LOGINบรรยากาศริมระเบียงเอาต์ดอร์ที่กำลังหนักอึ้งด้วยความจริงอันน่าตกตะลึง ถูกทำลายลงกะทันหันด้วยเสียงฝีเท้าที่กระแทกส้นลงบนพื้นอย่างแรง พริมมี่เดินจ้ำอ้าวตรงดิ่งเข้ามาหาด้วยใบหน้าแดงก่ำจากความโกรธจัด ในมือมีโทรศัพท์ที่หน้าจอยังคงสว่างวาบจากการเพิ่งกดวางสายไปเมื่อเสี้ยววินาทีก่อน"ยัยแก้ว! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!" พริมมี่ตะโกนเสียงหลง หอบหายใจแรงด้วยความโมโหกลิ่นแก้วที่ยังคงหน้าซีดเผือดสะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับไปหาเพื่อนสนิท "มีอะไรพริม ทำไมทำหน้าแบบนั้น เกิดอะไรขึ้น"หมอวินขมวดคิ้ว ลุกขึ้นยืนด้วยความประหลาดใจกับท่าทีที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือของพริมมี่ ซึ่งเพิ่งจะอารมณ์ดีเมื่อไม่กี่นาทีก่อน"ก็คุณสุเลขาฯ ของอีตาคุณโปรน่ะสิ เพิ่งโทรมาหาฉันเมื่อกี้นี้เอง!" พริมมี่โพล่งออกมาอย่างหมดความอดทน น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธจัด "เขาโทรมาแจ้งว่า... ทางบริษัทสั่งระงับแคมเปญลูนาร์สเปลทั้งหมด! สั่งถอดโฆษณาทุกช่องทาง ระงับการขาย และดึงสินค้าออกจากหน้าร้านทั้งหมดตั้งแต่วินาทีนี้!""อะไรนะ!" กลิ่นแก้วเบิกตากว้าง ร่างบางสปริงตัวลุกจากเก้าอี้ทันที ความมึนงงและสับสนตีรวนขึ้นมาจนหัวหมุน "ระงับแคมเปญ? เป็นไปไ
เสียงประตูห้องทำงานไม้สักปิดลงเบาๆ ปรมัตถ์วางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะกระจกสีเข้มหลังจบการสนทนากับทีมกฎหมาย ชายหนุ่มทรุดตัวลงบนเก้าอี้หนังนุ่ม ถอนหายใจยาวเพื่อสลัดความเหนื่อยล้าจากการเคลียร์ปัญหาโรงงานผลิต ทว่าสายตากลับเบือนไปสะดุดเข้ากับขวดน้ำหอมตัวอย่างแก้วเจียระไนที่วางอยู่มุมโต๊ะน้ำหอมกลิ่น 'ลูนาร์สเปล' แคมเปญหลักของแบรนด์ร่ำที่เพิ่งเปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่เมื่อคืนก่อนมือหนาเอื้อมหยิบขวดแก้วนั้นขึ้นมา ปลายนิ้วสัมผัสความเย็นเยียบขณะหมุนฝาขวดออกช้าๆ กลิ่นหอมหวานซ่อนความลึกลับของดอกแก้วและส่วนผสมพิเศษลอยอวลมาแตะจมูก ทว่าครั้งนี้... กลิ่นที่เคยทำให้หลงใหลกลับสร้างความรู้สึกหนักอึ้งและหวาดหวั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนยิ่งได้กลิ่น เขายิ่งนึกถึงรายละเอียดแคมเปญและจังหวะเวลาวางจำหน่ายที่ประจวบเหมาะกับ 'คืนจันทร์ดับ' ลมหายใจของเขาก็ยิ่งติดขัด ร่องรอยความทรงจำบางอย่างเกี่ยวกับเรือนไทยตอกย้ำเข้ามาในหัว กลิ่นเครื่องหอมสูตรเฉพาะนี้บวกกับคอนเซปต์ลูนาร์สเปลไม่ใช่น้ำหอมธรรมดา แต่มันคือตัวจุดชนวนพลังงานบางอย่าง... วิญญาณแค้นที่ยังคงวนเวียนจองเวรตระกูลเขาตั้งแต่อดีตกำลังจะตื่นขึ้น และเป้าหมายของมัน... ไ
หยาดน้ำใสที่รื้นอยู่ตรงขอบตาทำให้ภาพของจิตแพทย์หนุ่มตรงหน้าพร่าเลือนไปชั่วขณะ กลิ่นแก้วรีบยกหลังมือขึ้นปาดมันออกอย่างลวกๆ ลมหายใจที่สูดเข้าปอดสั่นสะท้านจนต้องพยายามควบคุมมันอย่างหนัก หมอวินล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีพื้นจากกระเป๋าเสื้อยื่นส่งให้เธออย่างเงียบเชียบ เขารอจนกระทั่งหญิงสาวรับไปซับน้ำตา สูดลมหายใจลึก และพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าพร้อมจะรับฟังต่อบรรยากาศริมระเบียงเอาต์ดอร์ที่เคยร่มรื่น กลับดูอึดอัดและหนักอึ้งขึ้นมาถนัดตา เสียงใบไม้จากสวนหย่อมที่เสียดสีกันตามแรงลมไม่ได้ช่วยให้จิตใจของกลิ่นแก้วสงบลงได้เลย สายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของคนเป็นหมอ รอคอยให้เขาพูดในสิ่งที่เธอจำเป็นต้องรู้ให้จบ"ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณแก้วนะครับ" หมอวินเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความเห็นใจอย่างสุดซึ้ง"การต้องมารับรู้เรื่องมุมมืดของผู้ชายที่ดูเพอร์เฟกต์และควบคุมทุกอย่างได้เสมออย่างไอ้โปร มันคงทำให้คุณตกใจไม่น้อย แต่สิ่งที่คุณเห็นและรับรู้ไปเมื่อครู่... มันเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น""หมายความว่า... ยังมีอะไรที่แย่กว่าการทำร้ายตัวเองเพื่อเรียกสติอีกเหรอคะ" เสียงแผ่วเบาดังลอดร
คำถามที่หลุดจากริมฝีปากของกลิ่นแก้วทำให้บรรยากาศริมระเบียงเงียบงันลงถนัดตา หมอวินไม่ได้ตอบในทันที ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ บีบหัวตาตัวเองเบาๆ คล้ายกำลังชั่งน้ำหนักว่าควรเล่าบาดแผลในอดีตของเพื่อนสนิทออกมามากน้อยแค่ไหน เขาไม่อยากให้เธอตื่นตระหนก แต่ก็จำเป็นต้องบอกความจริงเพื่อให้เธอเตรียมพร้อมรับมือ"เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานมากแล้วครับ" คุณหมอหนุ่มเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับลอยมาตามลม สบตากับหญิงสาวด้วยแววตาเวทนาเพื่อนจับใจ"สาเหตุที่ทำให้ไอ้โปรป่วยหนักขนาดนี้... เป็นเพราะมันต้องทนดูคนที่รักตายไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย"กลิ่นแก้วเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุด ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ "คนที่เขารัก... เสียชีวิตต่อหน้าเขาเหรอคะ""ใช่ครับ" เขาพยักหน้าช้าๆ"ทุกครั้งที่อาการกำเริบ สมองจะดึงเอาความทรงจำเลวร้ายที่สุดกลับมาฉายซ้ำ สร้างภาพหลอนทับซ้อนกับความจริงตรงหน้า มันจะเห็นกองไฟขนาดใหญ่... เปลวไฟสีแดงฉานที่กำลังลุกไหม้รุนแรง และในนั้น... มีผู้หญิงที่มันรักสุดหัวใจกำลังถูกไฟคลอก มันได้ยินเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ได้กลิ่นควันไฟลอยคลุ้ง ทั้งที่ความจริงตรงนั้นไม่มีอะไรเลย"ฝ่
สายลมโชยพัดเอากลิ่นดอกไม้จากสวนหย่อมบนระเบียงเอาต์ดอร์ของห้องรับรองบริษัทขึ้นมาแตะจมูก กลิ่นแก้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตามการผายมือของจิตแพทย์หนุ่ม สองมือเล็กประสานกันวางไว้บนตักอย่างหลวมๆ ขณะที่สายตายังคงจับจ้องใบหน้าของคนตรงข้าม หมอวินลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งในระยะที่ห่างออกไปเล็กน้อยเพื่อรักษามารยาท เขาประสานมือวางบนเข่า ท่าทีสบายๆ ตอนนั่งดื่มกาแฟอยู่ด้านในห้องเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเคร่งขรึมและจริงจังในแบบของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ"เรื่องที่ผมกำลังจะพูดต่อไปนี้..เป็นเรื่องส่วนตัวของไอ้โปรครับคุณแก้ว"รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าหวานค่อยๆ จางหายไป กลิ่นแก้วขยับตัวยืดหลังตรงโดยอัตโนมัติ"เรื่องส่วนตัว... เกี่ยวกับคดีที่โรงงาน หรือว่าเรื่องปัญหาภายในบริษัทคะ""ไม่ใช่เรื่องงานครับ แต่เป็นเรื่องสุขภาพของมันเอง" หมอวินส่ายหน้าช้าๆ นัยน์ตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นฉายแววหนักใจ"ในฐานะที่ผมเป็นทั้งเพื่อนสนิทและจิตแพทย์ประจำตัวของมัน... ผมคิดว่าคุณแก้วจำเป็นต้องรู้เรื่องนี้ครับ""จิตแพทย์ประจำตัว..." หญิงสาวทวนคำเสียงแผ่ว ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นปราดจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงหัวไหล่"คุณโปรป่วยเป็นอะไรคะ แก้
บรรยากาศยามสายของวันใหม่ภายในห้องรับรองของบริษัทเอ็มไพร์กรุ๊ป เต็มไปด้วยความผ่อนคลาย หลังจากผ่านพ้นค่ำคืนงานเปิดตัวแคมเปญใหญ่และเรื่องราวมากมายมาได้อย่างเรียบร้อย เสียงถ้วยชาและแก้วกาแฟกระทบกับจานรองดังขึ้นเบาๆ เป็นระยะ พริมมี่กำลังนั่งเช็กยอดการสั่งซื้อน้ำหอมล็อตแรกผ่านหน้าจอมือถืออย่างอารมณ์ดี ขณะที่หมอวินนั่งจิบกาแฟดำอยู่ฝั่งตรงข้ามปรมัตถ์เดินเข้ามาในโถงพร้อมกับจานขนมไทยชิ้นเล็กที่จัดวางไว้อย่างประณีต ชายหนุ่มวางมันลงตรงหน้ากลิ่นแก้วที่กำลังนั่งตรวจเอกสารสรุปยอดอยู่บนโต๊ะ สายตาที่เขามองเธอนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความเกรงใจและเว้นระยะห่างในวันวาน กลายเป็นความนุ่มนวลและเปิดเผยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"พักสายตาก่อนครับ ทานขนมหวานๆ สักหน่อย จะได้ไม่ปวดหัว" ปรมัตถ์พูดพลางเลื่อนแก้วน้ำชาอุ่นมาวางข้างกัน"ขอบคุณค่ะคุณโปร" กลิ่นแก้วเงยหน้าขึ้นส่งรอยยิ้มหวาน ตอบรับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล สายตาของทั้งคู่ประสานกันชั่วครู่ แฝงไปด้วยความสนิทสนมและเข้าใจกันโดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆชายหนุ่มถือวิสาสะขยับเอื้อมมือไปจัดปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มให้เธออย่างเบามือ กลิ่นแก้วไม่ได้เอียงหลบหรือแสดงท่าทีประห







