LOGIN
“อลิชา วันนี้พี่กลับก่อนนะ พี่ต้องไปส่งน้องชายที่สนามบิน ฝากเก็บร้านแทนพี่หน่อยนะ"
“ไม่มีปัญหาค่ะพี่แนน เดี๋ยวหนูจัดการเอง" อลิชาที่กำลังเช็ดโต๊ะหันมายิ้มตอบพี่ร่วมงาน "ขอบใจมากนะ พี่ไปล่ะ" แนนสะพายกระเป๋า เดินจากไปพร้อมเสียงกระดิ่งที่ประตูสั่นเบาๆ “สวัสดีค่ะพี่แนน” "จ้า" ภายในร้านเบเกอรี่ยามสองทุ่มเงียบเชียบ มีเพียงแสงไฟเหลืองอุ่น ผสานกลิ่นขนมปังกับบรรยากาศยามโพล้เพล้ อลิชาก้มหน้าเก็บร้านทีละมุม กระทั่งเข็มนาฬิกาชี้เลขสี่ "ลาลาลัลลา~" เธอฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี แกร๊ก! อลิชาบิดกุญแจล็อกประตูกระจก “ในที่สุดก็ได้กลับไปนอนแล้ว " “แฮ่ก... แฮ่ก... ตุบ!" เสียงร่วงลงอย่างไร้เรี่ยวแรงดังขึ้นด้านหลังเธอสะดุ้งหันกลับไปทันที “กรี๊ด! เลือด! คุณ... คุณเป็นอะไรรึเปล่าคะ!" ชายหนุ่มผิวขาวหน้าซีด ราวคนหลุดออกจากพายุ รอยเลือดเปื้อนลำคอและแผ่นอก ลมหายใจหอบ ทั้งร่างเหมือนกำลังจะดับลงต่อหน้าเธอก่อนจะทรุดฮวบอยู่แทบปลายเท้า "ฮืออ... ไม่รู้แล้ว! ช่วยก่อนละกัน!" เธอรีบคว้ามือถือ โทรเบอร์ฉุกเฉิน มือสั่นจนนิ้วแทบกดปุ่มไม่ตรง โรงพยาบาล อลิชานั่งก้มหน้า มือประสานแน่นจนข้อนิ้วซีด ภาวนาในใจไม่หยุด เสียงรองเท้าของหมอที่ก้าวเข้ามาดังชัดในโถงทางเดิน เธอเงยหน้าอย่างตื่นตระหนก “เขาเป็นยังไงบ้างคะหมอ” “เป็นญาติคนไข้เหรอครับ?" “ไม่ใช่ค่ะ หนูแค่ บังเอิญเจอเขาแล้วก็เรียกรถพยาบาลมา" หมอพยักหน้า สีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม “คนไข้ต้องการเลือดด่วนเพื่อผ่าตัดเอากระสุนออก แต่ทางโรงพยาบาลขาดแคลนเลือดมากครับตอนนี้" “ไม่เป็นไรค่ะ หนูกรุ๊ปโอ ใช้เลือดหนูได้เลยค่ะ!" ใบหน้าเธอที่ยังตระหนกอยู่เมื่อครู่พลันสว่างขึ้น เหมือนคนที่ได้เจอแสงสว่าง อย่างน้อยเขาก็ยังมีทางรอด “งั้นเชิญทางนี้ครับ" สองชั่วโมงผ่านไป อลิชานั่งฟุบข้างเตียงคนไข้ ชุดยูนิฟอร์มสีขาวยับเล็กน้อย แขนถูกแปะสก็อตเทปหลังการให้เลือด ดวงตาที่กึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนเทียนเล่มเล็กที่กำลังจะดับ แต่จิตใต้สำนึกยังฝืนไว้เพื่อแน่ใจว่าเขาปลอดภัย ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตา เงาของแพขนตาสั่นสีหน้าเขาผิดปกติเล็กน้อยเมื่อมองเห็นเด็กสาวซบหลับอยู่ข้างเตียง “นี่ คุณครับ" ไม่มีเสียงตอบ เขาจึงกระแอม แต่เสียงกระแอมกลับกลายเป็นเสียงเจ็บปวด "ซี้ด..." "หือ?” อลิชาผงกหัวขึ้นทันที ดวงตากลมโตงัวเงียคล้ายลูกแมวเพิ่งตื่น “อะ อ้าว! คุณฟื้นแล้ว! เดี๋ยวฉันไปเรียกหมอให้นะคะ!" แล้วหญิงสาวตัวเล็กก็วิ่งปรู๊ดออกไป ทิ้งให้เขามองตามด้วยสีหน้าที่ไม่รู้ว่าคิดอะไร ผ่านไปไม่นาน หมอก็เปิดประตูเข้ามา แต่เธอคนนั้นกลับหายไปแล้ว “รู้สึกยังไงบ้างครับ?" “เจ็บ” ชายหนุ่มตอบเสียงเย็น ความแข็งกร้าวในแววตาปรากฏ เยือกเย็นราวกับคนที่เคยผ่านเรื่องอันตรายมากกว่านี้มาแล้ว แต่สายตาที่พยายามมองหาเด็กสาวคนนั้น กลับฉายแววผิดหวังนิดหน่อย หมอเหลือบมองเขา “ยังดีที่เราผ่ากระสุนได้ทันนะครับ และต้องขอบคุณน้องที่บริจาคเลือดให้ด้วย เธอที่นั่งเฝ้าจนคุณฟื้นนั่นแหละ" ชายบนเตียงชะงัก มองหมออย่างไม่เชื่อหู "ครับ?" “ใช่ครับ บริจาคเสร็จ เธอก็ยืนยันจะรอจนคุณตื่น ถ้าไม่บอกว่าเป็นคนแปลกหน้า หมอคงนึกว่าเป็นภรรยาคุณด้วยซ้ำ แต่เธอบอกไม่ใช่" คำพูดนั้นทำให้เขาเงียบไปชั่วครู่ แววตาเย็นเฉียบเมื่อครู่ค่อยๆ ทอประกายบางอย่างที่ตีความไม่ได้ ประกายแสงที่สะท้อนบนคมมีด แฝงความอันตราย จากนั้นเขาจึงพูดเรียบๆ “ผมต้องการโทรศัพท์" “ได้ครับ โทรศัพท์ของคุณยังอยู่ในกระเป๋าเสื้อสูท หมอไปหยิบให้เดี๋ยวนี้ครับ" หมอรีบออกไป ทิ้งให้เขานอนนิ่ง มองเพดานราวกับกำลังเรียบเรียงความคิดบางอย่าง เขาเปิดเสื้อคลุมดูบาดแผลที่พึ่งผ่านการผ่าจากนั้น ก็นึกถึงภาพหญิงสาวตัวเล็กที่นั่งเฝ้าข้างเตียง เสียงคำบอกของหมอยังคงปรากฏใน หัวเขาอย่างชัดเจนราวกับตรึงฝังไว้ .............................................. "ว้าา...สบายตัวจังเลย" อลิชาทิ้งตัวลงบนเตียง เสียงลมหายใจหลุดจากริมฝีปากอ้า ๆ ของเธออย่างคนหมดแรง ร่างเล็กเด้งเบา ๆ ตามแรงสปริงของที่นอนนุ่มราวปุยเมฆ "อืม... โทรหาแม่ดีกว่า" เธอคว้าโทรศัพท์ข้างหัวเตียงขึ้นมา ปลายนิ้วกดเบอร์ที่คุ้นชินเหมือนลมหายใจประจำวัน รอสายเพียงครู่เสียงอบอุ่นที่ทำให้เธอสบายใจที่สุดก็ดังขึ้น "จ๋า~ ว่ายังไงคะ" “แม่คะ~ กินข้าวรึยังอ่ะ" น้ำเสียงออดอ้อนของเธอไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เหมือนเด็กน้อยที่กลับถึงบ้าน “แม่กินแล้วค่ะ อีกสองนาทีก็เที่ยงคืนแล้ว ใครจะไม่กินล่ะฮื้ม" เสียงหัวเราะของคนเป็นแม่แฝงความอบอุ่น “จริงด้วยค่ะ แหะๆ" “แต่เดี๋ยวนะ ลิชา แล้วทำไมลูกยังไม่นอน ใกล้สอบแล้วไม่ใช่เหรอ ไปทำอะไรมารึเปล่า?" น้ำเสียงคุณแม่เปลี่ยนเป็นจริงจังทันที เหมือนเรดาร์ตรวจจับความผิดปกติ อลิชาถอนหายใจยาว "อืมม...ก็ถือว่าเรื่องใหญ่เลยค่ะ" “เล่าให้แม่ฟังด่วนเลย กลับห้องดึกดื่นแบบนี้ ปกติไม่กี่ทุ่มก็โทรมาแล้ว วันนี้หายไปทั้งคืน" พูดได้ไม่กี่วิ เสียงแม่ก็แผ่วลงเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “หรือว่า ลูกไปอยู่กับหนุ่มมา!" อลิชาตาเบิกโพลงทันที “หนูหรอ!?" อลิชาชี้นิ้วใส่ตัวเองอย่างเหลือเชื่อ เธอเนี่ยนะความรักคงเป็นได้แค่สิ่งแปลกปลอมที่หันหลังให้เธอได้เท่านั้น อลิชารีบปฏิเสธ “งั้นเรื่องอะไรคะ" เธอยิ้มเหยเก น้ำเสียงอ่อยลงเหมือนเด็กทำผิด “จริง ๆ ก็ไม่เกี่ยวกับหนูเท่าไหร่ค่ะ... แต่สำหรับเขานี่เรื่องใหญ่เลย แม่คะ ตอนสี่ทุ่ม จู่ๆลุงชุดดำก็ล้มลงหน้าร้านบังเอิญหนูกำลังปิดร้านพอดี ที่สำคัญ เลือดเต็มตัว!" ปลายสายเงียบไปเพียงเสี้ยววินาที แล้วก็ระเบิดคำถามรัวเป็นห่าฝน “อะไรนะ! เขาเป็นอะไร เป็นใคร มาจากไหน ชื่ออะไร ไปทำอะไรมา แล้วลูกทำยังไงต่อ!" อลิชาถึงกับหัวหมุน “โห้แม่ ใจเย็นก่อนสิคะ หนูกำลังจะเล่าอยู่เนี่ย" เธอสูดหายใจลึก ก่อนเล่ารวดเดียว “หนูก็เรียกรถพยาบาล แล้วหมอบอกว่าเขาถูกยิง ต้องผ่ากระสุนออกค่ะ ที่หนูช็อกที่สุดคือกระสุนนั้นขนาด 9mm เลยนะคะ ถ้าเป็นคนธรรมดาคง..." "อย่าบอกนะว่าตาย!" “หนูก็คิดแบบนั้นเลยค่ะ แต่โชคดีที่เขารอด หนูก็แบบ... กลัวแทบแย่ ถ้าเขาตายขึ้นมา หนูจะโดนข้อหาผู้สงสัยมั้ย ไหนจะเรื่องที่หนูเป็นคนสุดท้ายที่เจอเขา วิญญาณเขาจะมาตามหนูแน่ๆ" เพียงคิด เธอก็ขนลุกเกรียวไปทั้งหลัง ทำปากบรื้อออกมา ปลายสายถอนหายใจยาว “สังคมเดี๋ยวนี้มันน่ากลัวจริง แต่ปลอดภัยก็ดีแล้วล่ะลูก... แต่ว่า พรุ่งนี้จะไปสอบไม่ทันเอานะ" “ม่ายยย หนูไหว หนูอยากไปเรียนทุกวันเลยค่ะ" น้ำเสียงทั้งขวยเขินทั้งอารมณ์ดี ต่อให้อยู่ดาวอังคารก็รู้ว่าพูดไปยิ้มไป “มีหนุ่มล่ะสิ" “เปล่าสักหน่อยแม่ก็! หนูไม่มีใครค่ะ" อลิชายกมือทัดผม แก้มร้อนผ่าว เธอบิดตัวไปมาผ้าห่มแทบจะรัดตัวอยู่แล้วความจริงก็ใช่ว่ามันจะไม่มีใครอยู่ในใจ เพียงแต่ว่า คนคนนั้นไม่ได้ชอบเธอก็เท่านั้นเอง ความคิดนั้นแล่นผ่านใจเธอช้าๆ เหมือนเงาสะท้อนความทรงจำ รอยยิ้มค่อยๆหายไป แต่ไม่เป็นไร คนอย่างเธอคงไม่เหมาะกับความรักจริงๆนั่นแหละเสียงรองเท้าวิ่งกระทบพื้นดังก้อง ตัสหายใจหอบ ท่ามกลางถนนลาดยางที่มีเพียงป่าและเเสงไฟอ่อนเขาหันมองความมืดด้านหลังเป็นระยะ กลัวว่าคนพวกนั้นจะตามมาหลังจากอลิชาเข้าประตูนั้นได้ ในขณะที่เขาคิดว่าทุกอย่างกำลังจะสำเร็จ ไม่รู้ว่าชายสูทแดงนั่นมาจากไหน และสังเกตพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ใบหน้าที่ดูเหมือนอมยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่ตลอดเวลาหันมายิ้มให้เขา ทำเขาชะงักไป จากนั้นชายคนนั้นก็เอ่ยน้ำเสียงสุภาพ ทว่าทุกประโยคกลับทำให้ใจเขาตกลงปลายเท้า "คนหนึ่งแสร้งทำเป็นโง่เพื่อถ่วงเวลาพนักงาน อีกคนกลับแอบมุดเข้าหลังบานประตู เด็กน้อยมีทีมเวิร์กที่น่าสนใจเสียจริง”“ไม่ทราบว่าใครเป็นคนสอนให้พวกคุณใช้ความเจ้าเล่ห์ราคาถูกแบบนี้ในสถานที่ที่อยู่ในสายตาของผมกัน?”สายตาลงมองสำรวจตัสตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับมองสัตว์เล็กๆที่น่าเวทนาที่กำลังดิ้นรนทำบางอย่างในสายตาเขาเขาทำมือบอกปัดกับพนักงาน “ไปตามหา หนู อีกตัวที่เหลือ อ้อ….แต่ว่าดูแลเธอให้ดีเด็กรุ่นนี้คือสินค้าเกรดเอ”ตัส หัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุอก ความกลัวเปลี่ยนเป็นสัญชาตเอาตัวรอดเขารู้ว่าถ้าถูกจับได้ตอนนี้ ทุกอย่างคือจุดจบ ไม่รอให้ชายสูทแดงเรียกการ์ดมาจับตัสวิ่งไปทางประตูทา
ท่ามกลางความเวิ้งว้างของชนบท เสียงเครื่องยนต์แท็กซี่ค่อยๆ ลับหายไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นสีแดงที่ม้วนตัวคว้างอยู่ในอากาศจากทางลูกรัง อลิชา ตัส และนาเดีย ยืนนิ่งงันอยู่เบื้องหน้า ห่างพวกเธอออกไปคือร้านอาหารที่ดูธรมมดา ป้ายไฟนีออนเหนือประตูทอประกายอ่อนละมุน นุ่มนวลเสียจนดูเหมือนอ้อมกอดที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความจริงใจ ทว่าในสายตาของพวกเธอ สถานที่แห่งนี้กลับดูอันตรายยิ่งกว่าบ่อนคาสิโนทั่วไป"แต่พวกเราจะเข้าไปยังไงดี..." อลิชาพึมพำ แววตาสั่นระริก เธอมองร้านอาหารที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวนี้พร้อมกับความหวั่นใจ ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อนของเธอถูกขังอยู่ข้างใน ยิ่งทำให้เด็กสาวอายุ18ที่ไม่เคยเข้าสถานบันเทิงกระทั่งสัมผัสโลกสีเทามาก่อน กดดันนั้นหนักอึ้งจนแม้แต่ก้าวขายังก้าวไม่ออกตัสลอบกลืนน้ำลายพลางบุ้ยปากไปยังร่างทะมึนสองร่างที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตู"ไม่รู้สิ เห็นการ์ดสองคนข้างหน้านั่นมั้ย กล้ามใหญ่ขนาดนั้น แล้วดูส่วนสูงพวกมันสิพวกเราจะเอาแรงที่ไหนไปสู้" ชายร่างยักษ์ทั้งสองยืนนิ่งดั่งรูปปั้นหิน แต่สายตานั้นเหมือนสัตว์ร้ายพร้อมขย้ำผู้บุกรุกทุกเมื่อ"อย่าลืมนะ พวกเราแค่มาทานอาหาร...""ทำตัวให
พระอาทิตย์ตกในสายตาโนอาห์ ราวกับตอกย้ำความตายมือขวาคนสนิท คู่ค้าคนสำคัญนั่งตรงข้ามเขา เงากระจกลางๆสะท้อนหนึ่งชายชุดดำ หนึ่งชายชุดขาว ที่แม้แตกต่างกัน แต่รังสีความโหดร้าย กลับไม่มีใครด้อยคนหนึ่งหัวหน้าองค์กรนักฆ่า คนหนึ่งในเจ้าพ่อมาเฟียฮ่องกง มิสเตอร์แดเนียลในเชิ้ตขาวใบหน้าคมคายใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มที่อ่อนโยน มือเท้าคางอย่างอารมณ์ดี จ้องมองอีกฝ่ายที่ร้อนรุ่มไปด้วยความแค้น "ถ้าให้ผมลงมืออีกรอบ ความเสี่ยงขนาดนี้ ผมต้องการค่าตอบแทนเพิ่มสิบเท่า" "ตกลง" โนอาห์ตอบสั้นๆ น้ำเสียงหนักแน่นไร้ความลังเล ได้ยินดังนั้นมิสเตอร์แดเนียลยิ้มน้อยๆ สายตามองต่ำราวกับคำนวณส่วนได้ส่วนเสีย เขาทำธุรกิจมานาน ดีลซื้อความตายที่ราคาสูงที่สุดคือดีลครั้งนี้ "ไม่ว่ายังไง ครั้งนี้มันต้องตาย มันบังอาจกำจัดมือดีของฉันไป ฉันไม่มีวันปล่อยมันไว้แน่ มันจะต้องชดใช้"มิสเตอร์แดเนียลขยับยิ้มบางๆ "มิสเตอร์โนอาห์ ผมขอถามอะไรคุณสักอย่างสิ""เชิญ""มิสเตอร์เฉินคือน้องชายของคุณ ทำไมถึงต้องพยายามฆ่าเขา?""อ้อ ที่ผมถามเพราะเขาไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่าย และผมไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนภายหลัง"โนอาห์แค่นหัวเราะในลำคอ สายตาพยัคฆ์ของเ
รถของมิสเตอร์เฉินจอดข้างทางหน้าหอพัก เขานั่งอยู่ในรถสักพักอลิชาก็ถูกแม่จูงแขนออกมา เขามองใบหน้าอึดอัดนั้นแอบยิ้มหัวในใจ พ่อเดินตามสองแม่ลูก ทว่ากำลังมุ่งมั่นจัดเสื้อกับเนคไทสีแดงอย่างจริงจัง “สวัสดีครับ คุณพ่อ คุณแม่” มิสเตอร์เฉินเปิดประตูให้ผู้ใหญ่ทั้งสองเข้าไปนั่ง และส่งสายตายิ้มให้อลิชาแต่นั่นกลับทำให้เธอไม่มองเขา หลบสายตาและรีบเปิดประตูเข้าไปนั่ง ทันใดนั้น“มานั่งอะไรตรงนี้ลิชา ไปๆๆๆ ข้างหน้าๆๆ” เด็กสาวถูกผลักออกจากเบาะเสร็จแล้วแม่ก็ปิดประตูทิ้งเธอปล่อยให้เธอยืนงง เห็นดังนั้นมิสเตอร์เฉินก็เดินไปเปิดประตูข้างคนขับให้เธอ “นั่งนี่สิ” แต่แล้วเด็กสาวก็เงียบกริบราวกับคนใบ้ และเข้าไปนั่งด้วยสีหน้าอึดอัดเมื่อทั้งสี่ขึ้นมาอยู่บนรถ ความเงียบกริบก่อนหน้านี้ก็หายไปทันที พ่อกับแม่ราวกับสวมวิญญาณนักพากย์ศิษย์เอก “หมิงคุนลูก วาสนาลูกสาวแม่จริงๆ ได้ผู้ชายเพอร์เฟกต์ขนาดนี้มาดูแล รู้มั้ยอลิชาลูกแม่ไม่เคยมีแฟนเลยนะ มีแค่หมิงคุนคนแรกเลยที่พาพ่อกับแม่ไปกินข้าวแบบนี้ เป็นเด็กน่ารัก รู้กาละเทศะถูกใจแม่จริง ดูหน้าดูตาสิ ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน นี่ถ้าแม่ย้อนเวลาไปได้ แม่คงจีบตาหมิงคุนแล้วนะเนี้ย” พ่อกร
ในคืนนั้นแม่กับพ่อของอลิชาเอาแต่ประคบประหงมลูกเขยที่พวกท่านเข้าใจผิด อลิชานั่งมองดูเหตุการณ์อย่างหดหู่ แต่เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคุณอาถึงไม่ปฏิเสธและไม่ยอมให้เธออธิบาย จนกระทั่งคุณอากลับไปแล้ว เป็นตอนที่เธอรู้สึกอัดอัดที่สุดในโลก พ่อกับแม่เอาแต่เงียบมองหน้าเธอ อลิชานั่งหลังตรง มือประสานกันแน่น ส่วนพ่อกับแม่นั่งโซฟา มองมาทางเธออย่างเค้นคำตอบ“ลิชา!” แม่ตบโต๊ะอย่างแรงอลิชาสะดุ้งรีบตั้งการ์ดปกป้องชีวิตตัวเอง“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ!” มือน้อยยกขึ้นโบกไปมาพ่อถอนหายใจยาว เหมือนคนที่เตรียมใจฟังเรื่องสะเทือนจิต ลูกสาวคนนี้โตเป็นสาวแล้วสมควรปล่อยแล้วก็จริง แต่หากจะคบใคร ลึกๆเขาก็อยากให้บอกผู้ใหญ่และหมั้นหมายไว้ก่อนยังไงซะก็เป็นหญิง “พ่อถามตรงๆนะ ลูกไปมีอะไรกับเขาแล้วใช่มั้ย?”อลิชาอ้าปากค้างแทนที่รีบปฎิเสธ ไม่ใช่เธออยากให้พ่อแม่เข้าใจผิดแต่เธอนึกไม่ถึงว่านอกจากพ่อกับแม่นอกจากจะเข้าใจผิดว่าคุณอาเป็นแฟนเธอแล้ว ยังคิดไปถึงขั้นมีอะไรกันด้วยเหรอเนี่ย!!!! เพราะฉะนั้นเธอจะต้องแก้ไขมูลข่าวตั้งแต่แรก “คุณอาคือคนที่หนูช่วยชีวิตไว้ค่ะ ที่หนูเล่าให้แม่ฟังอาทิตย์ก่อนไง แม่ยังจำได้มั้ย”“แต่เมื่อกี้ ที่แม่เข้
หลังจากการกินข้าวเย็นด้วยกันที่บ้านพักตากอากาศ มิสเตอร์เฉินก็มาส่งเธอที่บ้าน ก่อนกลับเขาไม่ได้ทวนเรื่องการตัดสินใจให้เธอไปอยู่กับเขา ไม่มีการโน้มน้าว และไม่ได้พูดถึงแม้แต่น้อยวันนี้เขาแสดงด้านที่น่ากลัวทำให้กดดันมากพอแล้ว และเพื่อจะรักษาความไว้วางใจจากเด็กคนนี้ เขาควรจะให้เวลาเธอและไม่เป็นไร คนของเขาถูกจัดแจงให้จับตามองและสะกอดรอยตามเธอไปทุกที่ เขาจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อน พี่ชายสุดที่รักคนนั้น คงยังตามหาเธอไม่เจอเร็วๆนี้หรอก“กลับดีดีนะคะคุณอา เป็นข้าวมื้อเย็นที่อร่อยที่สุดเลยค่ะ ขอบคุณที่เลี้ยงหนูนะคะ” “แล้วพรุ่งนี้หยุดใช่ไหม ให้มารับรึเปล่า” “คุณอาพูดอย่างกับคุณอาว่างทุกวันอย่างนั้นแหละ” เธอหัวเราะมองเขา“ไหนคุณอาจะต้องทำงาน ต้องเตรียมสอบเข้าราชการอีก เอาเวลาไหนมาเล่นกับหนูมากมายขนาดนั้นกัน เอางี้ค่ะ เอาเบอร์หนูไป วันไหนคุณอาว่างๆเบื่อๆ ค่อยมาก็ได้ค่ะ” “อย่าพูดเยอะเลย พรุ่งนี้ไม่ว่างก็บอก ทำงานล่ะสิ” อย่างที่คิด เด็กสาวยิ้มหัวเราะออกมาอย่างเก้อเขิน “ใช่ค่ะ หนูทำพาร์ทไทม์เสาร์อาทิตย์ แต่ถ้าคุณอาอยากมากก็ลองมาชิมได้นะคะ” “ชิมอะไร ชิมใคร” อลิชาชะงัก คำถามที่เรียบง่ายของเขา กับส