FAZER LOGIN“ในเมื่อใต้เท้าจ่ายราคามาเพื่อชมบุปผา ข้าน้อยจะกล้าหลบซ่อนความงามได้อย่างไรเจ้าคะ หรือว่าบัณฑิตผู้เก่งกล้า... จะดีแต่ตำรา ทว่าขลาดกลัวที่จะเด็ดดอกไม้จริง?”
เซี่ยอวิ๋นหัวเราะต่ำในลำคอ โน้มใบหน้าลงแนบชิดใบหู ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดผิวบอบบางจนนางสั่นสะท้าน
“เด็ดดอกไม้นั้นง่ายนัก แต่การจะเด็ดให้ถึงรากและลิ้มรสน้ำหวานจนหยดสุดท้ายนั้น... ต้องใช้มากกว่ากำลัง”
เขาเริ่มร่ายคำเปรียบเปรยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“โบตั๋นคลาคล่ำกลางน้ำค้าง... กลีบบางแย้มรับรสสวรรค์... ภมรเมามายในแสงจันทร์... หวังรุกรานใจกลางเกสรทอง...”
คำกวีนั้นคือการประกาศก้องว่าเขาต้องการรุกรานเข้าไปถึงส่วนที่ลึกที่สุดของนาง ฮวาหลิงหมุนตัวกลับมาหาเขา สายตานางพราวระยับด้วยเพลิงพิศมัย นางลูบไล้แผ่นอกแกร่งผ่านเนื้อผ้าไหมพลางเอ่ยกลอนตอบโต้อย่างเผ็ดร้อน
“ภมรผยองปีกบินว่อน... จะชอนไชบุปผาหาได้ง่าย... ระวังเพลิงวสันต์แผดเผากาย... มอดไหม้คาเกสร... มิคืนรัง”
ริมฝีปากของนางหยักยิ้มยั่วยวน ดวงตาฉ่ำน้ำมองสบเขาอย่างไม่ลดละ “ใต้เท้า... ท่านกล้าจะมอดไหม้ไปพร้อมกับข้าน้อยในคืนนี้หรือไม่?”
คำท้าทายนั้นเปรียบเสมือนเชื้อไฟที่เผาผลาญความอดทนจนมอดไหม้ เซี่ยอวิ๋นโถมกายเข้าประชิดนางในทันที มือหนาข้างหนึ่งรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาตัวจนร่างกายทั้งสองบดเบียดกันไร้ช่องว่าง ปทุมถันนุ่มหยุ่นของนางถูกบดอัดเข้ากับแผ่นอกแกร่งจนเขาสัมผัสได้ถึงยอดอกที่แข็งเป็นไตผ่านชั้นผ้าไหมบางเบา มืออีกข้างของเขาเชยคางมนของนางขึ้น บังคับให้สบตากับเขาในระยะห่างเพียงลมหายใจกั้น
“ข้าหาได้เพียงยอมมอดไหม้ไปกับเจ้าไม่ แต่ข้าจะเคี่ยวกรำจนเจ้ากลายเป็นเถ้าถ่านที่โหยหาเพียงหยดน้ำจากข้าเท่านั้น... ฮวาหลิง”
เซี่ยอวิ๋นใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงวนที่ริมฝีปากล่างของนาง บังคับให้นางเผยอปากออก ก่อนจะกดจุมพิตลงไปอย่างดุดัน รสสุราที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้นของทั้งคู่ผสมปนเปจนกลายเป็นรสชาติที่มอมเมาสติ
ลิ้นร้อนของเซี่ยอวิ๋นรุกล้ำเข้าไปในโพรงปากหวานล้ำอย่างถือสิทธิ์ ตวัดเกี่ยวพันกับลิ้นเล็กอย่างช่ำชอง ดูดซับความหวานและเสียงครางอื้ออึงในลำคอ ฮวาหลิงขยุ้มคอเสื้อของเขาแน่น ร่างกายอ่อนระทวยภายใต้สัมผัสที่จาบจ้วงแต่นุ่มนวลนั้น
เซี่ยอวิ๋นถอนริมฝีปากออกช้าๆ เลื่อนลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอขาวกรุ่น เขาขบเม้มผิวเนื้ออ่อนบริเวณชีพจรจนเกิดรอยแดงจางๆ
“อา... ใต้เท้า...” ฮวาหลิงเชิดหน้าขึ้นรับสัมผัส มือของนางเริ่มลูบไล้ไปตามแผ่นหลังและไหล่หนาของเขาอย่างลืมตัว
เซี่ยอวิ๋นเลื่อนมือจากเอวขึ้นมากุมยอดอกอวบอิ่ม เขาบีบเค้นความนุ่มหยุ่นนั้นจนฮวาหลิงส่งเสียงครางพร่าออกมา อาภรณ์ผ้าไหมลื่นไถลลงไปกองอยู่ที่เอวอย่างแช่มช้า ยอดปทุมถันสีชมพูระเรื่อประดุจกลีบดอกท้อชูชันล่อตา ท้าทายให้ภมรหนุ่มเข้าลิ้มลอง เซี่ยอวิ๋นใช้ริมฝีปากและปลายลิ้นครอบครองยอดอกข้างหนึ่ง แรงดูดดึงที่หนักหน่วงสลับเบาทำให้นางแอ่นอกรับด้วยความเสียวซ่าน มือเรียวเล็กของนางขยุ้มลงบนกลุ่มผมดำขลับของเขา บังคับให้เขาบดเบียดริมฝีปากลงมาให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น
มืออีกข้างของเขามิได้ว่างเว้น เลื่อนลงไปเบื้องล่างเพื่อรูดรั้งอาภรณ์ที่เหลือของนางให้ร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น ทิ้งไว้เพียงร่างเปลือยเปล่าที่ไร้ซึ่งสิ่งใดปกปิด
เขารั้งร่างของนางให้ถอยหลังไปจนแผ่นหลังเนียนสัมผัสกับขอบโต๊ะ เซี่ยอวิ๋นแทรกตัวเข้าไประหว่างขาเรียวสวย จับเรียวขาข้างหนึ่งของนางยกขึ้นพาดบ่าหนา เปิดเผยให้เห็นบุปผาลับที่ซ่อนเร้นอยู่ท่ามกลางดงไหมสีดำขลับ กลีบเนื้อนุ่มสีสดฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำหวานที่เริ่มหลั่งรินออกมาต้อนรับผู้รุกราน
“บุปผาของเจ้าช่างงดงามยิ่งนัก” เซี่ยอวิ๋นกระซิบพลางใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงวนที่ยอดเกสรสีหวานที่ซ่อนอยู่ภายใน
“อ๊า... ใต้เท้า... อย่าแกล้งข้าน้อย...” ฮวาหลิงครางชื่อเขาเสียงพร่า ใบหน้าของนางแดงก่ำ ดวงตาฉ่ำปรอยมองสบเขาอย่างเว้าวอน
เขาใช้ปลายนิ้วแยกกลีบบุปผาที่อ่อนนุ่มออกช้าๆ เผยให้เห็นรอยแยกสีชมพูสดที่เปียกชุ่ม ก่อนจะกดจุมพิตลงไปที่ส่วนที่ไวต่อสัมผัสที่สุด ลิ้นร้อนของบัณฑิตหนุ่มตวัดเลียรอยแยกนั้นอย่างตะกรุมตะกราม รสชาติหวานล้ำที่ปนมากับกลิ่นอายสาวทำให้เขาแทบคลั่ง เขาใช้ลิ้นรัวถี่สลับกับการดูดซดหยาดน้ำหวานประดุจภมรที่กำลังกระหายน้ำค้างกลางป่า ฮวาหลิงจิกเล็บลงบนไหล่กว้างของเขา ร่างกายบิดเร่าไปมาตามจังหวะลิ้นที่จู่โจมอย่างไม่ลดละ ความเสียวซ่านแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลังจนนางแทบจะทรงตัวไม่อยู่
เซี่ยอวิ๋นปลดสายคาดเอวของตนเองออก ปล่อยให้มังกรยักษ์ที่แข็งขึงดีดตัวออกมาทักทายอากาศ เส้นเลือดปูดโป่งลากผ่านตามความยาวของลำเนื้อที่ใหญ่โตเกินกว่าสตรีใดจะรับไหว ทว่าฮวาหลิงกลับไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัว นางกลับมองสิ่งนั้นด้วยดวงตาที่ฉ่ำปรือ
ร่างอรชรค่อยๆ ทรุดกายลงคุกเข่าต่อหน้าขุนนางหนุ่ม ท่วงท่าของนางยังคงความสง่างามดุจหงส์ที่กำลังก้มลงดื่มน้ำในสระสวรรค์ ผมดำขลับทิ้งตัวสลวยลงมาคลอเคลียหน้าขาแกร่งของเขา ฮวาหลิงช้อนสายตาขึ้นมองเซี่ยอวิ๋นผ่านม่านผมอย่างยั่วยวน ก่อนจะเอื้อมมือนุ่มนิ่มทั้งสองข้างออกไปกุมรัดแท่งหยกยักษ์นั้นไว้หลวมๆ ความบอบบางของมือสตรีเมื่อเทียบกับขนาดมังกรที่ผยองเดช ยิ่งขับเน้นความดิบเถื่อนของกามารมณ์ให้เด่นชัด
นางโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นเป่ารดส่วนยอดที่ปูดพองซึ่งมีหยาดน้ำใสซึมเยิ้มออกมาเล็กน้อย ฮวาหลิงแลบปลายลิ้นสีชมพูออกมาตวัดเลียหยาดน้ำค้างแห่งวสันต์นั้นอย่างแช่มช้า รสชาติคาวหวานจางๆ ของบุรุษเพศทำให้ชื่อของเซี่ยอวิ๋นถูกขานในใจนางซ้ำๆ
“ใต้เท้าช่างน่าเกรงขามนักเจ้าค่ะ”
จากนั้นริมฝีปากสีชาดที่เคยร่ายบทกวีอย่างละเมียดละไม ก็เผยออกกว้างเพื่อครอบครองส่วนยอดของมังกรยักษ์เข้าสู่โพรงปากนุ่ม นางใช้ปลายลิ้นวนเวียนหยอกเย้าอยู่รอบรอยแยกที่ส่วนปลาย ก่อนจะค่อยๆ ขยับศีรษะ รูดรั้งเอาความยิ่งใหญ่ของเขาเข้าสู่ลำคออย่างลึกซึ้งเท่าที่จะทำได้
“อึ่ก... ซี๊ดดด...”
เซี่ยอวิ๋นถึงกับผงะค้าง แรงดูดดึงจากโพรงปากของฮวาหลิงนั้นช่ำชองอย่างที่เขาไม่เคยพบคู่เปรียบ ปลายลิ้นของนางไม่ได้เพียงแค่วนเวียน แต่กลับเน้นหนักในจุดกระสันและรูดไล้ไปตามแนวเส้นเลือดที่ข้างลำเนื้ออย่างจงใจ
นางเคลื่อนมือนุ่มและเรียวปากอิ่มไปพร้อมกัน สร้างจังหวะที่บีบคั้นอารมณ์จนเซี่ยอวิ๋นรู้สึกราวกับว่ามังกรยักษ์ของเขาจะแตกสลายลงในโพรงปากนุ่มของนางเสียให้ได้ ขุนนางหนุ่มทอดสายตามองภาพนางคณิกาผู้สูงศักดิ์ที่กำลังก้มหน้าก้มตาปรนเปรอตัวตนของเขาด้วยความตั้งอกตั้งใจ ความภูมิใจในอำนาจและเพลิงราคะพุ่งพล่านจนถึงขีดสุด เขาเริ่มกระตุกสะโพกสอบเข้าหาปากของนางช้าๆ บังคับให้นางรับตัวตนของเขาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก
ฮวาหลิงสำลักความยิ่งใหญ่จนน้ำตาคลอหน่วย ทว่านางกลับยิ่งเร่งจังหวะลิ้นรัวถี่ บดขยี้ส่วนยอดมังกรด้วยเพดานปากที่อ่อนนุ่ม จนเซี่ยอวิ๋นต้องแหงนหน้าขึ้น สูดลมหายใจเข้าปอดอย่างทุรนทุราย ความร้อนแรงจากการปรนเปรอด้วยปากของนางเปรียบเสมือนการสุมไฟเข้าไปในกองฟืนที่กำลังรอวันปะทุ และบัดนี้ บุปผาดอกนี้ก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบ... พร้อมแล้วที่จะให้มังกรยักษ์รุกรานเข้าสู่ใจกลางเกสรอย่างเต็มกำลัง
เซี่ยอวิ๋นประคองสะโพกมนของนางไว้ด้วยสองมือหนา นิ้วมือของเขาฝังจมลงในหนั่นเนื้อขาวนวลราวกับจะสลักตราประทับความเป็นเจ้าของไว้บนผิวหยก สัมผัสที่ตัดกันระหว่างฝ่ามือกร้านสีทองแดงของชายหนุ่มและผิวพรรณขาวละเอียดของฮวาหลิงนั้น ช่างเป็นภาพที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในใจของบัณฑิตหนุ่มให้ตื่นเพริศยิ่งนัก
เขาหาได้เร่งรีบที่จะดับไฟราคะที่กำลังแผดเผา แต่กลับเลือกที่จะหยอกล้อกับความทรมานที่แสนหวานนั้น เซี่ยอวิ๋นจ่อส่วนหัวที่ร้อนจนขึ้นสีเข้มลงบนปากทางรักที่ชุ่มชื้น หยาดน้ำหวานที่รินไหลออกมาจากใจกลางบุปผาเคลือบฉาบไปตามลำเนื้อแกร่ง สร้างความลื่นไหลที่รัญจวนใจ ทว่าแทนที่จะกดแทรกเข้าไป เขากลับใช้ส่วนปลายที่ร้อนระอุนั้นถูไถวนเวียนอยู่รอบกลีบเนื้อนุ่มที่สั่นระริก
“อื้อ ใต้เท้า... แกล้งข้าน้อยอีกแล้วนะเจ้าคะ...” ฮวาหลิงครางประท้วงด้วยเสียงที่ขาดห้วง
“เจ้าใจร้อนเกินไปแล้ว ฮวาหลิง บุปผาที่งดงามเช่นนี้ หากไม่เปิดทางให้ดีเสียก่อน กลีบเจ้าอาจจะช้ำเอาได้นะคนดี”
เขาใช้ส่วนหัวมังกรกดเน้นเบาๆ ลงที่จุดกระสันเบื้องบน ลากไล้ผ่านรอยแยกสีชมพูสดที่เปียกชุ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางโหยหาการเติมเต็มจนแทบคลั่ง ทว่าเซี่ยอวิ๋นกลับขัดใจนางด้วยการวนเวียนอยู่เพียงภายนอก เขาเชยคางนางขึ้น จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่พร่าเบลอด้วยกามารมณ์ของนาง
“ดูสิ... เจ้าเปียกชื้นไปหมดแล้ว ฮวาหลิง เจ้าอยากให้ข้าทำอะไรกับเจ้ากันแน่” เขานิ้วมือลูบไล้หยาดน้ำหวานที่หยดลงมาตามง่ามขาของนาง แล้วนำมาละเลงลงบนยอดอกอวบอิ่ม
“ข้าน้อย... อยากให้ท่าน... เข้ามาในตัวข้าน้อยเจ้าค่ะ...”
นางอ้อนวอนพร้อมกับแอ่นสะโพกเข้าหา หวังจะให้ตัวตนที่แข็งขึงนั้นมุดหายเข้าไปในความนุ่มแน่น ทว่าเซี่ยอวิ๋นกลับขยับสะโพกหนีเพียงนิดเดียว ทิ้งให้ความว่างเปล่าเข้าจู่โจมนางจนแทบจะขาดใจ ความทรมานจากการเกือบจะได้รับแต่กลับพลาดไปนั้น รุนแรงยิ่งกว่าการถูกทอดทิ้งเสียอีก
เขาเริ่มหยอกเย้าอีกครั้ง คราวนี้เขาใช้ส่วนหัวมังกรกดแทรกเข้าไปเพียงเสี้ยวหนึ่ง ความคับแน่นที่รัดรึงอยู่รอบส่วนปลายทำให้เซี่ยอวิ๋นถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก
เรียวขาขาวผ่องบีบเข้าหากันแน่น นางค่อยๆ กดสะโพกมนลงหามังกรที่แท้จริงที่ยังคงผงาด ความคับแน่นที่สอดประสานจากด้านหลังทำให้ตัวตนของเขาเข้าลึกถึงจุดรัญจวนใจที่สุดจนนางต้องเชิดหน้าแหงนคอขึ้นรับความเสียวซ่านที่พุ่งทะลุถึงขีดสุด“อ๊า... ลึกเหลือเกินเจ้าค่ะ...”เซี่ยอวิ๋นประคองเอวบางของนางไว้มั่น เขาออกแรงกระแทกเสยขึ้นไปสอดรับกับจังหวะขย่มของนางอย่างรู้ใจ สองมือหนาเอื้อมมาเบื้องหน้าขยำปทุมถันอวบอัดทั้งสองข้างอย่างหนักหน่วง บดบี้ยอดถันที่แดงระเรื่อซ้ำๆ เพื่อกระตุ้นให้พญาหงส์ครางระงมด้วยความสุขสมที่ล้นปรี่แม้หยาดน้ำสวาทจะไหลย้อนซึมออกมาตามโคนขาและเปรอะเปื้อนบัลลังก์ทองคำที่เคยถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ทว่าทั้งคู่กลับไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยล้า เซี่ยอวิ๋นกระชากสะโพกนางเข้าหาอย่างแรงในทุกจังหวะที่นางกดกระแทกลงมาในจังหวะที่อารมณ์รักพุ่งสูงจนถึงจุดยอด ฮวาหลิงเอี้ยวตัวกลับมาสบตาเขา แววตานางส่องประกายด้วยความรักใคร่“ใต้เท้า... ฟังข้าน้อยให้ดีนะเจ้าค่ะ... ลูกในท้องของข้าน้อยคือลูกของท่าน... มีเพียงเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านเท่านั้นที่ข้าน้อยยอมให้หยั่งรากฝากชีวิตในกายนี้”คำสารภาพนั้นประหนึ่งโอสถทิพย์ที่ทำให้
เซี่ยอวิ๋นประคองเรียวขาขาวผ่องของฮวาหลิงให้แยกออกกว้างยิ่งขึ้น แล้วสอดนิ้วเรียวยาวเข้าไปอย่างแช่มช้า เขาจงใจแทรกซอนเข้าไปทีละน้อยเพื่อให้ฮวาหลิงซึมซับความหฤหรรษ์"ดูสิ... รังรักของภรรยาข้าช่างน่าอภิรมย์ยิ่งนัก แม้เพียงปลายนิ้วยังต้อนรับข้าด้วยความอบอุ่นถึงเพียงนี้"เขาโน้มใบหน้าลงไปซุกไซ้กลางกายสาวอีกครั้ง ดูดกลีบเนื้อสีหวานทั้งสองข้างอย่างหนักหน่วง สลับกับการใช้ริมฝีปากรวบเอาความอ่อนนุ่มนั้นไว้แล้วออกแรงดึงทึ้งเบาๆ เพื่อเร่งเร้าให้นางทะยานสู่ขอบสวรรค์บนบัลลังก์แห่งอำนาจนี้มือหนาแหวกกลีบบุปผาที่บวมเป่งออกจนเผยให้เห็นเนื้อนุ่มระเรื่อที่สั่นระริกอวดโฉม เซี่ยอวิ๋นใช้เรียวลิ้นสากปาดเลียซ้ำๆ ลงบนจุดไวสัมผัสที่สุดอย่างถี่รัว ลิ้นร้อนตวัดผ่านเนื้อนุ่มที่เต้นตุบตามชีพจร ทำให้ฮวาหลิงแอ่นสะโพกเข้าหาการรุกรานนั้น นางรั้งศีรษะของเขาไว้มั่น เกรงว่าเขาจะหยุดหย่อนการปรนนิบัติที่แสนรัญจวนนี้“ร่องรักของข้าปลิ้นออกมาสู้ลิ้นท่านถึงเพียงนี้แล้ว... ใต้เท้า... ได้โปรดอย่าหยุดนะเจ้าคะ”ฮวาหลิงมิได้เพียงแต่นอนนิ่งเป็นหงส์ในกรงทอง ทว่านางกลับแอ่นสะโพกมนให้ลอยเด่นขึ้นเหนืออาสน์มังกร จงใจจ่อจุดยุทธศาสตร์ที่กำ
ตำหนักเย็น ในเวลานี้ถูกกลบด้วยกลิ่นกำยาน ยาจันทราคลั่ง ยาพิษในคราบโอสถรัญจวนที่ฮวาหลิงปรุงขึ้นจากเกสรดอกไม้ต้องห้าม มีฤทธิ์กัดกร่อนสติสัมปชัญญะกลางห้องบรรทม ร่างของอดีตฮ่องเต้เจ้าเสวียนจินนั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งไม้ที่ไร้ลวดลายมังกร สภาพของบุรุษผู้เคยเหยียบย่ำแผ่นดินบัดนี้ช่างน่าเวทนาจนหาที่เปรียบไม่ได้ฉลองพระองค์สีเหลืองที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจหลุดลุ่ยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมันหอม เส้นผมที่เคยรวบตึงเป็นระเบียบสยายยุ่งเหยิง“อึก... หลิงเอ๋อร์... เจ้าอยู่ไหน...”สุรเสียงที่เคยทรงพลัง บัดนี้เหลือเพียงเสียงครางพร่าที่ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ พระองค์ทรงไขว่คว้าอากาศธาตุ พยายามจะคว้าชายเสื้อของสตรีที่พระองค์ทั้งรักและชังสุดหัวใจ นางกำนัลสี่ห้าคนที่ขยับกายเข้าหาตามคำสั่งของนางพญาผู้ครองอำนาจใหม่นางกำนัลเหล่านั้นปรนนิบัติพระองค์ด้วยท่วงท่าที่ไร้ชีวิตจิตใจ พวกนางเป็นเพียงเครื่องมือที่ฮวาหลิงทิ้งไว้เพื่อตอกย้ำความอัปยศ เจ้าเสวียนจินถูกกักขังอยู่ในภวังค์ความใคร่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ร่างกายของพระองค์ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลา พระองค์กระหายสัมผัสอย่างบ้าคลั่งที่มุมมืดหลังม่านฉากกั้น ฮวาหลิงจ้องมอง
“อึก... หลิงเอ๋อร์...” เจ้าเสวียนจินคำรามแผ่วในลำพระศอ เมื่อความร้อนระอุภายในรังรักของนางโอบรัดตัวตนของพระองค์ไว้ประหนึ่งถูกกลืนกินลงสู่มหาสมุทรที่คับแน่นฮวาหลิงมิได้ขยับกายอย่างรวดเร็วเหมือนคราก่อนๆ ทว่านางกลับใช้ความอ่อนตัวที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงในหอคณิกา มารังสรรค์บทกวีแห่งกามารมณ์ที่วิจิตรยิ่งกว่าเดิมนางโน้มตัวไปข้างหน้าจนแผ่นหลังโค้งมนประหนึ่งคันศร ปล่อยให้ทรวงอกอิ่มบดเบียดแนบชิดไปกับพระอุระ ขณะที่ช่วงล่างยังคงบีบรัดเน้นย้ำทุกจังหวะการหายใจพระสนมรูปงามขยับสะโพกเป็นจังหวะที่เชื่องช้า ใช้เข่าทั้งสองข้างยันฟูกหนาไว้มั่น ก่อนจะแอ่นสะโพกขึ้นสูงจนแก่นกายแกร่งเกือบจะหลุดพ้นจากปากทางรัก แล้วจึงทิ้งน้ำหนักกระแทกลงไปใหม่รวดเดียว จังหวะที่ต่อเนื่องและสอดประสานกันอย่างมิขาดสายทำให้เจ้าเสวียนจินทรงรู้สึกประหนึ่งถูกมนตราสะกดให้ล่องลอยอยู่ในพายุพระหัตถ์แกร่งที่เคยถือดาบสังหารคน บัดนี้กลับทำได้เพียงยึดสะโพกนางไว้แน่นด้วยความรัญจวนฮวาหลิงพลิกเปลี่ยนท่วงท่าอย่างแนบเนียน นางเอนกายไปด้านหลังจนเส้นผมยาวสลวยกวาดผ่านแข้งของพญามังกร สองมือค้ำยันลงบนฟูกนุ่มข้างกายของเขา ท่าทางที่เปิดเปลือยทุ
สายลมกระโชกแรงพัดผ่านพระตำหนักกลางน้ำ สถานที่ลี้ลับที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางสระโบกขรณีอันเงียบสงัด ม่านไหมสีขาวบางเบาปลิวไสวสะบัดไปตามแรงลมประหนึ่งปีกของดวงวิญญาณที่กำลังร่ำไห้อย่างโศกเศร้าฮ่องเต้เจ้าเสวียนจินประทับนั่งด้วยวรกายที่แผ่กลิ่นอายคุกคาม ดวงพระเนตรแดงก่ำด้วยเพลิงแห่งความระแวงสงสัย เบื้องหน้าของพระองค์คือฮวาหลิง นางถูกเรียกตัวมายามดึกสงัด ความงามของนางในยามนี้ดูเปราะบางประหนึ่งกลีบบุปผาที่กำลังจะปลิดปลิวเคร้ง!คมดาบวาววับพุ่งเข้าประชิดลำคอระหงของในชั่วพริบตา“โองการลับนั่นเป็นฝีมือเจ้าหรือไม่หลิงเอ๋อร์... จงบอกความจริงแก่ข้า ก่อนที่ดาบเล่มนี้จะกระชากวิญญาณของเจ้าออกไปเสีย” เสียงของเจ้าเสวียนจินเปี่ยมไปด้วยโทสะที่กดข่มไว้จนสั่นพร่าฮวาหลิงไม่ได้ขยับเขยื้อนกายหนีคมดาบที่จ่ออยู่ที่จุดตาย ดวงตาคู่สวยของนางไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวต่อมรณภัยตรงหน้า ทว่ากลับเต็มไปด้วยความร้าวรานอย่างสุดแสน นางช้อนสายตาขึ้นสบพระเนตรมังกรคลั่ง หยาดน้ำตาเม็ดใสเริ่มเอ่อล้นคลอหน่วยตา“ฝ่าบาท... ทรงดำริว่าหม่อมฉันจักกล้าทรยศพระองค์เพื่อสิ่งใดหรือเพคะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่บาดลึกเข้าไปในใจคนฟัง
นางใช้น้ำมันหอมสูตรพิเศษที่เหลืออยู่บนฝ่ามือลูบไล้ไปตามยอดถันและหน้าพระนาภี (หน้าท้อง) ของพระองค์ สัมผัสที่ลื่นไหลทำเอาฮ่องเต้ทรงครางหอบออกมาอย่างหมดท่า แววตาที่พระองค์มองนางในยามนี้เต็มไปด้วยความบูชา ประหนึ่งนางคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์ต้องกราบกรานเพื่อขอเศษเสี้ยวแห่งความสุขสม“เจ้ามันนางแม่มด... หลิงเอ๋อร์...”“หากหม่อมฉันเป็นแม่มด... พระองค์ก็คือเชลยที่หม่อมฉันจะกักขังไว้ในมนต์ขลังนี้ตลอดกาลเพคะ”ฮวาหลิงใช้ร่างกายส่วนล่างบดเบียดลงบนจุดกึ่งกลางของพระองค์อย่างจงใจ นางกดสะโพกสวมทับความยิ่งใหญ่ที่แข็งขืนแทรกซอนเข้าสู่กลีบกุหลาบที่แดงระเรื่อ นางจงใจหยุดค้างไว้ครู่หนึ่งเพื่อให้พระองค์สัมผัสถึงความคับแน่นที่ปากทางเข้าที่แสนเย้ายวน เมื่อนางทิ้งน้ำหนักตัวลงจนสุด ตัวตนของพระองค์ก็เข้าลึกถึงจุดที่รัญจวนใจที่สุดทุกครั้งที่ฮวาหลิงขยับโยกสะโพกขึ้นลง กลีบกุหลาบสีสดจะเผยอออกและโอบหุ้มลำมังกรไว้จนมิดชิด ผิวเนื้อที่เนียนละเอียดและนุ่มลื่นขยับรูดรั้งไปตามความยาวที่เส้นเลือดปูดโปน ประหนึ่งดอกไม้กระหายน้ำที่กำลังกลืนกินหยาดน้ำค้างอย่างตะกรุมตะกรามภาพของกลีบเนื้อที่ขยายและโอบรัดความแกร่งกร้าวไว้อย
เซี่ยอวิ๋นโน้มใบหน้าลงต่ำจนปลายจมูกสัมผัสกับกลิ่นหอมกรุ่นของผิวเนื้อ ริมฝีปากของเขาแตะลงบนรอยเลอะที่เนินอกอย่างแผ่วเบา ก่อนจะส่งปลายลิ้นร้อนผ่าวออกมาซับน้ำหมึกที่เปียกเยิ้มออกทีละจุด“ฮื่อ... ใต้เท้า...”ฮวาหลิงครางกระเส่าพลางเชิดหน้าขึ้น ลำคอระหงเกร็งจนเห็นเส้นสายสวยงาม รสชาติของหมึกกวางที่สกัดจาก
พระองค์ทรงเหวี่ยงร่างของนางลงบนตั่งไม้ อาภรณ์ที่เหลือเพียงไม่กี่ชั้นหลุดลุ่ยจนเห็นผิวขาวเนียนที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ เจ้าเสวียนจินมิได้ให้เวลานางได้พักหายใจ ร่างสูงใหญ่กำยำประดุจขุนเขาถาโถมเข้าหาทันที พระองค์ทรงใช้มือหนาหยาบกร้านจับเข่าทั้งสองข้างของนางแยกออกกว้างจนสุดแรง"แหกขารับของข้าซะ อย่าทำให้ข้า
ตามปกติแล้วยามพลบค่ำที่หอชิงโหลว มักจะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของแป้งร่ำและเสียงพิณที่หวานซึ้งชวนฝัน ทว่าในวันนี้ทุกสิ่งกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง องครักษ์เสื้อแพรสวมชุดเกราะสีเข้มถือดาบยาวข้างกาย ยืนประจำจุดทุกๆ ห้าก้าวฮวาหลิงยืนอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องภายในห้องพักส่วนตัว เรียวนิ้วที่เคยฝนหมึกอย่







