LOGINควันบุหรี่ถูกพ่นออกมาขณะธาวินนั่งอยู่บนฝากระโปรงรถของตนเองซึ่งอยู่ริมถนนใกล้สี่แยกไฟแดง ทว่ารอจนพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว หญิงสาวก็ยังไม่ปรากฏตัวเสียที ทั้งที่กระทั่งเมื่อวานก็ยังมาเจอกันอยู่ทุกวันแท้ ๆ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างหงุดหงิด
“ไปอยู่ไหนนะ”
ชายหนุ่มพึมพำ พอทำท่าจะหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาก็นึกขึ้นได้ว่าไม่เคยขอเบอร์สายขิมเอาไว้ ด้วยปกติมาทีไรก็เจอตลอด บุหรี่ในมือถูกบีบจนยู่ยี่ก่อนจะทิ้งลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้มันจนไฟมอดดับ
คนตัวสูงกระชากประตูรถเปิดออกด้วยรู้สึกเป็นห่วงเด็กคนนั้น เขาตัดสินใจจะไปดูหล่อนที่บ้านเผื่อบางทีอาจจะป่วยจนลุกมาทำงานไม่ไหว โชคดีที่หลายอาทิตย์ก่อนเคยได้ไปส่งเธอที่บ้านไม่อย่างนั้นคงหมดหนทางจะติดต่อ
ธาวินไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตนเองจะต้องเป็นห่วงผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักไม่ถึงสองเดือนคนนี้ด้วย
ความทรงจำในวัยเด็กฉายย้อนเข้ามาในความคิด…
‘สวยไหมจ๊ะ’
มารดาของธาวินวัยสิบขวบเอ่ยถามขณะกำลังนั่งกินชากับขนมยามบ่ายอยู่ในศาลาของคฤหาสน์ด้วยกัน ‘วาสนา’ ผู้เป็นแม่ยื่นพวงมาลัยถวายพระที่ร้อยเองให้เด็กชายดู
‘สวยครับ คุณแม่เก่งจังเลย’
‘ไว้วันหลังแม่จะสอนวินร้อยมาลัยดีไหมลูก’
‘ผมจะทำได้เหรอครับ มันดูยากมาก ๆ เลย’
‘ไม่ยากหรอกลูก เพลินจะตายไป ก่อนจะได้มาเจอคุณพ่อของลูกจนตกหลุมรักและแต่งงานกัน แม่ก็เคยร้อยพวงมาลัยขายตามตลาดมาก่อนนะจ๊ะ’
วาสนาเริ่มเล่าเรื่องความหลังให้ลูกชายฟังเหมือนอย่างทุกครั้ง ด้วยตั้งแต่ฐานะทางบ้านดีขึ้นจากการลงทุนทำงานอย่างหนักของสามี ช่วงเวลาแห่งความสุขซึ่งเคยมีร่วมกันก็หายไป ทำให้หญิงสาวใช้ชีวิตส่วนมากกับธาวินเท่านั้น
แววตาของชายหนุ่มหม่นเศร้าลงเมื่อนึกถึงมารดา ทว่าสุดท้ายผู้เป็นแม่ก็จากไปด้วยอาการป่วยเรื้อรัง อาจเพราะแบบนั้นเขาเลยละสายตาไปจากสายขิมไม่ได้ ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงหน้าชุมชนแออัดที่หล่อนอาศัยอยู่ รถยนต์ไม่สามารถขับเข้าไปได้ต้องจอดเอาไว้แล้วเดินเท้าเข้าไป
ธาวินลงจากรถตรงไปยังบ้านของหญิงสาวทันที ระหว่างทางเดินเข้าไปค่อนข้างมืดด้วยไฟตามทางเดินไม่ติดทุกดวง มีกลุ่มวัยรุ่นตั้งวงเหล้าอยู่หลายจุด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเสียงทะเลาะกันดังมาจากตามบ้านต่าง ๆ เป็นมลภาวะทางเสียงแบบสุด ๆ สร้างความหงุดหงิดให้ชายหนุ่มไม่น้อย
ไม่ถึงห้านาทีเขาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าบ้านของสายขิม ดูจากภายนอกก็เงียบสงบดีไม่มีอะไรผิดปกติ คิ้วเข้มขมวดมุ่นเพราะไม่มีไฟเปิดเลยสักดวงราวกับว่าไม่มีใครอยู่บ้าน
“มาเสียเที่ยวเหรอ”
คนตัวสูงพึมพำ เขาถอนหายใจเตรียมจะเดินกลับไปแล้วค่อยมาใหม่ในตอนเช้า ทว่ายังไม่ทันจะหันหลังก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังเบา ๆ มาจากด้านใน
“ฮึก…”
“!!!”
ดวงตาคมเบิกกว้าง เขาเอาหูแนบประตูเพื่อฟังให้ชัวร์ว่าไม่ได้หูฝาด เสียงครางสะอื้นเบา ๆ ดังมาจากข้างในจริง ๆ ด้วยไม่ผิดแน่
มันคือเสียงร้องไห้ของสายขิม
สายตาเลื่อนมองตรงประตูก่อนจะถือวิสาสะลองเปิดออก ปรากฏว่ามันไม่ได้ถูกลงกลอนจากด้านใน ด้านนอกเองก็ไม่ได้ล็อกเอาไว้ด้วย ธาวินรีบบุกเข้าไปแล้วกวาดสายตามองหาที่มาของเสียง ในบ้านไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลยนอกจากมุ้งกับเบาะนอน ข้าวของเครื่องใช้ในครัวและ…ตู้เสื้อผ้า
“ฮึก…”
คนตัวสูงเดินเข้าไปใกล้ด้วยเสียงสะอื้นดังมาจากทางนั้น ด้ามจับตู้เสื้อผ้าถูกพันเอาไว้ด้วยเข็มขัดนักเรียนของหญิงสาวแบบผิดวิสัย ธาวินรีบแกะมันออกอย่างรวดเร็ว
แอ๊ด…
“ฮึก…”
ทันทีที่ประตูตู้เปิดออก สิ่งที่เห็นก็ทำเอาชายหนุ่มตัวแข็งทื่อเมื่อคนที่เขารอมาตั้งแต่บ่ายนั่งคุดคู้อยู่ในนั้น สภาพดูก็รู้ว่าถูกทำร้าย มีร่องรอยเขียวช้ำตามเนื้อตัวเพิ่มจากที่เห็นล่าสุด
“สายขิม”
“ฮึก…”
เจ้าของเสียงสะอื้นเงยหน้ามองคนเรียก ดวงตากลมแดงก่ำ มีเลือดซิบไหลออกมาจากมุมปาก ชายหนุ่มไม่ได้พูดหรือถามอะไรนอกจากส่งมือไปข้างหน้า
“ออกมาเถอะ”
“ฮึก…”
“ขอโทษที่มาช้านะ”
สายขิมไม่ตอบ ได้แต่มองมือของอีกฝ่ายก่อนที่ความกลัวในใจจะเลือนหายไปช้า ๆ ความมืดมิดแสนน่ากลัวเริ่มมีแสงสว่างปรากฏออกมา
“พี่…วิน…”
“ไปกับฉันนะ”
น้ำตาไหลออกมาอีกรอบ เสียงสะอื้นก็เริ่มดังขึ้น หญิงสาวค่อย ๆ ยื่นมือไปข้างหน้ากระทั่งปลายนิ้วสัมผัสกัน เพียงแค่นั้น
ธาวินก็ดึงหล่อนเข้ามาสู่อ้อมแขนแล้วโอบกอดไว้แน่น ร่างกายเล็กสั่นสะท้านด้วยความกลัวชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบ ๆ มีรูปถ่ายของสายขิมกับผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งที่คาดว่าคงจะเป็นแม่ใส่กรอบวางอยู่บนโต๊ะด้วย แปลว่ามีกันแค่สองคนแม่ลูกเท่านั้นเหรอ หากหล่อนมีพ่อก็น่าจะเป็นรูปครอบครัวมากกว่า ถ้าจำไม่ผิดหญิงสาวเคยบอกไว้ว่ามารดาป่วยเข้าโรงพยาบาลนี่นา ถ้าอย่างนั้น…
ใครคือคนที่ทำร้ายเธออย่างนี้ ?
นอกจากสายขิม มารดา มีใครอีกคนอยู่ด้วยใช่หรือเปล่า
“คืนนี้อย่าอยู่ที่นี่เลยนะ ไปกับฉันเถอะ”
บทที่ 14 หลานสาวแม่เลี้ยงธาวินตื่นขึ้นมาในสาย ๆ ของอีกวัน รู้สึกปวดหัวจากอาการเมาค้าง เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตนเองกลับขึ้นมาบนห้องได้อย่างไร คนตัวสูงเดินลงมาในห้องครัวเพื่อจะหาน้ำดื่ม พี่แจ๋วกำลังเช็ดจานอยู่ในนั้นพอดี พอเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามาก็รีบตักซุปแก้เมาค้างไปเสิร์ฟให้“ทานซุปก่อนนะคะคุณชาย”“ขอบคุณครับพี่แจ๋ว”รับมาแล้วใช้ช้อนตักเข้าปาก รสชาติอร่อยทำให้หัวโล่งขึ้นจากตอนแรกหนักอึ้งเหมือนมีหินไปถ่วงเอาไว้“รับอะไรเพิ่มไหมคะ”“ไม่ครับ แค่นี้ก็พอแล้ว อร่อยมากเลย ฝีมือพี่แจ๋วพัฒนาขึ้นนะครับเนี่ย”ชายหนุ่มเอ่ยชมด้วยเมื่อก่อนเขากินอาหารฝีมือพี่แจ๋วมาเยอะ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการกินแบบสุ่มดวงมากกว่าว่าจะอร่อยหรือไม่อร่อย เพราะตนเองมักกลับบ้านไม่ตรงกำหนด ทำให้บางครั้งเจอแจ็กพ็อตแม่ครัวไม่อยู่บ้างล่ะ กับข้าวหมดแล้วบ้างล่ะ ก็จะได้อีกฝ่ายเป็นคนลงมือทำให้กินเอง“ไม่ใช่ฝีมือพี่หรอกค่ะคุณชาย ฝีมือคุณขิมน่ะ”“แค่กๆ”
บทที่ 13 ยัยเด็กทรยศหมับ!“มายืนรบกวนอะไรคนอื่นเขาไม่ทราบ ไปตรงนู้นเร็ว”ไอรีนที่เดินไปเอาของกินกลับเข้ามาร่วมวง เธอกระแทกตัวคุณหมอหนุ่มแล้วดันไปที่โต๊ะ ช่วยชีวิตของหญิงสาวเอาไว้ได้หวุดหวิด“เดี๋ยวสิ ฉันยัง…”“ไปเร็ว ๆ”ถูกดันต่อไปจนถึงโต๊ะ สายขิมถอนหายใจออกมาอย่าง โล่งอกด้วยคำถามนั้นเธอเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ระหว่างหล่อนกับธาวิน…...ที่ผ่านมาคือความสัมพันธ์แบบไหนกันนะ ?“คุณวินคะ ฉันอยากกินผลไม้จังเลยค่ะ ช่วงนี้น้ำหนักขึ้น ต้องงดของมันของทอดไปก่อน”“ได้สิครับ เรียกคนใช้ให้ไปหยิบมาก็ได้”ชายหนุ่มตั้งใจเน้นเสียงคำว่าคนใช้อีกแล้ว หญิงสาวปั้นหน้ายิ้มแล้วเดินเข้าไปหาทั้งสองคน หมอกฤศที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่อดลอบสังเกตพฤติกรรมไม่ได้“คุณชัญญาอยากได้อะไรหรือคะ”“ผลไม้”“ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูไปเอามาให้นะคะ มีท่านใดอยากได้อะไรเพิ่มไหมคะ”“ฉันขอแซลม่อนเพิ่มจานหนึ
บทที่ 12 คนใช้สายขิมกลับเข้ามาในงานเลี้ยงเพื่อคอยช่วยดูแลแขกเหรื่อทุกคน เธอยังอกสั่นขวัญแขวนกับท่าทีของชายหนุ่มไม่หาย สี่ปีที่ผ่านมาเขาเปลี่ยนไปมากขนาดนี้เลยเหรอ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าอีกฝ่ายจะน่ากลัวได้มากขนาดนี้ สีหน้าของหญิงสาวแสดงความกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัดหล่อนเกือบจะตายคามือเขาอยู่แล้วนะ ดูท่าธาวินคงตามระรานไม่เลิกแน่ดวงตากลมจ้องมองไปทางศจีด้วยความสงสัย ทำไมชายหนุ่มถึงได้แสดงท่าทีไม่ชอบน้าของเธอได้ถึงขนาดนั้น ว่ากันตามตรงตอนที่เคยฟังเขาพูดเรื่องที่ว่าเกลียดแม่เลี้ยง เธอก็ไม่เคยถามเหตุผลนอกจากรับฟังจนได้รู้ว่าแม่ใหม่คนนั้นมีความลับบางอย่างเก็บซ่อนไว้“คุณวินล่ะ”ขณะกำลังครุ่นคิดก็มีเสียงไม่คุ้นเคยดังขึ้น เจ้าของดวงตากลมหันไปทางต้นเสียงก่อนจะพบว่าคนถามเป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวย เขียนขอบตาเข้มดูโฉบเฉี่ยวราวกับเหยี่ยว หุ่นดีทรง สะบึ้มจนหญิงสาวได้แต่กลืนน้ำลายตอนมอง“พี่วิน เอ่อ…คุณชายขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าค่ะ เดี๋ยวก็ลงมาค่ะ”“เธอเป
บทที่ 11 ลูกหนี้ที่หายไป‘เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนั้น’ สายขิมเอ่ยถามชายหนุ่มขณะกำลังนั่งกินข้าวมันไก่ข้างทางด้วยกันหลังขายพวงมาลัยของวันนี้หมดแล้ว‘มีเรื่องให้หงุดหงิดน่ะ’‘เรื่องอะไรหรือคะ บอกหนูได้ไหม’ กะพริบตาปริบ ๆ มองหน้าเขาด้วยรอฟังคำตอบ เธอได้รับการช่วยเหลือจากธาวินมามากจึงอยากช่วยเหลืออีกฝ่ายบ้าง‘แม่เลี้ยง’‘…’‘ฉันเกลียดแม่เลี้ยงของตัวเอง ทุกครั้งที่ต้องกลับบ้านเลยหงุดหงิดมาก ถ้าไม่ติดว่าต้องกลับไปดูคุณพ่อฉันคงไม่กลับไปหรอก’ น้ำเสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ดูท่าทางเขาจะเกลียดแม่เลี้ยงมากจริง ๆ ด้วย‘เธอคนนั้นเป็นคนไม่ดีเหรอคะ’‘ใช่ ฉันคิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะต้องมีเรื่องอะไรปิดบังอยู่แน่ ๆ คงหวังสมบัติของคุณพ่อมากกว่า’‘แล้วพี่วินจะทำอย่า
บทที่ 10 สี่ปีที่เฝ้ารอสิ้นสุดลงแล้ว“ยาค่ะคุณลุง”เจ้าของเสียงหวานวางยากับน้ำเปล่าลงบนโต๊ะเพื่อให้ธาดากินเมื่อถึงเวลา ก่อนจะนั่งพับเพียบลงบนพื้นข้าง ๆ แล้วหยิบหนังสือวรรณคดีโบราณขึ้นมาเตรียมจะอ่านให้อีกฝ่ายฟัง“ขอบใจมากนะหนูขิม”“ไม่เป็นไรค่ะ”หญิงสาวยิ้มตอบรับ ทว่ายังไม่ทันจะได้อ่านหนังสือให้ธาดาฟังต่อ เสียงเรียกของคนที่ไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ของแวดวงไฮโซตั้งแต่เมื่อคืนแล้วเพิ่งกลับมาก็ดังขึ้น“สายขิม อยู่ที่ไหน สายขิม!”“ค่ะน้า”คนตัวเล็กรีบตะโกนตอบรับไปก่อนเพราะหากต้องให้เรียกอีกเป็นครั้งที่สองอาจถูกโมโหใส่ก็เป็นได้ เธอเงยหน้ามองธาดาจนอีกฝ่ายพยักหน้า“ไปเถอะ”“เดี๋ยวหนูมาอ่านหนังสือให้ฟังใหม่นะคะ”หล่อนเอ่ยอย่างนอบน้อมแล้วรีบคลานเข่ากลับเข้าไปในบ้าน ตรงไปยังห้องรับแขกอย่างรวดเร็ว“หายไปไหนมา ฉันเรียกตั้งนาน”“หนูอ่านหนังสือให้คุณลุงฟังอยู่ที่ศาลาในสวนค่ะ”
บทที่ 9 หนีหนี้ สี่ปีผ่านไป“ไอ้วิน ทางนี้!”เสียงของหมอกฤศตะโกนเรียกหลังจากชายหนุ่มเพิ่งเดินพ้นประตูฝั่งขาเข้ามา เขาโบกไม้โบกมือกลับไปให้เพื่อนซี้หลังไม่เจอกันมาหลายเดือนตลอดสี่ปีธาวินจะเทียวไปเทียวมาระหว่างอเมริกากับเมืองไทยเพราะหลังจากเสร็จการเจรจาร่วมลงทุน เขาก็ตัดสินใจเรียนต่อโทด้านบริหารเพิ่มเติม“มาคนเดียวเหรอ ไหนว่าไอรีนมาด้วย”“ก็มานั่นแหละ แต่ไปเข้าห้องน้ำ”เพื่อนซี้ตอบ ‘ไอรีน’ คือเพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่ม เธอรู้จักกับหมอกฤศมาก่อนเพราะอยู่ข้างบ้านกัน โตมาด้วยกันแล้วถึงได้มารู้จักกับธาวินอีกที ทำงานเป็นพยาบาลในแผนกเดียวกันกับอีกฝ่าย เรียกได้ว่าหลังเรียนจบมาทั้งสองคนก็เข้าทำงานในโรงพยาบาลของธาวิน“วินนี่!”“ไง”พูดถึงปุ๊บก็มาปั๊บ ไอรีนวิ่งเข้ามากอดคนตัวสูงด้วยความ ดีใจเหมือนเด็ก ๆ ทั้งสามคนคือกลุ่มเพื่อนสนิทที่ยังอยู่ด้วยกันจนทุกวันนี้ แลกเปลี่ยนสารทุกข์สุกดิบมาตลอดไม่เคยหายไปจากกัน“รู้ไหมว่าพอออกเวรก็รีบมารอรับเลยนะ”“ครับ ๆ ขอบคุณมากครับคุณพยาบาลคนสวย ได้ยินว่าช่วงนี้ฮอต มีแต่คนตามจีบไม่ใช่เหรอ”“คนพวกนั้นน่าจะมีปัญหาด้านสายตานะ”หมอกฤศแย้งขึ้นมาทันที ทำเอาหญิงสาวถึงกับมอ







