ログインคืนหนึ่ง…อลิชาช่วยชีวิตชายแปลกหน้า แต่ไม่รู้เลยว่าเขาจะเป็นทั้งผู้ที่ทำให้เธอหวั่นไหว และผู้ที่จะทำให้โลกเธอพังลงในที่สุด เฉิน หมิงคุน ชายที่ดูอบอุ่น ตั้งใจทำงาน และเข้าใจหัวใจเธอทุกอย่าง แท้จริงกลับเป็นฟันเฟืองของอำนาจมืดที่ฆ่าคนอย่างเลือดเย็น เขาทำลายความเป็นมนุษย์รวมถึงเพื่อนรักของเธอ ความรักที่เหมือนพรหมลิขิต กลับกลายเป็นบ่วงโซ่ของการหลอกลวง อลิชาต้องเลือกระหว่าง “หัวใจที่ผูกพัน” กับ “ความจริงที่โหดร้าย” และทางใดทางหนึ่ง…มันต้องมีคนที่เจ็บ
もっと見る“อลิชา วันนี้พี่กลับก่อนนะ พี่ต้องไปส่งน้องชายที่สนามบิน ฝากเก็บร้านแทนพี่หน่อยนะ"
“ไม่มีปัญหาค่ะพี่แนน เดี๋ยวหนูจัดการเอง" อลิชาที่กำลังเช็ดโต๊ะหันมายิ้มตอบพี่ร่วมงาน "ขอบใจมากนะ พี่ไปล่ะ" แนนสะพายกระเป๋า เดินจากไปพร้อมเสียงกระดิ่งที่ประตูสั่นเบาๆ “สวัสดีค่ะพี่แนน” "จ้า" ภายในร้านเบเกอรี่ยามสองทุ่มเงียบเชียบ มีเพียงแสงไฟเหลืองอุ่น ผสานกลิ่นขนมปังกับบรรยากาศยามโพล้เพล้ อลิชาก้มหน้าเก็บร้านทีละมุม กระทั่งเข็มนาฬิกาชี้เลขสี่ "ลาลาลัลลา~" เธอฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี แกร๊ก! อลิชาบิดกุญแจล็อกประตูกระจก “ในที่สุดก็ได้กลับไปนอนแล้ว " “แฮ่ก... แฮ่ก... ตุบ!" เสียงร่วงลงอย่างไร้เรี่ยวแรงดังขึ้นด้านหลังเธอสะดุ้งหันกลับไปทันที “กรี๊ด! เลือด! คุณ... คุณเป็นอะไรรึเปล่าคะ!" ชายหนุ่มผิวขาวหน้าซีด ราวคนหลุดออกจากพายุ รอยเลือดเปื้อนลำคอและแผ่นอก ลมหายใจหอบ ทั้งร่างเหมือนกำลังจะดับลงต่อหน้าเธอก่อนจะทรุดฮวบอยู่แทบปลายเท้า "ฮืออ... ไม่รู้แล้ว! ช่วยก่อนละกัน!" เธอรีบคว้ามือถือ โทรเบอร์ฉุกเฉิน มือสั่นจนนิ้วแทบกดปุ่มไม่ตรง โรงพยาบาล อลิชานั่งก้มหน้า มือประสานแน่นจนข้อนิ้วซีด ภาวนาในใจไม่หยุด เสียงรองเท้าของหมอที่ก้าวเข้ามาดังชัดในโถงทางเดิน เธอเงยหน้าอย่างตื่นตระหนก “เขาเป็นยังไงบ้างคะหมอ” “เป็นญาติคนไข้เหรอครับ?" “ไม่ใช่ค่ะ หนูแค่ บังเอิญเจอเขาแล้วก็เรียกรถพยาบาลมา" หมอพยักหน้า สีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม “คนไข้ต้องการเลือดด่วนเพื่อผ่าตัดเอากระสุนออก แต่ทางโรงพยาบาลขาดแคลนเลือดมากครับตอนนี้" “ไม่เป็นไรค่ะ หนูกรุ๊ปโอ ใช้เลือดหนูได้เลยค่ะ!" ใบหน้าเธอที่ยังตระหนกอยู่เมื่อครู่พลันสว่างขึ้น เหมือนคนที่ได้เจอแสงสว่าง อย่างน้อยเขาก็ยังมีทางรอด “งั้นเชิญทางนี้ครับ" สองชั่วโมงผ่านไป อลิชานั่งฟุบข้างเตียงคนไข้ ชุดยูนิฟอร์มสีขาวยับเล็กน้อย แขนถูกแปะสก็อตเทปหลังการให้เลือด ดวงตาที่กึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนเทียนเล่มเล็กที่กำลังจะดับ แต่จิตใต้สำนึกยังฝืนไว้เพื่อแน่ใจว่าเขาปลอดภัย ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตา เงาของแพขนตาสั่นสีหน้าเขาผิดปกติเล็กน้อยเมื่อมองเห็นเด็กสาวซบหลับอยู่ข้างเตียง “นี่ คุณครับ" ไม่มีเสียงตอบ เขาจึงกระแอม แต่เสียงกระแอมกลับกลายเป็นเสียงเจ็บปวด "ซี้ด..." "หือ?” อลิชาผงกหัวขึ้นทันที ดวงตากลมโตงัวเงียคล้ายลูกแมวเพิ่งตื่น “อะ อ้าว! คุณฟื้นแล้ว! เดี๋ยวฉันไปเรียกหมอให้นะคะ!" แล้วหญิงสาวตัวเล็กก็วิ่งปรู๊ดออกไป ทิ้งให้เขามองตามด้วยสีหน้าที่ไม่รู้ว่าคิดอะไร ผ่านไปไม่นาน หมอก็เปิดประตูเข้ามา แต่เธอคนนั้นกลับหายไปแล้ว “รู้สึกยังไงบ้างครับ?" “เจ็บ” ชายหนุ่มตอบเสียงเย็น ความแข็งกร้าวในแววตาปรากฏ เยือกเย็นราวกับคนที่เคยผ่านเรื่องอันตรายมากกว่านี้มาแล้ว แต่สายตาที่พยายามมองหาเด็กสาวคนนั้น กลับฉายแววผิดหวังนิดหน่อย หมอเหลือบมองเขา “ยังดีที่เราผ่ากระสุนได้ทันนะครับ และต้องขอบคุณน้องที่บริจาคเลือดให้ด้วย เธอที่นั่งเฝ้าจนคุณฟื้นนั่นแหละ" ชายบนเตียงชะงัก มองหมออย่างไม่เชื่อหู "ครับ?" “ใช่ครับ บริจาคเสร็จ เธอก็ยืนยันจะรอจนคุณตื่น ถ้าไม่บอกว่าเป็นคนแปลกหน้า หมอคงนึกว่าเป็นภรรยาคุณด้วยซ้ำ แต่เธอบอกไม่ใช่" คำพูดนั้นทำให้เขาเงียบไปชั่วครู่ แววตาเย็นเฉียบเมื่อครู่ค่อยๆ ทอประกายบางอย่างที่ตีความไม่ได้ ประกายแสงที่สะท้อนบนคมมีด แฝงความอันตราย จากนั้นเขาจึงพูดเรียบๆ “ผมต้องการโทรศัพท์" “ได้ครับ โทรศัพท์ของคุณยังอยู่ในกระเป๋าเสื้อสูท หมอไปหยิบให้เดี๋ยวนี้ครับ" หมอรีบออกไป ทิ้งให้เขานอนนิ่ง มองเพดานราวกับกำลังเรียบเรียงความคิดบางอย่าง เขาเปิดเสื้อคลุมดูบาดแผลที่พึ่งผ่านการผ่าจากนั้น ก็นึกถึงภาพหญิงสาวตัวเล็กที่นั่งเฝ้าข้างเตียง เสียงคำบอกของหมอยังคงปรากฏใน หัวเขาอย่างชัดเจนราวกับตรึงฝังไว้ .............................................. "ว้าา...สบายตัวจังเลย" อลิชาทิ้งตัวลงบนเตียง เสียงลมหายใจหลุดจากริมฝีปากอ้า ๆ ของเธออย่างคนหมดแรง ร่างเล็กเด้งเบา ๆ ตามแรงสปริงของที่นอนนุ่มราวปุยเมฆ "อืม... โทรหาแม่ดีกว่า" เธอคว้าโทรศัพท์ข้างหัวเตียงขึ้นมา ปลายนิ้วกดเบอร์ที่คุ้นชินเหมือนลมหายใจประจำวัน รอสายเพียงครู่เสียงอบอุ่นที่ทำให้เธอสบายใจที่สุดก็ดังขึ้น "จ๋า~ ว่ายังไงคะ" “แม่คะ~ กินข้าวรึยังอ่ะ" น้ำเสียงออดอ้อนของเธอไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เหมือนเด็กน้อยที่กลับถึงบ้าน “แม่กินแล้วค่ะ อีกสองนาทีก็เที่ยงคืนแล้ว ใครจะไม่กินล่ะฮื้ม" เสียงหัวเราะของคนเป็นแม่แฝงความอบอุ่น “จริงด้วยค่ะ แหะๆ" “แต่เดี๋ยวนะ ลิชา แล้วทำไมลูกยังไม่นอน ใกล้สอบแล้วไม่ใช่เหรอ ไปทำอะไรมารึเปล่า?" น้ำเสียงคุณแม่เปลี่ยนเป็นจริงจังทันที เหมือนเรดาร์ตรวจจับความผิดปกติ อลิชาถอนหายใจยาว "อืมม...ก็ถือว่าเรื่องใหญ่เลยค่ะ" “เล่าให้แม่ฟังด่วนเลย กลับห้องดึกดื่นแบบนี้ ปกติไม่กี่ทุ่มก็โทรมาแล้ว วันนี้หายไปทั้งคืน" พูดได้ไม่กี่วิ เสียงแม่ก็แผ่วลงเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “หรือว่า ลูกไปอยู่กับหนุ่มมา!" อลิชาตาเบิกโพลงทันที “หนูหรอ!?" อลิชาชี้นิ้วใส่ตัวเองอย่างเหลือเชื่อ เธอเนี่ยนะความรักคงเป็นได้แค่สิ่งแปลกปลอมที่หันหลังให้เธอได้เท่านั้น อลิชารีบปฏิเสธ “งั้นเรื่องอะไรคะ" เธอยิ้มเหยเก น้ำเสียงอ่อยลงเหมือนเด็กทำผิด “จริง ๆ ก็ไม่เกี่ยวกับหนูเท่าไหร่ค่ะ... แต่สำหรับเขานี่เรื่องใหญ่เลย แม่คะ ตอนสี่ทุ่ม จู่ๆลุงชุดดำก็ล้มลงหน้าร้านบังเอิญหนูกำลังปิดร้านพอดี ที่สำคัญ เลือดเต็มตัว!" ปลายสายเงียบไปเพียงเสี้ยววินาที แล้วก็ระเบิดคำถามรัวเป็นห่าฝน “อะไรนะ! เขาเป็นอะไร เป็นใคร มาจากไหน ชื่ออะไร ไปทำอะไรมา แล้วลูกทำยังไงต่อ!" อลิชาถึงกับหัวหมุน “โห้แม่ ใจเย็นก่อนสิคะ หนูกำลังจะเล่าอยู่เนี่ย" เธอสูดหายใจลึก ก่อนเล่ารวดเดียว “หนูก็เรียกรถพยาบาล แล้วหมอบอกว่าเขาถูกยิง ต้องผ่ากระสุนออกค่ะ ที่หนูช็อกที่สุดคือกระสุนนั้นขนาด 9mm เลยนะคะ ถ้าเป็นคนธรรมดาคง..." "อย่าบอกนะว่าตาย!" “หนูก็คิดแบบนั้นเลยค่ะ แต่โชคดีที่เขารอด หนูก็แบบ... กลัวแทบแย่ ถ้าเขาตายขึ้นมา หนูจะโดนข้อหาผู้สงสัยมั้ย ไหนจะเรื่องที่หนูเป็นคนสุดท้ายที่เจอเขา วิญญาณเขาจะมาตามหนูแน่ๆ" เพียงคิด เธอก็ขนลุกเกรียวไปทั้งหลัง ทำปากบรื้อออกมา ปลายสายถอนหายใจยาว “สังคมเดี๋ยวนี้มันน่ากลัวจริง แต่ปลอดภัยก็ดีแล้วล่ะลูก... แต่ว่า พรุ่งนี้จะไปสอบไม่ทันเอานะ" “ม่ายยย หนูไหว หนูอยากไปเรียนทุกวันเลยค่ะ" น้ำเสียงทั้งขวยเขินทั้งอารมณ์ดี ต่อให้อยู่ดาวอังคารก็รู้ว่าพูดไปยิ้มไป “มีหนุ่มล่ะสิ" “เปล่าสักหน่อยแม่ก็! หนูไม่มีใครค่ะ" อลิชายกมือทัดผม แก้มร้อนผ่าว เธอบิดตัวไปมาผ้าห่มแทบจะรัดตัวอยู่แล้วความจริงก็ใช่ว่ามันจะไม่มีใครอยู่ในใจ เพียงแต่ว่า คนคนนั้นไม่ได้ชอบเธอก็เท่านั้นเอง ความคิดนั้นแล่นผ่านใจเธอช้าๆ เหมือนเงาสะท้อนความทรงจำ รอยยิ้มค่อยๆหายไป แต่ไม่เป็นไร คนอย่างเธอคงไม่เหมาะกับความรักจริงๆนั่นแหละแสงไฟถนนสีส้มทอดยาวไปตามทาง ย่านเมืองยามค่ำคืนเงียบกว่าตอนกลางวัน อลิชาผ่อนคลายจากการทำงาน กำลังรอรถแท็กซี่ที่เธอเรียกมาทว่าโทรศัพท์ในมือก็สั่นขึ้นชื่อ รัก ปรากฏบนหน้าจอ อลิชากดรับ“ลิชา แกว่างมั้ย” เสียงปลายสายฟังดูรีบเร่งผิดปกติ“ฉันติดอยู่แถวโรงจำนำหมู่บ้านเหนือครอง ครองขนาน เรียกรถก็ไม่มีเลย แกมารับหน่อยได้มั้ย แล้วไปส่งที่บ้านฉันได้มั้ย”อลิชาอึ้ง “ไกลมาก! แกไปทำอะไรตรงนั้นน่ะ”“นะนะ แถวนี้ไม่เหลือคนเลย พ่อฉันน่ะสิ ใช้ให้เอาของมาจำนำ แล้วฉันไม่มีรถกลับเนี่ย แถมให้มาค่ำขนาดนี้ ไม่เผื่อเวลากลับให้ฉันเลย” รักบ่นออกมา และลดเสียงลงเหมือนกลัวใครได้ยินอลิชามองถนนโล่งๆ ตรงหน้า ก่อนจะถอนหายใจ “ได้ เดี๋ยวฉันเรียกรถจากในเมืองเข้าไป รับแก แล้วออกมาส่งบ้านนะ”“ขอบใจมากจ่ะเพื่อน ฉันอยู่หน้าโรงจำนำนะ ไม่กล้าเข้าไปยืนข้างใน”อลิชาตอบรับกับเพื่อน หลังวางสายแล้ว รถก็มาพอดี “พี่คะ ไปโรงจำนำบ้านครองขนานค่ะ ไปกลับเท่าไหร่คะพี่”“ไกลขนาดนี้ ก็ต้องประมาณ700กว่าน่ะครับ”อลิชากระพริบตาปริบๆ แต่เงินจากการทำงานพาร์ทไทมที่เก็บไว้ก็ยังพอมี ไปรับเพื่อนแค่ครั้งเดียว เธอยอมจ่ายไปก่อน “ได้ค่ะ”แท็กซี่ออกจากต
“แฮ่ก…แฮ่ก เห้ออ” เสียงหายใจเฮือกใหญ่ทั้งเหนื่อยและหอบของอลิชาดังมาจน ทั้งกลุ่มหันไปมอง“ทัน แฮ่ก..มั้ย” “เกือบไม่ทันแล้วจ๊ะ” ชายร่างเล็กเหมือนผู้หญิงสวมแว่นกรอบดำใบหน้าเกลี้ยง หันมาพูดกับอลิชา“ช้ากว่านี้อีกนิดโดนนอกแถวแน่นอนค่ะเพื่อน” เพื่อนสาวผมสีดำอมน้ำตาลรวบตึงกอดแขนอลิชาทันที“นี่ไปทำไรมา ปกติไม่เคยเห็นแกมาสาย” เพื่อนในกลุ่มอีกคน ช่างสังเกตและนิ่งสงบถามขึ้นอลิชาทำหน้าเหมือนคนใกล้สิ้นใจ “ฉัน…ฉัน…ฉันเหนื่อยมากกกกก” “ไม่นึกว่าการบริจาคเลือดจะทำร่างกายอ่อนเพลียขนาดนี้ นี่อดีตแชมป์นักวิ่งร้อยเมตรเลยนะ วิ่งแค่หน้าโรงเรียนมาเข้าแถว ทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้” เธอทำหน้าบูดบึ้งอย่างไม่เข้าใจ“บริจาคเลือดตอนไหน บริจาคให้ใคร” ตัส เพื่อนชายคนเดียวในกลุ่มถามขึ้นคนแรก“ญาติป่วยหรอ? ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง” นาเดียถามต่อ“นั่นสิ” รักยังคงกอดแขนอลิชา มืออีกข้างพลางลูบผมสีน้ำตาลของตัวเองเล่น“เป็นใครก็ไม่รู้ แต่เหมือนอายุมากแล้วนะ โดนยิงมาจากไหนนี่แหละ ฉันเจอที่หน้าร้าน บังเอิญได้ช่วยไว้” อลิชาส่ายหัวไปมา “เกือบไม่รอดแล้ว แต่ก็ยังฟื้นมาได้”“เเกเจอเรื่องแบบนี้แล้วพึ่งมาบอกกันได้ไง!” รักรีบหันมามองหน้า
สายลมยามเช้าพัดผ่านอย่างอ่อนโยน ทว่าเสียงนาฬิกาดังต่อเนื่อง ไม่มีคนปิด กระทั่งผ่านไปสิบนาที อลิชาสะดุ้งตื่นราวกับคนเจอผี ทันทีที่เธอมองนาฬิกาและพบว่าสายมาแล้ว15นาที ก็รีบลุกพรวดจากเตียงวิ่งตรงเข้าห้องน้ำ พร้อมผ้าเช็ดตัว ผ่านไปพักใหญ่ นักเรียนหญิงชั้นม.6ในชุดนักเรียนเรียบร้อยผูกโบว์สีขาวสะพายกระเป๋าก็ก้าวเท้าออกมาจากบ้าน เธอยืนก้มๆเงยๆไม่นานรถที่เรียกก็มา อลิชารีบขึ้นรถและตรงไปร้านข้าวต้มก่อนถึงโรงเรียน วันนี้คือเช้าของการเริ่มต้นตามปกติสำหรับอลิชา แต่สำหรับชายคนนั้น คือจุดเริ่มต้นของการไล่ล่า………………………………..ที่โรงพยายาลชายกำยำในชุดสูทดำเปิดประตูรถหรู ผายมือเชิญชายอีกคนที่สวมชุดโปร่งบาง บริเวณท้องซ้าย ยังมีรอยเลือดปริและเขาก็กุมบาดแผลไว้ตลอด อาการบาดเจ็บผิดจากสีหน้าของเจ้าของที่เหมือนไม่สะทกสะท้าน ไร้ซึ่งความเจ็บปวด “เชิญครับนายท่าน”เขาก้าวขาเข้าไปนั่งช้าๆ ชายชุดสูทที่เหมือนบอดี้การ์ดก็ปิดประตู พร้อมเข้าไปนั่งฝั่งคนขับ และขับออกไป รถหรูสีดำอีกสามคันเคลื่อนตามประชิด ดึงดูดสายตาบุคคลในโรงพยาบาลแต่ทว่ากลับไม่มีใครกล้าแม้แต่ปริปากซุบซิบถึงการปรากฎตัวนี้ภายในรถเงียบงัน เคลื่อนผ่านไ
“อลิชา วันนี้พี่กลับก่อนนะ พี่ต้องไปส่งน้องชายที่สนามบิน ฝากเก็บร้านแทนพี่หน่อยนะ"“ไม่มีปัญหาค่ะพี่แนน เดี๋ยวหนูจัดการเอง" อลิชาที่กำลังเช็ดโต๊ะหันมายิ้มตอบพี่ร่วมงาน"ขอบใจมากนะ พี่ไปล่ะ" แนนสะพายกระเป๋า เดินจากไปพร้อมเสียงกระดิ่งที่ประตูสั่นเบาๆ“สวัสดีค่ะพี่แนน”"จ้า"ภายในร้านเบเกอรี่ยามสองทุ่มเงียบเชียบ มีเพียงแสงไฟเหลืองอุ่น ผสานกลิ่นขนมปังกับบรรยากาศยามโพล้เพล้อลิชาก้มหน้าเก็บร้านทีละมุม กระทั่งเข็มนาฬิกาชี้เลขสี่"ลาลาลัลลา~" เธอฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี แกร๊ก!อลิชาบิดกุญแจล็อกประตูกระจก“ในที่สุดก็ได้กลับไปนอนแล้ว "“แฮ่ก... แฮ่ก... ตุบ!"เสียงร่วงลงอย่างไร้เรี่ยวแรงดังขึ้นด้านหลังเธอสะดุ้งหันกลับไปทันที“กรี๊ด! เลือด! คุณ... คุณเป็นอะไรรึเปล่าคะ!"ชายหนุ่มผิวขาวหน้าซีด ราวคนหลุดออกจากพายุ รอยเลือดเปื้อนลำคอและแผ่นอก ลมหายใจหอบ ทั้งร่างเหมือนกำลังจะดับลงต่อหน้าเธอก่อนจะทรุดฮวบอยู่แทบปลายเท้า"ฮืออ... ไม่รู้แล้ว! ช่วยก่อนละกัน!"เธอรีบคว้ามือถือ โทรเบอร์ฉุกเฉิน มือสั่นจนนิ้วแทบกดปุ่มไม่ตรงโรงพยาบาลอลิชานั่งก้มหน้า มือประสานแน่นจนข้อนิ้วซีด ภาวนาในใจไม่หยุดเสียงรองเท้าของหมอท