Se connecter“โอ๊ย! แกอย่ามาแต่งเรื่องหน่อยเลย พ่อแกก็ไม่อยู่ อยากไปเที่ยวทำตัวเหลวแหลกที่ไหนก็เรื่องของแก แต่อย่าคิดจะมาขอเงินฉัน! บาทเดียวฉันก็ไม่ให้!”
“เข้าใจผิดแล้วค่ะ...มัน..เอ่อ... แม่วาณี...”
ปลายสายวางโทรศัพท์ไปแล้ว ดุลยาได้แต่กำโทรศัพท์อย่างทำอะไรไม่ถูก ที่บ้านก็พึ่งพาไม่ได้แล้ว เธอจะโทรศัพท์ไปยืมเงินใครสองแสนล่ะ มันไม่ใช่เงินยี่สิบสามสิบบาทนะ เธอลองเสี่ยงกดโทรศัพท์โทรเข้าเบอร์มือถือของพ่อ แต่ก็ไร้สัญญาณการตอบรับ ปกติพ่อแทบไม่สนใจเธออยู่แล้ว แล้วนี่ก็ติดต่อไม่ได้อีก จะทำอย่างไรดี
“อาหารมาส่งค่ะ”
เสียงด้านนอกประตูทำให้ดุลยาสะดุ้ง เธอวางโทรศัพท์แล้วหันไปมองเขาที่ยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมไม่มีท่าทีจะขยับตัว เธอจึงเดินไปประตูให้พนักงานเอาอาหารมาวางไว้ให้ กลิ่นอาหารหอมกรุ่น จากที่คิดว่าตนเองเครียดจนกินอะไรไม่ลง กลายเป็นเสียงท้องร้องโครมครามไม่เกรงใจใครเลย เสียงนั้นไม่เบาเอาเสียด้วย ทำเอาอลันถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่
“คุณนี่! ทำเป็นไม่ได้ยินบ้างก็ได้” ดุลยาเผลอขึ้นเสียงใส่เขา “ฉันไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อวาน”
ดุลยาตำหนิเขาแต่ใบหน้าตัวเองแดงก่ำ พอเห็นท่าทางหัวเราะขบขันเอาจริงเอาจังของเขาแล้ว บรรยากาศในห้องที่ตึงเครียดกลับผ่อนคลายลง ร่างสูงหมุนตัวเดินกลับเข้ามาในห้องครัวขนาดเล็ก เขานั่งที่เก้าอี้และปล่อยให้เธอจัดจานและช้อนสำหรับรับประทานอาหาร
“ฉันต้องเตรียมเผื่อคุณไหม?”
“ผมขอจานเปล่ากับช้อนก็พอ” เขาหยุดหัวเราะแล้ว แต่ยังเหลือรอยยิ้มทิ้งไว้
“คุณจะกินข้าวก็ได้นะ ฉันกินคนเดียวไม่หมดหรอกนะ”
เธอทำหน้ามุ่ยแต่ก็หยิบจานกับช้อนวางให้เขาอย่างเรียบร้อย ด้วยความคุ้นเคยที่ทำให้คนที่บ้านบ่อยๆ เมื่อคิดถึงตอนนี้สีหน้าเธอก็หมองลงไปอย่างที่ชายหนุ่มสังเกตได้
“เอาน่า กินข้าวเสียก่อน เดี๋ยวน้ำย่อยกัดกระเพาะทะลุ”
อลันเองออกจะแปลกใจที่เขาเอาใจใส่คนแปลกหน้าคนนี้นัก เห็นเพียงแวบเดียวที่ชายหาดถึงกับยอมลงทุนเสียเงินสองแสนซื้อตัวเธอมาเลยหรือเนี้ย เงินแค่นั้นไม่เท่าไหร่ แต่มันจะคุ้มอะไร คนอย่างอลัน หยาง ไม่เคยต้องเสียเงินซื้อผู้หญิงอยู่แล้ว แค่ปรายตา ผู้หญิงแถบถลาเข้ามานั่งตัก นับประสาอะไรกับผู้หญิงผอมๆบางๆ คนนี้
อาจเพราะเขาเป็นฝ่ายผ่อนทีท่าทางเคร่งเครียดแล้ว เธอจึงเริ่มผ่อนคลายบ้าง ความหิวทำให้เธอกินข้าวได้มากกว่าที่ตัวเองคิด กับข้าวสามอย่างตรงหน้าเหมือนว่าเธอจะกินเพียงคนเดียว ส่วนเขาก็แค่เขี่ยๆ จิ้มเนื้อ จิ้มผักกินไปไม่กี่คำ
เมื่อเธออิ่ม สมองก็ปลอดโปร่งขึ้น หลังจากเก็บถ้วยชามจานช้อนแล้ว เธอตั้งใจคุยกับเขาอย่างตรงไปตรงมา
“เอ่อ...คุณ”
“อลัน”
“คะ?”
“เรียกแต่คุณๆ นั้นแหละ เรียกชื่อผมก็ได้”
เขาพูดน้ำเสียงเหมือนไม่พอใจนิดๆ คล้ายเด็กเอาแต่ใจ ทำให้ดุลยาเอียงคอมองอย่างสับสน แต่เอาเถอะ ถ้าเขาอยากให้เรียกชื่อก็ได้
“คุณอลัน” เธอเริ่มต้น และเห็นเขาพยักหน้าเป็นเชิงพอใจ ทำให้เธอกล้าพูดต่อ “อย่างที่ฉันบอก ฉันไม่ได้เต็มใจที่จะถูกซื้อขาย และไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ แต่ว่า...ตอนนี้ฉันไม่มีเงินมาคืนคุณ แต่ฉันจะทำงานผ่อนคืนให้คุณ คุณร่างสัญญากู้ยืมเงินก็ได้ ฉันจะพยายามหาเงินมาคืนคุณให้เร็วที่สุด”
ดุลยาพูดจบก็แทบกลั้นใจรอฟังคำตอบ แต่เขาเพียงแค่พยักหน้ารับรู้
“ปกติคุณทำงานอะไร” เขาไม่รู้หรอกว่าทำไมเธอใส่ชุดไทยมาเดินที่ริมทะเลแบบนั้น
“เอ่อ...ฉันเพิ่งเรียนจบค่ะ ยังไม่มีงานทำ แต่ทำงานพิเศษเป็นนางรำ งานแสดงค่ะ รำโชว์ในร้านอาหารหรืองานเลี้ยงหรืองานแก้บน เดือนๆ หนึ่งฉันรับหลายงานพอจะจะผ่อนคืนให้คุณได้บ้างสักเดือนละ...”
ดุลยาคำนวณรายได้ตัวเองในใจแล้วก็เกิดกระด้างปากที่จะพูดว่า เธอหาเงินมาคืนเขาเดือนละพันหรือเต็มที่ไม่เกินสองพันบาท
“พูดง่ายๆว่าตอนนี้ว่างงานอยู่”
“เรียกอย่างนั้นก็ได้ค่ะ” เธอสูดลมหายใจลึกอย่างไม่ค่อยพอใจที่ต้องยอมรับความจริงข้อนี้
“แล้วคุณหายมาแบบนี้ที่บ้านไม่ห่วงอะไรเลยหรือไง”
ดุลยาเดาน้ำเสียงเขาไม่ถูก ไม่ใช่ดูแคลนแต่ก็ไม่มีความห่วงใย ก็แน่ล่ะ เขาจะมาเป็นห่วงเธอทำไม
“พ่อไม่อยู่ติดต่อไม่ได้ ส่วนแม่เลี้ยงก็...” ก็คงดีใจที่เธอไม่อยู่บ้านได้นะสิ แล้วก็คงเอาเธอไปฟ้องพ่อว่าใจแตกหนีเที่ยวไม่กลับบ้าน
“เอาเป็นว่า คุณว่าง และไม่ต้องติดต่อใครก็ได้ใช่ไหม”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ” เธอหายไปเป็นวันๆ ไม่มีใครตามหา ก็...คงจะเป็นอย่างที่เขาพูดมานั้นแหละ
“คุณเป็นหนี้ผมสองแสน ถ้างั้นก็เอาตัวคุณมาทำงานใช้หนี้ก็แล้วกัน”
“อะไรนะคะ!” ดุลยาแทบจะหวีดร้อง ยกมือขึ้นทาบอกที่ไร้ชุดชั้นใน เขาคิดจะทำอะไรกันแน่
“นี่ๆ คนอย่างผมไม่ต้องซื้อผู้หญิงกินหรอกนะ” เขาโบกมือไปมาไล่ความคิดด้านลบของเธอไปซะ
“ผมจำเป็นต้องอยู่เมืองไทยสักระยะ กำหนดวันเวลาแน่นอนไม่ได้อาจจะแค่สองสัปดาห์หรืออย่างมากก็สักเดือนนึง ผมอยากได้ผู้หญิงอยู่เป็นเพื่อนสักคน แบบที่จะทำให้ผมกลมกลืนกับคนไทยได้”
“ผู้หญิงอยู่เป็นเพื่อน?” เธอขมวดคิ้ว เท่าที่ได้ยินเขาพูดไทยได้ชัดไม่จำเป็นต้องมีล่ามนี่นะ แต่ความหมายของเขาเกรงว่าจะหมายถึง ‘เมียเช่า’ มากกว่า
“ผมไม่มีรสนิยมขืนใจผู้หญิงนะ” เขากระตุกยิ้มที่มุมปาก “แต่ถ้าคุณจะบริการเสริมละก็...ผมก็หักลบกลบหนี้ให้ได้ ปกติคิดค่าตัวยังไงล่ะ”
“บ้าซิ! ฉันไม่ใช่ผู้หญิงขายตัวนะ!” เธอเผลอตวาดเขาลั่น แต่ผู้ชายตรงหน้ากับคลี่ยิ้มอย่างพอใจ
“ว่าไงล่ะ อยากรับงานพิเศษเล่นเป็นผู้หญิงของผม หรือจะอยากเป็นผู้หญิงอย่างว่าจริงๆ”
“ฉันอยากได้กำหนดเวลาที่แน่นอน ไม่อย่างนั้นก็ทำงานใช้หนี้ไม่หมดเสียทีซิ”
“ได้” เขาลุกขึ้นเดินไปหยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองแล้วเลื่อนดูตารางที่ตนบันทึกไว้
“ผมชอบคิดตัวเลขกลมๆ ผมให้คุณวันละหมื่น ยี่สิบวันก็สองแสนพอดี อยู่กับผมยี่สิบวันแลกหนี้สองแสนบาท”
จำนวนเงินกับข้อเสนอของเขาทำให้เธอถึงกับพูดไม่ออก ทำงานยี่สิบวันแลกเงินสองแสนที่...จะว่าไป เธอไม่ใช่คนก่อหนี้ก้อนนี้เสียหน่อย แต่ถ้าเขาไม่ประมูลเธออกมา ก็ไม่รู้ชะตากรรมตัวเองจะเป็นอย่างไร
“แล้ว...ยี่สิบวันนี่ฉันต้องทำอะไรบ้าง”
อลันยักไหล่ ไม่แปลกใจที่เธอสนใจข้อเสนอของเขา
“ไม่มีอะไร อยู่ใกล้ๆ ผม ทำตามที่ผมสั่งก็พอ”
“แล้วถ้าคำสั่งของคุณมันลามกจกเปรตล่ะ”
พรวดดดดด
คราวนี้อลันสำลักน้ำที่เพิ่งยกขึ้นดื่ม เขาสำลักแรงจนดุลยาต้องรีบลุกขึ้นไปลูบแผ่นหลังให้เขา
“ไม่สวย ไม่เหมือนจริง ภาพมันเอียงๆ” และอีกหลายประโยคฉันทึ่งที่เขายังมีสมาธิวาดรูปของเขาได้อย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ถ้าเป็นเธออาจโมโหโวยวายอยู่ตรงนั้น และวาดรูปไม่เสร็จเขาชะงักมือที่ตวัดพู่กันลงในกระป๋องที่ไว้ล้างพู่กันแล้วดึงเก้าอี้ว่างอีกตัวมาใกล้ๆ ฉัน ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วหันมาทางฉันที่ยืนอยู่“นั่งดูดีกว่าไหม อีกนานกว่าผมจะวาดเสร็จ”“……….”“รึว่าคุณจะไปแล้ว”“เอ่อ...ยังค่ะ” สาริศานั่งบนเก้าอี้ที่เขาเลื่อนให้ เขายิ้มก่อนส่งแก้วน้ำมาให้ สาริศาไม่คิดว่าเขาจะรู้ว่ามีคนยืนดูอยู่ เพราะเขาไม่เคยหันมามองทางเธอเลย และที่สำคัญใบหน้าของเขาดูดีกว่าที่คิด ฉันเคยเจอพวกติกส์ที่เซอร์ๆ ไว้หนวดไว้เครา แต่คนนี้ไม่เหมือนที่เคยเจอ“สนใจเหรอฮะ รู้สึกว่าคุณยืนดูนานกว่าคนอื่นๆ”“ก็นิดหน่อย”“แค่นิดหน่อยยังยืนดูอยู่เกือบสองชั่วโมง”เขาบอกแล้วยิ้มพราว เธอยกนาฬิกาข้อมือดูบ้างแล้วก็เพิ่งรู้ตัวว่ายืนอยู่นานจริงๆ“คงรบกวนคุณแย่”“ไม่หรอกฮะ คุณแปลกดี”“แปลกเหรอ” สาริศาทวนสิ่งที่ได้ยิน เขายังยิ้มแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้“คุณสนใจรูปที่ผมวาด ไม่ได้สนใจที่ตัวผม เพราะส่วนใหญ่เวลาผมมาวาดรูปที่นี้มีแต่คนชอบมองหน้าผมมากกว
สาริศาหันกลับมาสบตาด้วยความงุนงงเพราะเธอเคยมาที่นี่แล้ว แต่อีกฝ่ายยิ้มกว้างก่อนใช้สองมือประคองใบหน้าหวานแล้วกดริมฝีปากจุมพิตริมฝีปากอิ่มเบาๆ “คนเจ้าเล่ห์” หญิงสาวเขินอายจนแก้มเนียนแดงจัด “หลอกฉันเหรอ” ชีควาคิมยักไหล่น้อยๆ “ก็รำคาญสายตาเจ้าเดวิทนะซิ” สาริศาหัวเราะน้อยๆ “รำคาญได้ยังไง เขาเป็นองครักษ์ของคุณนะ” “ก็อยากมีเวลาส่วนตัวบ้างนี่” ชีควาคิมใช้ปลายจมูกคลอเคลียแก้มนวล “อีกเดี๋ยวก็ต้องกลับแล้ว ผมมีงานรออยู่กองเป็นภูเขาเลย” ชีควาคิมช้อนปลายคางของหญิงสาวขึ้น “กังวลอะไรอยู่ ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะจัดการทุกอย่างให้เอง” สาริศาอ้าปากจะเอ่ยถามแต่แล้วก็นิ่งไป หญิงสาวรู้สึกใจหายแม้จะดีใจที่ได้กลับบิเบวา-เมืองหลงของเทซาเนีย แต่เธอก็ห่วงสถานะของตัวเอง ไม่รู้ว่าชีควาคิมจะให้เธออยู่ใกล้ๆ ในฐานะใด เงินห้าล้านที่พ่อเลี้ยงเธอยืมไปนั้น... เขาไม่เคยเอ่ยถึงแต่เธอก็ไม่เคยลืม เวลานี้เขายังคงปรารถนาในตัวเธอแต่จะอีกนานแค่ไหนเล่า? ใครก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ คงทำได้เพียงแค่ตักตวงความสุขในนาทีเอาไว้ชดเชยยามที่ต้องจากพราก เมื่อสามปีก่อนเข
“คนๆ เดียวปล่อยให้หายไปได้ยังไง!!!” อิสมาเอลตบโต๊ะด้วยความโกรธ บรรดาคนรอบข้างต่างพากันก้มหน้าไม่กล้าสบสายตา “หากันทั่วหรือยัง!” “หา...หา...หาทั่วแล้วขอรับ” ชายคนหนึ่งเอ่ยอย่างขลาดๆ “มันจะเป็นไปได้ยังไง คนทั้งคนจะหายตัวไปเฉยๆ ไร้ร่องรอย” อิสมาเอลสบถอีกหลายคำ “ก็คนมันอยากไปยังไงก็ต้องหาหนทางไปจนได้นั้นแหละ” คริสติน่าพูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจอิสมาเอลเลยสักนิด “คุณจะใส่ใจอะไรแค่ผู้หญิงคนเดียว” “เป็นผู้หญิงก็คิดได้แค่นั้น” อิสมาเอลตวัดสายตาคมกริบจ้องมองอย่างไม่พอใจ “ถ้าดูแลคนในการปกครองไม่ได้ มันก็เท่ากับถูกดูแคลนไปด้วย” “คุณคิดแบบนั้นจริงๆ หรือหลงผู้หญิงคนนั้นจนโง่หัวไม่ขึ้น!” “หุบปากได้แล้วคริสติน่า!” เหล่าคนรับใช้ต่างพากันถอยออกไปโดยไม่ต้องผู้เป็นนายสั่ง เมื่อในห้องเหลือเพียงอิสมาเอลกับคริสติน่าซึ่งก็ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะสามารถทำอะไรได้ถนัดขึ้น หญิงสาวเชิดหน้าท้าทายแต่อีกฝ่ายได้แต่สบถออกมา “อย่าบอกนะว่าเธอมีส่วนรู้เห็นเรื่องพวกนี้!” คริสติน่าสะดุ้
ชีควาคิมเห็นใบหน้าหวานตื่นตระหนกและค่อยๆ เปลี่ยนสีเป็นแดงระเรื่อ เพียงเท่านั้นเขาก็ยิ้มออกมา ชายหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้ๆ แล้วรั้งรางบางมาสวมกอด เขากดปลายจมูกคลอเคลียแก้มเนียนอย่างรักใคร่ แต่สาริศาขืนตัวอย่างตกใจทำให้อีกฝ่ายจ้องมองอย่างฉงน “อะไร?” ชีควาคิมถามเสียงเข้ม แมวน้อยที่คลอเคลียเขาตลอดคืนหายไปไหนแล้ว เขาสูดลมหายใจลึกๆ แล้วหลับตาอย่างปวดร้าว “อย่าบอกว่าคุณจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เลย” “เรื่องเมื่อคืน...” สาริศาหน้าแดงจัด “มันไม่ใช่ความฝันเหรอ” “ฝัน?” ชายหนุ่มจ้องมองใบหน้าเขินอายของหญิงสาว เขาควรโกรธเธอดีไหม หรือน้อยใจเธอดี หรือควรดีใจ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเธอคิดว่ามันเป็นความฝัน! “คงไม่ใช่...” สาริศาทำหน้าไม่ถูก เขาคือคนที่เธอคิดถึงและปรารถนาจะมอบทั้งตัวและหัวใจให้ แต่...ฐานะของเธอกับเขาตอนนี้มันไม่เหมือนกับเมื่อสามปีที่แล้ว เขาเป็นชีคและเธอเป็นหญิงสามัญชน เธอไม่รู้ว่าเขารู้สึกกับเธออย่างไร เธอพลีกายใช้หนี้เงินห้าล้านที่พ่อเลี้ยงยืมมาหรือว่าเพราะเขาเห็นข่าวคาวๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์บันเทิงว่าเธอร่านสวาท
“ริต้า...ได้ยินผมไหม” ชีควาคิมไม่ลังเลที่กอดรัดร่างบางแนบชิดอย่างทะนุถนอม “ต่อไปนี้ผมจะไม่ให้คุณลำบากอีกแล้ว”สาริศาปรือตาขึ้นแล้วเพ่งมองใบหน้าที่อยู่ใกล้ เธอรู้สึกราวกับฝันไป หรือเป็นความฝันของคนใกล้ตายถึงได้เห็นหน้าคนที่เธอคิดถึงชัดเจนขนาดนี้“วาคิม...วาคิม” เธอยกมือขึ้นแตะใบหน้าเขาเบาๆ ราวกับกลัวว่าเขาจะเป็นภาพฝันที่แตกกระจายเมื่อจับต้องชีคหนุ่มหัวใจพองโตขึ้นคับอก เขาจับมือเธอมาพลิกจูบที่กลางฝ่ามือเบาๆ “ที่รัก...ผมเอง...วาคิมของคุณ”สาริศายิ้มบางๆ ออกมา หากนี้เป็นความฝันเธอก็อยากจะกอดเขาอีกสักครั้ง หญิงสาวขยับตัวเข้าหาอย่างไม่รู้เลยว่าร่างกายเธอเปลือยเปล่า เธอสอดมือเข้าไปกอดร่างใหญ่แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้“ริต้า” ชีควาคิมครางต่ำๆ ในลำคอ เธอทำตัวเหมือนลูกแมวน้อยคลอเคลียไม่ยอมห่างแต่มันกลับจุดไฟในกายที่เยียบเย็นของเขาให้ร้อนรุ่มขึ้น “อยู่นิ่งๆ ที่รัก ผมไม่อยากทำให้คุณเจ็บเพราะความปรารถนาของผม”แทนที่หญิงสาวจะหยุดขยับตัว เธอกลับสอดมือเข้าไปในเสื้อของเขาแล้วลูบไล้แผงอกแล้วลากปลายนิ้วมาอยู่ที่ขอบกางเกง เสียงลมหายใจของชายหนุ่มติดขัด เขาตัดสินใจดึงมือเธอออกแล้วรวบไว้ด้วยมือเพี
สาริศายกมือปาดน้ำตาที่รินออกมาอย่างไม่รู้ตัว เธอตัดสินใจก้าวลงจากรถเทียมอูฐ ส่งภาษามือบอกใบ้กับชายร่างใหญ่ที่คุมตัวเธออยู่เพื่อจะบอกว่าเธอต้องการไปล้างหน้าตาเสียหน่อย พวกเขาชี้มือไปทางแอ่งน้ำซึ่งไม่ไกลนัก เธอเดินโซซัดโซไม่กี่ก้าวก็ทรุดตัวลงนั่งตัวงอ อาการอ่อนเพลียและมึนงงเล่นงานจนไม่อาจทรงตัวได้ มือใหญ่หลายมือฉุดกระชากให้เธอลุกขึ้นแต่เธอไร้เรี่ยวแรง เสียงโวยวายที่เธอไม่เข้าใจยิ่งทำให้เธอสับสนและปวดศีรษะหนักขึ้นจะเอายังไงล่ะ? สาริศาถามตัวเองในใจ คนพวกนี้จะพาเธอไปหาชีควาคิมจริงๆ นะหรือ? พวกเขาคิดว่าจะได้เงินค่าตอบแทนที่พาเธอมาส่งหรืออย่างไร? คิดถึงตรงนี้สาริศาก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ ให้โชคชะตาของตนเอง เขาจะมาสนใจอะไรเธอ ก็เธอเป็นหนี้เขาถึงห้าล้านบาทไทย เขาจะยอมเสียเงินเพื่อเธออีกทำไมกัน ทำไมชีวิตมันถึงต้องมาเจออะไรๆ แบบนี้ด้วยนะ หนี้สินเหล่านั้นเธอก็ไม่ใช่คนก่อขึ้น ทำไมต้องมารับผิดชอบเรื่องที่ไม่ได้ทำ แล้ว...ถ้าเธอรอดจากจุดนี้ไปได้ ชีวิตเธอจะเป็นยังไง พ่อเลี้ยงเธอจะหาเรื่องเอาเธอมาขายใช้หนี้แบบนี้อีกหรือเปล่า นึกเสียดายวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาแล้ว







