Se connecter“คุณไม่เป็นอะไรนะ”
อลันที่หายใจคล่องขึ้นแล้วก็เงยหน้ามองหญิงสาว เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง ก็ดีเหมือนกัน จ้างผู้หญิงคนนี้มาทำให้เขาหัวเราะ เขาไม่ได้หัวเราะเต็มเสียงแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะ
“เอาอย่างนี้นะ ผมจะไม่ชวนคุณเมคเลิฟด้วย แต่ถ้าคุณต้องการผมก็ยินดีสนองให้ดีไหม”
ดุลยาหน้าแดงที่เขาพูดออกมาแบบไม่กระด้างปาก เอาเถอะ ถ้าเขากล้ารับปากว่าจะไม่ล่วงเกินเธอเล่นตามน้ำกับเขาแล้วกัน ไหนๆ ชีวิตต้องมาเจอเรื่องประหลาดแล้ว ถ้ามีอะไรเข้ามาคงไม่หนักหนาสาหัสไปกว่านี้หรอก ที่สำคัญ ลึกๆแล้วเธอไม่เชื่อว่าตัวเองจะถูกจับผิดตัว เพราะน้ำเสียงแม่เลี้ยงประหลาดใจที่เธอโทรศัพท์กลับบ้านได้
“ก็ได้ค่ะ ฉันยินดีรับข้อเสนอ แต่ขอทำสัญญาจ้างงานได้ไหมเผื่อคุณเล่นตุกติก”
“เอาซิ อยากได้อะไรก็ทำ” เขายกมือประสานกันแล้ววางหลังท้ายทอยพร้อมกับเอนกายสบายๆ บนเก้าอี้ยาวริมระเบียง
“แต่ก่อนอื่น...ดาวขอยืมเงินคุณไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ได้ไหมคะ เอ่อ...บวกเพิ่มกับที่เป็นหนี้ก็ได้ค่ะ”
อลันพยักหน้าแล้วยื่นปากไปทางที่เขาวางกระเป๋าสตางค์ไว้ ดูเขาจะไม่ระวังอะไรเธอเลยสักนิด ดุลยาเดินไปหยิบกระเป๋าสตางค์ส่งให้เขา อลันไม่รับแต่กลับให้เธอหยิบเงินในกระเป๋าออกไปใช้ได้เลย
“จะดีหรือคะ”
“ซื้อของใช้ที่จำเป็นต้องใช้ แล้วก็...หวังว่าผมคงไม่เห็นคุณใส่ชุดไทยเดินไปเดินมาหรอกนะ ผมหลอน”
“ค่ะ”
ดุลยากระแทกเสียง ใครจะไปรู้ว่าตัวเองจะถูกจับไปทั้งใส่ชุดนางรำแบบนั้น เอาเถอะ เธอหยิบแบงค์พันออกจากกระเป๋าเขาไปสองใบ ชูให้เขาดูเพื่อความสบายใจของตัวเองแล้วเดินกลับเข้าไปในห้อง ชุดชั้นในยังไม่แห้งสนิทแต่ก็ดีกว่าออกไปทั้งที่ข้างในไม่มีอะไรสักชิ้น เห็นทีว่านอกจากเสื้อผ้าแล้ว เธอยังต้องใช้ของใช้อีกหลายอย่าง คิดแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ ตกลงเธอจะได้ใช้หนี้สองแสนหรือหนี้จะงอกขึ้นกันแน่
ดุลยาแปลกใจที่ผู้ชายคนนั้นดูไม่ตื่นเต้นอะไรกับเรื่องของเธอนัก ราวกับเขาคุ้นชินกับสิ่งเหล่านี้ เธอไม่มีอะไรติดตัวเลยนอกจากชุดนางรำนั้นแล้ว กระเป๋าสตางค์หรือโทรศัพท์มือถือก็หายไปด้วย คงต้องรอให้พ่อกลับมาแล้วถึงจะรู้ว่าเธอไม่ได้กลับบ้าน หรือบางที พ่ออาจไม่ได้สนใจลูกสาวคนนี้แล้วก็ได้
หญิงสาวคิดอย่างเหงาๆ ซื้อเสื้อผ้าให้ตัวเองสองสามชุด ไม่รู้ว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง เอาเถอะ เดี๋ยวค่อยหาใหม่ก็ได้ ดูท่าทางเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเหมือนเธอเลยสักนิด เขาไม่กลัวว่าเธอจะหนีด้วยซ้ำ ปล่อยให้เธอไปซื้อของใช้ตามลำพัง ซึ่งก็ไม่ไกลจากรีสอร์ทที่พักอยู่นัก เธอเดินกลับมาพร้อมถุงเสื้อผ้าและของใช้ เคาะประตูบอกเขาแต่ไม่มีเสียงตอบรับ ลองบิดลูกบิดประตูดูก็พบว่ามันไม่ได้ล็อก เธอจึงเข้าไปโดยง่าย
“คุณอลันคะ”
หญิงสาวกวาดสายตามองหา แต่ไม่ได้คำตอบรับก็อดเป็นกังวลไม่ได้ ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะกังวลไปทำไม เพราะถ้าเขาหายไป เธอก็เป็นอิสระไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สองแสนอะไรนั้น แต่เมื่อเดินเข้ามาในห้องครัวขนาดเล็ก กลับเห็นเขานั่งเปลือยอกอยู่ เธอตกใจจนสะดุ้ง แต่ที่ตกใจกว่าคือเห็นแผลทั้งเก่าใหม่หลายแผล ซ้ำมีแผลที่มีเลือดซึมออกมา ดูเหมือนเขาพยายามทำแผลให้ตัวเองอยู่
“มีอะไร”
“เอ่อ...” เธอเห็นเขามองอย่างไม่สนใจนัก ทำให้ตัวเองสงบใจลงได้ ดุลยาวางถุงข้าวของถุงของที่ซื้อมาแล้วเดินเข้าไปหา เธอยื่นมือไปหยิบสำลีและเทน้ำเกลือล้างแผลเช็ดรอยแผลที่เลือดซึมออกมา
“ไม่กลัวเหรอ”
“อะไรคะ”
“ผู้หญิงเห็นเลือดก็มีแต่ร้องวี๊ดๆ น่ารำคาญ”
อลันบ่นแต่ก็ยอมให้ดุลยาทำแผลที่หัวไหล่ให้ มันเป็นแผลที่ถูกกระสุนถากจากการถูกลอบฆ่าครั้งล่าสุด คนอย่างอลัน หยาง ไม่เคยต้องหลบหนีอย่างนี้ แต่เพราะเหตุครั้งนี้เรื่องไม่เล็กอย่างที่คิด เขาจึงจำเป็นต้องหลบซ่อนตัว
ดุลยาอยากรู้แต่ไม่กล้าถาม หากเขาไม่อยากพูด เธอก็ไม่ควรพูดด้วยเรื่องปิดปากทำไม่เป็นไม่รู้ไม่เห็นมันก็เรื่องถนัดเรื่องหนึ่งของเธอเลยล่ะ
แผลที่หัวไหล่ซ้ายของเขามีรอยเย็บและเป็นแผลที่ค่อนข้างใหม่ เธอช่วยล้างแผลใส่ยาฆ่าเชื้อเสร็จแล้วก็ปิดด้วยผ้าปิดแผล เพราะยืนอยู่ด้านหลังเลยไม่รู้ว่าเขามีสีหน้าอย่างไร แต่ไม่ได้ยินเสียงร้องอะไรก็แสดงว่าเขาไม่ได้เจ็บมาก ทำแผลให้แล้วก็อดสำรวจแผลอื่นของเขาไม่ได้ ผู้ชายคนนี้เป็นนักสะสมแผลเป็นหรืออย่างไรกัน เขาเป็นนักเลงหัวไม้ หรือพวกมาเฟีย ยากูซ่าอะไรพวกนั้นนะเหรอ แต่เห็นเขาใช้จ่ายเงินซื้อตัวเธอมาสองแสนเหมือนเป็นแค่เศษเงินแล้วก็... เขาคงเป็นคนมีเงินมีฐานะคนหนึ่งเลยทีเดียว
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ถ้าไม่ขยับตัวแรงไปแผลคงไม่เปิดอีก”
“คงเปิดตอนอุ้มคุณมานั้นแหละ”
ดุลยาอ้าปากค้าง เห็นสีหน้าจริงจังของเขาแล้วก็เบ้ปากกลอกตามองเพดาน
“นี่เพราะฉันหรือคะ”
“เปล่า” เขายิ้มเจ้าเล่ห์ “คุณแค่มีส่วนร่วม”
ดุลยาทำแก้มป่องแบบไม่พอใจเล็กน้อย แต่เขากลับหัวเราะอารมณ์ดี เจอผู้หญิงไม่ส่งเสียงกรี๊ดๆเวลาเจอเลือดแล้วก็สบายใจ แรกทีเดียวตั้งใจจะทำแผลให้ตัวเองก่อนเธอกลับมา แต่เพราะทำเองไม่ถนัดเลยช้ากว่าที่คิด พอดีที่ดุลยากลับมาพบเข้าเลยทำให้อะไรที่ยุ่งยากกลับง่ายขึ้น
“ได้ของที่ต้องการครบแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ”
“พัทยานี่นักท่องเที่ยวเยอะ เราคงแฝงตัวอยู่กับพวกเขาได้กลมกลืน”
“เอ่อ เราไม่ได้ทำอะไรผิดกฏหมายใช่ไหมคะ”
“หือ? ไม่รู้ซิ” เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองดูเธอเก็บกล่องยาและเดินไปล้างมือ ร่างบางชะงักแล้วหันมามองเขาอย่างสับสน
“ไม่สวย ไม่เหมือนจริง ภาพมันเอียงๆ” และอีกหลายประโยคฉันทึ่งที่เขายังมีสมาธิวาดรูปของเขาได้อย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ถ้าเป็นเธออาจโมโหโวยวายอยู่ตรงนั้น และวาดรูปไม่เสร็จเขาชะงักมือที่ตวัดพู่กันลงในกระป๋องที่ไว้ล้างพู่กันแล้วดึงเก้าอี้ว่างอีกตัวมาใกล้ๆ ฉัน ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วหันมาทางฉันที่ยืนอยู่“นั่งดูดีกว่าไหม อีกนานกว่าผมจะวาดเสร็จ”“……….”“รึว่าคุณจะไปแล้ว”“เอ่อ...ยังค่ะ” สาริศานั่งบนเก้าอี้ที่เขาเลื่อนให้ เขายิ้มก่อนส่งแก้วน้ำมาให้ สาริศาไม่คิดว่าเขาจะรู้ว่ามีคนยืนดูอยู่ เพราะเขาไม่เคยหันมามองทางเธอเลย และที่สำคัญใบหน้าของเขาดูดีกว่าที่คิด ฉันเคยเจอพวกติกส์ที่เซอร์ๆ ไว้หนวดไว้เครา แต่คนนี้ไม่เหมือนที่เคยเจอ“สนใจเหรอฮะ รู้สึกว่าคุณยืนดูนานกว่าคนอื่นๆ”“ก็นิดหน่อย”“แค่นิดหน่อยยังยืนดูอยู่เกือบสองชั่วโมง”เขาบอกแล้วยิ้มพราว เธอยกนาฬิกาข้อมือดูบ้างแล้วก็เพิ่งรู้ตัวว่ายืนอยู่นานจริงๆ“คงรบกวนคุณแย่”“ไม่หรอกฮะ คุณแปลกดี”“แปลกเหรอ” สาริศาทวนสิ่งที่ได้ยิน เขายังยิ้มแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้“คุณสนใจรูปที่ผมวาด ไม่ได้สนใจที่ตัวผม เพราะส่วนใหญ่เวลาผมมาวาดรูปที่นี้มีแต่คนชอบมองหน้าผมมากกว
สาริศาหันกลับมาสบตาด้วยความงุนงงเพราะเธอเคยมาที่นี่แล้ว แต่อีกฝ่ายยิ้มกว้างก่อนใช้สองมือประคองใบหน้าหวานแล้วกดริมฝีปากจุมพิตริมฝีปากอิ่มเบาๆ “คนเจ้าเล่ห์” หญิงสาวเขินอายจนแก้มเนียนแดงจัด “หลอกฉันเหรอ” ชีควาคิมยักไหล่น้อยๆ “ก็รำคาญสายตาเจ้าเดวิทนะซิ” สาริศาหัวเราะน้อยๆ “รำคาญได้ยังไง เขาเป็นองครักษ์ของคุณนะ” “ก็อยากมีเวลาส่วนตัวบ้างนี่” ชีควาคิมใช้ปลายจมูกคลอเคลียแก้มนวล “อีกเดี๋ยวก็ต้องกลับแล้ว ผมมีงานรออยู่กองเป็นภูเขาเลย” ชีควาคิมช้อนปลายคางของหญิงสาวขึ้น “กังวลอะไรอยู่ ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะจัดการทุกอย่างให้เอง” สาริศาอ้าปากจะเอ่ยถามแต่แล้วก็นิ่งไป หญิงสาวรู้สึกใจหายแม้จะดีใจที่ได้กลับบิเบวา-เมืองหลงของเทซาเนีย แต่เธอก็ห่วงสถานะของตัวเอง ไม่รู้ว่าชีควาคิมจะให้เธออยู่ใกล้ๆ ในฐานะใด เงินห้าล้านที่พ่อเลี้ยงเธอยืมไปนั้น... เขาไม่เคยเอ่ยถึงแต่เธอก็ไม่เคยลืม เวลานี้เขายังคงปรารถนาในตัวเธอแต่จะอีกนานแค่ไหนเล่า? ใครก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ คงทำได้เพียงแค่ตักตวงความสุขในนาทีเอาไว้ชดเชยยามที่ต้องจากพราก เมื่อสามปีก่อนเข
“คนๆ เดียวปล่อยให้หายไปได้ยังไง!!!” อิสมาเอลตบโต๊ะด้วยความโกรธ บรรดาคนรอบข้างต่างพากันก้มหน้าไม่กล้าสบสายตา “หากันทั่วหรือยัง!” “หา...หา...หาทั่วแล้วขอรับ” ชายคนหนึ่งเอ่ยอย่างขลาดๆ “มันจะเป็นไปได้ยังไง คนทั้งคนจะหายตัวไปเฉยๆ ไร้ร่องรอย” อิสมาเอลสบถอีกหลายคำ “ก็คนมันอยากไปยังไงก็ต้องหาหนทางไปจนได้นั้นแหละ” คริสติน่าพูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจอิสมาเอลเลยสักนิด “คุณจะใส่ใจอะไรแค่ผู้หญิงคนเดียว” “เป็นผู้หญิงก็คิดได้แค่นั้น” อิสมาเอลตวัดสายตาคมกริบจ้องมองอย่างไม่พอใจ “ถ้าดูแลคนในการปกครองไม่ได้ มันก็เท่ากับถูกดูแคลนไปด้วย” “คุณคิดแบบนั้นจริงๆ หรือหลงผู้หญิงคนนั้นจนโง่หัวไม่ขึ้น!” “หุบปากได้แล้วคริสติน่า!” เหล่าคนรับใช้ต่างพากันถอยออกไปโดยไม่ต้องผู้เป็นนายสั่ง เมื่อในห้องเหลือเพียงอิสมาเอลกับคริสติน่าซึ่งก็ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะสามารถทำอะไรได้ถนัดขึ้น หญิงสาวเชิดหน้าท้าทายแต่อีกฝ่ายได้แต่สบถออกมา “อย่าบอกนะว่าเธอมีส่วนรู้เห็นเรื่องพวกนี้!” คริสติน่าสะดุ้
ชีควาคิมเห็นใบหน้าหวานตื่นตระหนกและค่อยๆ เปลี่ยนสีเป็นแดงระเรื่อ เพียงเท่านั้นเขาก็ยิ้มออกมา ชายหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้ๆ แล้วรั้งรางบางมาสวมกอด เขากดปลายจมูกคลอเคลียแก้มเนียนอย่างรักใคร่ แต่สาริศาขืนตัวอย่างตกใจทำให้อีกฝ่ายจ้องมองอย่างฉงน “อะไร?” ชีควาคิมถามเสียงเข้ม แมวน้อยที่คลอเคลียเขาตลอดคืนหายไปไหนแล้ว เขาสูดลมหายใจลึกๆ แล้วหลับตาอย่างปวดร้าว “อย่าบอกว่าคุณจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เลย” “เรื่องเมื่อคืน...” สาริศาหน้าแดงจัด “มันไม่ใช่ความฝันเหรอ” “ฝัน?” ชายหนุ่มจ้องมองใบหน้าเขินอายของหญิงสาว เขาควรโกรธเธอดีไหม หรือน้อยใจเธอดี หรือควรดีใจ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเธอคิดว่ามันเป็นความฝัน! “คงไม่ใช่...” สาริศาทำหน้าไม่ถูก เขาคือคนที่เธอคิดถึงและปรารถนาจะมอบทั้งตัวและหัวใจให้ แต่...ฐานะของเธอกับเขาตอนนี้มันไม่เหมือนกับเมื่อสามปีที่แล้ว เขาเป็นชีคและเธอเป็นหญิงสามัญชน เธอไม่รู้ว่าเขารู้สึกกับเธออย่างไร เธอพลีกายใช้หนี้เงินห้าล้านที่พ่อเลี้ยงยืมมาหรือว่าเพราะเขาเห็นข่าวคาวๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์บันเทิงว่าเธอร่านสวาท
“ริต้า...ได้ยินผมไหม” ชีควาคิมไม่ลังเลที่กอดรัดร่างบางแนบชิดอย่างทะนุถนอม “ต่อไปนี้ผมจะไม่ให้คุณลำบากอีกแล้ว”สาริศาปรือตาขึ้นแล้วเพ่งมองใบหน้าที่อยู่ใกล้ เธอรู้สึกราวกับฝันไป หรือเป็นความฝันของคนใกล้ตายถึงได้เห็นหน้าคนที่เธอคิดถึงชัดเจนขนาดนี้“วาคิม...วาคิม” เธอยกมือขึ้นแตะใบหน้าเขาเบาๆ ราวกับกลัวว่าเขาจะเป็นภาพฝันที่แตกกระจายเมื่อจับต้องชีคหนุ่มหัวใจพองโตขึ้นคับอก เขาจับมือเธอมาพลิกจูบที่กลางฝ่ามือเบาๆ “ที่รัก...ผมเอง...วาคิมของคุณ”สาริศายิ้มบางๆ ออกมา หากนี้เป็นความฝันเธอก็อยากจะกอดเขาอีกสักครั้ง หญิงสาวขยับตัวเข้าหาอย่างไม่รู้เลยว่าร่างกายเธอเปลือยเปล่า เธอสอดมือเข้าไปกอดร่างใหญ่แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้“ริต้า” ชีควาคิมครางต่ำๆ ในลำคอ เธอทำตัวเหมือนลูกแมวน้อยคลอเคลียไม่ยอมห่างแต่มันกลับจุดไฟในกายที่เยียบเย็นของเขาให้ร้อนรุ่มขึ้น “อยู่นิ่งๆ ที่รัก ผมไม่อยากทำให้คุณเจ็บเพราะความปรารถนาของผม”แทนที่หญิงสาวจะหยุดขยับตัว เธอกลับสอดมือเข้าไปในเสื้อของเขาแล้วลูบไล้แผงอกแล้วลากปลายนิ้วมาอยู่ที่ขอบกางเกง เสียงลมหายใจของชายหนุ่มติดขัด เขาตัดสินใจดึงมือเธอออกแล้วรวบไว้ด้วยมือเพี
สาริศายกมือปาดน้ำตาที่รินออกมาอย่างไม่รู้ตัว เธอตัดสินใจก้าวลงจากรถเทียมอูฐ ส่งภาษามือบอกใบ้กับชายร่างใหญ่ที่คุมตัวเธออยู่เพื่อจะบอกว่าเธอต้องการไปล้างหน้าตาเสียหน่อย พวกเขาชี้มือไปทางแอ่งน้ำซึ่งไม่ไกลนัก เธอเดินโซซัดโซไม่กี่ก้าวก็ทรุดตัวลงนั่งตัวงอ อาการอ่อนเพลียและมึนงงเล่นงานจนไม่อาจทรงตัวได้ มือใหญ่หลายมือฉุดกระชากให้เธอลุกขึ้นแต่เธอไร้เรี่ยวแรง เสียงโวยวายที่เธอไม่เข้าใจยิ่งทำให้เธอสับสนและปวดศีรษะหนักขึ้นจะเอายังไงล่ะ? สาริศาถามตัวเองในใจ คนพวกนี้จะพาเธอไปหาชีควาคิมจริงๆ นะหรือ? พวกเขาคิดว่าจะได้เงินค่าตอบแทนที่พาเธอมาส่งหรืออย่างไร? คิดถึงตรงนี้สาริศาก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ ให้โชคชะตาของตนเอง เขาจะมาสนใจอะไรเธอ ก็เธอเป็นหนี้เขาถึงห้าล้านบาทไทย เขาจะยอมเสียเงินเพื่อเธออีกทำไมกัน ทำไมชีวิตมันถึงต้องมาเจออะไรๆ แบบนี้ด้วยนะ หนี้สินเหล่านั้นเธอก็ไม่ใช่คนก่อขึ้น ทำไมต้องมารับผิดชอบเรื่องที่ไม่ได้ทำ แล้ว...ถ้าเธอรอดจากจุดนี้ไปได้ ชีวิตเธอจะเป็นยังไง พ่อเลี้ยงเธอจะหาเรื่องเอาเธอมาขายใช้หนี้แบบนี้อีกหรือเปล่า นึกเสียดายวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาแล้ว







