Masukกลับมาถึงบ้านพี่เลย์ก็เหวี่ยงฉันเข้าไปในห้องเต็มแรงก่อนจะล็อคประตูแล้วหันมาเผชิญหน้ากับฉันอีกครั้ง
“อย่าหวังว่าเธอจะได้ออกไปไหนอีก”
“หนูไม่ได้โกหกนะคะ พวกเราไปที่วัดกันแล้วจริง ๆ” ฉันยังคงพยายามอธิบายแต่เหมือนเขาจะไม่รับฟังอะไรเลย
“แต่สิ่งที่ฉันเห็นมันไม่ใช่”
“ไม่เชื่อพี่โทรคุยกับแซนก็ได้ หนูไม่ได้โกหก” ฉันยังคงพยายามโต้เถียงอยู่แบบนั้น และแน่นอนว่าเขาเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็นมากกว่า
ผลัก!
พี่เลย์ผลักฉันลงบนที่นอนก่อนจะขึ้นค่อมร่างกายฉันไว้ ไอ้ท่าทางหมิ่นเหม่แบบนี้มันไม่ค่อยดีเอาซะเลย
“พี่จะทำอะไร”
“ทำไม? ทีอยู่กับคนอื่นยังระริกระรี้ได้เลย”
“พูดบ้าอะไรของพี่”
“พูดตามที่เห็น”
“มันไม่ใช่อย่างที่เห็น และถึงมันใช่พี่ก็ไม่มีสิทธิ์มาทำกับหนูแบบนี้”
“ฉันมีสิทธิ์กับชีวิตของเธอทุกอย่างนั่นแหละ” จบประโยคริมฝีปากหนาก็บดขยี้ลงมาที่ริมปากฉันอย่างไม่ทันตั้งตัว
พี่เลย์ใช้มือข้างหนึ่งรวบแขนฉันไว้เหนือศีรษะ จากนั้นใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่กระชากชุดสวยของฉันจนขาดติดมือเขาไป การกระทำของเขาในตอนนี้มันโคตรป่าเถื่อนที่สุด
“อย่าทำแบบนี้ ฮึก!”
ฉันยังคงแหกปากร้องห้ามเมื่อเรียวลิ้นร้อนโลมเลียไปมาตามซอกคอตลอดไปจนถึงเนินอก บราเซียร์สีสวยถูกถอดออกอย่างไม่ใยดี ก่อนที่ฝ่ามือหนาจะเลื่อนมาบีบเค้นหน้าอกฉันจนรู้สึกปวดหนึบ
“ฮือ... อย่าทำอะไรหนูเลยนะคะ” เหมือนน้ำตาของฉันจะทำให้เขามีสติขึ้นมานิดหน่อย
“ใครใช้ให้เธอดื้อกับฉันก่อนล่ะ”
“หนูเปล่า … หนูไม่ได้โกหก” เขาผละออกหยัดตัวขึ้นเล็กน้อยก่อนจะสบตากับฉันอย่างตั้งใจ
“ฉันก็ไม่ได้บอกว่าเธอโกหกนี่ แต่เธอก็ต้องเป็นของฉันอยู่ดี”
“ฮึก!”
ฉันคิดว่าเขาจะหยุด แต่เปล่าเลยเขายังคงไม่หยุดการกระทำบ้า ๆ นั่นแต่เลือกที่จะลดความดิบเถื่อนลงแทน ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยน้ำตาให้ฉัน
พี่เลย์ถอดเสื้อผ้าตัวเองออกจนหมด เผยให้เห็นสรีระร่างกายของเขาทุกสัดส่วน
“ปล่อยมือ” น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยเมื่อเห็นฉันเอาแต่กอดผ้าห่มไว้อยู่แบบนั้น “อยากเจ็บมากกว่านี้สินะ”
เม้มปากเข้าหากันจนแน่น ก่อนจะค่อย ๆ คลายผ้าออกทีละช้า ๆ จนพี่เลย์สามารถแทรกตัวเข้ามาในผ้าห่มผืนเดียวกันได้สำเร็จ ร่างกายเปลือยเปล่าของเขาที่กำลังแนบชิดอยู่ตอนนี้ทำเอาฉันสั่นไปหมด ทั้งกลัวและประหม่าในเวลาเดียวกัน
“ตอนแรกฉันตั้งใจว่าจะใจดีกับเธอให้มากกว่านี้ แต่ดูเหมือนว่าเธอไม่ค่อยอยากจะเชื่อฟังฉันสักเท่าไหร่”
“หนูไม่ฟังอะไร พี่นั่นแหละคิดไปเอง”
“งั้นเหรอ” ตาคู่คมจ้องมองฉันนิ่ง ๆ แววตาว่างเปล่าของเขามันทำให้ฉันจับทางไม่ได้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“อย่าทำแบบนี้เลยนะคะ”
“มีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน เธอก็โตแล้วนะเขียนฟ้า อย่าทำเป็นไร้เดียงสาให้มันมากนักเลย”
พี่เลย์มองหน้าฉันอีกครั้ง แต่คราวนี้แววตาของเขามันไม่เหลืออารมณ์โกรธหรือความดิบเถื่อนให้เห็นอีกแล้ว ไม่ว่างเปล่า …
“อย่าเกร็งแล้วเธอจะไม่เจ็บ” หัวใจดวงน้อยสั่นไหวไปมาเมื่อได้ยินประโยคนี้ รู้สึกได้เลยว่ามีอะไรบางอย่างสัมผัสอยู่บริเวณนั้นของฉัน
พี่เลย์ถอดกางเกงในตัวจิ๋วของฉันอย่างง่ายดาย หลังจากนั้นเขาก็หยัดตัวขึ้นเล็กน้อยก่อนจะทำอะไรบางอย่างกับร่างกายฉัน
“ฮึก!”
ฉันร้องไห้ออกมาเสียงดังเมื่อรู้ว่าตัวเองจะเจอกับอะไร มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ หนี้ที่ฉันไม่ได้ก่อแต่ฉันต้องใช้ร่างกายตัวเองชดใช้แทนคนอื่นแบบนี้อย่างนั้นเหรอ ช่างไม่ยุติธรรมกับฉันเลย
“เงียบ! ถ้ายังร้องอีกฉันจะทำจริง ๆ” น้ำเสียงจริงจังเอ่ยก่อนจะผละตัวออกไป จากนั้นใส่เสื้อผ้าแล้วออกจากห้องฉันไปทันที
นานหลายชั่วโมงที่ฉันเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องและร้องไห้อยู่แบบนั้น ใครมาเคาะประตูเรียกก็ไม่หือไม่อือจนกระทั่งถึงเช้าวันใหม่
อาบน้ำชำระร่างกายพลางก้มมองร่องรอยที่พี่เลย์ทำไว้ จากที่คิดว่าเขาคงใจดีกับฉันบ้าง ตอนนี้คงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ทั้งหมด เชื่อฉันสิไม่มีใครทำดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนหรอก
เป็นอีกหนึ่งวันที่รู้สึกเหนื่อยล้ามากกว่าปกติ สัมผัสที่พี่เลย์มอบให้มันยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความรู้สึกของฉัน ในขณะเดียวกันมันก็ให้ความรู้สึกแตกต่างกันไป บางครั้งก็รู้สึกว่าเขาอ่อนโยน แต่บางทีเขาก็เหมือนคนไร้หัวใจ เย็นชา กร้านโลกอย่างกับเป็นคนละคนกันเลย
“ป้าจะทายาให้นะคะ” น้ำเสียงคุ้นเคยดังขึ้นขณะที่ฉันนั่งเหม่อคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
“ยา… ยาอะไรเหรอคะ”
“ที่แขนหนูนี่ไง ช้ำขนาดนี้ไม่ปวดเหรอลูก” เหลือบมองแขนตัวเองมันก็ช้ำจริง ๆ นั่นแหละค่ะ เป็นรอยที่พี่เลย์กระชากเมื่อวานสินะ
“ขอบคุณนะคะหนูไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่ เดี๋ยวมันคงหายเอง”
“เมื่อวานหนูได้ไปหาแม่จริงไหมเขียนฟ้า”
“จริงค่ะ ป้าก็คิดว่าหนูโกหกเหมือนกันเหรอ” พูดออกไปอย่างน้อยใจ ทำไมถึงไม่มีใครเชื่อฉันบ้างเลย
“ไม่ใช่แบบนั้น ป้าเชื่อค่ะแต่มันมีอะไรมากกว่านี้ใช่ไหม”
“ไม่มีค่ะ หนูแค่ไปกินปิ้งย่างกับเพื่อนแค่นั้นเอง แต่พอดีบังเอิญเจอเพื่อนผู้ชายในห้องเดียวกันพวกเราก็เลยนั่งกินด้วยกันแค่นั้น”
“แล้วคุณเลย์ไปเจอได้ยังไง มีการปะทะอารมณ์กันหรือเปล่า”
“ไม่รู้ว่าพี่เลย์มาได้ยังไง อยู่ดี ๆ เขาก็อาระวาดใส่กล่าวหาว่าหนูคิดลองดีกับเขา” ฉันร่ายประโยคยาว ๆ ให้คนตรงหน้าฟัง และถึงตอนนี้ก็ยังคงไม่เข้าใจว่าตัวฉันลองดีเขาตอนไหน เรื่องอะไร
“เฮ้อ... เอาเป็นว่าหนูต้องรักษาระยะห่างไม่ให้ใกล้คนอื่นอีกก็พอ”
“...”
“ป้าพูดไม่ได้ สักวันหนูคงเข้าใจเอง” มือบางลูบศีรษะฉันอย่างนึกเอ็นดู ฉันก็หวังว่าสักวันตัวเองจะเข้าใจทุกเรื่องราวมากกว่านี้
ระหว่างวันฉันยังไม่เจอพี่เลย์เลยค่ะจนท้องฟ้ามืดลงอีกครั้งเขาถึงกลับมา
“ป่านนี้แล้วทำไมยังไม่อาบน้ำอีก”
“กำลังจะไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ” จบประโยคฉันก็รีบตรงขึ้นห้องทันที ไม่สนใจว่าพี่เลย์จะพูดอะไรต่ออีกหรือเปล่า
หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ทิ้งตัวลงนอนเลย ไม่ได้ง่วงหรอกแต่ไม่อยากลงไปเจอหน้าเขาเท่านั้นเอง แต่แค่ไม่นานบานประตูก็ถูกเปิดเข้ามาไม่ใช่ใครที่ไหนก็คนที่ฉันไม่อยากเจอนั่นแหละ เขานั่งลงข้างฉันในมือมียาทามาด้วย
“คราวหลังอย่าดื้ออีก”
“...”
“เข้าใจไหมเขียนฟ้า”
“เข้าใจแล้วค่ะ” ขานรับอย่างไม่มีทางเลือกเพราะไม่รู้ว่าตัวเองดื้อตอนไหน แต่ช่างเถอะเอ่ยถามกับคนไม่มีเหตุผลมันจะไปได้คำตอบอะไรล่ะคะ
พี่เลย์มองหน้าฉันนิ่ง ๆ ก่อนจะทายาให้ฉันซึ่งเกิดจากฝีมือของเขาเอง
“กินยาแก้ปวดแล้วนอนพักซะ”
“ป้าสายใจเอาให้กินแล้วค่ะ”
“งั้นก็นอน” จบประโยคเขาก็เดินหายเข้าไปในห้องน้ำและทำทุกอย่างเหมือนเป็นห้องตัวเอง จากนั้นทิ้งตัวลงนอนข้างฉัน
“พี่จะนอนที่นี่เหรอคะ”
“แล้วคิดว่าไง”
“...”
วันแรกของการเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยฉันตื่นเต้นมากค่ะ แต่ไม่ได้มีแค่ฉันหรอกนะที่มาตัวคนเดียว“เขียนฟ้า!”“แซน!”“แกจริง ๆ ด้วย” น้ำเสียงดีใจเอ่ยก่อนจะโผเข้ากอดฉัน “เป็นยังไงบ้างสบายดีไหมทำไมถึงขาดการติดต่อไปเลย”“โทษทีฉันทำเบอร์แกหายน่ะ”“ช่างเถอะ ๆ ว่าแต่แกสบายดีใช่ไหม เขาทำอะไรแกหรือเปล่า”“ฉันสบายดี”“ฮือ... ฉันดีใจมากที่เจอแกตรงนี้”“ฉันก็เหมือนกันคิดว่าจะไม่มีเพื่อนแล้วซะอีก” ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยค่ะ “แต่เดี๋ยวนะไหนแกว่าจะเรียนพยาบาลไง”“สอบไม่ติด แต่บริหารก็ไม่ได้แย่ฉันเลยเลือกทางนี้แทน แล้วแกล่ะ”“ถูกบังคับน่ะสิ”“หืม...”“ฉันต้องเรียนบริหารถ้าไม่งั้นก็ไม่ต้องเรียน”“เอาน่ะ! อย่างน้อยก็ได้เรียน”“ฉันก็คิดแบบนั้นแหละ”ถามไถ่กันตามประสาจนเข้าชั่วโมงกิจกรรม ก็มีการทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมคณะกันไปหลังจากนั้นก็ได้รับคำชี้แจงต่าง ๆ และเพิ่งรู้ว่าปีหนึ่งที่นี่ต้องอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยค่ะเพื่อให้นักศึกษาใหม่ได้เรียนรู้พื้นฐานการปรับตัวด้านการเรียนและการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นซึ่งฉันก็โอเค มาถึงตอนนี้มันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วมีแต่เรื่องท้าทายด้วยซ้ำ“วันแรกก็เหนื่อยแล้วอะ” แซนเอ่ย“
“หลับแล้วเหรอวะ”“เออ”“กูว่าเราสองคนพลาดแล้วแหละ”“มึงคิดว่าเขียนฟ้าโง่เหรอ กูจะบอกให้นะไอ้โรมต่อให้เราไม่ยอมรับเขียนฟ้าก็รู้อยู่ดี รู้ตั้งแต่เห็นรูปนั่นแล้ว”“ไม่คิดว่าจะเร็วแบบนี้”“เรื่องแม่มึงเอายังไง”“กูไม่สน!”“กูก็ไม่สนเหมือนกัน”รูปที่กล่าวถึงอยู่ตอนนี้คือรูปถ่ายของเราสามคน เป็นรูปที่เขียนฟ้าขอเก็บไว้เอง ย้อนกลับไปตอนนั้นจำได้ว่าพ่อชอบพาผมกับไอ้โรมไปเล่นที่บ้านหลังหนึ่ง เราทั้งคู่ได้เจอกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งน้องน่ารักมากครับแต่ไม่ค่อยยิ้มเท่าไหร่ เป็นเวลากว่าสองปีที่พวกเราทำความรู้จักกันจนคุ้นเคยและสนิทกันในที่สุด แต่คำว่าตลอดไปมันไม่มีอยู่จริง อยู่ ๆ น้องก็หายไปรู้ข่าวอีกทีคือแม่เขาแต่งงานมีครอบครัวใหม่ หลังจากนั้นก็ไม่เจอกันอีกเลยทุก ๆ วันผมกับไอ้โรมจะแอบเข้าไปเล่นในบ้านหลังนั้นเสมอ มันไม่ได้ถูกรื้อถอนครับแถมยังมีของใช้บางส่วนหลงเหลืออยู่รวมไปถึงภาพนี้ก็ด้วย ถึงตอนนี้ก็ยังอยากรู้ว่าทำไมเขียนฟ้าถึงเลือกที่จะทิ้งมันไว้“ติดต่อพ่อได้ไหมวะ”“ไม่... ยังบินไม่ทั่วน่านฟ้ามั้งเลยไม่อยากกลับ” พูดประชดไปอย่างนั้นแหละครับ พ่อผมแค่ไปเที่ยวเฉย ๆ เอง“เอาไงต่อดีวะ”“อยู่ไปแบบนี้แหละ ถึ
ภายในห้องถูกปกคลุมไปด้วยความมืด ไม่รู้ว่าตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ฉันยังคงพยายามข่มตาอยู่แบบนั้นแต่มันก็ไม่หลับสักที“ทำไมยังไม่นอนอีก” น่าจะเป็นพี่โรมเพราะเสียงมันมาจากฝั่งเขา“นอนไม่หลับค่ะ”“ไม่ใช่ว่ามีเรื่องอะไรอยู่ในหัวหรอกเหรอ” แสงไฟสว่างพร้อมกับใบหน้าเรียบเฉยของผู้ชายทั้งสองที่กำลังมองฉัน “ให้สองคำถาม” พี่เลย์เอ่ย ปากเขาพูดกับฉันก็จริงแต่เสมอสายตาไปทางพี่โรม พวกเขาสื่อสารกันทางสายตาอีกแล้ว“แน่ใจเหรอว่าพวกพี่จะตอบ”“ถามมาสิ”“ช่างมันเถอะค่ะ” จบประโยคฉันก็หลับตาลง ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเขาอยากให้รู้ถึงเวลานั้นก็คงจะบอกเองนั่นแหละ“เอาไง”“ไว้ก่อนแล้วกัน” เขาไม่ได้พูดกับฉันหรอกแต่คุยกันเองต่างหาก จากนั้นแสงไฟก็มืดลงพร้อมกับอ้อมแขนพาดลงบนร่างกายฉันเช้าวันใหม่ตื่นขึ้นมาไม่เจอพวกเขาแล้ว อาบน้ำแต่งตัวเสร็จออกมาด้านนอกได้ยินเสียงดังจากในครัวสงสัยเขาจะทำอาหารเช้ามั้งนะ แอบกระซิบหน่อยว่าทั้งพี่เลย์และพี่โรมเขาทำกับข้าวอร่อยมากฉันนี่ชิดซ้ายไปเลย“ตื่นแล้วเหรอคะน้องเขียนฟ้า” พี่ผู้หญิงเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม ถ้าจำไม่ผิดเขาชื่อแวนนะคะ ได้ยินพี่โรมเรียกอยู่ “เราสามคนทำมื้อเช้าเสร็จแล้ว น้องเ
หลังจากพี่เลย์ผล็อยหลับไปฉันก็ออกมาด้านนอกและเดินสำรวจภายในบ้านนี้อย่างถือวิสาสะ พยายามนึกนะคะแต่มันนึกไม่ออกสักที มันเหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้ฉันเคยผ่านมาแล้ว เคยได้อยู่กับเขาในแบบเดียวกัน เหมือนว่ามันเคยเกิดขึ้นมานานมาก ๆ แล้วระหว่างวันฉันคอยดูแลพี่เลย์อยู่ตลอดถ้าให้เดาฉันคิดว่าพี่โรมคงออกไปทำงานแทนพี่เลย์แน่นอน“จะสำรวจอีกนานไหม” เสียงทุ้มเอ่ยก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าฉัน“ดีขึ้นแล้วเหรอคะ”“อืม”“รูปนี้หายไปไหนส่วนหนึ่งเหรอคะ” ฉันว่าพลางชี้มือไปยังกรอบรูปขนาดเล็กที่แขวนอยู่บนผนัง ในภาพนั้นเหมือนจะมีอีกหนึ่งคนค่ะแต่ว่ามันขาดหายไปเหลือเพียงเขาสองคนเท่านั้นเอง แถมภาพมันก็เก่าพอสมควร“มันถูกลืม พวกเราเก็บมาได้เท่านี้ ความจริงเจ้าของภาพไม่น่าจะทิ้งมันด้วยซ้ำ” เขาเงียบไปหลายวินาทีก่อนจะพูดต่อ “เพราะรูปถ่ายเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้นจริง”“ตอนเด็ก ๆ ...”“ตอนเด็ก ๆ ทำไมเหรอ”“หนูน่าจะมีพี่ชายด้วยนะ” พูดไปตามความรู้สึกตัวเองเหมือนว่ามันจะเลือนรางมากแล้ว“ใช้คำว่าน่าจะ?”“จำไม่ค่อยได้ค่ะรู้แค่ว่ามี”แปลกมากที่ฉันเห็นภาพนี้แล้วนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก มันนานมากพอที่จะลืมไปแล
วันนี้ฉันถูกพี่โรมลากออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดเลยค่ะ ใช้เวลาเดินทางเกือบสามชั่วโมงจนตอนนี้รถหยุดนิ่งสนิทแล้ว“รออยู่ในรถนะ” พูดจบเขาก็ลงจากรถหายเข้าไปในแคมป์คนงานก่อนจะออกมาพร้อมกับพี่เลย์“พามาด้วยทำไม จุ้นจ้าน” นั่นแหละค่ะปากเขาน่ะร้ายที่สุดแล้ว“หนูก็ไม่ได้อยากมาสักหน่อย” แน่นอนว่าฉันก็ปากดีกลับไปบ้าง ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงเงียบไม่กล้าต่อปากต่อคำกับเขาแต่ตอนนี้ชินแล้วไงพี่เลย์มองหน้าฉันแวบหนึ่งก่อนจะหันไปขับรถ ดูท่าทางเขาจะเหนื่อยมากสีหน้าไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แค่เพียงไม่นานรถก็จอดอีกครั้งที่บ้านหลังหนึ่ง“มึงอยู่คนเดียวเหรอ” พี่โรมถามขึ้นเมื่อเห็นว่ามันเงียบผิดปกติ“เออ จะให้กูอยู่กับใครล่ะ” สองพี่น้องเขาคุยกันตามประสาค่ะ ฉันมีหน้าที่เดินตามอย่างเดียวจนเข้ามาในตัวบ้านกวาดสายตาไปรอบบริเวรก่อนจะหยุดอยู่ที่ฉากรูปขนาดใหญ่พลางรู้สึกอะไรบางอย่าง...“เขียนฟ้า”“...”“เขียนฟ้า!”“คะ?”“เหม่ออะไรอยู่”“รูปนี้...”“เอาของไปเก็บได้แล้ว” ยังไม่ทันที่จะพูดจบพี่เลย์ก็ค้านขึ้นเสียก่อน แต่ช่างเถอะ! ก็แค่รู้สึกคุ้น ๆ บางทีฉันอาจจะเคยเห็นที่อื่นก็ได้แกรก!“เธอนอนบนเตียงแล้วกัน ฉันนอนพื้นกับไอ้โรมเอง
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉันแทบไม่ได้นับเลยว่านี่มันผ่านมากี่เดือนแล้วหลังจากวันนั้นพวกเราสงบศึกกันมากขึ้น ไม่ใช่ว่าคุยกันเข้าใจหรืออะไรหรอกนะแต่ฉันเลิกตามหาคำตอบแล้วต่างหาก เป็นการใช้ชีวิตแบบล่องลอยมากชนิดที่ว่าหายใจทิ้งไปวัน ๆ ถึงจะถูก ที่สำคัญฉันแยกออกแล้วนะว่าคนไหนคือพี่เลย์ คนไหนคือพี่โรม แม้กระทั่งเขาใส่ชุดเหมือนกันฉันก็แยกออกค่ะ อาศัยความเคยชินจำเอาเพราะเขาสองคนแทบจะไม่มีอะไรต่างกันเลยยกเว้นนิสัย พี่เลย์จะดุและเผด็จการมากกว่า ส่วนพี่โรมเขาจะนิ่ง ๆ ค่ะ ติดไปทางเย็นชาด้วยซ้ำแต่ว่าเขาตามใจฉันบ่อยนะปึก!เอกสารหลายฉบับถูกวางลงตรงหน้าฉัน มันคือเอกสารสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั่นเอง เห็นแบบนี้แล้วดีใจมากอย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ใจร้ายใจดำขนาดนั้น“เธอต้องเรียนบริหาร” พี่เลย์พูดขึ้นก่อนจะนั่งลงตรงข้ามฉัน“เรียนอย่างอื่นไม่ได้เหรอคะ ยิ่งโง่ ๆ อยู่ด้วยยังให้เรียนบริหารอีก”“ด่าตัวเองก็เป็นนี่”“ก็หนูอยากเป็นแอร์โฮสเตส” บ่นอุบอิบแต่คนตรงหน้าก็ได้ยินอยู่ดี“ไม่ได้! เธอต้องเรียนบริหาร จบแล้วก็ทำงานใช้หนี้พวกเราด้วย”เหลือบมองพี่โรมเล็กน้อยเผื่อว่าเขาจะช่วยพูดให้ได้แต่เปล่าเลยดันส่งสายตาพิฆาตมาให้เหม







