความผูกพันทางชีวภาพเป็นการพิสูจน์ว่าสมการเคมีในชีวิตคู่ของพวกเขานั้นแข็งแกร่งและยั่งยืนอย่างแท้จริง“ท่านหมอเจ้าคะ” ซูฉิงกล่าวขณะกำลังจัดเรียงตำราในห้องทำงาน เธอมองดูอวี้เหยียนที่กำลังจดบันทึกวิจัยด้วยสีหน้าเคร่งครัด“ท่านคิดว่าร่างกายของเรายังขาดสารตั้งต้นแห่งชีวิตใหม่อยู่หรือไม่เจ้าคะ ข้าใช้สูตรบำรุงที่ท่านให้ทุกวัน แต่ทำไมวงจรการก่อกำเนิดของเราถึงยังไม่เริ่มทำงานอย่างเต็มที่”อวี้เหยียนวางพู่กันลง เขา
หลายเดือนได้ผ่านพ้นไปนับตั้งแต่พิธีสมรสทางแพทย์ศาสตร์และคืนเข้าหอที่ถูกขัดจังหวะ ซูฉิงกับอวี้เหยียนใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในโรงหมอบำรุงกายใจ พวกเขายังคงวิจัยยาต้านถาวรอย่างต่อเนื่อง โดยมีความรักและความผูกพันเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดชีวิตคู่ของท่านหมอเทวดาผู้เคร่งครัดและภรรยาจอมทะลึ่งนั้นเต็มไปด้วยความสมดุลที่น่าประหลาดใจ อวี้เหยียนยังคงเคร่งครัดเรื่องระเบียบและวิชาการ แต่ความเคร่งครัดนั้นก็ถูกหล่อเลี้ยงด้วยความรักและความอ่อนโยนของซูฉิงซูฉิงเองก็ควบคุมอาการปากไวใจทะลึ่งได้อย่างยอดเยี่ยม เธอใช้ยาต้านชั่วคราวที่อวี้เหยียนเตรียมให้ และที่สำคัญที่สุด... ความรักและความรู้สึกปลอดภัยที่เธอได้รับจากเขาก็ช่วยระงับสารโดพามีนที่ผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่ในสัปดาห์นี้ ซูฉิงได้ใช้สมุนไพรและบันทึกวิจัยทั้งหมดที่มีในการสกัดยาต้านถาวรจนสำเร็จสมบูรณ์ ยาต้านนั้นเป็นสารสกัดเข้มข้นที่ถูกบรรจุไว้ในขวดแก้วขนาดเล็ก มันคือความหวังสุดท้ายที่จะทำให้เธอหายขาดจากความทะลึ่งอย่างถาวรซูฉิงถือขวดยาต้านถาวรไว้ในมือ เธอจ้องมองไปยังของเหลวใสที่ส่องประกายด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เธอรู้สึกถึงความต
“อาฟู่” เถียนเถียนกระซิบด้วยความตกใจ “ศิษย์พี่ซูฉิงกำลังร้องขอให้ท่านหมอครอบครอง แต่ท่านหมอกลับหักห้าม ข้าว่าท่านหมออาจจะกำลังบังคับศิษย์พี่ด้วยการรักษาที่รุนแรงเกินไปแล้ว” อาฟู่ที่ได้ยินเสียงโวยวายและคำพูดทะลึ่งที่คล้ายกับการทรมานก็ถึงกับหวาดกลัวอย่างที่สุด เขาจำได้ว่าซูฉิงเคยโวยวายกลางตลาด“ท่านหมอ... ท่านอาจจะกำลังใช้ยาต้านที่รุนแรงเกินไปขอรับศิษย์น้อง ฮูหยินซูฉิงกำลังร้องขอให้ท่านหมอหยุด” อาฟู่ตีความผิดอย่างรุนแรงภายในห้องหอ ซูฉิงกำลังพยายามทำให้ความรักของอวี้เหยียนพลุ่งพล่านที่สุด“ท่านหมอ ท่านต้องปลดปล่อย อย่าควบคุมตัวเอง ท่านต้องทำให้ข้าสมบูรณ์ด้วยความรักของท่าน” ซูฉิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความทะลึ่ง อวี้เหยียนพยายามควบคุมความรู้สึกของตัวเองอย่างหนักหน่วง เขาถึงกับกัดฟันเพื่อควบคุมความปรารถนาที่เกิดขึ้น“ซูฉิง ข้า... ข้าพยายามควบคุมอยู่ ข้าต้องทำให้การบำบัดนี้เป็นไปอย่างถูกต้อง” อวี้เหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครืออย่างรุนแรงเถียนเถียนและอาฟู่ที่แอบฟังอยู่ภายนอกถึงกับเบิกตากว้าง“ท่านหมอไม่อ่อนโยนเลยเจ้าค่ะ” เถียนเถียนกระซิบด้วยความหวาดกลัว “ท่านหมอกำลังบังคับให้ศิ
ภายในตำหนักบรรทมอันวิจิตรส่วนพระองค์ ฮวาหลิงบรรจงเปิดผอบหยกขาวนวลที่บรรจุผง ‘กำยานนิทรานารี’ กลิ่นของมันหอมสดชื่นประหนึ่งดอกเหมยยามต้องเหมันต์ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นน้ำผึ้งป่าที่หวานฉุนและรัญจวนใจ ปลุกสัญชาตญาณดิบให้ตื่นตัวอย่างแนบเนียน ฮวาหลิงใช้ช้อนเงินเล็กๆ ตักผงกำยานวางลงบนถ่านร้อนฟู่...คว
จากนั้นเซี่ยอวิ๋นก็อุ้มร่างของฮวาหลิงขึ้นวางบนโต๊ะตำรา แรงสั่นสะเทือนทำให้ม้วนคัมภีร์บางส่วนร่วงหล่นสู่พื้น ทว่าสายตาของทั้งคู่กลับจดจ้องเพียงกันและกัน บนโต๊ะกว้างมีกระดานหมากล้อมหยกคั่นกลาง เม็ดหมากสีดำและขาวกระจายตัวอยู่ เซี่ยอวิ๋นจดจ้องดวงตาของนาง แววตาของเขาหาใช่บัณฑิตผู้ถ่อมตนที่ฮ่องเต้ทรงเห็น
เขายังไม่ข้ามเส้น... ยังไม่แทรกซอนเข้าสู่ภายใน ทว่าเพียงการบดเบียดภายนอกที่หนักหน่วงก็ทำเอาฮวาหลิงแทบสิ้นสติ นางหอบหายใจรัวเร็ว ปล่อยให้เสียงใบไผ่เสียดสีกันช่วยกลบเสียงครางเครือในลำคอเซี่ยอวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง แววตาคมคู่นั้นสะท้อนความเจ็บปวดล้ำลึกก่อนจะเอ่ยบทกวีที่กลั่นออก
เซี่ยอวิ๋นในยามนี้ช่างมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ ความอ่อนโยนที่แผ่ออกมาเปรียบประดุจลำธารน้ำเย็นที่ไหลชโลมบาดแผลจากไฟป่า เขาดูเหมือนเทพบุตรที่ยอมก้าวลงมาในบ่อโคลนเพียงเพื่อฉุดรั้งนางไว้ เขาเชยคางมนของนางขึ้นช้าๆ ดวงตาฉ่ำน้ำของคณิกาสาวประสานเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูน ใบหน้าคมเข้มค่อยๆ โน้มลงมาหาจ







