Se connecterดุลยาได้แต่ถอนหายใจเบาๆ แค่เรื่องที่เธอถูกจับไปประมูลเหมือนสินค้าก็ผิดกฏหมายอยู่แล้ว นับจากนี้ไปยี่สิบวันเธอคงต้องเจออะไรอีกมากกว่าที่ตัวเองจะรู้ อลันหยิบเสื้อเชิ้ตที่พาดพนักเก้าอี้มาสวม เธอเห็นว่าเขาใส่เสื้อลำบากจึงช่วยใส่ให้พร้อมติดกระดุมเสื้อด้านหน้าให้อย่างเรียบร้อย
“เหมือนจะถนัดกับเรื่องแบบนี้นะ”
“ก็แล้วแต่จะคิดเถอะค่ะ” เธอเริ่มขี้เกียจจะต่อปากต่อคำกับเขาแล้ว
“พักผ่อนซะ ผมจะไปเดินเล่นแถวนี้ ถ้าหิวก็หาอะไรกินเอาเอง”
“ค่ะ” ดุลยาพยักหน้ารับอย่างงุนงง
“ทำไมเหรอ อยากตามไปด้วยหรือไง”
“เปล่าคะ คุณไม่กลัวฉันหนีหนี้คุณเหรอ”
“ถ้าคุณหนี คงไปตั้งแต่ออกไปซื้อของใช้แล้วล่ะ และถ้าคุณไปแจ้งความ ผมก็คงไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้หรอก”
นั้นซิ ทำไมเธอไม่คิดอะไรแบบนี้ คิดง่ายเกินไปว่าเป็นหนี้เขาแล้วก็ต้องทำงานใช้หนี้ หนีไปตั้งแต่เมื่อกี้เขาก็คงไม่รู้หรอก ดุลยาเพียงพยักหน้ารับ แล้วเธอก็ประหลาดใจเมื่อเขายื่นมือมาแตะศีรษะของเธอ จะเรียกว่าลูบผมปลอบโยนก็ไม่ได้ หรือจะตบหัวมันก็ไม่ใช่ ท่าทางประหลาดนี้แม้แต่อลันเองยังแปลกใจ เขากำลังทำอะไร เอ็นดูหรือสงสาร หรือเห็นเธอเหมือนสัตว์เลี้ยงที่ต้องดูแล คงจะเป็นอย่างหลังมากกว่า เพราะคนอย่างเขาไม่ใช่คนจิตใจดีขนาดนั้น
“ผมไปไม่นานหรอก ล็อกประตูดีๆ ผมมีกุญแจสำรองแล้ว”
“ค่ะ”
อลันหยิบแว่นตากันแดดมาสวมด้วยความเคยชิน แม้นาฬิกาจะบ่ายสี่โมงแล้วก็ตาม เขาเดินออกมาแต่ก็อดเหลียวมองไปด้านหลังไม่ได้ นี่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดผิดหรือถูกที่ให้ดุลยาพักอยู่ด้วยกัน อาจพอช่วยกลบเกลื่อนไม่ให้เขามีพิรุจได้บ้าง
พัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวก็จริง แต่เป็นที่หลบซ่อนได้ดีนัก ครั้งนี้เขาบาดเจ็บหลบมาพักรักษาตัวและสืบเรื่องที่ถูกลอบทำร้าย แรกทีเดียวนึกว่าดุลยาได้เงินแล้วจะหนีไป ไม่นึกว่าเธอจะกลับมาอีก ซ้ำยังช่วยทำแผลให้ ท่าทางยี่สิบวันนี้คงสนุกไม่ใช่เล่น ชายหนุ่มเดินมาที่บาร์เหล้า ยังไม่ถึงเวลาเปิดร้านแต่เพราะรู้จักกับเจ้าของร้านเขาจึงเดินเข้าไปด้านหลังได้
“ร้านยังไม่เปิดครับ”
“มาหาพ่อครัว”
“เอ่อ”
“ไมเคิลอยู่มั้ย?” อลันพูดชื่อออกไป
“อ้อ! อยู่ครับ”
เด็กเสิร์ฟทำหน้างงๆ แต่ก็พาไปทางครัว แม้เห็นด้านหลังอลันก็จำได้แม่นยำ จะมีพ่อครัวสักกี่ครั้งที่สักเต็มท่อนแขนทั้งสองข้าง แถมยังไว้ผมยาวอีกต่างหาก หากไม่มีผ้ากันเปื้อนสีชมพูหวานแหววนั้นละก็..
“ใครมาวะ ยังไม่ได้เวลาเปิดครัวเลย”
“ก็ไม่ได้มากินข้าว แต่มาหาคนทำกับข้าว”
“อ้าว! อลัน มาเมืองไทยเมื่อไหร่เนี้ย”
“แน่ใจหรือว่าไม่รู้ว่าผมมาถึงเมื่อไหร่”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างไม่เกรงใจ พ่อครัวทิ้งมีดแล้วหมุนตัวเดินมาตบไหล่หนุ่มเลือดมังกร
“ได้ข่าวว่ารอบนี้หนักไม่น้อย”
“หูไวตาไวแบบนี้ สมกับที่ลงทุนมาหาจริงๆ”
“ติดใจฝีมือทำกับแกล้มหรือว่าอยากมาสืบข่าวล่ะ”
“ขอสองอย่างเลยได้ไหม” เขาต่อรองอารมณ์ดี
“ได้ซิ ถ้ามีเวลากินเบียร์รอกับแกล้มนะ”
“จัดมาพร้อมข่าวที่ผมต้องการด้วย”
อลันหัวเราะ และเดินตามพ่อครัวที่ท่าทางเหมือนนักเลงมากกว่าไปด้านหลังครัว มีโต๊ะเล็กๆ ตั้งอยู่กับเก้าอี้สองชุด ราวกับเป็นที่เฉพาะของคนสนิทสนมกันเท่านั้น เขาลากเก้าอี้มานั่ง เพียงครู่เดียวเบียร์ขวดเล็กเย็นเฉียบก็นำมาวาง เขาได้ยินเสียงตะหลิวเคาะกระทะ ไม่กี่นาทีต่อมากลิ่นอาหารหอมกรุ่นก็ลอยมาก่อนจะวางบนโต๊ะพร้อมตะเกียบสองคู่
พ่อครัวหน้าโหดนั่งที่เก้าอี้อีกตัว ตรงหน้ามีกระเพราไข่เยี่ยวม้าที่เป็นได้ทั้งอาหารและกับแกล้ม
ไมเคิลเปิดเบียร์ยกขึ้นดื่มแล้วใช้ตะเกียบคีบชิ้นไข่ส่งเข้าปาก
“ได้ยินว่าตายแล้ว แต่ก็ไม่แปลกใจที่เห็นอยู่ตรงนี้” ไมเคิลพูดหน้าตาเฉย
“นี่จะช่วยหรือจะแช่ง”
“เอาน่า มาถึงนี้ได้ก็ไม่ใช่ผีแล้วกัน” ไมเคิลหัวเราะ “มาซ่อนตัวที่นี่ก็ดีแล้ว อยากรู้อะไรก็ได้รู้ แข้งขาที่นี่ยังมีคนให้ได้ใช้งาน แต่ว่าคนเคยเป็นราชสีห์ มาอยู่แบบหนู จะอยู่ได้หรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง”
“ก็อยู่มาเป็นอาทิตย์แล้วก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่”
อลันหัวเราะอารมณ์ดี หยิบตะเกียบคีบอาหารในจานส่งเข้าปาก รู้สึกอร่อยกว่ากับข้าวที่ทางรีสอร์ทจัดมาให้ ไม่รู้ว่ายัยคนนั้นจะหนีออกไปแล้วหรือทำอะไรอยู่
“มาถึงนี่คงไม่ได้แค่อยากกินกับแกล้มละมั้ง”
“อยากมาเจอคนแล้วก็อยากได้ของเล่นด้วย”
“ของเล่น?”
“มีอะไรไว้ป้องกันตัวสักหน่อยก็ไม่ใช่เหรอไง”
“ได้ เดี๋ยวพาไปเลือกของเล่น”
“อีกเรื่อง จะเจอพวกเสี่ยสมนึกได้ที่ไหน”
“เสี่ยสมนึกเหรอ? เค้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเหรอ”
“ก็มีส่วน” อลันยักไหล่
“สนามมวยไง เสี่ยสมนึกมันบ้าพนันมวย ลองไปดูซิ แต่ไปคนเดียวมันจะสะดุดตา ยังไงหาผู้หญิงไปด้วยสักคน พวกเมียเช่านะ คงหาได้ไม่ยากนักหรอก”
“เมียเช่า?”
“ไม่สวย ไม่เหมือนจริง ภาพมันเอียงๆ” และอีกหลายประโยคฉันทึ่งที่เขายังมีสมาธิวาดรูปของเขาได้อย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ถ้าเป็นเธออาจโมโหโวยวายอยู่ตรงนั้น และวาดรูปไม่เสร็จเขาชะงักมือที่ตวัดพู่กันลงในกระป๋องที่ไว้ล้างพู่กันแล้วดึงเก้าอี้ว่างอีกตัวมาใกล้ๆ ฉัน ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วหันมาทางฉันที่ยืนอยู่“นั่งดูดีกว่าไหม อีกนานกว่าผมจะวาดเสร็จ”“……….”“รึว่าคุณจะไปแล้ว”“เอ่อ...ยังค่ะ” สาริศานั่งบนเก้าอี้ที่เขาเลื่อนให้ เขายิ้มก่อนส่งแก้วน้ำมาให้ สาริศาไม่คิดว่าเขาจะรู้ว่ามีคนยืนดูอยู่ เพราะเขาไม่เคยหันมามองทางเธอเลย และที่สำคัญใบหน้าของเขาดูดีกว่าที่คิด ฉันเคยเจอพวกติกส์ที่เซอร์ๆ ไว้หนวดไว้เครา แต่คนนี้ไม่เหมือนที่เคยเจอ“สนใจเหรอฮะ รู้สึกว่าคุณยืนดูนานกว่าคนอื่นๆ”“ก็นิดหน่อย”“แค่นิดหน่อยยังยืนดูอยู่เกือบสองชั่วโมง”เขาบอกแล้วยิ้มพราว เธอยกนาฬิกาข้อมือดูบ้างแล้วก็เพิ่งรู้ตัวว่ายืนอยู่นานจริงๆ“คงรบกวนคุณแย่”“ไม่หรอกฮะ คุณแปลกดี”“แปลกเหรอ” สาริศาทวนสิ่งที่ได้ยิน เขายังยิ้มแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้“คุณสนใจรูปที่ผมวาด ไม่ได้สนใจที่ตัวผม เพราะส่วนใหญ่เวลาผมมาวาดรูปที่นี้มีแต่คนชอบมองหน้าผมมากกว
สาริศาหันกลับมาสบตาด้วยความงุนงงเพราะเธอเคยมาที่นี่แล้ว แต่อีกฝ่ายยิ้มกว้างก่อนใช้สองมือประคองใบหน้าหวานแล้วกดริมฝีปากจุมพิตริมฝีปากอิ่มเบาๆ “คนเจ้าเล่ห์” หญิงสาวเขินอายจนแก้มเนียนแดงจัด “หลอกฉันเหรอ” ชีควาคิมยักไหล่น้อยๆ “ก็รำคาญสายตาเจ้าเดวิทนะซิ” สาริศาหัวเราะน้อยๆ “รำคาญได้ยังไง เขาเป็นองครักษ์ของคุณนะ” “ก็อยากมีเวลาส่วนตัวบ้างนี่” ชีควาคิมใช้ปลายจมูกคลอเคลียแก้มนวล “อีกเดี๋ยวก็ต้องกลับแล้ว ผมมีงานรออยู่กองเป็นภูเขาเลย” ชีควาคิมช้อนปลายคางของหญิงสาวขึ้น “กังวลอะไรอยู่ ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะจัดการทุกอย่างให้เอง” สาริศาอ้าปากจะเอ่ยถามแต่แล้วก็นิ่งไป หญิงสาวรู้สึกใจหายแม้จะดีใจที่ได้กลับบิเบวา-เมืองหลงของเทซาเนีย แต่เธอก็ห่วงสถานะของตัวเอง ไม่รู้ว่าชีควาคิมจะให้เธออยู่ใกล้ๆ ในฐานะใด เงินห้าล้านที่พ่อเลี้ยงเธอยืมไปนั้น... เขาไม่เคยเอ่ยถึงแต่เธอก็ไม่เคยลืม เวลานี้เขายังคงปรารถนาในตัวเธอแต่จะอีกนานแค่ไหนเล่า? ใครก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ คงทำได้เพียงแค่ตักตวงความสุขในนาทีเอาไว้ชดเชยยามที่ต้องจากพราก เมื่อสามปีก่อนเข
“คนๆ เดียวปล่อยให้หายไปได้ยังไง!!!” อิสมาเอลตบโต๊ะด้วยความโกรธ บรรดาคนรอบข้างต่างพากันก้มหน้าไม่กล้าสบสายตา “หากันทั่วหรือยัง!” “หา...หา...หาทั่วแล้วขอรับ” ชายคนหนึ่งเอ่ยอย่างขลาดๆ “มันจะเป็นไปได้ยังไง คนทั้งคนจะหายตัวไปเฉยๆ ไร้ร่องรอย” อิสมาเอลสบถอีกหลายคำ “ก็คนมันอยากไปยังไงก็ต้องหาหนทางไปจนได้นั้นแหละ” คริสติน่าพูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจอิสมาเอลเลยสักนิด “คุณจะใส่ใจอะไรแค่ผู้หญิงคนเดียว” “เป็นผู้หญิงก็คิดได้แค่นั้น” อิสมาเอลตวัดสายตาคมกริบจ้องมองอย่างไม่พอใจ “ถ้าดูแลคนในการปกครองไม่ได้ มันก็เท่ากับถูกดูแคลนไปด้วย” “คุณคิดแบบนั้นจริงๆ หรือหลงผู้หญิงคนนั้นจนโง่หัวไม่ขึ้น!” “หุบปากได้แล้วคริสติน่า!” เหล่าคนรับใช้ต่างพากันถอยออกไปโดยไม่ต้องผู้เป็นนายสั่ง เมื่อในห้องเหลือเพียงอิสมาเอลกับคริสติน่าซึ่งก็ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะสามารถทำอะไรได้ถนัดขึ้น หญิงสาวเชิดหน้าท้าทายแต่อีกฝ่ายได้แต่สบถออกมา “อย่าบอกนะว่าเธอมีส่วนรู้เห็นเรื่องพวกนี้!” คริสติน่าสะดุ้
ชีควาคิมเห็นใบหน้าหวานตื่นตระหนกและค่อยๆ เปลี่ยนสีเป็นแดงระเรื่อ เพียงเท่านั้นเขาก็ยิ้มออกมา ชายหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้ๆ แล้วรั้งรางบางมาสวมกอด เขากดปลายจมูกคลอเคลียแก้มเนียนอย่างรักใคร่ แต่สาริศาขืนตัวอย่างตกใจทำให้อีกฝ่ายจ้องมองอย่างฉงน “อะไร?” ชีควาคิมถามเสียงเข้ม แมวน้อยที่คลอเคลียเขาตลอดคืนหายไปไหนแล้ว เขาสูดลมหายใจลึกๆ แล้วหลับตาอย่างปวดร้าว “อย่าบอกว่าคุณจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เลย” “เรื่องเมื่อคืน...” สาริศาหน้าแดงจัด “มันไม่ใช่ความฝันเหรอ” “ฝัน?” ชายหนุ่มจ้องมองใบหน้าเขินอายของหญิงสาว เขาควรโกรธเธอดีไหม หรือน้อยใจเธอดี หรือควรดีใจ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเธอคิดว่ามันเป็นความฝัน! “คงไม่ใช่...” สาริศาทำหน้าไม่ถูก เขาคือคนที่เธอคิดถึงและปรารถนาจะมอบทั้งตัวและหัวใจให้ แต่...ฐานะของเธอกับเขาตอนนี้มันไม่เหมือนกับเมื่อสามปีที่แล้ว เขาเป็นชีคและเธอเป็นหญิงสามัญชน เธอไม่รู้ว่าเขารู้สึกกับเธออย่างไร เธอพลีกายใช้หนี้เงินห้าล้านที่พ่อเลี้ยงยืมมาหรือว่าเพราะเขาเห็นข่าวคาวๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์บันเทิงว่าเธอร่านสวาท
“ริต้า...ได้ยินผมไหม” ชีควาคิมไม่ลังเลที่กอดรัดร่างบางแนบชิดอย่างทะนุถนอม “ต่อไปนี้ผมจะไม่ให้คุณลำบากอีกแล้ว”สาริศาปรือตาขึ้นแล้วเพ่งมองใบหน้าที่อยู่ใกล้ เธอรู้สึกราวกับฝันไป หรือเป็นความฝันของคนใกล้ตายถึงได้เห็นหน้าคนที่เธอคิดถึงชัดเจนขนาดนี้“วาคิม...วาคิม” เธอยกมือขึ้นแตะใบหน้าเขาเบาๆ ราวกับกลัวว่าเขาจะเป็นภาพฝันที่แตกกระจายเมื่อจับต้องชีคหนุ่มหัวใจพองโตขึ้นคับอก เขาจับมือเธอมาพลิกจูบที่กลางฝ่ามือเบาๆ “ที่รัก...ผมเอง...วาคิมของคุณ”สาริศายิ้มบางๆ ออกมา หากนี้เป็นความฝันเธอก็อยากจะกอดเขาอีกสักครั้ง หญิงสาวขยับตัวเข้าหาอย่างไม่รู้เลยว่าร่างกายเธอเปลือยเปล่า เธอสอดมือเข้าไปกอดร่างใหญ่แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้“ริต้า” ชีควาคิมครางต่ำๆ ในลำคอ เธอทำตัวเหมือนลูกแมวน้อยคลอเคลียไม่ยอมห่างแต่มันกลับจุดไฟในกายที่เยียบเย็นของเขาให้ร้อนรุ่มขึ้น “อยู่นิ่งๆ ที่รัก ผมไม่อยากทำให้คุณเจ็บเพราะความปรารถนาของผม”แทนที่หญิงสาวจะหยุดขยับตัว เธอกลับสอดมือเข้าไปในเสื้อของเขาแล้วลูบไล้แผงอกแล้วลากปลายนิ้วมาอยู่ที่ขอบกางเกง เสียงลมหายใจของชายหนุ่มติดขัด เขาตัดสินใจดึงมือเธอออกแล้วรวบไว้ด้วยมือเพี
สาริศายกมือปาดน้ำตาที่รินออกมาอย่างไม่รู้ตัว เธอตัดสินใจก้าวลงจากรถเทียมอูฐ ส่งภาษามือบอกใบ้กับชายร่างใหญ่ที่คุมตัวเธออยู่เพื่อจะบอกว่าเธอต้องการไปล้างหน้าตาเสียหน่อย พวกเขาชี้มือไปทางแอ่งน้ำซึ่งไม่ไกลนัก เธอเดินโซซัดโซไม่กี่ก้าวก็ทรุดตัวลงนั่งตัวงอ อาการอ่อนเพลียและมึนงงเล่นงานจนไม่อาจทรงตัวได้ มือใหญ่หลายมือฉุดกระชากให้เธอลุกขึ้นแต่เธอไร้เรี่ยวแรง เสียงโวยวายที่เธอไม่เข้าใจยิ่งทำให้เธอสับสนและปวดศีรษะหนักขึ้นจะเอายังไงล่ะ? สาริศาถามตัวเองในใจ คนพวกนี้จะพาเธอไปหาชีควาคิมจริงๆ นะหรือ? พวกเขาคิดว่าจะได้เงินค่าตอบแทนที่พาเธอมาส่งหรืออย่างไร? คิดถึงตรงนี้สาริศาก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ ให้โชคชะตาของตนเอง เขาจะมาสนใจอะไรเธอ ก็เธอเป็นหนี้เขาถึงห้าล้านบาทไทย เขาจะยอมเสียเงินเพื่อเธออีกทำไมกัน ทำไมชีวิตมันถึงต้องมาเจออะไรๆ แบบนี้ด้วยนะ หนี้สินเหล่านั้นเธอก็ไม่ใช่คนก่อขึ้น ทำไมต้องมารับผิดชอบเรื่องที่ไม่ได้ทำ แล้ว...ถ้าเธอรอดจากจุดนี้ไปได้ ชีวิตเธอจะเป็นยังไง พ่อเลี้ยงเธอจะหาเรื่องเอาเธอมาขายใช้หนี้แบบนี้อีกหรือเปล่า นึกเสียดายวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาแล้ว







