LOGIN“เธอเตรียมตัวเอาไว้แล้วกัน พี่กันจะเดินทางอีกไม่กี่วันข้างหน้า”
“พี่กันจะเดินทางไปไหนเหรอ”
“ยังไม่รู้เลย คงไปอยู่จังหวัดทางใต้นี่แหละ พี่กันคงมีเพื่อนเลยจะไปอยู่ที่นั่น” ที่จริงเธอรู้แต่แกล้งบอกว่าไม่รู้ กันภัยบอกเธอว่าจะไปอยู่สงขลากับดนัยซึ่งเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยที่อีกฝ่ายอยู่ประจวบฯ
“เธออย่าลืมส่งข่าวให้ฉันรู้นะ ฉันจะรอฟังข่าว”
“ได้สิ” มะปรางรับคำก่อนลากลับ เธอยิ้มร้าย สะใจที่กำลังจะเห็นนางฟ้าตกสวรรค์
กันภัยนั่งกอดกระเป๋าเดินทางของตัวเองอย่างเหม่อลอย การจากบ้านเกิดเมืองนอนไปอยู่ที่อื่นนั้น ใจเขามีความกังวลอยู่ว่า ไปแล้วจะดีหรือจะแย่กว่าเดิม แต่ก็หวังว่าชีวิตจะดีขึ้น
เขาเริ่มมองทิวทัศน์ข้างทางเมื่อรถไฟออกจากชานชาลา สุดปลายทางของชีวิตมันจะเป็นเช่นไรไม่รู้ แต่ตอนนี้เขาได้ออกเดินทางอีกครั้ง กันภัยรู้สึกว้าเหว่อย่างบอกไม่ถูก การรู้สึกว่าชีวิตนี้ไร้ญาติขาดมิตรและตัวคนเดียวบนโลก มันทำให้เขารู้สึกเหงา เคว้งคว้าง
มะปรางบอกว่ารันนรินทร์ไม่สามารถออกมาพบเขาได้ แถมยังถูกตรวจค้นตัวไม่ให้เข้าบ้านไปง่ายๆ จึงไม่มีจดหมายตอบกลับ
เขาเข้าใจและฝากบอกมะปรางไปแล้วว่าจะเดินทางลงใต้ไปอยู่สงขลา ดนัยซึ่งเป็นเพื่อนกันบอกว่ามีงานให้เขาทำ คิดว่าอาจจะเก็บเงินได้อีกสักก้อน
“นั่งคนเดียว เหงาไหมคะ” คนที่นั่งลงตรงข้ามกับกันภัยทำให้เขาต้องกะพริบตาหลายครั้ง ไม่แน่ใจว่าเขาตาฝาดไปหรือเปล่า หรือเขากำลังฝันไป
“พี่กันไม่ได้ฝันหรอกค่ะ ลองจับดูสิ” เธอยื่นมือไปหาเขา ก่อนจะกุมมือเขาเอาไว้เมื่อเห็นสีหน้าของเขาเหมือนไม่ค่อยแน่ใจ
“ขอนั่งด้วยคนได้ไหมคะ”
“รันมาได้ยังไง ไหนปรางบอกว่า...” เหมือนเขาเพิ่งหาเสียงเจอ เมื่อทุกอย่างไม่ใช่ความฝันแต่เป็นเรื่องจริง
“รันก็ให้ปรางช่วยยังไงคะ ขอรันไปด้วยคนนะ” รันนรินทร์ตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะไปใช้ชีวิตอยู่กับกันภัย เธอโตพอที่จะตัดสินใจเองได้ ที่สำคัญก็ไม่อยากถูกบังคับให้แต่งงานกับลูกผู้ว่าฯ ชีวิตนี้เธอขอเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง และมั่นใจว่ากันภัยจะดูแลเธออย่างดี เธอสามารถฝากฝังชีวิตกับเขาได้
“รันตัดสินใจดีแล้วเหรอ” กันภัยเอ่ยถาม เขาไม่อยากทำให้ใครลำบาก แต่ถ้าเธอพร้อมจะไปกับเขา เขาก็จะดูแลเธอให้ดีที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้
“รันตัดสินใจดีแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่มานั่งอยู่ตรงนี้หรอกค่ะ”
“พี่ไปก็ไม่รู้จะเป็นยังไง” เขายังไม่รู้อนาคตว่าไปแล้วจะไปเจอกับอะไรบ้าง ถ้าตัวคนเดียวมีอะไรเกิดขึ้นมาก็คงไม่ต้องห่วงมาก แต่ถ้าเธอไปด้วย เขารู้สึกเป็นห่วงเป็นกังวล กลัวเธอจะลำบาก
“รันไม่กลัวลำบากหรอกค่ะ รันรักพี่กันนะ”
“พี่ก็รักรัน หากรันตัดสินใจจะไปกับพี่ พี่จะดูแลรันให้ดีที่สุด” เมื่อเธอตัดสินใจดีแล้ว เขาก็ให้คำมั่นสัญญา
“เราค่อยไปกราบคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ” เธอลุกจากที่นั่งตรงข้ามมานั่งใกล้ๆ เขา ก่อนจะพิงศีรษะกับไหล่กว้างของเขา
เขาลูบผมของเธอไปมา มองออกไปนอกทางรถไฟอย่างไร้จุดหมาย
กันภัยพารันนรินทร์เดินทางจากประจวบคีรีขันธ์ไปอยู่สงขลา ทั้งสองจังหวัดมีทะเลเหมือนกัน แต่ต่างกันคือความรู้สึกของการแปลกที่แปลกทาง เพื่อนของกันภัยมีที่ทาง มีบ้าน มีโรงสี มีทรัพย์สินสมบัติที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มากมาย อีกทั้งยังมีโรงแรมรีสอร์ตที่ครอบครัวร่วมกันเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นเครือญาติที่ช่วยดูแล เป็นมรดกที่ตกทอดมายังรุ่นลูกหลาน ปู่ของดนัยมีภรรยาหลายคน ทุกคนจึงช่วยกันบริหาร อีกทั้งตลาดในตัวเมืองที่มีเงินสะพัดหลายสิบล้านบาทในแต่ละเดือนก็เป็นกิจการของครอบครัวที่ทุกคนได้รับผลประโยชน์จากเงินกงสี
ดนัยให้กันภัยพักอยู่ที่บ้านใกล้ทุ่งนาซึ่งเป็นบ้านที่ปล่อยทิ้งไว้ไม่มีใครอยู่ บ้านไม้ใต้ถุนสูงและอากาศดีทำให้ทั้งสองพึงพอใจเป็นอันมาก
กันภัยบอกเพื่อนว่าขอที่อยู่ที่สงบไม่พลุกพล่านไม่เป็นที่สนใจ ดนัยจึงพามาอยู่ที่นี่ เพราะกันภัยและรันนรินทร์เองกลัวถูกตามเจอ มาอยู่บ้านห่างไกลผู้คนแบบนี้น่าจะดีกว่าไปอยู่ตึกแถวหรืออาคารบ้านเรือนในตลาดที่ดนัยเสนอแต่แรก
“นายอยู่ได้ใช่ไหม ขาดเหลืออะไรก็บอกนะ” ดนัยคุยกับเพื่อน เมื่อพาทั้งสองมาดูบ้านไม้ใต้ถุนสูงที่ตัวเองคิดว่าน่าจะหลบคนของบิดามารดารันนรินทร์ได้สักระยะ
เขาต้องใช้คำว่าสักระยะเพราะพอจะรู้ว่าคุณประจวบและคุณรำเพยเองก็มีอิทธิพลพอสมควร สักวันก็ต้องตามมาเจอตัวจนได้
“อยู่ได้ ต้องขอบใจนายมาก แล้วเรื่องงาน...” กันภัยพูดยังไม่ทันจบอีกฝ่ายก็ตอบกลับมาเสียก่อน
“ถ้านายไม่คิดอะไรมาก ไปทำงานที่โรงสีก่อนก็ได้ นายโอเคไหม”
“ฉันโอเค” กันภัยรับคำไม่อิดออด ตอนนี้ขอให้มีที่อยู่มีงาน เขากับรันนรินทร์ก็ไม่อดตาย อย่างอื่นค่อยว่ากัน
“ข้าวสารไม่ต้องซื้อนะ ผักที่นี่โคตรถูกเลย ชาวบ้านเขาปลูกกันแบบปลอดสารพิษขายกันกำละห้าบาทสิบบาทเอง ตลาดอยู่ไม่ไกลถ้านายอยากกินอะไรก็ไปหาซื้อได้เลย ส่วนค่าแรงของนายก็ตามที่ตกลงก่อนหน้า พักให้หายเหนื่อยสักวันสองวันก่อนค่อยไปทำงาน”
ดนัยบอกเพื่อน เมื่อก่อนเขาเคยอยู่ประจวบคีรีขันธ์และกันภันเคยช่วยชีวิตเอาไว้จากโดนโจรจี้ชิงทรัพย์ หลังจากนั้นเลยไม่ใส่เครื่องประดับล่อตาล่อใจแบบนั้นอีก เขากับกันภัยเลยเป็นเพื่อนกันมา ไม่ได้สนใจฐานะทางบ้าน นอกจากน้ำใจไมตรีที่มีต่อกัน
“ขอบใจมากดนัย” กันภัยพูดอย่างซาบซึ้งใจ
“เออๆ ช่วยกัน แกพักตามสบายเลย ที่นี่มีตลาดตอนเย็น เดี๋ยวจะมาพาไปเที่ยว”
“ขอบใจมากเพื่อน”
“ไม่เป็นไรเรื่องแค่นี้เอง นายกับรันพักให้สบายเถอะ ฉันขอตัวก่อน”
ดนัยกลับไปแล้ว กันภัยมองสบตาแฟนสาวอีกครั้ง เขาไม่ค่อยมั่นใจว่าเธอจะอยู่ได้หรือเปล่า เพราะรันนรินทร์เป็นลูกคุณหนูอย่างที่มะปรางว่าจริงๆ นั่นแหละ เขารู้ว่าเธอสุขสบายมาตั้งแต่เกิด
“รันอยู่ได้จ้ะ พี่กันกังวลเหรอ” เธอเอ่ยถามเหมือนรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“พี่กลัวรันลำบาก”
“โธ่... พี่กันจ๊ะ รันไม่ได้กลัวความลำบากขนาดนั้นหรอก”
“เดี๋ยวเราช่วยกันจัดของดีกว่านะ”
“ค่ะ” กันภัยมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและรักความสะอาด เขาจัดข้าวของเข้าที่ บ้านช่องนั้นถูกทำความสะอาดไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังมีฝุ่นอยู่บ้างประปราย เขานึกขอบคุณดนัยที่ช่วยเหลือในเรื่องนี้ มองออกไปจากหน้าต่างบ้านก็เห็นนาที่ตื้นเขินและไม่ได้ผ่านการทำมาหลายปีแล้ว เขาคิดว่าเวลาว่างจากโรงสีคงจะปลูกผักเอาไว้กินไว้ขาย จะได้ไม่ต้องซื้อ น่าจะประหยัดและเก็บเงินได้อีกมาก
“ที่นี่อากาศดีจังเลยนะจ๊ะพี่กัน”
“ใช่จ้ะ ที่นาตรงบริเวณนี้เป็นของดนัยทั้งหมด พี่ว่าจะขอเอาไว้ปลูกผักตอนที่ไม่ได้ไปทำงานที่โรงสีแล้ว”
“เดี๋ยวรันจะช่วยนะจ๊ะพี่”
“แต่...”
“ไม่มีแต่จ้ะ รันอยากช่วย พี่กันอย่าทำเหมือนกับว่ารันทำอะไรไม่เป็นแบบนี้สิจ๊ะ” เธอไม่อยากให้เขามองเธอเป็นคุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ อยากให้มองว่า เธอก็ทำอะไรได้เหมือนคนอื่นๆ
“ไม่ใช่พี่จะหาว่ารันทำอะไรไม่เป็นหรอกนะ แต่ไม่อยากให้รันลำบาก”
“หยุดพูดเรื่องรันจะลำบากไปเลย ไม่อย่างนั้นรันจะไม่คุยกับพี่กันแล้ว” เธอพูดอย่างงอนๆ
“รัน... พี่ขอโทษ” เขาจับมือเธอมากุมเอาไว้
รันนรินทร์พิงศีรษะกับไหล่กว้างของเขาอย่างฝากเนื้อฝากตัว
“รันรักพี่กันนะจ๊ะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอแค่มีพี่กันอยู่ใกล้ๆ รันก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ไม่กลัวเหนื่อยไม่กลัวลำบาก ไม่งั้นรันคงไม่หนีมาอยู่กับพี่หรอก”
...บทส่งท้าย...เสียงหัวเราะของพิมพ์อัปสรทำให้รันนรินทร์อมยิ้ม พ่อลูกตื่นกันตั้งแต่เช้า กันภัยตื่นมาอาบน้ำให้ลูกด้วยตัวเอง จับแต่งตัวก่อนจะลงมาใส่ผ้ากันเปื้อนทำอาหารเช้าให้เธอกับลูกคนชอบทำอาหารมีความสุขที่ได้ทำอาหารให้คนที่รักได้กินทุกวัน เขาไม่เคยเบื่อกับการเข้าครัวเลยสักครั้งเดียว“อร่อยจังเลยค่ะ” อาหารแปลกๆ ที่บิดาทำให้กิน ทำให้เด็กน้อยตื่นตาตื่นใจทุกครั้ง“กินเสร็จแล้วไปแปรงฟันแล้วก็อย่าลืมหอมแก้มคุณแม่นะครับ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปส่งที่โรงเรียน” กันภัยทำแบบนี้ทุกวัน เขาไปรับไปส่งลูก กลับมานอนด้วยกัน สอนการบ้าน ทำอาหารให้กินและเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนท้องของรันนรินทร์ค่อยๆ นูนขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกอายุครรภ์ที่มากขึ้น กันภัยสรรหาเมนูแปลกๆ มาทำให้เธอรับประทานเสมอ แปลกแต่อร่อยและทรงคุณค่าทางโภชนาการพ่อลูกขี้อ้อนเหมือนกันไม่มีผิด พอพิมพ์อัปสรรู้ว่าจะมีน้องตัวเล็กๆ ให้เลี้ยง ก็มาออดอ้อนมาลูบท้อง มานั่งเล่านิทาน โดยการอ่านนิทานง่ายๆ ให้น้องฟังกันภัยซื้อหนังสืออ่านเล่นให้ลูกหัดอ่าน จะได้เก่งภาษาทั้งไทยและอังกฤษ เล่าๆ ไปพอเธอเผลอๆ ก็จะมาลูบท้องนูนๆ ของเธอ คุยกับน้องในท้องจ้อราวกับโต้ตอบกันได้ เธอ
“ได้สิครับ คุณพ่อจะทำเค้กช็อกโกแลตก้อนใหญ่ๆ ให้กินครับ” เขาทำมืออ้าออกว่าใหญ่ๆ เหมือนกัน“ขอบคุณค่ะ คิกๆ” เด็กน้อยโยกร่างน้อยไปมาบนพุงของบิดาอย่างมีความสุข“หนูพิมพ์อยากได้อะไรอีกไหมครับ”“ไม่อยากได้อะไรแล้วค่ะ” เด็กน้อยส่ายหน้าไปมา“พ่อลูกมาอาบน้ำได้แล้วจ้ะ จะได้เข้านอน” เห็นอยู่ว่าเล่นกันจนเหงื่อโชก สองคนพ่อลูกหลังจากรับประทานอาหารเสร็จก็เล่นกันไม่หยุด เธอเห็นแล้วอมยิ้ม รันนรินทร์รู้สึกว่าชีวิตที่ขาดหายหรือเว้าแหว่งไป มันถูกเติมเต็มอีกครั้ง หลังจากกันภัยพาลูกน้อยไปอาบน้ำ สองพ่อลูกก็มาแต่งตัวพร้อมกัน เธอมองแล้วขำทุกที เหมือนเจอลูกลิงสองตัวอยู่ห้องเดียวกัน เช็ดตัวประแป้งช่วยกันสวมเสื้อผ้าแล้วมานอนบนเตียง ทาแป้งเสียหน้าขาววอกไปหมด ดูแล้วบางทีก็อ่อนอกอ่อนใจ กันภัยกับเธอนอนกับพิมพ์อัปสรทุกคืน มันรู้สึกอบอุ่นและถูกเติมเต็มในสิ่งที่ขาดหายไป จึงไม่อยากแยกห้องนอนกันเลย“หนูพิมพ์รักพ่อไหมครับ” กันภัยเอ่ยถามคนตัวเล็กที่นอนอยู่ตรงกลาง“รักค่ะ แล้วคุณพ่อกันรักหนูพิมพ์ไหมคะ”“รักที่สุดในโลกเลยครับ” แรกๆ พิมพ์อัปสรไม่สนิทกับกันภัยขนาดนี้ แต่เพราะเขาเข้าหาบุตรสาวตลอดทุกวัน จึงกลายเป็นสนิทไปได้โด
“รัน!” เขาร้องเรียกหญิงสาว ก่อนจะผลักอีกฝ่ายออกไปปัง! เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดพร้อมกับร่างของกันภัยที่ทรุดฮวบลงไป“พี่กัน!” รันนรินทร์เรียกชายหนุ่มสุดเสียงด้วยความตกใจในขณะที่มะปรางแทบเสียสติ เธอวิ่งมาหาร่างเปื้อนเลือด ก่อนจะถีบรันนรินทร์จนกระเด็น“โอ๊ย!” รันนรินทร์ร้องเสียงดังด้วยความเจ็บ ก้นกระแทกพื้นเต็มแรง“รัน!” ดนัยเข้ามาประคองร่างของรันนรินทร์เอาไว้ มะปรางกอดร่างไม่ไหวติงของกันภัยก่อนจะร้องไห้โฮ “อย่าเข้ามานะ ไม่อย่างนั้นฉันยิงแกสองคนแน่ๆ ในที่สุด ฉันกับพี่กันก็ได้อยู่ด้วยกัน พวกแกไสหัวไปซะ พวกแกไม่เกี่ยว อย่ามายุ่งกับเราสองคน” เธอเล็งปืนไปยังร่างของดนัยและรันนรินทร์ ในขณะที่กอดร่างไร้สติของกันภัยเอาไว้“ใจเย็นๆ ก่อน” ดนัยพยายามห้ามปราม หัวใจของเขาเต้นแรง ลมหายใจหอบแรงเพราะเคร่งเครียดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น“พี่กันจ๋า... ปรางจะตามพี่กันไปนะ ไปอยู่ด้วยกัน” มะปรางจ่อปืนที่ใต้คางของตัวเอง ร้องไห้สะอึกสะอื้น เธอต้องการให้เขาอยู่กับเธอ จดทะเบียนสมรสเป็นสามีของเธอ เธอไม่ได้คิดจะทำร้ายเด็ก เพราะไม่อยากติดคุก แต่ไม่คิดว่าผู้ชายที่เธอรักจะมาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเธอแบบนี้“มะปรางอย่า!
บางครั้งกันภัยก็รู้สึกว่าชีวิตเขาเหมือนมีเวรมีกรรม เขามองหญิงสาวที่เติบโตด้วยกันอย่างอ่อนล้ามะปรางวิ่งลงมาหาเขาด้วยชุดเจ้าสาวสีขาวสะอาดตา เธอทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“พี่กันขา ชุดแต่งงานของปรางสวยไหมคะ”“ปราง หนูพิมพ์อยู่ไหน” เขาปลดมือของเธอออก มองเธอด้วยสายตาที่เหนื่อยหน่าย“พี่กันน่ะ เรากำลังจะแต่งงานกัน พี่จะถามถึงคนอื่นทำไมกันคะ”“ปราง... พอเถอะ ที่ปรางทำเรื่องเลวร้ายทุกอย่างมาจนถึงตอนนี้ ปรางยังไม่สำนึกอีกหรือไง” “พี่กันขา... พี่กันควรจะแต่งตัวเสียใหม่นะคะ วันนี้ปรางให้นายอำเภอมาเป็นสักขีพยานการจดทะเบียนสมรสของเราด้วยนะคะ”“พอสักทีเถอะปราง พี่ถามว่าหนูพิมพ์อยู่ไหน!” เขาสลัดมือเธอออกจากการเกาะกุม ก่อนจะเขย่าร่างเล็กจนหัวสั่นหัวคลอน“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ” มะปรางหัวเราะเมื่อโดนผลักจนเซ“ไม่รู้สิคะ ปรางจำไม่ได้” เธอตอบอย่างยียวนกวนประสาท กันภัยเดินหาบุตรสาวจนทั่ว แต่เขาก็หาไม่เจอ ชายหนุ่มเริ่มหัวเสีย“ปรางอย่าเล่นสงครามประสาทกับพี่นะ”“ถ้าปรางไม่ได้ คนอื่นก็ไม่ได้ ปรางรักพี่กันมาทั้งชีวิต ทำไมพี่กันไม่รักปรางบ้าง ทำไมต้องไปรักแต่นังรันนรินทร์มันด้วย” เธอตะโกนใส่หน้าเขา น้ำเสียงเกลียดชังคนท
“เหรอคะ โล่งใจไปที ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คือรันกำลังจะไปรับลูก ฝากดูแลแกด้วยนะคะ ถ้ามีคนแปลกหน้าไม่ว่าจะใครมารับ อย่าให้แกไปกับใครนะคะ”“ได้ค่ะ เราไม่ให้เด็กไปกับคนแปลกหน้าแน่นอนค่ะ”“ขอบคุณค่ะ”“เดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะคะคุณรัน” คุณครูสาวได้ยินเสียงเด็กๆ บอกว่างูตัวใหญ่อยู่ในสนาม จึงรีบวางโทรศัพท์และไปมุงดูในจังหวะนั้นมะปรางก็เข้าไปหาเด็กหญิงตัวน้อยที่เธอหมายตาเอาไว้ หลังจากทำให้ทุกคนไปมุงดูงูตัวใหญ่ในสนามได้ ทุกคนแตกตื่นกันใหญ่ เลยไม่มีใครสนใจใครนอกจากสนใจ... งู“สวัสดีจ้ะหนูพิมพ์”“รู้จักหนูด้วยเหรอคะ”“รู้จักสิคะ น้าเป็นเพื่อนของแม่รันกับลุงกันภัยจ้ะ”“เพื่อนเหรอคะ”“ใช่จ้ะ วันนี้แม่หนูเขาให้น้ามารับหนูแทนค่ะ พอดีน้าผ่านมาทางนี้พอดี” มุมนี้ปลอดตาคนเพราะพิมพ์อัปสรเล่นลูกบอล แล้วลูกบอลกลมๆ ก็หลุดมือทำให้ต้องวิ่งออกมาเก็บลูกบอลด้านนอก ไกลจากสนามเด็กเล่นพอสมควร“แต่คุณแม่บอกว่าไม่ให้ไปกับคนแปลกหน้าค่ะ” เด็กน้อยทำท่าคิดก่อนจะถอยหนี “ดีแล้วจ้ะที่แม่รันสอนแบบนี้ งั้นเรารอแม่รันด้วยกันดีกว่า โอเคไหม”“โอเคก็ได้ค่ะ” เด็กน้อยรับคำ มารดาสอนว่าห้ามเชื่อคนแปลกหน้า“กินขนมไหมจ๊ะ” มะปรางเอ่ยถามอย่างใจเย็
“หมูหวานของคุณลุง อุ๊ย! คุณพ่อบุญธรรมอร่อยจังเลยค่ะ”“เมื่อกี้พูดว่าไงนะ” รันนรินทร์หรี่ตามองบุตรสาวและสีหน้าเจ้าเล่ห์ของคนเป็นพ่อ“คุณพ่อบุญธรรมค่ะ ลุงกันให้เรียกแบบนั้น” คนถูกเรียกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนน่าหมั่นไส้“คุณแม่บอกว่าคอยดูพฤติกรรมก่อนไม่ใช่เหรอคะ” เธอทำเสียงเข้มดุ“คุณแม่ดุแล้วค่ะคุณพ่อบุญธรรมขา” เด็กน้อยหันไปฟ้อง จนรันนรินทร์ต้องค้อนสองพ่อลูก“อย่าดุลูกเลย ลูกอยากเรียกอะไรก็ให้เรียกเถอะ” คนเป็นพ่อให้ท้าย เธอค้อนให้อีกรอบ“พี่กันอย่าตามใจลูกมากสิคะ”“ไม่ได้ตามใจอะไรมากมายนะรัน แค่ให้เรียกว่า... พ่อเอง” ประโยคหลังเขาแอบกระซิบที่ริมหู“คุยอะไรกันคะ หนูพิมพ์ไม่ได้ยินเลย”“เรื่องของผู้ใหญ่จ้ะหนูพิมพ์” รันนรินทร์ปรามบุตรสาว อีกฝ่ายเลยทำหน้างอ “คุณพ่อบุญธรรมกับคุณแม่คุยกันว่าอนุญาตให้หนูพิมพ์เรียกว่าคุณพ่อแล้วครับ เรียกคุณพ่อเฉยๆ ก็พอไม่ต้องใส่บุญธรรมเข้าไปจะได้ไม่ยาว”“แน้...” เธอมองคนหน้ามึนแต่เขาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อย่างแนบเนียนบางทีก็อ่อนอกอ่อนใจ แต่ลึกๆ เธอกลับรู้สึกมีความสุขอย่างประหลาด ความอ่อนหวานที่เกิดขึ้นในหัวใจทำให้เธอเผลอยิ้มเต็มใบหน้า“พี่อยากให้รันยิ้มแบบนี้บ่อยๆ ยิ้ม







