LOGINรถคันหรูจอดนิ่งที่หน้ารั้วสูงของคฤหาสน์หลังใหญ่ ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าเจ้าของคฤหาสน์หรูหราในย่านที่ดินราคาแพงหลังนี้คือท่านรัฐมนตรี ‘นพดล อนันต์เดโช’ บุคคลผู้ซึ่งมีอำนาจและทรงอิทธิพลคนหนึ่งของประเทศ
“จอดตรงนี้แหละ แล้วนายก็ลงไปได้แล้ว”
พอถึงหน้าบ้านหญิงสาวก็แผดเสียงออกคำสั่งให้ชายหนุ่มลงจากรถ
เจ้าขุนนั่งนิ่งไม่มีทีท่าว่าจะยอมทำตามที่เธอสั่ง ดวงตาคมกริบไล่สำรวจคนข้าง ๆ ก่อนจะโน้มตัวเข้าใกล้หญิงสาว เพ่งตามองเธอราวกับมีเรื่องอยากจะพูด
“อะไรอีก”
ดาริณแว้ดเสียงใส่พลางโยกหน้าถอยหนี แผ่นหลังบอบบางชนกับประตูรถอย่างจนมุม
“ที่เธอวางยาไอ้ทิวเขาเมื่อคืน เพราะเธอรักมันมากจนอยากได้มันเป็นผัว หรือเป็นเพราะพ่อของเธอบังคับให้จับมันให้ได้กันแน่”
“นายอย่ามาใส่ร้ายคุณพ่อฉันนะ”
“ฉันรู้นะว่าตอนนี้ครอบครัวเธอกำลังมีปัญหา แล้วบริษัทที่พี่ชายเธอบริหารอยู่ก็กำลังขาดทุนมหาศาล ที่ท่านรัฐมนตรีอยากได้ไอ้ทิวเขามาเป็นลูกเขยเพราะหวังฮั้วโครงการก่อสร้าง...ใช่ไหม”
นัยน์ตาของคนถูกเค้นสั่นระริก เธอรู้สึกโกรธเคืองคนถามเป็นอย่างมาก แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าทุกประโยคที่ออกจากปากของชายหนุ่มคือเรื่องจริงแต่เธอก็ไม่ชอบให้ใครมาว่าพ่อของเธอเสีย ๆ หาย ๆ
“นายอย่าทำมาเป็นแสนรู้ไปหมดทุกอย่าง และอีกอย่างครอบครัวของฉันจะมีปัญหาหรือไม่มีปัญหามันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนาย”
“ดาริณ!”
เรียกชื่อหญิงสาวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดพร้อมทั้งขบกรามแน่น มือหนาเอื้อมไปบีบคางมนอย่างหมดความอดทน
“ฉันไม่คิดว่าเธอจะเป็นคนเห็นแก่ตัวได้ขนาดนี้ เสียแรงที่...”
คำพูดของเขากลืนหายไปกับบรรยากาศน่าอึดอัด นัยน์ตาคมพลันสั่นขณะจดจ้องคนตรงหน้า
“เสียแรงที่อะไร”
เอียงคอมองหน้าเขาแล้วเอ่ยถามประสานสบตาขณะรอฟังอีกฝ่ายพูดให้จบ
ขณะนั้นรถที่เจ้าขุนสั่งให้ลูกน้องขับตามมารับก็ขับมาจอดเทียบข้างพอดี ชายหนุ่มละความสนใจจากหญิงสาวแล้วเปิดประตูลงจากรถทันที
ดาริณทำหน้าสงสัย อยากเรียกให้เขากลับมาพูดให้จบแต่คนขี้โมโหก็ขับรถออกไปเสียก่อน
“ไอ้บ้าเอ๊ย! จู่ ๆ ก็มาทำให้อยากรู้แต่ก็ไม่พูดให้จบ”
บ่นกระปอดกระแปดให้กับคนที่ทิ้งคำพูดให้เธอค้างคาใจ ก่อนจะย้ายมานั่งฝั่งคนขับแล้วขับรถเข้าบ้านของตัวเอง
@บ้านอนันต์เดโช
ร่างเล็กเดินเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ด้วยท่าทางละล้าละลัง ยังไม่ทันได้พักหายใจหายคอคนที่นั่งรอเธอมาทั้งคืนก็กุลีกุจอเข้ามาหา
ท่านรัฐมนตรีมีใบหน้ายิ้มแย้มแถมยังไม่ตำหนิติเตียนที่ลูกสาวคนสวยไม่กลับบ้านทั้งคืน
“เป็นยังไงบ้างดาริณลูกพ่อ สำเร็จไหม”
คนอายุเยอะกว่าเอ่ยถามขณะไล่สำรวจลูกสาวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า มุมปากที่มีริ้วรอยยกยิ้มด้วยความปลาบปลื้มใจเมื่อเห็นร่องรอยแดงจ้ำบนลำคอของบุตรสาว
แววตาสั่นเครือสบตากับผู้เป็นพ่อแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ หัวใจดวงน้อยสั่นระรัวราวกับมีคนตีกลองอยู่ด้านใน
เธอไม่กล้าสารภาพออกไปตามตรงว่าเรื่องเมื่อคืนเกิดความผิดพลาดอย่างมหันต์
ท่านรัฐมนตรียิ้มแฉ่ง ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาลูบศีรษะของบุตรสาว เมื่อเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนเขาจึงพูดขึ้นว่า
“สมแล้วที่เป็นลูกรักของพ่อ ลูกสาวพ่อไม่เคยทำให้พ่อผิดหวังจริง ๆ”
ฝ่ามือหนาดึงรั้งศีรษะลูกสาวมาสวมกอดจากนั้นก็เอ่ยอีกว่า
“ลูกกลับมาเหนื่อย ๆ พ่อว่าขึ้นไปพักผ่อนก่อนดีกว่านะ”
ใบหน้าอิดโรยพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะเดินขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน ทิ้งร่างกายลงบนเตียงกว้างแล้วครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ดวงตาสั่นเครือมีน้ำตาไหลรินออกมาราวกับสายธารขณะคิดถึงสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป
ใช่อยู่ที่เธออยากได้ อยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของหัวใจของเพื่อนสนิทอย่างทิวเขา แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อเจ้าตัวไม่เคยเหลียวแลเธอเลยสักนิด ความจริงเธอก็คิดจะตัดใจจากเขาแล้วด้วยซ้ำ
แต่เมื่อผู้เป็นพ่อยื่นคำขาดมาว่าถ้าไม่สามารถมัดใจทิวเขาได้เธอก็ต้องยอมแต่งงานกับคนที่พ่อเลือกให้ หญิงสาวจำต้องทำในสิ่งที่เลวร้าย นั่นคือการวางยาปลุกเซ็กส์ชายหนุ่มเพื่อเรียกร้องให้เขารับผิดชอบ แต่มันดันผิดแผนเมื่อคนที่มารับเคราะห์คือเจ้าขุน
ดาริณร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อนึกถึงคำพูดของเจ้าขุนขึ้นมา
มันก็จริงอย่างที่เขาว่าทุกอย่าง เธอมันหน้าไม่อายและเห็นแก่ตัว
อีกด้าน
หลังกลับจากบ้านของดาริณเจ้าขุนก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังแถบชานเมืองซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดปทุมธานี
รถคันหรูขับเข้าไปในซอกซอยที่ค่อนข้างลึกลับซับซ้อน น้อยคนนักที่จะใช้เส้นทางนี้สัญจรเนื่องจากค่อนข้างเปลี่ยวและอันตราย เมื่อก่อนเคยมีข่าวเตือนภัยว่าถนนเส้นนี้มีคนถูกโจรดักปล้น บางข่าวก็บอกว่ามีคนเคยถูกนำมาเผานั่งยางตายทั้งเป็น แต่สำหรับเจ้าขุนเขาคุ้นชินกับเส้นทางนี้เป็นอย่างดี
รถซูเปอร์คาร์คันงามขับเข้าไปจอดในบริเวณโรงงานแห่งหนึ่งซึ่งเป็นเพียงโรงงานขนาดเล็กที่ดูภายนอกสุดแสนจะธรรมดาแทบไม่มีความโดดเด่นหรือน่าสนใจ แต่ใครจะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วสถานที่แห่งนี้มีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ด้านใน
บริเวณภายนอกตลอดแนวรั้วของโรงงานติดตั้งกล้องวงจรปิดเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นตรงบริเวณกำแพงยังมีคนยืนเฝ้ายามและเดินตรวจตราอยู่ตลอดเวลาจึงเป็นเรื่องยากที่คนแปลกหน้าจะเข้าออกยังสถานที่แห่งนี้ก่อนได้รับอนุญาต
ร่างสูงลงจากรถแล้วเดินเข้าไปตรงประตูด้านหน้าอาคารซึ่งมีลักษณะคล้ายกับประตูออฟฟิศ โดยที่นี่จะมีทางเข้าออกแค่สองทาง จุดแรกคือประตูด้านหน้าที่เจ้าขุนกำลังใช้งานอยู่ตอนนี้ซึ่งมีไว้ให้คนส่วนใหญ่ใช้เดินผ่านเข้าออกในยามปกติ ส่วนอีกจุดคือทางเข้าออกด้านหลังทว่าจุดนั้นจะถูกใช้งานในยามฉุกเฉินเท่านั้น
“สวัสดีครับนายน้อย”
ชายฉกรรจ์ผู้ซึ่งทำหน้าที่คอยตรวจตราอยู่ตรงหน้าประตูโค้งศีรษะทำความเคารพผู้ที่เดินผ่าน ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของอาคารโดยมีลูกน้องคนหนึ่งซึ่งตามเขามาจากเพ้นท์เฮ้าส์เดินตามหลัง
เขาเดินเข้าไปยังห้องที่ถูกจัดตกแต่งเป็นห้องทำงานมีโต๊ะคอมพิวเตอร์และตู้เก็บเอกสารตั้งเรียงรายอยู่รอบข้าง
หลังนั่งลงบนเก้าอี้เขาก็เอ่ยปากสั่งลูกน้องที่ตามมาด้วย
“ไปเรียกคุณจรณมาหน่อย”
“ครับ”
นั่งรอเพียงไม่นานคนที่เขาให้ไปตามก็เดินเข้ามาในห้อง ร่างสูงของคนอายุสามสิบต้น ๆ เดินค้อมตัวเข้าใกล้โต๊ะทำงานของคนอายุน้อยกว่า ก่อนจะวางสมุดบัญชีไว้บนโต๊ะพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“สรุปบัญชีของเดือนที่แล้วครับ”
“ผมไม่อยากอ่าน ช่วยสรุปให้ผมฟังที”
ชายหนุ่มพูดด้วยถ้อยคำราบเรียบทว่าน้ำเสียงกลับดูทรงพลังจนน่ากลัว
'จรณ' กลืนน้ำลายลำบาก จากนั้นก็เริ่มอธิบายถึงสิ่งที่คนเป็นนายต้องการทราบ
“เดือนที่แล้วบ่อนของเรามีรายได้ทั้งหมดสองร้อยห้าสิบล้านบาท เป็นเงินรายได้จากนักพนันหนึ่งร้อยห้าสิบล้านบาท ส่วนที่เหลือมาจากดอกเบี้ยเงินกู้ครับ”
คนฟังยกยิ้มพึงพอใจ หลังฟังลูกน้องกล่าวรายงานเรื่องรายได้ที่เติบโตขึ้นมากจนน่าเหลือเชื่อ ก่อนรอยยิ้มนั้นจะเลือนหายไปอย่างฉับพลันเมื่อฟังประโยคต่อจากนั้น
“แต่ก็ยังมีเรื่องที่ติดปัญหาอยู่ครับ”
อากาศยามค่ำของบ้านพักตากอากาศริมทะเลมีลมพัดโชยสร้างความรู้สึกเย็นสบาย แสงไฟสีอบอุ่นส่องสว่างติดตามแนวรั้วไม้ของบ้านช่วยเพิ่มความโรแมนติก ดาริณเดินเล่นอยู่ริมชายหาดเพียงลำพัง ดวงตาเป็นประกายทอดมองไปยังสุดขอบฟ้า ร่างหนาเดินเข้ามาสวมกอดจากทางด้านหลัง สันจมูกโด่งคมเคลื่อนไล้ไปตามแก้มเนียนแล้วหอมเธอฟอดใหญ่ ก่อนจะถามคนที่ยืนมองท้องฟ้าราวกับคนเหม่อลอย “คิดอะไรอยู่” พูดชิดแก้มนุ่มจากนั้นริมฝีปากหยักก็ขบกัดตรงใบหูเล็ก ก่อนจะจับร่างเล็กให้หันมาสบตากัน “คิดถึงเรื่องของเราน่ะ ไม่น่าเชื่อเลยเนอะว่าเราสองคนจะมีวันนี้ได้” เจ้าขุนคลี่ยิ้ม แววตาลึกล้ำจดจ้องใบหน้าหญิงคนรักแล้วพูดว่า “เธอเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม” “...” หญิงสาวเลิกคิ้วรอฟัง “พรหมลิขิตให้เราได้กลับมาเจอกับคนที่เราเฝ้าตามหามาสิบปี” “นายหมายถึงใคร” “จำกันไม่ได้จริง ๆ เหรอเนี่ย น่าน้อยใจจัง” พูดพลางดึงรั้งร่างเล็กเข้ามากอดก่อนจะจุมพิตลงบนหน้าผากสวยได้รูป จากนั้นก็จับเธอผละออกเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายมองสำรวจใบหน้าขอ
ริมฝีปากหยักเคลื่อนไซ้ไปตามท้ายทอยและซอกคอหอมกรุ่น กดจูบและขบเม้มสร้างความกระสันเสียว ร่างเล็กบิดส่ายเร่าร้อนมือสองข้างเกาะอยู่เบื้องหน้า ปลายนิ้วแกร่งเกี่ยวรั้งกางเกงชั้นในตัวจิ๋วลงมากองอยู่บนพื้น “เสียบเลยได้ไหม” เสียงพูดชิดอยู่ตรงริมแก้มเนียน ก่อนที่ริมฝีปากจะจูบซับพวงแก้มระเรื่อขณะรออีกฝ่ายเอ่ยตอบ “ไม่ไหวแล้วเหรอ” “ไม่ไหวแล้ว” พูดจบก็ถอดเสื้อยืดออกจากทางศีรษะ มือหนาเร่งปลดตะขอกางเกงแล้วรูดรั้งลงไปพร้อมกับกางเกงในบอกเซอร์อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็สลัดมันออกจากปลายขาอย่างไม่ไยดี ก่อนที่ร่างสูงจะขยับมายืนประกบอยู่ด้านหลังคนตัวเล็ก ปลายนิ้วหนาบดบี้ส่วนที่เป็นติ่งเสียวของหญิงสาว นิ้วกร้านแหย่แยงเข้าไปในร่องรักเพื่อเบิกทางเพิ่มน้ำหล่อลื่น ร่องสวาทเปียกแฉะไปด้วยน้ำหวานที่ผลิตออกมาอย่างล้นหลาม เจ้าขุนจับท่อนเอ็นใหญ่ถูไถตรงสะโพกกลมกลึง ปลายนิ้วทำหน้าที่แหวกให้ร่องรูเบิกกว้าง จากนั้นก็เอาส่วนปลายหยักไปจ่อไว้ตรงปากทางแล้วดันเข้าไปรวดเดียวมิดด้าม ปลายลิ้นหนาแลบเลียตามแนวกระดูกสันหลังด้วยความหื่นกระหาย
@โรงพยาบาล ว่าที่คุณพ่อนั่งรออยู่หน้าห้องตรวจเลือด ใบหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้มเมื่อรู้ว่าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเขาต้องถูกแทงเข็มฉีดยาเข้าไปในร่างกาย ลูกผู้ชายตัวโตเรื่องปืนผาหน้าไม้ไม่เคยเกรงกลัว แต่พอเป็นเข็มฉีดยากลับกลายเป็นคนใจเสาะใจปลาซิวขึ้นมาเสียได้ ดาริณหัวเราะกระซิก รู้สึกขบขันมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยกลัวใครหน้าไหนทว่ากับกลัวเข็มฉีดยาอันเล็กกระจิ๋วหลิ๋ว คนหน้าเข้มใช้สายตาดุดันเพ่งมองใบหน้าสวยของคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง ริมฝีปากหนาแนบชิดใบหูเล็กแล้วพูดกระซิบ “หัวเราะเยาะเหรอ เดี๋ยวจะโดนไม่ใช่น้อยนะ” “ไม่กลัว” เธอยิ้มแป้นแล้นล้อเลียนเห็นแล้วมันน่าจับฟัดแก้มชะมัด มือหนายกขึ้นบีบแก้มดาริณด้วยความมันเขี้ยว ขณะนั้นคุณพยาบาลก็ออกมาเรียกเขาเข้าห้องเจาะเลือดพอดี “เชิญคุณภัทรดนัยค่ะ” คนถูกเรียกเดินเข้าไปด้านในด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนเข้าไปก็ไม่ลืมหันมามองคาดโทษคนที่หัวเราะเยาะเขาไม่หยุด คืนนี้เธอโดนแน่ดาริณ เวลาต่อมา ดาริณนอนอยู่บนเตียงตรวจโดยมีเจ้าขุนนั่งอยู่ด้านข้าง ม
“พวกมึงคิดจะทำอะไรหลานกู” คนมีอำนาจตวาดเกรี้ยวกราดมือข้างหนึ่งยกปืนขึ้นจ่อขมับคนที่คุกเข่าอยู่ เปลวไฟแห่งโทสะลุกโชนอยู่ในดวงตาสีเทาอ่อน ดวงตาดุดันจ้องเขม็งคนตรงหน้าราวกับอยากฆ่าให้ตาย ภาพชวินนั่งตัวสั่นเทาทำให้ดาวิทย์เริ่มหวาดกลัว เขานั่งลงคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเจ้าขุนก้มหัวกราบกรานร้องขอชีวิต “เจ้าขุนฉันขอโทษ ฉันผิดไปแล้ว นายไว้ชีวิตฉันด้วย สัญญาว่าฉันจะไม่ทำแบบนี้อีก ต่อไปนี้ฉันจะกลับตัวเป็นคนดี ไว้ชีวิตฉันด้วยนะ” แค่นหัวเราะให้กับคำพูดของดาวิทย์ เขาไม่เชื่อสักนิดว่าคนอย่างดาวิทย์จะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีได้ ถ้ามันอยากกลับตัวจริง ๆ มันคงทำไปตั้งนานแล้ว “ยูจะเอาไง” เจ้านายใหญ่หันมาถามหลานเมีย ตอนแรกเขาไม่คิดจะทำร้ายดาวิทย์ แต่มาคิด ๆ ดูแล้วถ้าปล่อยดาวิทย์ไปอีกครั้งมันต้องสร้างปัญหาอีกแน่ และที่เขากังวลมากที่สุดคือคนอย่างดาวิทย์มันต้องใช้ลูกกับเมียของเขาเป็นเครื่องมือต่อรอง เจ้าขุนยกยิ้มมุมปากจากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ไม่ต้องให้ถึงตายนะ ทำให้พิการตลอดชีวิตและพูดไม่ได้ก็พอ” บอกความต้องการเรียบร้อยก็หันหลังให
“ปล่อยตัวประกันมาก่อน แล้วกูจะบอกว่าเงินอยู่ไหน” เขาไม่ใช่คนโง่ที่จะได้หลงเชื่อตั้งแต่แรกว่าดาวิทย์ถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ จึงให้ออสตินเป็นคนถือกระเป๋าที่บรรจุเงินสดสามสิบล้านเอาไว้ก่อน เมื่อเห็นดังนั้นชวินก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ใบหน้าเหี้ยมโหดแดงก่ำด้วยแรงโทสะ “มึงคิดจะเล่นตุกติกกับกูเหรอ” “ถ้ากูอยากเล่นตุกติกกับมึงกูโทรแจ้งตำรวจไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าอยากได้เงินก็ปล่อยตัวประกันออกมาก่อนแล้วกูจะบอกว่าเงินอยู่ไหน” ชวินทำสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะหันไปทางมือขวาคนสนิทแล้วเอ่ยสั่ง “ไปเอาตัวไอ้ดาวิทย์มา” “ครับนาย” ดาวิทย์ถูกลากออกมาจากในตึกร้าง มือสองข้างถูกมัดไพล่หลัง สภาพเหมือนคนปกติไม่ได้ถูกซ้อมจนน่วมเหมือนคนที่ถูกจับตัวมา ลูกน้องคนหนึ่งแกะเชือกให้ดาวิทย์ “ทีนี้มึงบอกกูได้รึยังว่าเงินอยู่ที่ไหน” “เงินอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าทางเข้า” เมื่อรู้ที่ซ่อนเงินชวินก็คลี่ยิ้มจนกว้าง เขาส่งซิกให้ลูกน้องสองคนไปเอากระเป๋าเงินตรงจุดที่เจ้าขุนบอก พอรู้ที่ซ่อนเงินแน่ชัดสองหนุ่มเพื่อนซี้ก็หันมาส่
รถสปอร์ตคันงามแล่นไปตามท้องถนนด้วยความเร็วมุ่งหน้าไปที่บ้านของท่านรัฐมนตรี ร่างสูงโปร่งก้าวฉับ ๆ เข้าไปในบ้านของว่าที่พ่อตาอย่างไม่เกรงกลัว เมื่อเห็นหน้าลูกเขย คนร้อนใจก็รีบร้อนเข้าไปหาทันที “พวกมันติดต่อมารึยังครับ” “ติดต่อมาแล้ว มันบอกว่าให้เอาเงินไปให้มันที่นี่” ท่านรัฐมนตรียื่นกระดาษที่จดสถานที่นัดหมายให้กับเจ้าขุน เขาหยิบมันมาดูแล้วพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเงยหน้าสบตากับคนอายุมากแล้วเอ่ยถาม “พวกมันต้องการเงินเท่าไหร่ครับ” ความจริงก็ได้ยินที่ดาริณอุทานแล้วล่ะ แต่ก็อยากถามให้แน่ใจอีกครั้ง ท่านรัฐมนตรีมีสีหน้าหวั่นวิตก ริมฝีปากขบเม้มเป็นเส้นตรง ก่อนจะค่อย ๆ ขยับพูดเสียงอ่อย “สามสิบล้าน” ได้ยินแค่นั้นเจ้าขุนก็ล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วรีบโทรหาจรณ [ครับนายน้อย] “คุณช่วยเอาเงินมาให้ผมที่บ้านท่านรัฐมนตรีนพดลหน่อย” [ได้ครับ นายน้อยจะเอาเท่าไหร่ครับ] “สามสิบล้าน” [ได้ครับ ผมจะรีบไป] หลังวางสายจากลูกน้องเขาก็กดโทรหาเพื