LOGINเพียงแรกพบสบพักตร์พี่รักเจ้า อยากขอเฝ้าตามนางไม่ห่างหาย หากได้น้องครองแนบชิดสนิทกาย หญิงทั้งหลายพี่ไม่แลมองแค่เธอ รสิกา หลงเข้าไปในสยามยุคปี 2466 ในฐานะ การะเกด หญิงสาวผู้เรียบร้อย ดีกรีลูกสาวท่านเจ้าพระยา เธอได้พบกับ หม่อมเจ้าดนัยเทพรังสรรค์ ราชนิกูลหนุ่มเจ้าของดวงหน้าหล่อแบบโบร่ำโบราณ และต่างก็หลงรักกันแทบจะในทันที เธอกับเขาไม่น่าจะสานสัมพันธ์กันได้ด้วยกรอบของประเพณี ยุคสมัยและพื้นเพความเชื่อที่ต่างกัน รวมทั้งเขานั้นมีคู่หมายเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว หัวใจสองดวงที่เชื่อว่าพรหมลิขิตรักนั้นมีอยู่จริง จะพาทั้งสองก้าวข้ามอุปสรรคทั้งหลายไปได้อย่างไร
View More“ตกลงโลกจะแตกตามคำทำนายหรือไงนะ อากาศถึงได้ร้อนจับจิตจับใจเช่นนี้”
รสิกาพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางหรี่ตากลมโตมองผู้คนที่พากันเดินเบียดเสียดยัดเยียดอยู่ภายในบริเวณตลาดนัดสวนจตุจักรยามใกล้เที่ยง ท่ามกลางอากาศอันแสนจะร้อนอบอ้าวจากแสงร้อนแรงของดวงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาราวกับต้องการจะแผดเผาผิวกายให้มอดไหม้กลายเป็นจุณ
ทว่าหญิงสาวก็เอ่ยปากบ่นออกไปอย่างนั้นเอง ด้วยตนเองชอบมาเดินที่สวนจตุจักรแทบจะทุกวันหยุดเลยก็ว่าได้ แม้ว่าที่พักกับที่นี่จะอยู่ห่างไกลกันมากโขก็ตาม เพราะการมาเดินยังสถานที่นี้มักจะทำให้ได้พบเห็นพฤติกรรมหลากหลายของผู้คนรอบตัวด้วยตาของตัวเอง และอาจจะได้แนวความคิดแปลกใหม่กลับไปนำเสนอลูกค้า ด้วยอาชีพครีเอทีฟอย่างเธอต้องหมั่นเสาะแสวงหา พร้อมทั้งพัฒนาความคิดของตัวเองให้ก้าวล้ำนำหน้าอยู่ตลอดเวลานั่นเอง
ร่างสูงระหงได้สัดส่วนสวยงามของครีเอทีฟสาวในชุดกางเกงยีนเอวต่ำทันสมัยสีซีด ตรงช่วงหัวเข่ามีรอยขาดลุ่ยทั้งสองข้าง สวมเสื้อยืดตัวเล็กพอดีตัวสีดำ ยามเยื้องย่างเผยให้เห็นช่วงเอวขาวๆ อยู่รำไร เพราะมัวแต่เดินหลบหลีกผู้คนที่พากันหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย เจ้าตัวจึงไม่ทราบเลยว่าดวงหน้าสวยแปลกตาของตัวเองนั้นชวนมอง จนตกเป็นเป้าสายตาของคนรอบข้างให้หันกลับมามองอย่างชื่นชมเพียงใด เท่านั้นไม่พอ! ยังต้องคอยยกสองมือขึ้นอุดหูเพราะเสียงเรียก รวมทั้งเสียงประกาศผ่านไมค์จากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่เชิญชวนให้เลือกซื้อสินค้าของตนเองจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์ นึกก่นด่าตัวเองที่ดันเลือกเสื้อยืดสีดำมาสวมใส่ เพราะเป็นสีที่ดึงดูดความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม จนแผ่นหลังของเธอในเวลานี้ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
หญิงสาวควักผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่จากกระเป๋ากางเกงขึ้นซับเหงื่อที่เกาะพราวบนใบหน้า ซึ่งถูกไอแดดจนรู้สึกร้อนวูบวาบไปหมด ดีที่ตัวเธอไม่ชอบแต่งหน้า ไม่งั้นสภาพตอนนี้คงดูไม่จืดเป็นแน่ เธอกวาดสายตามองผู้คนรอบข้างก่อนส่ายหน้าแล้วบ่นพึมพำกับตัวเอง โดยลืมไปว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
“วันหยุดพักผ่อนไม่รู้จักนอนอยู่กับบ้านกันหรือไงนะ จะมาเดินกันทำไมเนี่ย”
รสิกาก้าวตรงไปยังโซนโปรดปรานของตัวเองคือหนังสือ และก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อมาถึงร้านประจำ เจ้าของร้านซึ่งคุ้นหน้ากันเป็นอย่างดีหันมาเห็นเธอเท่านั้นก็ส่งเสียงทักทายออกมาอย่างยินดี
“สวัสดีค่ะน้องโรส อาทิตย์นี้พี่น้อยมีหนังสือใหม่ๆ ออกหลายเล่มเลยจ้ะ”
“เหรอคะพี่น้อย ถ้างั้นโรสขอเลือกดูก่อนนะคะ” รสิกาพูดพร้อมรอยยิ้ม ทว่าในใจนั้นนึกภาวนา ถ้าปล่อยให้เธอเลือกโดยไม่รบกวนเวลาจะดีมาก เพราะเจ้าของร้านแม้จะชื่อน้อยแต่กลับพูดมากเหลือเกิน ชอบพูดโฆษณาหนังสือในร้านให้เธอฟังเป็นนกแก้วนกขุนทอง ซึ่งเธอไม่ชอบเลย เวลาเลือกซื้อหนังสือ สมาธินั้นสำคัญที่สุด เธอจึงชอบเลือกคนเดียวเงียบๆ ซะมากกว่า
“จ้ะ รับรองพี่ไม่รบกวนน้องโรสแน่นอน” เจ้าของร้านสาวใหญ่พูดราวกับเข้ามานั่งในใจของเธอก็ไม่ปาน
ตั้งแต่จำความได้ หญิงสาวเป็นคนชอบอ่านหนังสือแทบจะทุกชนิด จนเพื่อนๆ ต่างตั้งสมญาให้ว่าหนอนหนังสือ อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งมาจากอาชีพของบิดามารดาซึ่งรับราชการครูทั้งคู่ จึงปลูกฝังให้บุตรสาวคนเดียวเป็นคนรักการอ่านมาตั้งแต่เป็นเด็กตัวเล็กๆ แม้แต่หนังสือนวนิยายชุดเพชรพระอุมาที่มีหลายสิบเล่มก็ไม่อาจรอดพ้นจากเธอไปได้ แถมอ่านมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งจำขึ้นใจ จนจำไม่ได้ว่าอ่านไปกี่รอบแล้ว แต่ถ้าถามถึงฉากไหนในเรื่องเธอสามารถบอกได้หมด ซ้ำยังโปรดปรานการแต่งกลอน ซึ่งดูแล้วช่างขัดกับบุคลิกของตัวเองเสียนี่กระไร!
หลังจากเลือกจนเวลาผ่านไปร่วมสองชั่วโมง รสิกาก็ได้หนังสือจำนวนหลายเล่ม และคิดว่าถ้าเธอยังขืนยืนเลือกต่อไปเงินก็คงจะปลิวออกจากกระเป๋าไปมิใช่น้อยเป็นแน่ จึงตัดสินใจยุติการซื้อลงแต่เพียงเท่านี้ ดังนั้นหลังจ่ายเงินเรียบร้อยจึงรีบก้าวออกจากร้านโดยไม่รั้งรอหรือเหลียวกลับไปมองแต่อย่างใด ตั้งใจไว้ว่าจะหาซื้อน้ำมะพร้าวดื่มแก้คอแห้งซะหน่อยแล้วจะกลับบ้านเลย
ทว่าเมื่อเดินผ่านร้านหนังสือเก่าๆ ในซอกลึกซึ่งแทบจะไม่มีผู้ใดแวะเวียนผ่านเข้าไป ในตอนแรกหญิงสาวก้าวผ่านไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้เธอเดินย้อนกลับมา และนึกอยากเข้าไปดูหนังสือในร้านดังกล่าวนัก จึงก้าวเข้าไปภายในร้าน ทันใดนั้นสายตาก็พลันสะดุดเข้ากับหนังสือนิยายเก่าๆ เล่มหนึ่งจึงหยิบขึ้นมาดู สีเหลืองของกระดาษที่เห็นบ่งบอกอายุของหนังสือได้เป็นอย่างดี แต่ครั้นได้อ่านคำโปรยที่ปกด้านหลัง รสิกาก็ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ทันที
เพียงแรกพบสบพักตร์พี่รักเจ้า
อยากขอเฝ้าเคล้านางไม่ห่างหาย
หากได้น้องครองแนบชิดสนิทกาย
หญิงทั้งหลายพี่ไม่แลมองแค่เธอ
พระเจ้าช่วย! รสิกาอุทานอยู่ในใจ ยังมีผู้ชายแบบนี้อยู่ในโลกอีกหรือ? แค่เห็นหน้าครั้งแรกก็รัก ชักจะอยากรู้แล้วสิว่าเนื้อหาในหนังสือจะเป็นอย่างไร
เมื่อขึ้นมานั่งบนรถเมล์ที่ปลายทางไปสิ้นสุดระยะในซอยบ้านของเธอได้ไม่ถึงห้านาที รถก็จอดนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนอีกเลย หญิงสาวมองรูปการณ์แล้วคิดว่ากว่าจะถึงบ้านของเธอคงใช้เวลาหลายชั่วโมงอย่างแน่นอน จึงเลือกหยิบหนังสือนิยายเก่าเล่มนั้นมาอ่านฆ่าเวลา เพียงเธอเปิดหน้าแรกของนิยายและลงมืออ่านไปเพียงไม่กี่หน้าเท่านั้น รสิกาก็เริ่มรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศรอบตัวที่ดูเหมือนจะค่อยๆ เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ความร้อนระอุอย่างที่ในกรุงเทพฯ มีให้สัมผัสอยู่เป็นประจำ กลับกลายเป็นความเยือกเย็นจากสายลมที่พาดพัดผ่าน กลิ่นเหงื่อไคลผสมกับกลิ่นควันจากท่อไอเสียจากรถต่างๆ ถูกแทนที่ด้วยความหอมสดชื่นของกลิ่นน้ำอบน้ำปรุงที่กรุ่นกระจายอยู่รอบข้าง เสียงรถยนต์ที่ดังจอแจอยู่ก่อนหน้าพลันเงียบสงบลง และมีเสียงควบของรถม้าที่ไม่คุ้นหูดังขึ้นแทน ทำให้รสิกาที่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่เกิดอาการแปลกใจ จนต้องปิดหน้าหนังสือลงก่อนเงยหน้าขึ้น และแล้วก็ต้องเบิกตาโตด้วยความตื่นตระหนก เพราะสภาพรอบๆ ตัวของเธอในขณะนี้เปลี่ยนไป แม้กระทั่งผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอ รวมทั้งบรรดาผู้คนภายในรถ
‘นี่มันอะไรกัน’ รสิกาอุทานอยู่ในใจ ยืนตาเบิกโพลงมองภาพที่ฝาผนังด้วยอาการมึนตึ้บ หรือนี่คือคุณหนูการะเกดอะไรนั่นที่เธอถูกจวงเรียกขาน ทำไมถึงได้เหมือนเธอราวกับคนคนเดียวกันเช่นนี้ แล้วการะเกดตัวจริงหายไปไหนกัน...ไฉนจึงกลายมาเป็นตัวเธอได้!รสิกาพร่ำถามตัวเองในใจอย่างมึนงงสงสัย แต่ก็ก้าวตามหลังจวงไปด้วยอาการเบลอๆ จนมาถึงห้องนอนห้องหนึ่ง กระทั่งทรุดนั่งลงบนเตียงถึงได้รู้สึกตัว หญิงสาวกวาดสายตาที่กำลังอยู่ในอาการสับสนมองไปรอบๆ ห้อง ก่อนดวงตาคู่สวยจะเปลี่ยนเป็นทอประกายชื่นชม เพราะทั่วทั้งห้องทาเป็นสีเขียวอ่อนๆ ซึ่งเป็นสีโปรดของเธอ เตียงไม้สีน้ำตาลเข้มที่ตัวเองนั่งอยู่เป็นแบบโบราณมีสี่เสา ลวดลายอ่อนช้อยสวยงามที่หัวเตียง รวมทั้งปลายเตียงที่ทำเป็นลูกกรงถี่ๆ นั้นเป็นลวดลายเฉกเช่นเดียวกัน ที่นอนหนาเรียบตึงจนสงสัยว่าตอนนอนไม่ปวดหลังแย่หรือ หมอนนุ่มสีขาวสะอาดตาพร้อมปลอก เห็นแล้วแทบอยากจะล้มตัวนอนลงเดี๋ยวนั้นเลยสิ่งที่ถูกอกถูกใจเธอที่สุดคงไม่พ้นมุ้งผ้าลูกไม้สีขาว ซึ่งเวลานี้ผูกไว้เป็นสี่มุมราวกับม่าน แต่นอกจากโต๊ะเครื่องแป้งสีเข้าชุดกับเตียงนอนแล้ว ก็แทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์อื่นใดอีกเลย ทุกอย่างที่เห็
เป็นเพราะอารามดีใจเมื่อเห็นจามจุรีต้นใหญ่ตรงเบื้องหน้า รสิกาจึงรีบผละจากร่างของผู้ชายที่เธอตั้งตำแหน่งให้เสร็จสรรพว่าคุณหลวง ตรงไปยืนอยู่ข้างหลังลำต้นของมันในทันใด เพราะจำได้ว่าต้นไม้ดังกล่าวคลับคล้ายคลับคลาจะเป็นต้นเดียวกับที่อยู่หน้าบ้านของเธอ ทว่าดวงหน้าสวยกลับซีดสลดลงด้วยความผิดหวัง เมื่อเหลียวมองไปหลังต้นจามจุรี ซึ่งแทนที่จะเป็นตัวตึกขนาดกลางสีครีมซึ่งเป็นบ้านของตัวเอง แต่สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้ากลับกลายเป็นตึกทรงยุโรปก่ออิฐถือปูนสีน้ำตาลแดงหลังใหญ่ หลังคาเป็นรูปทรงแปลกๆ ที่ไม่เคยคุ้น ซ้ำมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ผิดกับบ้านของเธอราวกับหน้ามือเป็นหลังมือหญิงสาวยืนชะงักอยู่กับที่พักใหญ่ก่อนเดินวนเวียนเหลียวซ้ายแลขวาไปมา มองไปทางไหนก็ไม่เห็นมีสิ่งที่คุ้นเคยสายตาของเธอเลยแม้แต่น้อย มีเพียงจามจุรีต้นใหญ่ที่เธอกำลังยืนอยู่ใต้ร่มเงาของมันเท่านั้นที่เธอคุ้นชินที่สุด ร่างสูงเพรียวยื่นมือเรียวบางลูบไล้สัมผัสต้นไม้ใหญ่เบาๆ ราวกับมันคือเพื่อนแท้ของเธอในยามนี้ ดวงหน้าเศร้าหมอง ผิดกับก่อนหน้านี้ที่ยังมีร่องรอยของการหัวเราะประดับอยู่ มิได้สนใจไยดีกับสายตาผู้คนที่เดินผ่านและพากันจับจ้องมองมาด้วยสายตาแ
เธอคือผู้หญิงในฝันของท่านชัดๆ แล้วเหตุไฉนเธอจึงมาปรากฏกาย ณ ที่นี้ได้ทว่า...เสียงหัวเราะคิกคักที่ดังขึ้นกระชากพระสติที่กำลังลอยคว้างให้กลับคืนมาสู่เหตุการณ์ตรงหน้าในฉับพลัน แล้วพระอาการขุ่นเคืองพระทัยก็เข้ามาแทนที่ ไฉนนางในฝันของท่านจึงมีกิริยามารยาทเช่นนี้ ช่างไม่เหมาะสมเอาซะเลย ไม่รู้จักสงวนท่าทีตัวเองเอาไว้บ้าง ทรงดำริก่อนส่งสายพระเนตรดุๆ ไปให้ดูสิ! ท่านอุตส่าห์ช่วยพยุงเอาไว้ไม่ให้ล้มคว่ำลงกับพื้น ยังจะมายืนหัวเราะอีก ทรงไม่ค่อยได้พบสตรีใดในสยามที่มีกิริยาเช่นนี้นัก ถ้าเป็นการแสดงออกของสตรีจากประเทศอังกฤษที่ทรงเพิ่งจากมาคงไม่ประหลาดพระทัยนัก เพราะที่นั่นมีอิสรเสรีในการแสดงออกอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องหวั่นต่อสายตาผู้ใด แต่นี่เป็นประเทศสยามที่เคร่งครัดในเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี ผิดจากกิริยามารยาทของผู้หญิงในฝันของท่านราวหน้ามือกับหลังมือ แม้จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันก็ตามขณะกำลังทรงคำนึงในพระทัยอยู่นั้น ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก เมื่อจู่ๆ ร่างของผู้หญิงในฝันที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็หายวับจากสายพระเนตรโดยไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน ทอดพระเนตรชะเง้อชะแง้หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอทำไมถึงหายตัวไปอย่างรวดเร็วเ
รสิกาเงยหน้าขึ้นมองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังเห็นแต่งตัวอย่างปกติธรรมดา ทว่าเวลานี้กลับเปลี่ยนเป็นนุ่งโจงกระเบนสีเข้ม สวมเสื้อแขนกระบอก รวมทั้งผมก็กลายเป็นทรงโบราณที่เคยเห็นจากในละครย้อนยุค เท่านั้นยังไม่พอ คนอื่นๆ ในรถก็ล้วนแล้วแต่แต่งตัวคล้ายคลึงกัน และที่สำคัญสายตาของทุกคนกำลังจ้องมาที่ตัวเธอเป็นจุดเดียวกัน ราวกับเธอเป็นตัวประหลาดอย่างไรอย่างนั้น!ยิ่งกว่านั้นยังต้องตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อรถเมล์ที่นั่งมาจู่ๆ ก็กลายเป็นรถราง ครีเอทีฟสาวก้าวลงไปยืนข้างล่างด้วยอาการมึนงง จับต้นชนปลายไม่ถูกนี่มันเกิดอะไรขึ้น? หญิงสาวถามตัวเอง หรือว่าตาของเธอฝาดกระทั่งมองเห็นรถเมล์ที่นั่งอยู่บ่อยๆ กลายเป็นรถราง ซึ่งหญิงสาวก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเหตุใดเธอถึงมั่นใจว่ารถดังกล่าวคือรถรางทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็น เพียงแต่เคยได้ยินคนแก่คนเฒ่าเล่าให้ฟังเท่านั้น จำได้ว่าพวกท่านเคยเล่าให้ฟังว่าสภาพบ้านเมืองเมื่อยุคกว่าร้อยปีก่อนน่าอยู่กว่าสมัยนี้มาก รถราไม่ติดเหมือนในสมัยปัจจุบัน มีพื้นที่บนถนนจำนวนหนึ่งช่องทางเพื่อวางรางรถรางฝังไปกับพื้นถนนด้านชิดขอบฟุตบาท กระทั่งรถรางไฟฟ้าสามารถวิ่งคู่ขนานไปกับรถยน