Mag-log in'มินตรา' ไม่เคยคิดว่าชีวิตที่แสนเรียบง่ายจะต้องพังทลายลงในชั่วข้ามคืน เมื่อพ่อบังเกิดเกล้าขายเธอเพื่อใช้หนี้พนันให้กับ 'Devil’s Den' อาณาจักรมืดที่ไร้กฎเกณฑ์ จากนักศึกษาสาวผู้บริสุทธิ์ ต้องกลายมาเป็น "สินค้ามีชีวิต" ของสามมาเฟียหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล 'คินน์' ราชาผู้เย็นชาที่ชอบบงการ 'เบลซ' นักฆ่าคลั่งเลือดที่ดิบเถื่อน 'โซล' หมอวิปริตที่เสพติดเสียงกรีดร้อง พวกเขาไม่ต้องการหัวใจ... สิ่งเดียวที่พวกเขาปรารถนาคือ "ร่างกาย" ที่ต้องแหลกสลายคามือซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนีก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ลง... ทางรอดเดียวของเธอคือการยอมจำนนเป็น "ทาสรัก" ให้พวกเขาย่ำยีจนกว่าจะพอใจ
view moreกลิ่นซิการ์ราคาแพงลอยคลุ้ง ผสมปนเปกับกลิ่นเครื่องหนังเก่าแก่ภายในห้องทำงานหรูหราบนชั้นสูงสุดของ Devil’s Den บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงก้อนน้ำแข็งในแก้ววิสกี้ที่กระทบกันเบาๆ คล้ายเสียงระฆังบอกเวลาตาย
คินน์ นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีดำสนิท นัยน์ตาคมกริบดุจราชสีห์จ้องมองชายวัยกลางคนที่นั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นพรมราคาแพงอย่างสมเพช “ห้าสิบล้าน...” คินน์เอ่ยเสียงเรียบพรางควงแก้ววิสกี้ในมือ “หนี้พนันบอล หนี้บ่อนไพ่ รวมดอกเบี้ยทบต้นทบดอก... นายคิดว่าจะหามาคืนฉันได้ยังไงภายในคืนนี้? นายชัย” “สะ... เสี่ยคินน์... ผะ... ผมขอเวลาอีกนิด...” ชัยละล่ำละลัก พนมมือไหว้ปลกๆ เลือดที่มุมปากยังไหลซึมจากการโดนลูกน้องของคินน์สั่งสอนไปเมื่อครู่ “ลูกสาวผม... มินตรา... มันกำลังหาเงินมาให้ ผมรับรองว่า...” “ฉันไม่ต้องการเศษเงินจากงานพาร์ทไทม์กระจอกๆ ของลูกสาวนาย” เสียงห้าวห้วนแทรกขึ้นมาจากเงามืดมิดที่มุมห้อง เบลซ เดินออกมาพร้อมมีดพกเล่มโปรด เขาใช้ปลายมีดเย็นเฉียบเชยคางชัยให้เงยหน้าขึ้น แววตาของเบลซวาวโรจน์ด้วยความกระหายเลือด “แต่พวกกู... สนใจตัวลูกสาวมึงมากกว่า” ชัยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่แววตาหวาดกลัวจะแปรเปลี่ยนเป็นความโลภอันน่ารังเกียจเมื่อเห็นช่องทางรอด “หมายความว่า... ถ้าผมยกนังมินตราให้... หนี้ทั้งหมดจะเป็นศูนย์ใช่ไหมครับ?” “ไม่ใช่แค่ศูนย์” โซล ที่ยืนพิงโต๊ะทำงานอยู่พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือก เขาโยนซองเอกสารสีน้ำตาลลงตรงหน้าชัยด้วยท่าทีเฉยเมย “ในนี้มีเช็คเงินสดอีกก้อนให้แกเอาไปเสวยสุข... แลกกับสัญญากรรมสิทธิ์ในตัวลูกสาวแกเป็นเวลา 3 ปี” ชัยตาลุกวาวเมื่อเห็นตัวเลขในเช็ค มือสั่นเทาเอื้อมไปคว้าซองนั้นไว้แน่นราวกับกลัวมันจะหายไป “ตกลงครับ! ผมตกลง” “ช้าก่อน... ฉันยังมีเงื่อนไขสำคัญอีกข้อ” โซลเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กลับทำให้คนฟังขนลุกชัน “นับตั้งแต่วินาทีที่มินตราก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ แกต้องหายสาบสูญไปจากชีวิตเธออย่างถาวร... ห้ามติดต่อ ห้ามปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็นวันไหน หรือแม้แต่หลังจากครบสัญญา 3 ปีแล้วก็ตาม” โซลขยับแว่นสายตาเล็กน้อย จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่มืดบอดด้วยกิเลสของชัย “จงทำตัวให้เหมือนอากาศธาตุ... เหมือนกับว่าแกได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว เข้าใจไหม?” “ตะ... ตลอดชีวิตเลยเหรอครับ...” ชัยลังเลเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบพยักหน้ารัวๆ เมื่อนึกถึงเงินมหาศาล “ได้ครับ! นังเด็กนั่นมันไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของผมอยู่แล้ว... ตัดขาดกันไปเลยวันนี้ก็ดีครับ ผมจะได้หมดภาระสักที” คำตอบนั้นทำให้คินน์แสยะยิ้ม... เป็นยิ้มที่เหยียดหยามความเป็นมนุษย์ถึงที่สุด เขารู้อยู่แล้ว... สืบมาจนแน่ใจแล้วว่าชัยไม่ใช่พ่อแท้ๆ ถึงได้กล้ายื่นข้อเสนออัปยศนี้ “งั้นก็รีบไสหัวไป... แล้วไปลากตัวเธอมาที่นี่” คินน์ออกคำสั่งเสียงเย็น “จำไว้... อย่าให้เธอรู้ว่าโดนขาย ให้เธอเดินเข้ามาในกรงของพวกฉันด้วยความเต็มใจของเธอเอง” เมื่อประตูปิดลง ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวก็กลับมาปกคลุมอีกครั้ง “มันไม่รู้จริงๆ สินะ... ว่ามันเพิ่งขายทองคำให้เราในราคาเศษเหล็ก” โซลเอ่ยขึ้นพลางหยิบมีดผ่าตัดขึ้นมาหมุนเล่นด้วยความชำนาญ “ถ้านายชัยรู้ว่าเด็กนั่นคือหลานสาวที่หายสาบสูญของเจ้าสัวหยาง... มันคงเรียกค่าไถ่สักพันล้าน ไม่ใช่แค่ห้าสิบล้าน” “หึ... เจ้าสัวหยาง...” เบลซกัดฟันกรอด กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “ไอ้แก่สารเลวที่จับน้องกูไปตัดแขนตัดขาให้ไปเป็นขอทาน... กูรอนานเกือบยี่สิบปี ในที่สุดเลือดเนื้อเชื้อไขของมันก็ตกมาอยู่ในมือกู” คินน์ลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดที่หน้าผนังกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นแสงสีของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน แต่ในหัวเขากลับฉายชัดเพียงภาพน้องสาวตัวน้อยที่ร้องไห้ปานจะขาดใจในขุมนรกของตระกูลหยาง “สัญญา 3 ปี...” คินน์เอ่ยเสียงเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง “เราจะใช้เวลา 3 ปีนี้... ดูแล หลานสาวสุดที่รักของมันให้ดีที่สุด” เขาหันกลับมามองเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้งสอง นัยน์ตาสีรัตติกาลลุกโชนไปด้วยไฟแค้นที่ไม่มีวันดับ “ให้นังเด็กนั่นชดใช้... ด้วยร่างกาย จิตวิญญาณ และศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มันมี... ให้สาสมกับสิ่งที่ตระกูลมันทำไว้กับเรา” คินน์หยิบรูปถ่ายของมินตราขึ้นมาจ่อกับเปลวไฟจากแช็กเกอร์หรู เปลวสีส้มเลียไปตามขอบกระดาษ กัดกินใบหน้าสวยหวานไร้เดียงสานั้นจนบิดเบี้ยว “เตรียมตัวรับกรรมแทนปู่ของเธอได้เลย... มินตรา หยาง”[ ดาดฟ้าเรือยอชต์ส่วนตัว "The Queen" — กลางทะเลอ่าววิกตอเรีย — 3 เดือนต่อมา ]แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดแสงสีทองกระทบผืนน้ำทะเลเป็นประกายระยิบระยับ เรือยอชต์ลำหรูขนาดใหญ่แล่นตัดคลื่นลมอย่างนุ่มนวล มุ่งหน้าสู่เส้นขอบฟ้าที่ไร้ที่สิ้นสุด บรรยากาศบนเรือวันนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยความตึงเครียดหรือการหลบหนีเหมือนเมื่อ 6 ปีก่อน... แต่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะแห่งชัยชนะและความสุขสมบูรณ์แบบ“ป๊ะป๋าเบลซ! รับนะฮะ!”เสียงตะโกนของ อาลัน ดังลั่น ก่อนที่เด็กชายวัย 6 ขวบจะกระโดดตีลังกาม้วนตัวจากชั้นสองของเรือลงสู่สระว่ายน้ำท้ายเรือด้วยท่วงท่าที่สวยงามและทรงพลังเกินเด็กตูม!“เยี่ยมมากไอ้เสือ! 10 คะแนนเต็ม!” เบลซ ที่ยืนถอดเสื้อโชว์กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ อยู่หน้าเตาบาร์บีคิว ปรบมือเชียร์ลูกชาย “ขึ้นมาเลย! เนื้อวากิวย่างเสร็จแล้ว!”ที่เก้าอี้ผ้าใบข้างสระ... เอริน นั่งจิบน้ำผลไม้ปั่นสวยๆ ใส่แว่นกันแดดอันโต โดยมี โซล คอยทาครีมกันแดดให้ที่แขนอย่างทะนุถนอม“ป๊ะป๋าโซลคะ... แดดแรงแบบนี้ค่ายูวีเท่าไหร่คะ?” เอรินถามเสียงเจื้อยแจ้ว“ประมาณ 6 ครับเจ้าหญิง...” โซลตอบยิ้มๆ “แต่ไม่ต้องห่วงนะ ครีมกันแดดสูตรพิเศษที่ป๊ะป๋าผสมเอง กันได้
การล้างแค้นของนางพญา (ต่อ)“พวกมันกำลังฉลองอะไร?” ซูหนี่เลิกคิ้ว“ฉลองที่ฆ่าผมได้สำเร็จไงครับ” คินน์ แสยะยิ้มมุมปาก นัยน์ตาวาวโรจน์ “ข่าวลือแพร่ไปแล้วว่าผู้นำ Devil's Den ถูกยิงตายที่โกดังร้าง... พวกมันเลยคิดว่าตอนนี้คุณไร้ทางสู้”เบลซ หักนิ้วดังกรอบแกรบ หยิบมีดพกขึ้นมาหมุนเล่น “งั้นเราไปเซอร์ไพรส์งานศพพวกมันกันหน่อยไหม? ผมเตรียมของขวัญไว้ให้แล้ว”ซูหนี่เดินไปหยิบปืนพกสีเงินกระบอกงามที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาตรวจสอบแม็กกาซีนด้วยท่าทางชำนาญ “ไปกันเถอะ ใครก็ตามที่มันกล้าแตะต้องลูกมังกร... มันต้องเจอกับแม่มังกร”[ Club 88 - โซน VVIP ชั้นดาดฟ้า - เวลา 22:00 น. ]เสียงเพลงแจ๊สบรรเลงคลอเบาๆ แชมเปญราคาแพงถูกเปิดฉลอง กรรมการหวัง นั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟาหนัง หัวเราะร่าเริงกับ ชายหน้ากากเงิน ที่ตอนนี้ถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่มีแผลเป็นน่ากลัว“ฮ่าๆๆ! งานเยี่ยมมาก!” กรรมการหวังชนแก้ว “ไอ้คินน์ตาย... นังซูหนี่ก็เหมือนเสือสิ้นลาย พรุ่งนี้หุ้นหยางกรุ๊ปจะตกรูด แล้วฉันจะกว้านซื้อบริษัทคืนในราคาถูกๆ!”“เสียดายที่ไม่ได้ตัวเด็กมา...” มือปืนแสยะยิ้ม “แต่ได้ฆ่าหัวหน้า Devil's Den ก็คุ้มค่าจ้างแล้ว”“ดื่ม!
จู่ๆ ก็มีไอร้อนผ่าวพุ่งออกมาจากร่างกายของคินน์ ตรงจุดที่สัมผัสโดนน้ำตาและริมฝีปากของเอริน เลือดที่เคยไหลทะลักเริ่มหยุดชะงัก... เนื้อเยื่อที่ฉีกขาดเริ่มสมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วด้วยตาเปล่า ราวกับมีการถักทอเซลล์ขึ้นมาใหม่ด้วยเวทมนตร์“เฮ้ย! นั่นมันอะไรวะ!” เบลซที่มองกระจกหลังอยู่ตะโกนลั่นจนรถเกือบเสียหลักโซลเบิกตากว้าง ขยับแว่นเพ่งมองปรากฏการณ์ตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน “ปฏิกิริยาเร่งการแบ่งตัวของเซลล์ระดับสูง... นี่มัน...”เอรินยังคงร้องไห้ ไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เธอรู้แค่ว่าเธออยากช่วยพ่อ น้ำลายและน้ำตาของเอรินที่เปรอะเปื้อนหน้าคินน์ ซึมซาบลงสู่ผิวหนัง... สีหน้าซีดเผือดของคินน์เริ่มกลับมามีเลือดฝาด ลมหายใจที่แผ่วเบาเริ่มกลับมาสม่ำเสมอและลึกขึ้นเฮือก!คินน์สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ดวงตาเบิกโพลง เขาลุกพรวดขึ้นนั่ง หอบหายใจถี่ๆ เหมือนคนที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำ ความเจ็บปวดเจียนตายเมื่อครู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง“คินน์!” ซูหนี่โผเข้ากอดเขาทันที ร้องไห้โฮด้วยความดีใจ “นายฟื้นแล้ว! นายไม่ตาย!”คินน์งุนงง จับที่หน้าอกและแผ่นหลังตัวเอง... แผลฉกรรจ์เมื่อครู่ หายไปจนสนิท เหลือเพียงรอยแผลเป็นจางๆ เท่า
[ ภายในรถ SUV หุ้มเกราะ – บนถนนมุ่งหน้าโรงพยาบาล — เวลา 19:10 น. ]บรรยากาศภายในห้องโดยสารอัดแน่นไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและความตึงเครียดระดับวิกฤต เบลซ เหยียบคันเร่งจนมิดไมล์ เครื่องยนต์คำรามลั่นขณะรถพุ่งทะยานปาดซ้ายขวาด้วยความเร็วสูง เพื่อแย่งชิงลมหายใจของพี่ชายจากมือพญามัจจุราชที่เบาะหลัง... ร่างสูงใหญ่ของ คินน์ นอนหายใจรวยรินอยู่บนตักของ ซูหนี่ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยคมเข้มบัดนี้ซีดเผือดจนไร้สีเลือด ริมฝีปากเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำจากภาวะขาดออกซิเจนรุนแรงกระสุนปืนไรเฟิลเจาะเข้าที่กลางหลังทะลุปอด... ส่งผลให้เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาไม่หยุด แม้ โซล จะพยายามใช้ผ้ากอซกดปากแผลไว้อย่างสุดความสามารถ แต่ของเหลวสีชาดก็ยังซึมออกมาจนชุ่มมือที่สั่นเทาของเขา“คินน์... คินน์! มองหน้าฉันสิ! อย่าหลับนะ!” ซูหนี่ตะโกนเรียกสติทั้งน้ำตา มือบางที่เปื้อนเลือดประคองแก้มเขาไว้แน่น “โซล! ทำอะไรสักอย่างสิ! เขาจะหยุดหายใจแล้ว!”“ชีพจรอ่อนมาก...” โซลกัดฟันกรอด เหงื่อกาฬแตกพลั่กขณะเช็กสัญญาณชีพที่เริ่มแผ่วลงทุกวินาที “กระสุนตัดเส้นเลือดใหญ่และปอดฉีกขาด... เราต้องผ่าตัดเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นเขาไม่รอดถึงโรงพย