LOGINไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกทีรถก็จอดสนิทที่จุดพักรถแล้ว
“หนูไปเข้าห้องน้ำนะ” หันไปบอกพี่เลย์ก่อนจะลงจากรถ กวาดสายตามองรอบบริเวณคนเยอะพอสมควรค่ะ แต่ฉันไม่รู้จักใครสักคน
“แล้วไอ้เลย์ล่ะ” พี่บอลเอ่ยถามขึ้น ตอนนี้คงมีแค่เขาที่รู้จักฉัน
“คุยโทรศัพท์อยู่ในรถค่ะ”
“แล้วเราจะไปไหนครับ”
“ไปเข้าห้องน้ำค่ะ”
“พอดีเลย พี่หาเพื่อนไปเหมือนกัน” พี่ผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยอย่างเป็นกันเองพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้ฉันอย่างเป็นมิตร
“ไปด้วยกันก็ได้ค่ะ” ฉันว่าพลางคลี่ยิ้มให้เขาเล็กน้อยก่อนจะเดินเลี่ยงออกมาจากบริเวณนั้น
“พี่ชื่อเฟิร์นนะเป็นเพื่อนไอ้แฝดน่ะ เราชื่อเขียนฟ้าหรือเปล่า”
“ใช่ค่ะ”
“ได้เจอกันสักทีเนอะ”
“อะไรนะคะ?”
“ไม่มีอะไรหรอกพี่ก็พูดไปตามประสานั่นแหละ” ฉันไม่ได้หูฝาดหรือได้ยินอะไรผิดเพี้ยนไปแน่นอน แค่ไม่รู้ว่าพี่เฟิร์นพูดแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงแล้วแฝดไหน? เก็บความสงสัยเอาไว้ก่อนแล้วกัน
หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จออกมาก็เห็นพี่เลย์ยืนอยู่หน้าห้องน้ำแล้ว แต่เขาไม่ได้มารอฉันหรอกเขามาเข้าห้องน้ำเหมือนกัน
“พี่เขียนฟ้าไปร้านสะดวกซื้อกับไอรีนหน่อยสิคะ”
“ไปสิ”
ไอรีนเป็นผู้หญิงที่ยิ้มสวยมากค่ะ แต่มันนึกไม่ออกว่าไอ้รอยยิ้มแบบนี้มันเหมือนใคร
“อืม... กินอะไรดีนะ” ทำท่าทางครุ่นคิดก่อนจะเดินตรงไปหยิบขนมขบเคี้ยวตามด้วยขนมปังและน้ำอัดลม “พี่เขียนฟ้ารบกวนไปกดกาแฟให้สักแก้วสิคะ”
“ไอรีนกินกาแฟด้วยเหรอ”
“ของพี่เลย์ต่างหาก รายนั้นน่ะเขากินเป็นชีวิตจิตใจประหนึ่งว่าเป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบของร่างกายไปแล้วฮ่า ๆ”
“ขนาดนั้นเชียว”
“ยิ่งกว่านั้นอีก วันไหนกินผิดเวลานะวีนฉ่ำตั้งแต่เช้ายันเข้านอน”
“พี่เชื่อ” อารมณ์ฉุนเฉียวเก่งมาก บทจะดีก็ดีจนงง
จ่ายเงินเสร็จฉันกลับมาที่รถตามเดิมแต่ทว่าอิงดาวกลับนั่งเบาะหน้าอยู่ก่อนแล้ว เห็นแบบนั้นฉันจึงจะไปนั่งเบาะหลังแทน
หมับ!
“เจ็บนะ” พี่เลย์จับแขนฉันเต็มแรงแต่เขาคงลืมไปว่าฉันมีแผลอยู่
“ขอโทษที” สีหน้าเขาดูตกใจอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะจับมือฉันไปดูว่าเลือดออกหรือเปล่า “มานี่สิ”
เดินตามเขาไปเงียบ ๆ จนถึงคนกลุ่มหนึ่ง ก็เพื่อนเขานั่นแหละ
“พี่ขอโทษนะ”
“พี่ก็ขอโทษครับ”
“...” ฉันหันมองหน้าพี่เลย์อย่างไม่เข้าใจ แล้วมาขอโทษฉันเรื่องอะไร “ขอโทษหนูเรื่องอะไรเหรอคะ”
“มันสองคนเมาและมีปากเสียงกันเธอถึงต้องมาเจ็บตัวเพราะเศษแก้วพวกนั้นไง” พี่เลย์เอ่ย
“อ๋อ … ช่างมันเถอะ พวกพี่ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ หนูไม่ระวังเองก็เลยล้มลงไป” ฉันบอกปฏิเสธและไม่โทษใคร ถ้าฉันไม่ซุ่มซ่ามคงไม่ขมำลงไปแบบนั้น
“น่ะ! เห็นไหมไอ้เลย์ น้องมันยังไม่อะไรเลย มีแค่มึงกับไอ้โรมนั่นแหละที่โวยวายกันไปเอง”
“หุบปาก!” พี่เลย์ตวาดออกมาเสียงดังลั่นเมื่อหนึ่งในสองคนนั้นพูดขึ้น
สายตาของเขาพร้อมจะหักคอทุกคนได้ตลอดเวลาด้วยซ้ำ แล้วมันเรื่องอะไรทำไมเขาต้องหัวเสียขนาดนี้ แล้วใครคือพี่โรม?
“พี่ชื่อเติ้ลนะ ไอ้ปากเสียนี่ชื่อโอม”
“มึงน่ะสิปากเสีย”
“หยุด!”
ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ฉันได้แต่ยืนงงและมองพี่เติ้ลกับพี่โอมสลับกันไปมา เขาทะเลาะกันจริงจังหรือเปล่า หรือเป็นเพื่อนสนิทกัน
“กัดกันอยู่นั่นแหละ มึงสองคนไม่เบื่อบ้างหรือไง” พี่เลย์เอ่ยอย่างเอือมระอาแต่พวกพี่ ๆ กลับยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คงเป็นเรื่องปกติของพวกเขาล่ะมั้ง
“ไปกันต่อเหอะ กว่าจะถึงคงใกล้เช้าพอดี” พี่บอลพูดเพื่อทำลายความเงียบ หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันขึ้นรถราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“พี่เลย์คะ พี่คนที่ชื่อโรมหนูเคยเจอเขาไหม” เขาต้องเป็นคนเดียวกับที่ฉันรับสายมือถือของพี่เลย์แน่เลย
พี่เลย์หันมองฉันครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกมา
“เคย”
“คนไหนเหรอคะ”
“อยากรู้ไปทำไม”
“ก็หนูสงสัยที่พี่โอมพูดเมื่อกี้”
“ไม่ต้องอยากรู้นักหรอก ขึ้นรถได้แล้ว” ได้ยินแบบนั้นฉันจึงเงียบปากก่อนจะขึ้นรถไป ส่วนพี่เลย์เขาสูบบุหรี่อยู่ค่ะ แค่เพียงไม่นานก็เดินกลับมาที่รถเหมือนเดิม
“ไปนั่งที่เดิม” น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยก่อนจะตวัดสายตามาทางฉันอย่างไม่พอใจ แต่ประโยคเมื่อครู่พี่เลย์ไม่ได้พูดกับฉันนะคะ เขาพูดกับอิงดาวต่างหาก
“ห่างเหินจังเลยนะคะ”
“เท่าที่จำได้เธอไม่มีสิทธิ์อะไรนะ”
“เหรอคะ? นอนกับมันแล้วงั้นสิ”
“ถ้ายังอยากอยู่ในชีวิตพี่ก็กรุณารักษาขอบเขตด้วย”
“พี่เลย์!”
“อย่าให้พูดซ้ำนะ” ท่าทีจริงจังของพี่เลย์ทำเอาอิงดาวต้องยอมทำตาม ฉันไม่กล้าปริปากค้านอะไรและรู้ดีว่าเธอไม่พอใจมากแน่แต่ทำอะไรไม่ได้เท่านั้นเอง
“ไปนั่งข้างหน้าสิคะ” ไอรีนกระซิบบอกฉันจึงเปิดประตูรถแล้วกลับไปนั่งที่เดิม
“เราจะไปไหนกันเหรอคะ” ตัดสินใจถามออกไปเพื่อทำลายความเงียบ
“ขึ้นเหนือ” พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ลึก ๆ ในใจไม่คาดหวังว่าเขาจะตอบด้วยซ้ำ ก็อย่างที่รู้เขาน่ะปากร้ายจะตาย
เอนตัวนอนเหมือนเดิม รถแล่นไปตามท้องถนนเรื่อย ๆ เหลือบมองดูไอรีนเธอผล็อยหลับไปแล้วค่ะรวมไปถึงอิงดาวก็ด้วย
“ทำไมไม่นอน” พี่เลย์ถามเมื่อเห็นฉันเอาแต่มองวิวข้างทางอยู่ตลอด
“หนาวค่ะ ปวดแผลด้วย”
“แล้วทำไมไม่ห่มผ้า”
เหลือบมองผ้าที่อยู่ในมือก่อนจะตัดสินใจยื่นไปตรงหน้าพี่เลย์ ก่อนหน้านี้อิงดาวเธอห่มอยู่ค่ะ อย่าหาว่าเสียมารยาทเลยนะแต่กลิ่นน้ำหอมมันแรงเกินไปจริง ๆ
“ฉันไม่ได้ใช้น้ำหอมกลิ่นนี้นะ” พี่เลย์พึมพำออกมาพลางเหลือบมองกระจกหลังไปยันอิงดาวเล็กน้อย
“ให้เขาห่มไปเถอะค่ะ” จบประโยคฉันเอี้ยวตัวไปห่มผ้าให้เธอ “พ่อหนูได้มาหาพี่บ้างไหมคะ” นี่ก็ผ่านมาสักพักแล้วที่ฉันไม่เจอพ่ออีกเลย และเขาก็ไม่เคยติดต่อมาเช่นกัน
“ไม่”
ฉันไม่ได้คาดหวังว่าพ่อจะมารับฉันกลับไปอยู่ด้วยหรอกนะแค่หวังว่าเขาจะมาหาฉันบ้างแต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วแหละว่าตัวเองถูกทิ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“เอาเวลาคิดถึงพ่อเลี้ยงเฮงซวยไปตามหาพ่อแท้ ๆ น่าจะมีประโยชน์กว่านะ” ได้ยินแบบนั้นฉันหันมองหน้าพี่เลย์ทันที
“พี่รู้ได้ยังไงว่าหนูไม่เคยเจอพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง”
นอกจากแซนก็ไม่มีใครรู้อีกเลยค่ะเพราะเรื่องส่วนตัวฉันไม่เคยเล่าให้คนอื่นฟังอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะรู้เรื่องราวของฉันเป็นอย่างดีเสียอีก
“ฉันรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอ”
“แล้วพี่รู้ไหมว่าพ่อหนูเป็นใคร”
“...” คำถามของฉันทำเอาพี่เลย์เงียบไป ท่าทางของเขาเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง “ใจคอจะชวนฉันคุยจนเช้าเลยหรือไง” นอกจากจะไม่ตอบแล้วเขายังเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องคุยอีกด้วย
“เงียบก็ได้” บ่นอุบอิบคนเดียวพลางสาดส่องสายตาไปนอกกระจก
“นอนได้แล้วอย่าพูดมากอยู่” พี่เลย์ดุฉันอีกครั้งก่อนจะถอดเสื้อแจ็คเก็ตที่สวมใส่มาให้ฉัน “ห่มผ้าแล้วนอนซะ”
ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ มีพียงเสียงเพลงแผ่วเบาที่ยังคงได้ยินอยู่ก่อนที่ฉันจะผล็อยหลับไปในที่สุด
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ร่างกายลอยได้และสัมผัสกับที่นอนนุ่ม ๆ ลืมตาขึ้นมาก็เห็นพี่เลย์อยู่ข้าง ๆ แล้ว
“ไม่ปลุกล่ะคะ” งัวเงียลุกขึ้นนั่งพร้อมกับมองไปรอบบริเวณห้อง
“นอนไปเถอะดึกมากแล้ว” มือหนาดันศีรษะฉันให้นอนลงตามเดิมพร้อมกับห่มผ้าให้แล้วลูบศีรษะไปมาคล้ายกับกล่อมให้ฉันนอนจนเคลิ้มไปในที่สุด
“ตื่นเหรอวะ”
“ชู่...เงียบ ๆ ดิ”
“กูลงไปข้างล่างแป๊บนะ”
“เออ”
เสียงคุ้นหูจัง เขาคุยกับใครนะ?
วันแรกของการเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยฉันตื่นเต้นมากค่ะ แต่ไม่ได้มีแค่ฉันหรอกนะที่มาตัวคนเดียว“เขียนฟ้า!”“แซน!”“แกจริง ๆ ด้วย” น้ำเสียงดีใจเอ่ยก่อนจะโผเข้ากอดฉัน “เป็นยังไงบ้างสบายดีไหมทำไมถึงขาดการติดต่อไปเลย”“โทษทีฉันทำเบอร์แกหายน่ะ”“ช่างเถอะ ๆ ว่าแต่แกสบายดีใช่ไหม เขาทำอะไรแกหรือเปล่า”“ฉันสบายดี”“ฮือ... ฉันดีใจมากที่เจอแกตรงนี้”“ฉันก็เหมือนกันคิดว่าจะไม่มีเพื่อนแล้วซะอีก” ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยค่ะ “แต่เดี๋ยวนะไหนแกว่าจะเรียนพยาบาลไง”“สอบไม่ติด แต่บริหารก็ไม่ได้แย่ฉันเลยเลือกทางนี้แทน แล้วแกล่ะ”“ถูกบังคับน่ะสิ”“หืม...”“ฉันต้องเรียนบริหารถ้าไม่งั้นก็ไม่ต้องเรียน”“เอาน่ะ! อย่างน้อยก็ได้เรียน”“ฉันก็คิดแบบนั้นแหละ”ถามไถ่กันตามประสาจนเข้าชั่วโมงกิจกรรม ก็มีการทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมคณะกันไปหลังจากนั้นก็ได้รับคำชี้แจงต่าง ๆ และเพิ่งรู้ว่าปีหนึ่งที่นี่ต้องอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยค่ะเพื่อให้นักศึกษาใหม่ได้เรียนรู้พื้นฐานการปรับตัวด้านการเรียนและการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นซึ่งฉันก็โอเค มาถึงตอนนี้มันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วมีแต่เรื่องท้าทายด้วยซ้ำ“วันแรกก็เหนื่อยแล้วอะ” แซนเอ่ย“
“หลับแล้วเหรอวะ”“เออ”“กูว่าเราสองคนพลาดแล้วแหละ”“มึงคิดว่าเขียนฟ้าโง่เหรอ กูจะบอกให้นะไอ้โรมต่อให้เราไม่ยอมรับเขียนฟ้าก็รู้อยู่ดี รู้ตั้งแต่เห็นรูปนั่นแล้ว”“ไม่คิดว่าจะเร็วแบบนี้”“เรื่องแม่มึงเอายังไง”“กูไม่สน!”“กูก็ไม่สนเหมือนกัน”รูปที่กล่าวถึงอยู่ตอนนี้คือรูปถ่ายของเราสามคน เป็นรูปที่เขียนฟ้าขอเก็บไว้เอง ย้อนกลับไปตอนนั้นจำได้ว่าพ่อชอบพาผมกับไอ้โรมไปเล่นที่บ้านหลังหนึ่ง เราทั้งคู่ได้เจอกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งน้องน่ารักมากครับแต่ไม่ค่อยยิ้มเท่าไหร่ เป็นเวลากว่าสองปีที่พวกเราทำความรู้จักกันจนคุ้นเคยและสนิทกันในที่สุด แต่คำว่าตลอดไปมันไม่มีอยู่จริง อยู่ ๆ น้องก็หายไปรู้ข่าวอีกทีคือแม่เขาแต่งงานมีครอบครัวใหม่ หลังจากนั้นก็ไม่เจอกันอีกเลยทุก ๆ วันผมกับไอ้โรมจะแอบเข้าไปเล่นในบ้านหลังนั้นเสมอ มันไม่ได้ถูกรื้อถอนครับแถมยังมีของใช้บางส่วนหลงเหลืออยู่รวมไปถึงภาพนี้ก็ด้วย ถึงตอนนี้ก็ยังอยากรู้ว่าทำไมเขียนฟ้าถึงเลือกที่จะทิ้งมันไว้“ติดต่อพ่อได้ไหมวะ”“ไม่... ยังบินไม่ทั่วน่านฟ้ามั้งเลยไม่อยากกลับ” พูดประชดไปอย่างนั้นแหละครับ พ่อผมแค่ไปเที่ยวเฉย ๆ เอง“เอาไงต่อดีวะ”“อยู่ไปแบบนี้แหละ ถึ
ภายในห้องถูกปกคลุมไปด้วยความมืด ไม่รู้ว่าตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ฉันยังคงพยายามข่มตาอยู่แบบนั้นแต่มันก็ไม่หลับสักที“ทำไมยังไม่นอนอีก” น่าจะเป็นพี่โรมเพราะเสียงมันมาจากฝั่งเขา“นอนไม่หลับค่ะ”“ไม่ใช่ว่ามีเรื่องอะไรอยู่ในหัวหรอกเหรอ” แสงไฟสว่างพร้อมกับใบหน้าเรียบเฉยของผู้ชายทั้งสองที่กำลังมองฉัน “ให้สองคำถาม” พี่เลย์เอ่ย ปากเขาพูดกับฉันก็จริงแต่เสมอสายตาไปทางพี่โรม พวกเขาสื่อสารกันทางสายตาอีกแล้ว“แน่ใจเหรอว่าพวกพี่จะตอบ”“ถามมาสิ”“ช่างมันเถอะค่ะ” จบประโยคฉันก็หลับตาลง ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเขาอยากให้รู้ถึงเวลานั้นก็คงจะบอกเองนั่นแหละ“เอาไง”“ไว้ก่อนแล้วกัน” เขาไม่ได้พูดกับฉันหรอกแต่คุยกันเองต่างหาก จากนั้นแสงไฟก็มืดลงพร้อมกับอ้อมแขนพาดลงบนร่างกายฉันเช้าวันใหม่ตื่นขึ้นมาไม่เจอพวกเขาแล้ว อาบน้ำแต่งตัวเสร็จออกมาด้านนอกได้ยินเสียงดังจากในครัวสงสัยเขาจะทำอาหารเช้ามั้งนะ แอบกระซิบหน่อยว่าทั้งพี่เลย์และพี่โรมเขาทำกับข้าวอร่อยมากฉันนี่ชิดซ้ายไปเลย“ตื่นแล้วเหรอคะน้องเขียนฟ้า” พี่ผู้หญิงเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม ถ้าจำไม่ผิดเขาชื่อแวนนะคะ ได้ยินพี่โรมเรียกอยู่ “เราสามคนทำมื้อเช้าเสร็จแล้ว น้องเ
หลังจากพี่เลย์ผล็อยหลับไปฉันก็ออกมาด้านนอกและเดินสำรวจภายในบ้านนี้อย่างถือวิสาสะ พยายามนึกนะคะแต่มันนึกไม่ออกสักที มันเหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้ฉันเคยผ่านมาแล้ว เคยได้อยู่กับเขาในแบบเดียวกัน เหมือนว่ามันเคยเกิดขึ้นมานานมาก ๆ แล้วระหว่างวันฉันคอยดูแลพี่เลย์อยู่ตลอดถ้าให้เดาฉันคิดว่าพี่โรมคงออกไปทำงานแทนพี่เลย์แน่นอน“จะสำรวจอีกนานไหม” เสียงทุ้มเอ่ยก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าฉัน“ดีขึ้นแล้วเหรอคะ”“อืม”“รูปนี้หายไปไหนส่วนหนึ่งเหรอคะ” ฉันว่าพลางชี้มือไปยังกรอบรูปขนาดเล็กที่แขวนอยู่บนผนัง ในภาพนั้นเหมือนจะมีอีกหนึ่งคนค่ะแต่ว่ามันขาดหายไปเหลือเพียงเขาสองคนเท่านั้นเอง แถมภาพมันก็เก่าพอสมควร“มันถูกลืม พวกเราเก็บมาได้เท่านี้ ความจริงเจ้าของภาพไม่น่าจะทิ้งมันด้วยซ้ำ” เขาเงียบไปหลายวินาทีก่อนจะพูดต่อ “เพราะรูปถ่ายเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้นจริง”“ตอนเด็ก ๆ ...”“ตอนเด็ก ๆ ทำไมเหรอ”“หนูน่าจะมีพี่ชายด้วยนะ” พูดไปตามความรู้สึกตัวเองเหมือนว่ามันจะเลือนรางมากแล้ว“ใช้คำว่าน่าจะ?”“จำไม่ค่อยได้ค่ะรู้แค่ว่ามี”แปลกมากที่ฉันเห็นภาพนี้แล้วนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก มันนานมากพอที่จะลืมไปแล
วันนี้ฉันถูกพี่โรมลากออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดเลยค่ะ ใช้เวลาเดินทางเกือบสามชั่วโมงจนตอนนี้รถหยุดนิ่งสนิทแล้ว“รออยู่ในรถนะ” พูดจบเขาก็ลงจากรถหายเข้าไปในแคมป์คนงานก่อนจะออกมาพร้อมกับพี่เลย์“พามาด้วยทำไม จุ้นจ้าน” นั่นแหละค่ะปากเขาน่ะร้ายที่สุดแล้ว“หนูก็ไม่ได้อยากมาสักหน่อย” แน่นอนว่าฉันก็ปากดีกลับไปบ้าง ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงเงียบไม่กล้าต่อปากต่อคำกับเขาแต่ตอนนี้ชินแล้วไงพี่เลย์มองหน้าฉันแวบหนึ่งก่อนจะหันไปขับรถ ดูท่าทางเขาจะเหนื่อยมากสีหน้าไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แค่เพียงไม่นานรถก็จอดอีกครั้งที่บ้านหลังหนึ่ง“มึงอยู่คนเดียวเหรอ” พี่โรมถามขึ้นเมื่อเห็นว่ามันเงียบผิดปกติ“เออ จะให้กูอยู่กับใครล่ะ” สองพี่น้องเขาคุยกันตามประสาค่ะ ฉันมีหน้าที่เดินตามอย่างเดียวจนเข้ามาในตัวบ้านกวาดสายตาไปรอบบริเวรก่อนจะหยุดอยู่ที่ฉากรูปขนาดใหญ่พลางรู้สึกอะไรบางอย่าง...“เขียนฟ้า”“...”“เขียนฟ้า!”“คะ?”“เหม่ออะไรอยู่”“รูปนี้...”“เอาของไปเก็บได้แล้ว” ยังไม่ทันที่จะพูดจบพี่เลย์ก็ค้านขึ้นเสียก่อน แต่ช่างเถอะ! ก็แค่รู้สึกคุ้น ๆ บางทีฉันอาจจะเคยเห็นที่อื่นก็ได้แกรก!“เธอนอนบนเตียงแล้วกัน ฉันนอนพื้นกับไอ้โรมเอง
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉันแทบไม่ได้นับเลยว่านี่มันผ่านมากี่เดือนแล้วหลังจากวันนั้นพวกเราสงบศึกกันมากขึ้น ไม่ใช่ว่าคุยกันเข้าใจหรืออะไรหรอกนะแต่ฉันเลิกตามหาคำตอบแล้วต่างหาก เป็นการใช้ชีวิตแบบล่องลอยมากชนิดที่ว่าหายใจทิ้งไปวัน ๆ ถึงจะถูก ที่สำคัญฉันแยกออกแล้วนะว่าคนไหนคือพี่เลย์ คนไหนคือพี่โรม แม้กระทั่งเขาใส่ชุดเหมือนกันฉันก็แยกออกค่ะ อาศัยความเคยชินจำเอาเพราะเขาสองคนแทบจะไม่มีอะไรต่างกันเลยยกเว้นนิสัย พี่เลย์จะดุและเผด็จการมากกว่า ส่วนพี่โรมเขาจะนิ่ง ๆ ค่ะ ติดไปทางเย็นชาด้วยซ้ำแต่ว่าเขาตามใจฉันบ่อยนะปึก!เอกสารหลายฉบับถูกวางลงตรงหน้าฉัน มันคือเอกสารสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั่นเอง เห็นแบบนี้แล้วดีใจมากอย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ใจร้ายใจดำขนาดนั้น“เธอต้องเรียนบริหาร” พี่เลย์พูดขึ้นก่อนจะนั่งลงตรงข้ามฉัน“เรียนอย่างอื่นไม่ได้เหรอคะ ยิ่งโง่ ๆ อยู่ด้วยยังให้เรียนบริหารอีก”“ด่าตัวเองก็เป็นนี่”“ก็หนูอยากเป็นแอร์โฮสเตส” บ่นอุบอิบแต่คนตรงหน้าก็ได้ยินอยู่ดี“ไม่ได้! เธอต้องเรียนบริหาร จบแล้วก็ทำงานใช้หนี้พวกเราด้วย”เหลือบมองพี่โรมเล็กน้อยเผื่อว่าเขาจะช่วยพูดให้ได้แต่เปล่าเลยดันส่งสายตาพิฆาตมาให้เหม







