LOGINเสียงประตูปิดลงพร้อมกับเสียงฝีเท้าของพริมมี่ที่ค่อย ๆ ห่างออกไปตามทางเดิ
คำถามนั้นหลุดออกจากปากกลิ่นแก้ว สะท้อนก้องในห้องใต้บันไดอับชื้น ความเงียบเข้าปกคลุมทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานหึ่ง ๆ แทรกผ่านความอึดอัดรอบตัวปรมัตถ์ยืนนิ่ง สายตาหลุบต่ำมองปลายรองเท้า คิ้วเข้มขมวดแน่น ลมหายใจเข้าออกเริ่มหนักและช้าลงกลิ่นแก้วจ้องทุกปฏิกิริยาของเขา เธอรอให้เขาพูด ให้เขาปฏิเสธ หรือหาเหตุผลมายืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองเหมือนเมื่อครู่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีแค่ความเงียบงันในหัวของปรมัตถ์กำลังต่อสู้กับความจริงอันทรมานที่เขาตั้งใจซ่อนไว้ คำพูดก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเขาจำอะไรไม่ได้... คือคำโกหกแท้จริงแล้ว เขาจำได้ทุกอย่างเขาจำได้ว่าสั่งให้นางพินพากลิ่นแก้วหนีออกไปทางหลังเรือน เขาจำได้ว่าย้อนกลับไปเอาสูตรปลอมในห้องนอนเพื่อใช้ล่อโจร และก่อนจะวิ่งออกไป เขาแวะมาสับกลอนล็อกประตูห้องเครื่องหอมจากด้านนอก เพราะไม่อยากให้พวกโจรได้สูตรจริงไป โดยไม่เคยรู้เลยว่ากลิ่นแก้วที่ห่วงเขา จะแอบย้อนเข้าไปเอาสูตรจริงในห้องนั้นก่อนที่ประตูจะถูกปิดตายเขาโดนพวกโจรฆ่าตายโดยคิดว่าเธอปลอดภัยแล้ว ไม่เคยรู้เลยว่าพวกมันจะย้อนกลับมาที่เรือน พอเข้าห้องเครื่องหอมไม่ได้เพราะติดกลอนและมีแค่ช่องระบ
ทันทีที่ตัวอักษร ‘คนทรยศกลับมาแล้ว’ สิ้นสุดลงพร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ในกระจก ความเย็นเยียบและกลิ่นอับของห้องใต้บันไดยิ่งชวนให้อึดอัด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายแนววู้ดดี้ที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก กลิ่นที่เคยทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย ตอนนี้กลับทำให้หัวใจเต้นระทึกด้วยความหวาดระแวง ท่ามกลางหลักฐานที่คลุมเครือและนิมิตที่จงใจปั่นหัวเธอละสายตาจากกระจกเงาที่ดับแสงลง กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนจะรวบรวมความกล้าหันไปเผชิญหน้ากับคนที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างเชื่องช้าปรมัตถ์ยืนอยู่ตรงกรอบประตู เสื้อสูทสีเข้มที่เคยเนี้ยบกริบดูหลุดลุ่ย คอเสื้อถูกปลดกระดุมออกเหมือนคนอึดอัด แสงสลัวจากไฟฉายมือถือสาดกระทบใบหน้า เผยให้เห็นรอยคล้ำใต้ตา ดวงตาที่เคยเรียบเฉยตอนนี้แดงก่ำและสั่นไหวอย่างที่เธอไม่เคยเห็น เขามองเธอที่กอดสมุดบันทึกไว้แนบอก แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดกลิ่นแก้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ความคิดในหัวตีรวน แม้สติจะบอกว่านิมิตและข้อความในสมุดคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนความจริงและชี้นำ โดยจงใจละเว้นสิ่งที่เกิดขึ้นนอกห้อง แต่คำสารภาพของเขาก่อนหน้านี้ก็ยังดังก้องในหัว‘ผมเป็นคนฆ่าเธอ’ประโยคนั้นยังฝังลึกอยู่ในควา
ความเงียบในห้องเก็บของใต้บันไดอับชื้นและมืดทึบ ยิ่งนั่งนานก็ยิ่งชวนให้อึดอัด กลิ่นแก้วยังคงจดจ่ออยู่กับสมุดบันทึกสำนวนคดีเปื้อนเลือด คำถามเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวคือ ‘ใครเป็นคนล็อกประตู’ มันคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของอดีตที่หายไป และยังไม่มีใครให้คำตอบได้ทว่าระหว่างที่ความสับสนกำลังก่อตัว ความเย็นเยียบระลอกใหม่ก็พัดวูบเข้าปะทะผิว กลิ่นอับฝุ่นจางหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นเหม็นไหม้ลอยคลุ้งขึ้นมาในอากาศ หญิงสาวชะงัก ลมหายใจสะดุดเมื่อหางตาสังเกตเห็นความผิดปกติที่มุมห้องกระจกเงากรอบไม้สักบานเก่าที่เคยวางพิงผนังอิฐอย่างเงียบเชียบ จู่ ๆ ก็สว่างวาบขึ้นมา แสงสลัวนั้นไม่ได้เกิดจากไฟฉายในมือเธอ แต่มันเรืองแสงออกมาจากเนื้อกระจกโดยตรง ราวกับกำลังเปิดฉายภาพจากอีกห้วงเวลาหนึ่งกลิ่นแก้วแทบลืมหายใจ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองแผ่นกระจกอย่างไม่อาจละสายตา ภาพที่ปรากฏคมชัด แต่มันกลับถูกหั่นแบ่งเป็นสองเหตุการณ์อย่างชัดเจนเหตุการณ์แรก... ภาพสะท้อนฉายให้เห็นบรรยากาศในห้องเครื่องหอมที่เธอคุ้นเคย แต่มันเป็นมุมมองที่ถูกจำกัดไว้แค่ภายในห้องเท่านั้น เธอเห็นร่างของแม่หญิงกลิ่นแก้วในชุดสไบกำลังยืนอยู่หน้าบานประตูไม้กระดานหนา
ห้องใต้บันไดลับทั้งมืด อับชื้น และคลุ้งด้วยกลิ่นฝุ่นเก่า ความเย็นจากผนังอิฐแผ่ซ่านจนกลิ่นแก้วต้องห่อไหล่ ลมหายใจของเธอควบแน่นเป็นฝ้าขาว แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ในมือสั่นไหว หญิงสาวพยายามเรียกสติ เพ่งสายตาลงบนกระดาษเหลืองกรอบของสมุดสำนวนคดีโบราณข้อความหน้านี้ไม่ใช่คำพิพากษาหรือคำให้การมัดตัวฆาตกรอย่างที่คิด แต่เป็นบันทึกการตรวจค้นสถานที่เกิดเหตุอย่างเป็นทางการหลังเพลิงสงบเธอเพ่งมองตัวอักษรสีหมึกจางซีดบนกระดาษสา‘...รายงานบันทึกตรวจค้นซากปรักหักพัง ณ เรือนไม้หอม หลังเปลวเพลิงมอดดับ เจ้าพนักงานเข้าตรวจพื้นที่ พบร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่ภายในห้องเครื่องหอมชั้นล่าง บานประตูทางเข้าออกถูกสับกลอนและลงกุญแจเหล็กอย่างแน่นหนาจากภายนอก ผู้เสียชีวิตจึงไม่สามารถเปิดประตูหนีออกมาได้...’กลิ่นแก้วตาค้าง ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่าน นิ้วมือที่เย็นเฉียบแตะไล้ไปตามตัวอักษรบรรทัดถัดไปอย่างระมัดระวัง‘...จากการไต่สวนผู้คนในเรือนใกล้เคียง ต่างให้การว่าช่วงที่เพลิงเริ่มลุกไหม้เป็นยามวิกาล ไม่มีผู้ใดเห็นเหตุการณ์ขณะประตูห้องเครื่องหอมถูกล็อก จึงไร้เบาะแสว่าผู้ใดขังผู้ตาย ล็อกไว้ตั้งแต่เมื่อใด และด้วยเหตุผลใด...’ค
บานประตูไม้ลูกฟักที่แง้มอยู่ถูกมือเล็กออกแรงผลักให้เปิดกว้างขึ้น เสียงบานพับฝืดเคืองดังลากยาวสะท้อนในความเงียบ กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นผงลอยคลุ้งจนกลิ่นแก้วต้องยกมือขึ้นปิดจมูก หญิงสาวล้วงเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าขึ้นมาเปิดไฟฉาย สาดแสงสีขาวสว่างวาบเข้าไปในความมืดมิดของห้องใต้บันไดพื้นที่แคบ ๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยข้าวของที่ถูกทิ้งร้าง กล่องลังไม้ซ้อนทับกัน และหยากไย่ที่เกาะเกี่ยวตามมุมเพดาน แสงไฟในมือของเธอไปสะท้อนเข้ากับตู้เอกสารเหล็กสีเขียวขี้ม้าเก่าคร่ำคร่าที่ตั้งหลบมุมอยู่ด้านในสุด กลิ่นแก้วเดินเบี่ยงหลบกองผ้าใบเข้าไปใกล้ บนบานประตูตู้มีแม่กุญแจทองเหลืองขนาดใหญ่คล้องล็อกเอาไว้อย่างแน่นหนาหญิงสาวถอนหายใจแผ่วเบา ตู้ที่ถูกปิดตายแน่นหนาขนาดนี้ กระดาษสูตรน้ำหอมของเธอคงไม่มีทางหลุดรอดเข้าไปอยู่ข้างในได้แน่ ๆทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะถอยห่างเพื่อกลับออกไป เสียงกลไกโลหะก็ดังขึ้นกึกก้องท่ามกลางความคับแคบกริ๊ก!แม่กุญแจทองเหลืองที่เห็นว่าล็อกสนิท กลับดีดตัวเปิดออกเองราวกับมีมือที่มองไม่เห็นสอดแทรกเข้าไปไขกลไก ก่อนที่ห่วงเหล็กหนักอึ้งจะร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นกระดานเสียงดังทึบกลิ่นแก้
เสียงประตูปิดลงพร้อมกับเสียงฝีเท้าของพริมมี่ที่ค่อย ๆ ห่างออกไปตามทางเดินของคอนโดมิเนียม เพื่อนสนิทของเธอเพิ่งขอตัวลงไปซื้ออาหารและของใช้จำเป็นที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใต้ตึก โดยกำชับนักหนาให้กลิ่นแก้วพักผ่อนและห้ามเปิดโทรศัพท์เด็ดขาดเมื่อความเงียบกลับมาครอบครองพื้นที่ กลิ่นแก้วที่นั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่บอบช้ำและเปียกปอนไปด้วยคราบน้ำตา เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสับสนที่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว เธอปาดคราบน้ำตาบนพวงแก้มออกอย่างลวก ๆ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อเรียกสติตัวเองกลับคืนมาสมองเริ่มประมวลผลเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียดอีกครั้ง ท่ามกลางความเจ็บปวดที่ปรมัตถ์หักหลังและใช้อำนาจเผด็จการสั่งระงับแคมเปญ 'ลูนาร์-สเปล' กลับมีบางสิ่งที่ผิดปกติและย้อนแย้งกันอย่างรวนเร‘ผมเป็นคนฆ่าเธอ...’ คำพูดที่หมอวินหลุดปากออกมา ยังคงดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวถ้าปรมัตถ์เป็นคนฆ่าผู้หญิงที







