LOGINไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกทีรถก็จอดสนิทที่จุดพักรถแล้ว
“หนูไปเข้าห้องน้ำนะ” หันไปบอกพี่เลย์ก่อนจะลงจากรถ กวาดสายตามองรอบบริเวณคนเยอะพอสมควรค่ะ แต่ฉันไม่รู้จักใครสักคน
“แล้วไอ้เลย์ล่ะ” พี่บอลเอ่ยถามขึ้น ตอนนี้คงมีแค่เขาที่รู้จักฉัน
“คุยโทรศัพท์อยู่ในรถค่ะ”
“แล้วเราจะไปไหนครับ”
“ไปเข้าห้องน้ำค่ะ”
“พอดีเลย พี่หาเพื่อนไปเหมือนกัน” พี่ผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยอย่างเป็นกันเองพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้ฉันอย่างเป็นมิตร
“ไปด้วยกันก็ได้ค่ะ” ฉันว่าพลางคลี่ยิ้มให้เขาเล็กน้อยก่อนจะเดินเลี่ยงออกมาจากบริเวณนั้น
“พี่ชื่อเฟิร์นนะเป็นเพื่อนไอ้แฝดน่ะ เราชื่อเขียนฟ้าหรือเปล่า”
“ใช่ค่ะ”
“ได้เจอกันสักทีเนอะ”
“อะไรนะคะ?”
“ไม่มีอะไรหรอกพี่ก็พูดไปตามประสานั่นแหละ” ฉันไม่ได้หูฝาดหรือได้ยินอะไรผิดเพี้ยนไปแน่นอน แค่ไม่รู้ว่าพี่เฟิร์นพูดแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงแล้วแฝดไหน? เก็บความสงสัยเอาไว้ก่อนแล้วกัน
หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จออกมาก็เห็นพี่เลย์ยืนอยู่หน้าห้องน้ำแล้ว แต่เขาไม่ได้มารอฉันหรอกเขามาเข้าห้องน้ำเหมือนกัน
“พี่เขียนฟ้าไปร้านสะดวกซื้อกับไอรีนหน่อยสิคะ”
“ไปสิ”
ไอรีนเป็นผู้หญิงที่ยิ้มสวยมากค่ะ แต่มันนึกไม่ออกว่าไอ้รอยยิ้มแบบนี้มันเหมือนใคร
“อืม... กินอะไรดีนะ” ทำท่าทางครุ่นคิดก่อนจะเดินตรงไปหยิบขนมขบเคี้ยวตามด้วยขนมปังและน้ำอัดลม “พี่เขียนฟ้ารบกวนไปกดกาแฟให้สักแก้วสิคะ”
“ไอรีนกินกาแฟด้วยเหรอ”
“ของพี่เลย์ต่างหาก รายนั้นน่ะเขากินเป็นชีวิตจิตใจประหนึ่งว่าเป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบของร่างกายไปแล้วฮ่า ๆ”
“ขนาดนั้นเชียว”
“ยิ่งกว่านั้นอีก วันไหนกินผิดเวลานะวีนฉ่ำตั้งแต่เช้ายันเข้านอน”
“พี่เชื่อ” อารมณ์ฉุนเฉียวเก่งมาก บทจะดีก็ดีจนงง
จ่ายเงินเสร็จฉันกลับมาที่รถตามเดิมแต่ทว่าอิงดาวกลับนั่งเบาะหน้าอยู่ก่อนแล้ว เห็นแบบนั้นฉันจึงจะไปนั่งเบาะหลังแทน
หมับ!
“เจ็บนะ” พี่เลย์จับแขนฉันเต็มแรงแต่เขาคงลืมไปว่าฉันมีแผลอยู่
“ขอโทษที” สีหน้าเขาดูตกใจอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะจับมือฉันไปดูว่าเลือดออกหรือเปล่า “มานี่สิ”
เดินตามเขาไปเงียบ ๆ จนถึงคนกลุ่มหนึ่ง ก็เพื่อนเขานั่นแหละ
“พี่ขอโทษนะ”
“พี่ก็ขอโทษครับ”
“...” ฉันหันมองหน้าพี่เลย์อย่างไม่เข้าใจ แล้วมาขอโทษฉันเรื่องอะไร “ขอโทษหนูเรื่องอะไรเหรอคะ”
“มันสองคนเมาและมีปากเสียงกันเธอถึงต้องมาเจ็บตัวเพราะเศษแก้วพวกนั้นไง” พี่เลย์เอ่ย
“อ๋อ … ช่างมันเถอะ พวกพี่ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ หนูไม่ระวังเองก็เลยล้มลงไป” ฉันบอกปฏิเสธและไม่โทษใคร ถ้าฉันไม่ซุ่มซ่ามคงไม่ขมำลงไปแบบนั้น
“น่ะ! เห็นไหมไอ้เลย์ น้องมันยังไม่อะไรเลย มีแค่มึงกับไอ้โรมนั่นแหละที่โวยวายกันไปเอง”
“หุบปาก!” พี่เลย์ตวาดออกมาเสียงดังลั่นเมื่อหนึ่งในสองคนนั้นพูดขึ้น
สายตาของเขาพร้อมจะหักคอทุกคนได้ตลอดเวลาด้วยซ้ำ แล้วมันเรื่องอะไรทำไมเขาต้องหัวเสียขนาดนี้ แล้วใครคือพี่โรม?
“พี่ชื่อเติ้ลนะ ไอ้ปากเสียนี่ชื่อโอม”
“มึงน่ะสิปากเสีย”
“หยุด!”
ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ฉันได้แต่ยืนงงและมองพี่เติ้ลกับพี่โอมสลับกันไปมา เขาทะเลาะกันจริงจังหรือเปล่า หรือเป็นเพื่อนสนิทกัน
“กัดกันอยู่นั่นแหละ มึงสองคนไม่เบื่อบ้างหรือไง” พี่เลย์เอ่ยอย่างเอือมระอาแต่พวกพี่ ๆ กลับยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คงเป็นเรื่องปกติของพวกเขาล่ะมั้ง
“ไปกันต่อเหอะ กว่าจะถึงคงใกล้เช้าพอดี” พี่บอลพูดเพื่อทำลายความเงียบ หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันขึ้นรถราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“พี่เลย์คะ พี่คนที่ชื่อโรมหนูเคยเจอเขาไหม” เขาต้องเป็นคนเดียวกับที่ฉันรับสายมือถือของพี่เลย์แน่เลย
พี่เลย์หันมองฉันครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกมา
“เคย”
“คนไหนเหรอคะ”
“อยากรู้ไปทำไม”
“ก็หนูสงสัยที่พี่โอมพูดเมื่อกี้”
“ไม่ต้องอยากรู้นักหรอก ขึ้นรถได้แล้ว” ได้ยินแบบนั้นฉันจึงเงียบปากก่อนจะขึ้นรถไป ส่วนพี่เลย์เขาสูบบุหรี่อยู่ค่ะ แค่เพียงไม่นานก็เดินกลับมาที่รถเหมือนเดิม
“ไปนั่งที่เดิม” น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยก่อนจะตวัดสายตามาทางฉันอย่างไม่พอใจ แต่ประโยคเมื่อครู่พี่เลย์ไม่ได้พูดกับฉันนะคะ เขาพูดกับอิงดาวต่างหาก
“ห่างเหินจังเลยนะคะ”
“เท่าที่จำได้เธอไม่มีสิทธิ์อะไรนะ”
“เหรอคะ? นอนกับมันแล้วงั้นสิ”
“ถ้ายังอยากอยู่ในชีวิตพี่ก็กรุณารักษาขอบเขตด้วย”
“พี่เลย์!”
“อย่าให้พูดซ้ำนะ” ท่าทีจริงจังของพี่เลย์ทำเอาอิงดาวต้องยอมทำตาม ฉันไม่กล้าปริปากค้านอะไรและรู้ดีว่าเธอไม่พอใจมากแน่แต่ทำอะไรไม่ได้เท่านั้นเอง
“ไปนั่งข้างหน้าสิคะ” ไอรีนกระซิบบอกฉันจึงเปิดประตูรถแล้วกลับไปนั่งที่เดิม
“เราจะไปไหนกันเหรอคะ” ตัดสินใจถามออกไปเพื่อทำลายความเงียบ
“ขึ้นเหนือ” พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ลึก ๆ ในใจไม่คาดหวังว่าเขาจะตอบด้วยซ้ำ ก็อย่างที่รู้เขาน่ะปากร้ายจะตาย
เอนตัวนอนเหมือนเดิม รถแล่นไปตามท้องถนนเรื่อย ๆ เหลือบมองดูไอรีนเธอผล็อยหลับไปแล้วค่ะรวมไปถึงอิงดาวก็ด้วย
“ทำไมไม่นอน” พี่เลย์ถามเมื่อเห็นฉันเอาแต่มองวิวข้างทางอยู่ตลอด
“หนาวค่ะ ปวดแผลด้วย”
“แล้วทำไมไม่ห่มผ้า”
เหลือบมองผ้าที่อยู่ในมือก่อนจะตัดสินใจยื่นไปตรงหน้าพี่เลย์ ก่อนหน้านี้อิงดาวเธอห่มอยู่ค่ะ อย่าหาว่าเสียมารยาทเลยนะแต่กลิ่นน้ำหอมมันแรงเกินไปจริง ๆ
“ฉันไม่ได้ใช้น้ำหอมกลิ่นนี้นะ” พี่เลย์พึมพำออกมาพลางเหลือบมองกระจกหลังไปยันอิงดาวเล็กน้อย
“ให้เขาห่มไปเถอะค่ะ” จบประโยคฉันเอี้ยวตัวไปห่มผ้าให้เธอ “พ่อหนูได้มาหาพี่บ้างไหมคะ” นี่ก็ผ่านมาสักพักแล้วที่ฉันไม่เจอพ่ออีกเลย และเขาก็ไม่เคยติดต่อมาเช่นกัน
“ไม่”
ฉันไม่ได้คาดหวังว่าพ่อจะมารับฉันกลับไปอยู่ด้วยหรอกนะแค่หวังว่าเขาจะมาหาฉันบ้างแต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วแหละว่าตัวเองถูกทิ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“เอาเวลาคิดถึงพ่อเลี้ยงเฮงซวยไปตามหาพ่อแท้ ๆ น่าจะมีประโยชน์กว่านะ” ได้ยินแบบนั้นฉันหันมองหน้าพี่เลย์ทันที
“พี่รู้ได้ยังไงว่าหนูไม่เคยเจอพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง”
นอกจากแซนก็ไม่มีใครรู้อีกเลยค่ะเพราะเรื่องส่วนตัวฉันไม่เคยเล่าให้คนอื่นฟังอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะรู้เรื่องราวของฉันเป็นอย่างดีเสียอีก
“ฉันรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอ”
“แล้วพี่รู้ไหมว่าพ่อหนูเป็นใคร”
“...” คำถามของฉันทำเอาพี่เลย์เงียบไป ท่าทางของเขาเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง “ใจคอจะชวนฉันคุยจนเช้าเลยหรือไง” นอกจากจะไม่ตอบแล้วเขายังเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องคุยอีกด้วย
“เงียบก็ได้” บ่นอุบอิบคนเดียวพลางสาดส่องสายตาไปนอกกระจก
“นอนได้แล้วอย่าพูดมากอยู่” พี่เลย์ดุฉันอีกครั้งก่อนจะถอดเสื้อแจ็คเก็ตที่สวมใส่มาให้ฉัน “ห่มผ้าแล้วนอนซะ”
ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ มีพียงเสียงเพลงแผ่วเบาที่ยังคงได้ยินอยู่ก่อนที่ฉันจะผล็อยหลับไปในที่สุด
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ร่างกายลอยได้และสัมผัสกับที่นอนนุ่ม ๆ ลืมตาขึ้นมาก็เห็นพี่เลย์อยู่ข้าง ๆ แล้ว
“ไม่ปลุกล่ะคะ” งัวเงียลุกขึ้นนั่งพร้อมกับมองไปรอบบริเวณห้อง
“นอนไปเถอะดึกมากแล้ว” มือหนาดันศีรษะฉันให้นอนลงตามเดิมพร้อมกับห่มผ้าให้แล้วลูบศีรษะไปมาคล้ายกับกล่อมให้ฉันนอนจนเคลิ้มไปในที่สุด
“ตื่นเหรอวะ”
“ชู่...เงียบ ๆ ดิ”
“กูลงไปข้างล่างแป๊บนะ”
“เออ”
เสียงคุ้นหูจัง เขาคุยกับใครนะ?
หลังจากที่ปรับความเข้าใจกันแล้วฉันก็แยกตัวออกมาอ่านหนังสือมุมหนึ่ง พี่โรมอยู่มุมหนึ่ง ส่วนพี่เลย์นอนหลับอยู่ข้างฉันนี่แหละ“แม่ดุหรือเปล่า” พี่โรมถามเมื่อเห็นฉันละสายตาจากตัวหนังสือแล้ว“ไม่ดุค่ะ”“ไม่ได้ว่าอะไรใช่ไหม”“ไม่ค่ะ เขาชวนหนูให้ไปกินข้าวที่บ้านด้วยนะ”“ไว้วันหยุดนี้นะเราค่อยไปกัน”“แล้วพ่อพี่ล่ะคะเป็นยังไงบ้าง”“เขามีความสุขดี จะว่าไปก็ต่างคนต่างมีความสุขนั่นแหละ”“ก็จริง”หลายวันผ่านไปเป็นครั้งแรกที่ฉันมาบ้านแม่ของพี่แฝด จะบอกว่าใหญ่โตไม่ต่างไปจากบ้านพ่อเขาสักนิด มีการ์ดเฝ้าระวังและยังมีแม่บ้านที่เดินสวนกันไปมาจนวุ่นวายไปหมด“พี่เลย์สวัสดีค่ะ” ใครคนหนึ่งทักทายและยกมือไหว้อย่างมีมารยาท แต่ว่าคนที่เธอทักเป็นพี่โรมค่ะไม่ใช่พี่เลย์“พี่ชื่อโรมครับ”“อ๊ะ! ขอโทษค่ะครีมแยกไม่ออก” เธอว่ายิ้ม ๆ แล้วมองฉันเล็กน้อย “เอ่อ...แฟนพี่เหรอคะ น่ารักดีนะ”“ครับ” พี่โรมตอบพร้อมกับจูงมือพาฉันเข้าไปด้านใน ส่วนพี่เลย์เขาคุยโทรศัพท์กับลูกค้าอยู่ในรถค่ะ อีกเดี๋ยวคงเดินตามมาภายในบ้านไม่ได้มีแค่คุณแม่ ยังมีแขกคนอื่นด้วยดูท่าทางคุณหญิงคุณนายทุกคนเลยค่ะ ผู้ดีมากทั้งบุคลิกและการแต่งตัว ฉันเดาว่าคงเป็
ห้าปีผ่านไป“มองอะไร” พี่โรมถามเมื่อเห็นฉันเอาแต่มองเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายอย่างพิจารณา และใช่ค่ะห้าปีผ่านไปฉันกลายเป็นคุณแม่ลูกสองแล้ว“หนูกำลังคิดว่าทับทิมเหมือนใคร”“เหมือนพี่สิ”“ไม่น่าใช่นะ ถ้าวินเทอร์หนูจะไม่เถียงเลย” บอกไปตามความรู้สึกวินเทอร์กำลังจะห้าขวบแล้วค่ะ ส่วนทับทิมเพิ่งสามขวบเมื่อไม่กี่วันนี้เอง แม้ว่าพ่อของเขาจะหน้าตาเหมือนกันแต่เขาสองคนกลับต่างกันสิ้นเชิง ยิ่งนิสัยต่างกันราวฟ้ากับเหว“หนูไม่คิดว่าทับทิมจะเฉยชาขนาดนี้” ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้สึกว่างเปล่ามันทำให้คนเป็นแม่อย่างฉันแปลกใจไม่น้อยเลย “ต่างกับวินเทอร์ที่ยิ้มเผื่อคนทั้งโลกแทบจะทั้งวัน”“ดูพูดเข้าสิ” พี่เลย์ค้านขึ้นมาบ้าง“หนูพูดจริงนะพี่เลย์ ลูกพี่เจ้าชู้เหมือนพี่นั่นแหละ”“พี่ไม่เคยเจ้าชู้เหอะ”“หึ!”“ไม่ต้องมาหึอะไรทั้งนั้น”“เสน่ห์แรงไม่เบา”“หึงก็บอกมาเถอะ”“หนูไม่หึงหรอกเพราะทุกบาททุกสตางค์ของพี่เป็นของหนูคนเดียวอยู่แล้ว”“หึงหน่อยสิ อยากให้หึง”“กินไหมทับทิม อันนี้อร่อย” วินเทอร์ยื่นขนมให้น้องสาวด้วยความเต็มใจแม้ว่าขนมชิ้นนั้นจะเป็นของโปรดของตัวเองก็เถอะ“กินค่ะ” เสียงเล็กตอบกลับก่อนจะรับขน
หลังจากที่แม่ของเขากลับไปแล้ว ฉันยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมกระทั่งได้ยินเสียงรถขับเคลื่อนเข้ามากลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยบวกกับความเงียบทำให้ฉันมั่นใจว่าคนที่กำลังเดินเข้ามาหาฉันคือพี่เลย์แน่นอน“...” ฉันไม่ได้พูดอะไรนอกจากปรายตามองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า พี่เลย์ก็เช่นกัน เขาเงียบเหมือนไม่รู้จะเริ่มพูดอะไรกับฉันเป็นประโยคแรกความเงียบเข้าปกคลุมจนรู้สึกอึดอัด พี่เลย์เดินผ่านหน้าฉันขึ้นชั้นบนไป ไม่กี่นาทีต่อมาพี่โรมก็มาค่ะ“วันนี้ไม่มีเรียนเหรอ” เขาถามอย่างไม่รู้จะถามอะไร เขารู้ตารางเรียนของฉันทุกชั่วโมง รู้มานานแล้วด้วย“ค่ะ พี่มาเหนื่อย ๆ ขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะ”พี่โรมไม่ได้พูดอะไร เขาเดินมากอดฉันแล้วหอมแก้มอย่างที่ชอบทำ จากนั้นเดินขึ้นชั้นบนไปนานนับชั่วโมงที่ฉันนั่งอยู่ที่เดิม ในหัวมีอะไรให้คิดอยู่ตลอด“ไม่นอนพักเหรอคะ” ฉันถามพี่เลย์ที่เพิ่งลงมาจากชั้นบน“ไปนอนด้วยกันนะอยากกอด” ไม่พูดเปล่าเขายังออกแรงดึงให้ฉันเดินตามไปอีกด้วยเข้ามาในห้องเสื้อผ้ากระจัดกระจายจากการถูกเทออกจากกระเป๋าทั้งของเขาและของพี่โรม เห็นแบบนั้นฉันจึงเอาตะกร้ามาใส่“นอนก่อนเดี๋ยวค่อยทำ” มือหนารั้งเอวฉันให้นอนราบไปกับที่
สามวันเต็ม ๆ ที่พี่เลย์หายหน้าไป กับฉันเขาขาดการติดต่อไปเลย แต่แอบได้ยินพี่โรมคุยโทรศัพท์อยู่บ่อย ๆ คิดว่าคงจะเป็นพี่เลย์นั่นแหละ“วันนี้น่าจะไม่ได้กลับบ้านนะคะ ทำโครงงานที่บ้านแซน” พี่โรมมองฉันด้วยสีหน้าแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ค้านอะไร “พี่ไปต่างจังหวัดพรุ่งนี้ใช่ไหม”“วันนี้แหละพอดีงานมีปัญหานิดหน่อย” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยื่นข้อเสนอให้ฉัน “ย้ายจากบ้านแซนมาทำที่บ้านเราได้ไหม ให้ค่าจ้างเฝ้าบ้านสองหมื่น”“ข้อเสนอดีนะเนี่ย” ฉันว่ายิ้ม ๆ พร้อมกับทำท่าคิดไปด้วย “อาร์ทต้องมาด้วยนะคะ พี่โอเคหรือเปล่า”“อืม”เขานี่แหละที่กระชากฉันออกจากอาร์ทครั้งนั้น ช่วงแรกก็มีหัวร้อนกันบ้างที่รู้ว่าอาร์ทเรียนที่เดียวกับฉัน แต่นานวันไปเขาคงตกตะกอนแล้วมั้งคะ“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ว่าแต่พี่จะเดินทางตอนไหน”“ค่ำ ๆ แหละ เช้านี้ต้องไปที่ร้านก่อน”“ขับรถกลางคืนอีกแล้ว”“แค่สองชั่วโมงเอง”“มีคำพูดมาแก้ต่างตลอดแหละ” ฉันว่าพลางเบะปากใส่เขาหลังจากมาส่งฉันที่มหาวิทยาลัยแล้วพี่โรมเขาก็เข้าร้านต่อค่ะ ได้ยินพี่กรณ์โทรมาบอกว่าร้านถูกงัด ไม่แน่ใจว่าอะไรเสียหายบ้าง“เธอมาก็ดี” แซนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง“อะไรของเธอสีหน้าไม่ค่อย
หลายวันผ่านไป“พี่เลย์ไปไหนเหรอคะ” ฉันถามพี่โรมเมื่อกลับมาบ้านแล้วไม่เห็นใครอีกคนหนึ่ง “แล้วไหนว่าวันนี้พี่ไปต่างจังหวัดไง”“ไอ้เลย์ไปแทนแล้ว”“แล้วงานของพี่เลย์ล่ะ”“พี่ไปทำแทนไง”“เยี่ยมไปเลย นี่ถ้าลูกค้าแยกไม่ออกคงไม่คิดอะไร ส่วนคนที่แยกพี่สองคนออกเขาคงคิดว่าพี่เก่งมากแน่ ๆ สามารถทำแทนกันได้ทุกอย่าง”“แน่นอน” นอกจากจะไม่ปฏิเสธแล้วยังขานรับอย่างเต็มใจอีกด้วย “ไปตลาดนัดกันดีกว่า”“วันนี้มาแปลกแฮะ” ฉันว่าพลางมองคนตรงหน้านิ่ง ๆ รู้สึกว่าวันนี้เขามีพิรุธ“แค่ไปตลาดเองแปลกตรงไหนครับ”“แปลกตรงนี้แหละ แอบไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่าคะ”“เปล่าสักหน่อย”“แน่?”“แน่สิ” เขาว่ายิ้ม ๆ แล้วหอมแก้มฉันฟอดใหญ่ “ไปกันเถอะ”เลิกสนใจเขาแล้วกดโทรออกไปหาพี่เลย์ แต่ว่าเขาไม่รับสายฉันค่ะ ปกติฉันจะไม่เซ้าซี้ใคร ไม่รับฉันก็เลิกโทรแค่นั้น แต่วันนี้มันรู้สึกแปลก ๆ อยากให้เขารับสาย แต่ไม่ว่าฉันจะโทรเท่าไหร่เขาก็ไม่รับอยู่ดี“มันอาจจะกำลังยุ่งอยู่ก็ได้”“ไม่ใช่หรอก”“...”“พี่ก็แปลก พี่เลย์ก็แปลก มีอะไรหรือเปล่าคะ” ฉันถามไปตามความรู้สึก และปฏิกิริยาของคนตรงหน้ามันทำให้ฉันมั่นใจว่าเซนส์ฉันไม่ผิดแน่นอน “ถือว่าหนูถามแล้ว
“พูดอะไรของมึง”“อะไร?”“ใจเย็น ๆ ก่อนอย่าเพิ่งต้อนให้จนมุม”“กูกับมึงต่างหากที่จนมุม รู้ทันไปหมด”เรื่องลูกผมพูดจริงนะว่าอยากมี ในส่วนที่เขียนฟ้าแพ้ยาชาผมคิดว่าคุณหมอเขาต้องมีวิธีทำคลอดแน่นอน สมัยนี้เทคโนโลยีมันพัฒนาไปไกลแล้วครับ ตรงนี้คงต้องปรึกษาคุณหมออย่างละเอียดอีกทีหนึ่ง“รีสอร์ตไปถึงไหนแล้ว” ถามไอ้โรมเพราะเมื่อไม่นานมานี้มันเข้าไปดูมา“เรียบร้อยดี”“อืม ... มึงได้ข่าวแม่บ้างไหม” ผมถามต่อ ช่วงหลังมานี้แม่หายเงียบไปเลย ปกติจะโทรหาเราสองคนอยู่บ่อย ๆ“ไปเที่ยวญี่ปุ่น”“ไปกับใคร”“แก๊งเพื่อนเขานั่นแหละ อาทิตย์หน้าคงกลับแล้ว”สามปีมานี้มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นกับพวกเรา เถียงกันบ้าง ความคิดไม่ตรงกันบ้างเป็นเรื่องปกติครับ ที่ยังเหมือนเดิมและดีขึ้นกว่าเดิมคือเขียนฟ้า เรียนเก่งปรับตัวเก่ง กล้าคิดกล้าตัดสินใจอีกด้วย แต่ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมกับไอ้โรมยังไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไหร่ นั่นก็คือแม่ที่ยังไม่ยอมรับเขียนฟ้า“พี่เลย์”“ครับ”“ถ้าพี่มีลูกชายพี่จะตั้งชื่อเขาว่าอะไร” เป็นคำถามที่ไม่คิดว่าเธอจะถามเลยด้วยซ้ำ“วินเทอร์”“ขอเหตุผลค่ะ”“พี่ชอบฤดูหนาว”“อืม ... แล้วพี่ล่ะคะ ถ้ามีลูกสาวพี่







