LOGINเพื่อบุรุษที่ไม่มีใจ นางถึงกับทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ครอบครอง แต่แล้ว...จุดจบกลับกลายเป็นความตายที่เขามอบให้ นางยังจดจำน้ำเสียงเย็นชาและสายตาที่มองมาอย่างไม่ไยดี ครานี้รู้แล้ว ความรักหาใช่ทุกสิ่ง เซี่ยหรงเหยา บุตรีจากจวนโสวฝู่ สตรีที่ถูกขนานนามว่าเป็นอันธพาลน้อยแห่งเป่ยหมิง หลังถูกชายที่รักสังหาร นางจึงได้เกิดใหม่ และคิดจะถอยห่างจากตัวหายนะเหล่านั้น ใช้ชีวิตให้ดี...เพื่อจะได้ไม่ถูกถูกตีตายเหมือนชาติที่แล้วอีก ทว่า...พี่ชายของมู่หรงจ้าน ที่ได้ยินนางเล่นกู่ฉินครั้งแรก กลับตามติดนางไม่ห่าง คิดจะใช้ชีวิตไปวันๆ กลับต้องพัวพันกับเรื่องยุ่งยาก แต่หลังจากได้ใกล้ชิดชายหนุ่มผู้นั้น นางพบว่าเขาช่างแตกต่างจากน้องชาย และยามนี้ คนผู้นั้นได้เริ่มจริงจังกับนางแล้ว
View More“องค์รัชทายาทเพคะ พระองค์ยินดีจะช่วยหม่อมฉันเอาชนะคนเหล่านั้นหรือไม่” เสียงของนางอ่อนหวานแต่มั่นคง ทุกสายตาในลานฝึกต่างหันมาจับจ้องยังหญิงสาว พี่ชายของนางที่ได้ยินน้องสาวแสดงความขวัญกล้า เขาถึงกับอ้าปากค้าง
ส่วนมู่หรงฉางชิงทำเพียงยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบฉายแววบางอย่างที่ไม่มีใครอ่านออก “แน่นอน...เปิ่นไท่จื่อย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของเจ้า” คำตอบนั้นทำให้คนที่อยู่ในลานฝึกต่างเงียบกริบ ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังขึ้นอีกครั้ง เพราะการแข่งขันครั้งนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว คำพูดของชายหนุ่มแม้จะทำให้ใบหน้าของเซี่ยหรงเหยาร้อนผ่าว แต่หญิงสาวก็ยังคงรักษาท่าทีได้อย่างสง่างาม ดวงตาคู่งามนิ่งสงบ ริมฝีปากบางยกยิ้มราวกับไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในอก หัวใจกำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาข้างนอก สืออีที่ยืนอยู่ด้านนอกลานฝึก มองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ “ครั้งก่อนเป็นพี่ชายที่ใช้องค์รัชทายาทเพื่อจัดการกับตวนอ๋อง ครั้งนี้เป็นน้องสาว...คนสกุลเซี่ยนี่ช่างใจกล้ายิ่งนัก” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่กลับรู้สึกชื่นชมพวกเขาในใจ “เจ้ากล้าใช้เขาลงแข่งกับตวนอ๋องได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา เพราะกลัวว่ารัชทายาทหนุ่มจะได้ยิน “ข้าไม่มีทางเลือก” เซี่ยหรงเหยาตอบกลับพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย “หากพี่ชายของข้าเอาชนะตวนอ๋อง นั่นก็หมายความว่าสกุลเซี่ยทำให้ราชวงศ์ต้องเสียหน้า แต่หากพ่ายแพ้...เจ้าคิดว่าคนอย่างหลินเสวี่ยถงจะไม่แก้แค้นข้าหรือ” ว่านหนิงอวิ๋นพยักหน้าเห็นด้วย “เพราะอย่างนั้น เจ้าจึงใช้องค์รัชทายาทสั่งสอนตวนอ๋องสินะ” “ก็พวกเขาเป็นพี่น้องกัน จะแพ้หรือชนะก็ไม่เกี่ยวกับคนนอกอย่างพวกเรา” เซี่ยหรงเหยาตอบพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เป่าหนิง! เจ้าฉลาดที่สุด!” ว่านหนิงอวิ๋นเผลอร้องออกมาด้วยความดีใจ จนลืมไปว่า...ตนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน “เป่าหนิงหรือ...” เสียงทุ้มต่ำพึมพำแผ่วเบา มู่หรงฉางชิงที่ยืนอยู่ด้านหลังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เป่าหนิงของข้า...” แววตาคมกริบฉายแววอ่อนโยนขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปเรียบนิ่งดั่งเดิม น้ำเสียงของชายหนุ่มแม้จะแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนพอให้สืออีที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้ยินเต็มสองหู องครักษ์หนุ่มยกมือปิดปากตนเอง บัดนี้เขาได้รู้ถึงความรู้สึกและจุดประสงค์ของนายเหนือหัว ที่พยายามเข้าใกล้หญิงสาวสกุลเซี่ยแล้ว เมื่อเห็นรัชทายาทผู้เยือกเย็นในยามศึก เผยรอยยิ้มอ่อนโยนเพียงเพราะหญิงสาวนางหนึ่ง...เกรงว่าพี่น้องที่ชายแดน คงได้รีบจัดงานเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองแล้ว ทางด้านมู่หรงจ้านที่คิดว่าตนจะสามารถควบคุมเซี่ยหรงเหยาเอาไว้ในกำมือ กลับนึกไม่ถึงเลยว่า...พี่ชายต่างมารดาจะตอบตกลงเข้าร่วมการแข่งขันอย่างง่ายดายเช่นนั้น ยิ่งเมื่อนึกถึงภาพก่อนหน้านี้ ภาพที่มู่หรงฉางชิงโอบสตรีของตนไว้ในอ้อมแขน ความรู้สึกขุ่นเคืองและความอยากเอาชนะก็พลันพุ่งพล่านขึ้นมาในอก ร่างสูงก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าพี่ชายผู้มีอำนาจเหนือกว่าตน แววตาคมยามนี้เต็มไปด้วยแรงกดดัน “ถ้าท่านพ่ายแพ้ให้ข้าในวันนี้ จะต้องถูกเสด็จพ่อทรงตำหนิอย่างหนัก ฟังคำของข้าเถิด ถอนตัวไปซะ แล้วข้าจะถือว่าทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น” ชายหนุ่มไม่มีท่าทีสุภาพหลงเหลืออยู่อีกแล้ว น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยการข่มขู่ แต่กลับไม่อาจสั่นคลอนสีหน้าสงบนิ่งของมู่หรงฉางชิงได้แม้แต่น้อย “ในยามปกติ...เจ้าใช้ปากยิงธนูหรือ” เพียงคำพูดเดียว กลับทำให้มู่หรงจ้านถึงกับหุบปากเงียบไปทันที ความเยือกเย็นในน้ำเสียงนั้น ทำให้บรรยากาศรอบลานฝึกเงียบงันลง การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นโดยมีอาจารย์ฟ่านเป็นผู้ตัดสิน สองเชื้อพระวงศ์หนุ่มก้าวออกมายืนประจันหน้า เบื้องหน้าเป็นเป้าธนูสองอันที่ตั้งห่างออกไปนับร้อยจั้ง “ข้ายังคงจะพูดคำเดิม หากท่านถอยตอนนี้ เรื่องทั้งหมดในวันนี้จะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น” มู่หรงจ้านกล่าวอีกครั้งขณะน้าวสายธนู “สืออี...” เสียงเรียกของมู่หรงฉางชิงดังขึ้นเบาๆ องครักษ์คนสนิทก้าวออกมาพร้อมผ้าปิดตา ก่อนจะส่งให้เจ้านายของตน มู่หรงฉางชิงรับมาแล้วเดินมายังเซี่ยหรงเหยา เพื่อให้ฟ้นางช่วยผูกปิดดวงตาของตนเองอย่างไม่ลังเล “นี่!...” หญิงสาวตกใจต่อการกระทำของชายหนุ่ม ทว่ารอบด้านมีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้อง นางจำใจต้องผูกผ้าปิดตาให้รัชทายาทหนุ่มอย่างไม่เต็มใจนัก “ขอบคุณนะ...เป่าหนิง” เสียงกระซิบชื่อเล่นของตนทำหญิงสาวใบหน้าร้อนผ่าว ไม่คิดว่าคนผู้นี้จะรู้แม้กระทั่งชื่อเล่นที่พระนางไทเฮาทรงตั้งให้ตน หลังมู่หรงฉางชิงถูกปิดดวงตา สืออีได้พาชานหนุ่มเดินมาหยุดยังที่เดิม เสียงสายธนูถูกดึงจนตึง ก่อนที่ลูกธนูจะถูกปล่อยออกไปในพริบตา เสียง “ฉึก!” ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน “สิบแต้ม!” อาจารย์ฟ่านขานเสียงดัง ธนูดอกนั้นปักอยู่ตรงกลางเป้าอย่างแม่นยำ ทั้งที่ชายหนุ่มมิได้เล็งแม้แต่น้อย อีกทั้งยังถูกปิดตาอยู่ “ว้าว! ช่างเก่งกาจยิ่งนัก สมกับเป็นแม่ทัพผู้เก่งกาจ!” ว่านหนิงอวิ๋นร้องออกมาพร้อมตบมือเสียงดังด้วยความตื่นเต้น มู่หรงจ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับรู้สึกมือทั้งสองข้างสั่นเทา ธนูในมือถูกน้าวเอาไว้ แต่กลับไม่กล้าปล่อยออกไป “อะไร...เจ้ากลัวแล้วรึ” แม้ดวงตาของมู่หรงฉางชิงจะยังคงถูกปิดเอาไว้ ทว่าน้ำเสียงกลับเฉียบคม กระแทกลงกลางใจน้องชายต่างมารดาได้อย่างแม่นยำ ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วลานฝึกอีกครั้ง เหล่าผู้ชมต่างกลั้นหายใจรอชมผลงานของตวนอ๋อง แต่จนแล้วจนรอด ลูกธนูดอกนั้นก็ไม่ถูกยิงออกไปเสียที ยามนี้ในใจของทุกคน ต่างรู้ดีว่า ผู้ชนะ...อาจถูกตัดสินไปแล้วตั้งแต่ลูกธนูดอกแรกพุ่งออกจากสาย มู่หรงจ้านพูดไม่ออก เขาผ่อนสายธนูลงช้าๆ ก่อนจะโยนมันลงพื้นอย่างแรง เสียงคันธนูกระทบพื้นดังสะท้อนก้อง “ข้าจะจดจำความอัปยศในวันนี้ให้ขึ้นใจ” น้ำเสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความอาฆาต เขาหันหลังให้ทุกคนแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก “ไชโย! เราชนะแล้ว!” เสียงโห่ร้องของว่านหนิงอวิ๋นดังขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะสดใสของเซี่ยหรงเหยา สตรีทั้งสองจับมือกันกระโดดไปมาด้วยความดีใจ ท่าทางร่าเริงของทั้งคู่ทำให้เหล่าพี่ชายที่ยืนมองอยู่ ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
reviews