Share

บทที่ 1 ตอนที่ 3/4

last update Dernière mise à jour: 2026-01-23 09:02:04

“ในเมื่อใต้เท้าจ่ายราคามาเพื่อชมบุปผา ข้าน้อยจะกล้าหลบซ่อนความงามได้อย่างไรเจ้าคะ หรือว่าบัณฑิตผู้เก่งกล้า... จะดีแต่ตำรา ทว่าขลาดกลัวที่จะเด็ดดอกไม้จริง?”

เซี่ยอวิ๋นหัวเราะต่ำในลำคอ โน้มใบหน้าลงแนบชิดใบหู ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดผิวบอบบางจนนางสั่นสะท้าน

“เด็ดดอกไม้นั้นง่ายนัก แต่การจะเด็ดให้ถึงรากและลิ้มรสน้ำหวานจนหยดสุดท้ายนั้น... ต้องใช้มากกว่ากำลัง”

เขาเริ่มร่ายคำเปรียบเปรยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“โบตั๋นคลาคล่ำกลางน้ำค้าง... กลีบบางแย้มรับรสสวรรค์... ภมรเมามายในแสงจันทร์... หวังรุกรานใจกลางเกสรทอง...”

คำกวีนั้นคือการประกาศก้องว่าเขาต้องการรุกรานเข้าไปถึงส่วนที่ลึกที่สุดของนาง ฮวาหลิงหมุนตัวกลับมาหาเขา สายตานางพราวระยับด้วยเพลิงพิศมัย นางลูบไล้แผ่นอกแกร่งผ่านเนื้อผ้าไหมพลางเอ่ยกลอนตอบโต้อย่างเผ็ดร้อน

“ภมรผยองปีกบินว่อน... จะชอนไชบุปผาหาได้ง่าย... ระวังเพลิงวสันต์แผดเผากาย... มอดไหม้คาเกสร... มิคืนรัง”

ริมฝีปากของนางหยักยิ้มยั่วยวน ดวงตาฉ่ำน้ำมองสบเขาอย่างไม่ลดละ “ใต้เท้า... ท่านกล้าจะมอดไหม้ไปพร้อมกับข้าน้อยในคืนนี้หรือไม่?”

คำท้าทายนั้นเปรียบเสมือนเชื้อไฟที่เผาผลาญความอดทนจนมอดไหม้ เซี่ยอวิ๋นโถมกายเข้าประชิดนางในทันที มือหนาข้างหนึ่งรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาตัวจนร่างกายทั้งสองบดเบียดกันไร้ช่องว่าง ปทุมถันนุ่มหยุ่นของนางถูกบดอัดเข้ากับแผ่นอกแกร่งจนเขาสัมผัสได้ถึงยอดอกที่แข็งเป็นไตผ่านชั้นผ้าไหมบางเบา มืออีกข้างของเขาเชยคางมนของนางขึ้น บังคับให้สบตากับเขาในระยะห่างเพียงลมหายใจกั้น

“ข้าหาได้เพียงยอมมอดไหม้ไปกับเจ้าไม่ แต่ข้าจะเคี่ยวกรำจนเจ้ากลายเป็นเถ้าถ่านที่โหยหาเพียงหยดน้ำจากข้าเท่านั้น... ฮวาหลิง”

เซี่ยอวิ๋นใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงวนที่ริมฝีปากล่างของนาง บังคับให้นางเผยอปากออก ก่อนจะกดจุมพิตลงไปอย่างดุดัน รสสุราที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้นของทั้งคู่ผสมปนเปจนกลายเป็นรสชาติที่มอมเมาสติ

ลิ้นร้อนของเซี่ยอวิ๋นรุกล้ำเข้าไปในโพรงปากหวานล้ำอย่างถือสิทธิ์ ตวัดเกี่ยวพันกับลิ้นเล็กอย่างช่ำชอง ดูดซับความหวานและเสียงครางอื้ออึงในลำคอ ฮวาหลิงขยุ้มคอเสื้อของเขาแน่น ร่างกายอ่อนระทวยภายใต้สัมผัสที่จาบจ้วงแต่นุ่มนวลนั้น

เซี่ยอวิ๋นถอนริมฝีปากออกช้าๆ เลื่อนลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอขาวกรุ่น เขาขบเม้มผิวเนื้ออ่อนบริเวณชีพจรจนเกิดรอยแดงจางๆ

“อา... ใต้เท้า...” ฮวาหลิงเชิดหน้าขึ้นรับสัมผัส มือของนางเริ่มลูบไล้ไปตามแผ่นหลังและไหล่หนาของเขาอย่างลืมตัว

เซี่ยอวิ๋นเลื่อนมือจากเอวขึ้นมากุมยอดอกอวบอิ่ม เขาบีบเค้นความนุ่มหยุ่นนั้นจนฮวาหลิงส่งเสียงครางพร่าออกมา อาภรณ์ผ้าไหมลื่นไถลลงไปกองอยู่ที่เอวอย่างแช่มช้า ยอดปทุมถันสีชมพูระเรื่อประดุจกลีบดอกท้อชูชันล่อตา ท้าทายให้ภมรหนุ่มเข้าลิ้มลอง เซี่ยอวิ๋นใช้ริมฝีปากและปลายลิ้นครอบครองยอดอกข้างหนึ่ง แรงดูดดึงที่หนักหน่วงสลับเบาทำให้นางแอ่นอกรับด้วยความเสียวซ่าน มือเรียวเล็กของนางขยุ้มลงบนกลุ่มผมดำขลับของเขา บังคับให้เขาบดเบียดริมฝีปากลงมาให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น

มืออีกข้างของเขามิได้ว่างเว้น เลื่อนลงไปเบื้องล่างเพื่อรูดรั้งอาภรณ์ที่เหลือของนางให้ร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น ทิ้งไว้เพียงร่างเปลือยเปล่าที่ไร้ซึ่งสิ่งใดปกปิด

เขารั้งร่างของนางให้ถอยหลังไปจนแผ่นหลังเนียนสัมผัสกับขอบโต๊ะ เซี่ยอวิ๋นแทรกตัวเข้าไประหว่างขาเรียวสวย จับเรียวขาข้างหนึ่งของนางยกขึ้นพาดบ่าหนา เปิดเผยให้เห็นบุปผาลับที่ซ่อนเร้นอยู่ท่ามกลางดงไหมสีดำขลับ กลีบเนื้อนุ่มสีสดฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำหวานที่เริ่มหลั่งรินออกมาต้อนรับผู้รุกราน

“บุปผาของเจ้าช่างงดงามยิ่งนัก” เซี่ยอวิ๋นกระซิบพลางใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงวนที่ยอดเกสรสีหวานที่ซ่อนอยู่ภายใน

“อ๊า... ใต้เท้า... อย่าแกล้งข้าน้อย...” ฮวาหลิงครางชื่อเขาเสียงพร่า ใบหน้าของนางแดงก่ำ ดวงตาฉ่ำปรอยมองสบเขาอย่างเว้าวอน

เขาใช้ปลายนิ้วแยกกลีบบุปผาที่อ่อนนุ่มออกช้าๆ เผยให้เห็นรอยแยกสีชมพูสดที่เปียกชุ่ม ก่อนจะกดจุมพิตลงไปที่ส่วนที่ไวต่อสัมผัสที่สุด ลิ้นร้อนของบัณฑิตหนุ่มตวัดเลียรอยแยกนั้นอย่างตะกรุมตะกราม รสชาติหวานล้ำที่ปนมากับกลิ่นอายสาวทำให้เขาแทบคลั่ง เขาใช้ลิ้นรัวถี่สลับกับการดูดซดหยาดน้ำหวานประดุจภมรที่กำลังกระหายน้ำค้างกลางป่า ฮวาหลิงจิกเล็บลงบนไหล่กว้างของเขา ร่างกายบิดเร่าไปมาตามจังหวะลิ้นที่จู่โจมอย่างไม่ลดละ ความเสียวซ่านแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลังจนนางแทบจะทรงตัวไม่อยู่

เซี่ยอวิ๋นปลดสายคาดเอวของตนเองออก ปล่อยให้มังกรยักษ์ที่แข็งขึงดีดตัวออกมาทักทายอากาศ เส้นเลือดปูดโป่งลากผ่านตามความยาวของลำเนื้อที่ใหญ่โตเกินกว่าสตรีใดจะรับไหว ทว่าฮวาหลิงกลับไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัว นางกลับมองสิ่งนั้นด้วยดวงตาที่ฉ่ำปรือ

ร่างอรชรค่อยๆ ทรุดกายลงคุกเข่าต่อหน้าขุนนางหนุ่ม ท่วงท่าของนางยังคงความสง่างามดุจหงส์ที่กำลังก้มลงดื่มน้ำในสระสวรรค์ ผมดำขลับทิ้งตัวสลวยลงมาคลอเคลียหน้าขาแกร่งของเขา ฮวาหลิงช้อนสายตาขึ้นมองเซี่ยอวิ๋นผ่านม่านผมอย่างยั่วยวน ก่อนจะเอื้อมมือนุ่มนิ่มทั้งสองข้างออกไปกุมรัดแท่งหยกยักษ์นั้นไว้หลวมๆ ความบอบบางของมือสตรีเมื่อเทียบกับขนาดมังกรที่ผยองเดช ยิ่งขับเน้นความดิบเถื่อนของกามารมณ์ให้เด่นชัด

นางโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นเป่ารดส่วนยอดที่ปูดพองซึ่งมีหยาดน้ำใสซึมเยิ้มออกมาเล็กน้อย ฮวาหลิงแลบปลายลิ้นสีชมพูออกมาตวัดเลียหยาดน้ำค้างแห่งวสันต์นั้นอย่างแช่มช้า รสชาติคาวหวานจางๆ ของบุรุษเพศทำให้ชื่อของเซี่ยอวิ๋นถูกขานในใจนางซ้ำๆ

“ใต้เท้าช่างน่าเกรงขามนักเจ้าค่ะ”

จากนั้นริมฝีปากสีชาดที่เคยร่ายบทกวีอย่างละเมียดละไม ก็เผยออกกว้างเพื่อครอบครองส่วนยอดของมังกรยักษ์เข้าสู่โพรงปากนุ่ม นางใช้ปลายลิ้นวนเวียนหยอกเย้าอยู่รอบรอยแยกที่ส่วนปลาย ก่อนจะค่อยๆ ขยับศีรษะ รูดรั้งเอาความยิ่งใหญ่ของเขาเข้าสู่ลำคออย่างลึกซึ้งเท่าที่จะทำได้

“อึ่ก... ซี๊ดดด...”

เซี่ยอวิ๋นถึงกับผงะค้าง แรงดูดดึงจากโพรงปากของฮวาหลิงนั้นช่ำชองอย่างที่เขาไม่เคยพบคู่เปรียบ ปลายลิ้นของนางไม่ได้เพียงแค่วนเวียน แต่กลับเน้นหนักในจุดกระสันและรูดไล้ไปตามแนวเส้นเลือดที่ข้างลำเนื้ออย่างจงใจ

นางเคลื่อนมือนุ่มและเรียวปากอิ่มไปพร้อมกัน สร้างจังหวะที่บีบคั้นอารมณ์จนเซี่ยอวิ๋นรู้สึกราวกับว่ามังกรยักษ์ของเขาจะแตกสลายลงในโพรงปากนุ่มของนางเสียให้ได้ ขุนนางหนุ่มทอดสายตามองภาพนางคณิกาผู้สูงศักดิ์ที่กำลังก้มหน้าก้มตาปรนเปรอตัวตนของเขาด้วยความตั้งอกตั้งใจ ความภูมิใจในอำนาจและเพลิงราคะพุ่งพล่านจนถึงขีดสุด เขาเริ่มกระตุกสะโพกสอบเข้าหาปากของนางช้าๆ บังคับให้นางรับตัวตนของเขาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก

ฮวาหลิงสำลักความยิ่งใหญ่จนน้ำตาคลอหน่วย ทว่านางกลับยิ่งเร่งจังหวะลิ้นรัวถี่ บดขยี้ส่วนยอดมังกรด้วยเพดานปากที่อ่อนนุ่ม จนเซี่ยอวิ๋นต้องแหงนหน้าขึ้น สูดลมหายใจเข้าปอดอย่างทุรนทุราย ความร้อนแรงจากการปรนเปรอด้วยปากของนางเปรียบเสมือนการสุมไฟเข้าไปในกองฟืนที่กำลังรอวันปะทุ และบัดนี้ บุปผาดอกนี้ก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบ... พร้อมแล้วที่จะให้มังกรยักษ์รุกรานเข้าสู่ใจกลางเกสรอย่างเต็มกำลัง

เซี่ยอวิ๋นประคองสะโพกมนของนางไว้ด้วยสองมือหนา นิ้วมือของเขาฝังจมลงในหนั่นเนื้อขาวนวลราวกับจะสลักตราประทับความเป็นเจ้าของไว้บนผิวหยก สัมผัสที่ตัดกันระหว่างฝ่ามือกร้านสีทองแดงของชายหนุ่มและผิวพรรณขาวละเอียดของฮวาหลิงนั้น ช่างเป็นภาพที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในใจของบัณฑิตหนุ่มให้ตื่นเพริศยิ่งนัก

เขาหาได้เร่งรีบที่จะดับไฟราคะที่กำลังแผดเผา แต่กลับเลือกที่จะหยอกล้อกับความทรมานที่แสนหวานนั้น เซี่ยอวิ๋นจ่อส่วนหัวที่ร้อนจนขึ้นสีเข้มลงบนปากทางรักที่ชุ่มชื้น หยาดน้ำหวานที่รินไหลออกมาจากใจกลางบุปผาเคลือบฉาบไปตามลำเนื้อแกร่ง สร้างความลื่นไหลที่รัญจวนใจ ทว่าแทนที่จะกดแทรกเข้าไป เขากลับใช้ส่วนปลายที่ร้อนระอุนั้นถูไถวนเวียนอยู่รอบกลีบเนื้อนุ่มที่สั่นระริก

“อื้อ ใต้เท้า... แกล้งข้าน้อยอีกแล้วนะเจ้าคะ...” ฮวาหลิงครางประท้วงด้วยเสียงที่ขาดห้วง

“เจ้าใจร้อนเกินไปแล้ว ฮวาหลิง บุปผาที่งดงามเช่นนี้ หากไม่เปิดทางให้ดีเสียก่อน กลีบเจ้าอาจจะช้ำเอาได้นะคนดี”

เขาใช้ส่วนหัวมังกรกดเน้นเบาๆ ลงที่จุดกระสันเบื้องบน ลากไล้ผ่านรอยแยกสีชมพูสดที่เปียกชุ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางโหยหาการเติมเต็มจนแทบคลั่ง ทว่าเซี่ยอวิ๋นกลับขัดใจนางด้วยการวนเวียนอยู่เพียงภายนอก เขาเชยคางนางขึ้น จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่พร่าเบลอด้วยกามารมณ์ของนาง

“ดูสิ... เจ้าเปียกชื้นไปหมดแล้ว ฮวาหลิง เจ้าอยากให้ข้าทำอะไรกับเจ้ากันแน่” เขานิ้วมือลูบไล้หยาดน้ำหวานที่หยดลงมาตามง่ามขาของนาง แล้วนำมาละเลงลงบนยอดอกอวบอิ่ม

“ข้าน้อย... อยากให้ท่าน... เข้ามาในตัวข้าน้อยเจ้าค่ะ...”

นางอ้อนวอนพร้อมกับแอ่นสะโพกเข้าหา หวังจะให้ตัวตนที่แข็งขึงนั้นมุดหายเข้าไปในความนุ่มแน่น ทว่าเซี่ยอวิ๋นกลับขยับสะโพกหนีเพียงนิดเดียว ทิ้งให้ความว่างเปล่าเข้าจู่โจมนางจนแทบจะขาดใจ ความทรมานจากการเกือบจะได้รับแต่กลับพลาดไปนั้น รุนแรงยิ่งกว่าการถูกทอดทิ้งเสียอีก

เขาเริ่มหยอกเย้าอีกครั้ง คราวนี้เขาใช้ส่วนหัวมังกรกดแทรกเข้าไปเพียงเสี้ยวหนึ่ง ความคับแน่นที่รัดรึงอยู่รอบส่วนปลายทำให้เซี่ยอวิ๋นถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 6 ตอนที่ 2/3

    เซี่ยอวิ๋นในยามนี้ช่างมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ ความอ่อนโยนที่แผ่ออกมาเปรียบประดุจลำธารน้ำเย็นที่ไหลชโลมบาดแผลจากไฟป่า เขาดูเหมือนเทพบุตรที่ยอมก้าวลงมาในบ่อโคลนเพียงเพื่อฉุดรั้งนางไว้ เขาเชยคางมนของนางขึ้นช้าๆ ดวงตาฉ่ำน้ำของคณิกาสาวประสานเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูน ใบหน้าคมเข้มค่อยๆ โน้มลงมาหาจนสัมผัสถึงลมหายใจของกันและกันเซี่ยอวิ๋นประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากของนางอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่บุรุษคนหนึ่งจะกระทำได้ จุมพิตนี้ไร้ซึ่งการรุกราน ไร้ซึ่งอำนาจสั่งการ มีเพียงความละมุนละไมที่พยายามซึมซาบเข้าไปปลอบประโลมความบอบช้ำ เขาถอนริมฝีปากออกเพียงนิด แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยน้ำตาที่ข้างแก้มของนางอย่างทะนุถนอม“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน... หลิงเอ๋อร์”เสียงน้ำกระเพื่อมไหวรุนแรงขึ้นเมื่อเซี่ยอวิ๋นมิได้หยุดอยู่เพียงขอบสระ บุรุษผู้สูงศักดิ์ก้าวลงมาในน้ำทั้งที่ยังสวมชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มเต็มยศ ผ้าไหมปักลายเมฆามงคลที่มีน้ำหนักมหาศาลยามเปียกโชกกลับมิได้เป็นอุปสรรคต่อความมุ่งมั่นของเขาแม้แต่น้อย เขาสละสิ้นซึ่งมาดขุนนางผู้สุขุมเพื่อก้าวเข้ามาหาหญิงสาวที่เขาเทิดทูนเหนือสิ่งใดไอร้อนจากสระหยกโอบล้อมร

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 6 ตอนที่ 1/3

    ลำแสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่าง ฮวาหลิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า นางพยายามจะขยับกายทว่าความเจ็บแปลบที่แล่นพล่านจากท้องน้อยลามไปถึงไขสันหลังกลับทำให้นางต้องนิ่วหน้าและครางแผ่วออกมาด้วยความระทมนางรู้สึกปวดร้าวประหนึ่งถูกขุนเขาบดทับ การเคลื่อนไหวแม้เพียงปลายนิ้วคือการตอกย้ำถึงความป่าเถื่อนที่เพิ่งผ่านพ้นไป ผิวพรรณของนางรู้สึกแห้งตึง อบอวลไปด้วยคราบไคลและคราบน้ำรักที่แห้งกรังติดกายเสี่ยวชุ่ย สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาพร้อมตะเกียงดวงเล็ก แสงไฟสลัวกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล นางวางถาดน้ำแกงบำรุงลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างแผ่วเบา"พี่ฮวาหลิง... ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ"สาวใช้ตัวน้อยหลบสายตาทันทีเมื่อเหลือบเห็นรอยช้ำสีกุหลาบเข้มที่ซอกคอและลาดไหล่ซึ่งโผล่พ้นสาบเสื้อ แววตาของนางเต็มไปด้วยความเวทนาและหวาดกลัว ฮวาหลิงเห็นเงาสะท้อนนั้นแล้วก็ได้แต่แค่นยิ้มในใจ สภาพของนางในยามนี้มิอาจเรียกได้ว่าเป็นสตรีผู้เลอโฉม ผิวกายของนางมิต่างจากหนังสัตว์ที่ถูกพยัคฆ์ร้ายขย้ำจนยับเยินไม่นานนัก แม่เล้าแห่งหอชิงโหลวก็ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งเช่นทุกวัน นางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ยังคงอ

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 5 ตอนที่ 3/3

    เจ้าเสวียนจินพ่นลมหายใจร้อนพร่าออกมาเมื่อความคับแน่นรุกรานเข้าสู่จุดที่ลึกที่สุดในโพรงปากของนาง ฮวาหลิงใช้จุดกระสันภายในดูดดึงมังกรยักษ์อย่างเป็นจังหวะถี่รัว สลับกับการใช้นิ้วเรียวคลึงวนที่ฐานอย่างรู้หน้าที่ ความชำนาญของนางทำให้ฮ่องเต้หนุ่มผู้เคยผ่านสตรีนับร้อยถึงกับต้องใช้มือแกร่งค้ำขอบโต๊ะไว้มั่น มัดกล้ามเนื้อตามท่อนแขนและลำคอเกร็งเขม็งจนเส้นเลือดปูดโปน"รสชาติของพระองค์... ช่างดุดันและดียิ่งนักเพคะ" นางผละริมฝีปากออกมาเพียงครู่เพื่อกระซิบด้วยเสียงที่พร่าระรวย หยาดน้ำหวานใสไหลย้อยจากมุมปากดูเย้ายวนใจเกินพรรณนา"หม่อมฉันอยากจะกลืนกินพระองค์ไว้ทั้งหมด... มิให้เหลือแม้เพียงหยดเดียว"แสงเทียนสลัวภายในห้องบรรทมส่องกระทบร่างเปลือยเปล่า ที่คุกเข่าหมอบราบอยู่แทบเท้าโอรสสวรรค์ เส้นผมสลวยที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตบัดนี้ยุ่งเหยิงปรกใบหน้าและลาดไหล่เนียน ทว่าความกระเซอะกระเซิงนั้นกลับขับเน้นให้นางดูงดงามปานเทพธิดาจำแลงที่กำลังทำเรื่องหยาบโลนที่สุดเพื่อปรนเปรอพระเจ้าในดวงใจ"นางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์... คณิกาเช่นเจ้าทำไมถึงได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้"เจ้าเสวียนจินสบถคำหยาบออกมาด้วยความเสียวซ่านที่พุ่งทะยานเ

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 5 ตอนที่ 2/3

    เจ้าเสวียนจินคำรามกึกก้อง พระองค์ทรงกระชากสาบเสื้อของฮวาหลิงออกจนพ้นไหล่นวลอย่างมิใยดี ก่อนจะบีบปลายคางนางให้แหงนเงยจนลำคอระหงตึงเครียดเพื่อเพ่งมองรอยหมึกนั้นให้ชัด แววตาของมังกรคลั่งวาวโรจน์ไปด้วยความพิโรธ"อึก... ฝ่าบาท... หม่อมฉัน..."นางยังมิทันได้เอ่ยคำแก้ตัว เจ้าเสวียนจินก็ทรงฝังใบหน้าลงบนรอยหมึกนั้นอย่างป่าเถื่อน พระองค์ทรงใช้ริมฝีปากและไรฟันคมบดเค้น ดูดดึงผิวเนื้อขาวนวลอย่างรุนแรงประหนึ่งจะกระชากเอาสีหมึกนั้นออกไปจากผิวของนาง แรงดูดดึงมหาศาลทำให้ผิวเนื้อขึ้นห้อเลือดสีเข้มทับถมลงบนรอยหมึกของชายอื่นจนมิดสิ้น"เจ้ามันร่านนักนะ หลิงเอ๋อร์! ร่างกายนี้เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ร่องรอยของชายอื่นข้าจะขยี้มันให้จมดิน!"พระองค์สบถด่าทอนางด้วยวาจาหยาบโลนเพื่อกดให้นางสยบยอม ก่อนจะจับร่างของฮวาหลิงพลิกหันหลังให้อย่างรวดเร็ว ทรงกดแผ่นหลังนวลให้แอ่นรับแรงอารมณ์ในท่ายืนกลางห้อง ทรงงัดมังกรยักษ์ที่ร้อนระอุและขยายขนาดจนสุดขีดออกมา แล้วจ้วงแทงเข้าสู่ถ้ำวสันต์ที่ยังชุ่มโชกจากศึกก่อนหน้าอย่างอุกอาจ"อ๊าาาาาาา!"ฮวาหลิงหวีดร้องสุดเสียงเมื่อความใหญ่โตมหาศาลรุกรานเข้ามาโดยมิบอกกล่าว ในขณะที่ช่วงล่าง

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 5 ตอนที่ 1/3

    ภายในห้องนอนที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหอมบุปผา บัดนี้กลับถูกยึดครองด้วยกลิ่นกำยานมังกรอันเข้มข้น กลิ่นไม้หอมและพิมเสนป่าอันแสนดุดันมอมเมาประสาทสัมผัสจนกลิ่นอายเดิมของเจ้าของห้องเลือนหายไปสิ้น ประหนึ่งเป็นการประกาศก้องว่าทุกอณูในเขตคามแห่งนี้คืออาณาเขตของจักรพรรดิเพียงผู้เดียวเจ้าเสวียนจินประทับยืนนิ่งอยู่กลางห้อง สุรเสียงทรงอำนาจสั่งไล่ข้าราชบริพารและองครักษ์ออกไปจนสิ้น เหลือเพียงพระองค์กับยอดคณิกาที่อยู่ในอาภรณ์แพรบางเบา ดูประหนึ่งลูกกวางหลงทางท่ามกลางรังพยัคฆ์พลาญฮวาหลิงสูดลมหายใจเข้าลึก บังคับความสั่นเทาให้แปรเปลี่ยนเป็นจริตจะก้านที่แสนสุนทรีย์ สะโพกมนส่ายไหวอย่างเย้ายวนภายใต้ผ้าแพรโปร่งในยามที่นางสืบเท้าเข้าหา ฮวาหลิงหยุดลงตรงหน้าพระองค์ในระยะที่ใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนของมังกรคลั่งรดรินลงบนนวลหน้าผากนางช้อนสายตาขึ้นสบพระเนตรด้วยแววตาหยาดเยิ้ม ขนตางอนหนาสั่นระริกดูน่าทะนุถนอมประหนึ่งบุปผาต้องหยาดพิรุณ"หม่อมฉันจะช่วยเปลื้องอาภรณ์นะเพคะ..."เรียวนิ้วสวยที่ได้รับการบำรุงด้วยน้ำมันหอมจนนุ่มละมุน ลูบไล้ผ่านสายคาดเอวหยกอย่างเชื่องช้า นางจงใจให้ปลายนิ้วกรีดกรายผ่านหน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้า

  • กลมังกร พ่ายกลอนบุปผา   บทที่ 4 ตอนที่ 4/4

    แรงเสียดทานที่เพิ่มขึ้นทำให้กลีบบุปผาที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำสังวาทส่งเสียงแฉะชื้น เร้าอารมณ์ยิ่งกว่าเสียงดนตรีใดในหอแดงแห่งนี้ เรียวขาที่พาดอยู่บนบ่าแกร่งมิได้วางไว้เฉยๆ ฮวาหลิงใช้ส้นเท้าจิกเกร็งลงบนแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคมดาบของจักรพรรดิ แล้วออกแรงดึงรั้งให้ร่างหนาบดเบียดเข้ามาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การกระทำนี้ช่วยให้มังกรยักษ์กระแทกเข้าถึงจุดตายที่ลึกที่สุดจนนางต้องจิกเกร็งปลายนิ้วเท้าแน่น ร่างกายเบื้องล่างสั่นระริกจากการถูกเติมเต็มจนล้นปรี่"มังกรของข้ามันใหญ่โตจนเจ้าจุกไปถึงทรวงเลยใช่ไหม! บอกข้าสิว่ามิมีบุรุษใดทำเจ้าได้ถึงใจเท่าข้าอีก!" เจ้าเสวียนจินคำรามพลางกดสะโพกเน้นย้ำลงไปซ้ำๆ จนตั่งไม้สั่นคลอน"อ๊าาา... ฝ่าบาท... ฮือออ... แรงกระแทกของพระองค์... มันจุกไปทั้งท้องน้อยเลยเพคะ..." ฮวาหลิงหวีดร้องออกมาอย่างมิอาจกลั้น "เสียวจน... เสียวจนหม่อมฉันจะกั้นน้ำไว้มิอยู่แล้วเพคะ!"ความจุกเสียดและความซ่านสยิวที่พุ่งทะยานทำให้นางรู้สึกวูบวาบประหนึ่งหยาดน้ำจะราดรดลงบนตั่งไม้ สะโพกมนแอ่นขึ้นรับแรงกระแทกอย่างลืมอาย สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านมือเรียวสวยเลื่อนขึ้นลูบไล

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status