เข้าสู่ระบบ
“หลี่หานสือ ข้าล่ะยอมใจเจ้าจริงๆ เจ้ากล้าใช้ให้คุณหนูเสิ่น ผู้ที่รักเจ้าปานจะกลืนกิน ไปส่งของหมั้นหมาย ไม่ใช่สิ ของขวัญแทนใจให้สตรีอื่นเนี่ยนะ จิตใจเจ้าทำด้วยอะไรกัน” เสียงของหวังเจี๋ย สหายสนิทของเขาดังขึ้น
เสิ่นอวี๋ซินที่เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูหยุดยืนนิ่ง ลมหายใจสะดุด นางเม้มริมฝีปากแน่น รอฟังคำตอบจากปากของบุรุษที่ตนมีใจให้
“นางยังเด็ก นางคอยตามติดข้าประดุจเงาตามตัวเช่นนี้ ข้าเพียงอยากให้นางรู้ความหมายของคำว่าตัดใจเสียบ้าง ความรักในวัยเยาว์ของนางมันช่างน่ารำคาญใจนัก” น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นชาดังตามมา
ใบหน้าของหลี่หานสือที่ปรากฏผ่านช่องว่างของประตูนั้นเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยความรู้สึก
เด็กสาววัยสิบสี่ย่างสิบห้าในทรงผมจุกมวยสองข้าง ปลายจมูกและพวงแก้มของนางแดงก่ำเพราะลมหนาว หลังจากฝ่าหิมะกลับมาเพื่อรายงานเขาถึงสิ่งที่เพิ่งมอบหมาย
หลี่หานสือ ซื่อจื่อแห่งจวนเฉิงโหววัยสิบเจ็ดปีที่นางแอบมีใจ สั่งให้นางนำปิ่นหยกสลักลายงดงามไปมอบให้แก่คุณหนูสกุลไป๋ สตรีที่ใครต่างก็ลือกันว่าเป็นหญิงงามที่เหล่าบุรุษล้วนหมายปอง
‘ข้าน่ารำคาญหรือ’
“น่ารำคาญหรือ นางทุ่มเทให้เจ้าขนาดนี้ หากเจ้าไม่เอา ข้าจะขอรับไว้เองนะ” นิ่งวั่งชวนสหายอีกคนหัวเราะร่า
แววตาของหลี่หานสือวูบไหวไปชั่วครู่ มือที่ถือจอกสุรากระตุกเบาๆ ก่อนจะแค่นยิ้มเย็นชาที่มุมปาก
“นางยังไม่ผ่านพิธีปักปิ่นด้วยซ้ำ สำหรับข้านางก็แค่เด็กน้อยที่แยกแยะระหว่างความชื่นชมและความรักไม่ออก พวกเจ้าเลิกล้อเลียนเรื่องของข้ากับนางเสียที ข้าไม่ได้พิศวาสเด็กที่ยังโตไม่เต็มวัยสาวนักหรอก”
คำว่า ‘น่ารำคาญ’ และ ‘เด็กที่ยังโตไม่เต็มที่’ ราวกับเข็มพันเล่มที่ทิ่มแทงลงบนใจของเสิ่นอวี๋ซิน ขอบตาของนางร้อนผ่าว หยาดน้ำใสๆ รื้นขึ้นมาคลอเบ้า แต่นางกลับไม่ยอมปล่อยให้มันไหลลงมา ร่างอรชรสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามสะกดกลั้นความขมขื่นไว้ในอก
‘พี่หานสือ ท่านมองว่าข้าเด็กเกินไป เท่านั้นหรือ’ นางก้มลงมองมือตัวเองที่สั่นเทา ก่อนจะปลอบใจตัวเองด้วยความไร้เดียงสาว่า
อีกเพียงไม่ถึงเดือนนางก็จะถึงวัยปักปิ่น เป็นสตรีที่เติบโตเต็มตัวตามจารีต ถึงตอนนั้นเขาคงจะเลิกมองว่านางเป็นเพียงเด็กน้อยที่น่ารำคาญเสียที
แต่ถ้าถึงตอนนั้นจริงๆ นางก็คงต้องตัดใจจากเขาไปแล้ว เพราะตามธรรมเนียมและกฎของตระกูลเสิ่น ในวันปักปิ่นอายุครบสิบห้าที่ก้าวสู่วัยที่พร้อมออกเรือน ปิ่นที่เลือกนั่นหมายถึงคู่ครองที่นางจะต้องร่วมใช้ชีวิตคู่ด้วย
เสิ่นอวี๋ซินเช็ดหางตาเบาๆ ปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด ก่อนจะผลักประตูเข้าไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานที่ดูสดใสที่สุดเท่าที่นางจะปั้นแต่งได้
“พี่หานสือ อวี๋ซินกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
สายตาของคนทั้งห้องจับจ้องมาที่นาง หลี่หานสือชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่ดูซีดเซียวเพราะลมหนาวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสายตาห่างเหินดังเดิม
“เรียบร้อยแล้วหรือ” เขาถามสั้นๆ ไม่คิดจะลุกขึ้นมาต้อนรับหรือรินน้ำอุ่นให้นางดื่มแก้หนาว
“เจ้าค่ะ คุณหนูไป๋รับของไว้ด้วยความยินดี นางยังฝากขอบคุณพี่ด้วยที่ใส่ใจถึงเพียงนี้” นางรายงานพลางพยายามไม่สบสายตาที่ล้อเลียนของสหายเขา
หลี่หานสือพยักหน้าเล็กน้อย ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายแต่กลับผลักไสนางอย่างชัดเจน
“ทำธุระเสร็จแล้วก็รีบกลับจวนไปเสีย สตรีมาคลุกคลีอยู่กับบุรุษในโรงน้ำชานานๆ มันดูไม่งาม หากบิดาของเจ้ารู้เข้าจะตำหนิเอาได้” คำไล่ส่งที่ดูเหมือนจะเป็นการเป็นห่วง แต่ความจริงคือการตัดรำคาญนั้น ทำให้นางใจหายวูบ
“เจ้าค่ะ อวี๋ซินทราบแล้ว” นางย่อกายลงอย่างอ่อนช้อย ท่าทางว่าง่ายเหมือนเช่นทุกครั้ง
“เช่นนั้นอวี๋ซินขอตัวลา พี่หานสือและพี่ชายทุกท่านโปรดดื่มให้สำราญเถิด”
นางหมุนตัวเดินจากมาโดยไม่หันกลับไปมองอีก หลี่หานสือมองตามแผ่นหลังบางนั้นไป คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้เริ่มตีตื้นขึ้นมาในอก
ท่าทางที่ว่าง่ายเกินไปของนางในวันนี้ทำให้เขาอดรู้สึกผิดไม่ได้ แต่เพียงครู่เดียวเขาก็สะบัดความคิดนั้นทิ้งไป
‘ขอโทษที่ข้าต้องเย็นชากับเจ้า รอให้เจ้าโตกว่านี้และภารกิจของข้าสำเร็จก่อนเถิด แล้วตอนนั้นข้าจะไม่ผลักไสเจ้าไป’ เขาคิดในใจอย่างรู้สึกผิด ความเย็นชาที่มอบให้นั้นหาใช่ใจจริงไม่ แต่เพื่อภารกิจของตนเองที่สำคัญต่อความมั่นคงในภายภาคหน้า
อีกทั้งด้วยอุปนิสัยที่ปากแข็งและหยิ่งผยองของตน และมั่นใจว่าอย่างไรนางก็รักปักใจเพียงตน จึงไม่ได้คิดเผื่อใจว่าคุณหนูสามเสิ่นผู้นี้จะเปลี่ยนใจจากตนได้ง่าย
************************
ในจวนเฉิงโหวสกุลหลี่ ขณะที่หลี่ซื่อจื่อกำลังจมอยู่ในความคิดที่ว้าวุ่น บ่าวอีกคนก็ก้มหน้าวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา พร้อมชูซองจดหมายสีนวลในมือ“ซื่อจื่อ มีจดหมายมาถึงท่านขอรับ”หลี่หานสือลุกพรวดขึ้นทันที เขารีบฉวยจดหมายฉบับนั้นมาด้วยความรวดเร็ว หัวใจที่เคยกดทับด้วยความขุ่นมัวพองโตขึ้นวูบหนึ่ง เขาคิดว่าในที่สุดนางก็ยอมสยบ แต่เมื่อฉีกซองออกแล้วกวาดสายตาอ่าน แววตาที่สุกใสกลับมืดหม่นลงกว่าเดิมจดหมายฉบับนั้นหาได้มาจากสกุลเสิ่น แต่เป็นจดหมายจากไป๋ซู่อิง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะพ่นออกมาอย่างแรงจนไหล่หนาสั่นกระเพื่อม จดหมายในมือถูกกำจนยับย่น“เตรียมรถม้า” เขาตะโกนสั่งเสียงดังลั่นจนบ่าวรับใช้สะดุ้งสุดตัวอินเหยาบ่าวรับใช้คนสนิทที่คอยสังเกตอาการของเจ้านายมาตลอด รีบก้าวเข้ามาถามด้วยความฉงน“ซื่อจื่อจะไปที่ใดหรือขอรับ หากจะไปจวนสกุลเสิ่นตอนนี้”“ใครบอกว่าข้าจะไปที่นั่น” หลี่หานสือสวนกลับทันควัน แววตาแข็งกร้าวทว่าแฝงไปด้วยความรุ่มร้อนใจ“ข้าจะไปจวนสกุลไป๋” เขาเดินสะบัดชายอาภรณ์ออกไปจากห้องด้วยท่าทางขัดเคืองใจอย่างยิ่งอินเหยามองตามหลังเจ้านายแล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจยาว เขาสัมผัสได้ถึงความสับสนวุ่นวาย
สามวันก่อนถึงพิธีปักปิ่น บรรยากาศภายในจวนเฉิงโหวของสกุลหลี่กลับดูอึดอัดอย่างประหลาดหลี่หานสือนั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำ มือหนึ่งถือตำรา ทว่าสายตาของเขากลับไม่ได้จับจ้องที่ตัวอักษรแม้แต่น้อยเขาลอบมองไปยังประตูรั้วจวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับกำลังรอคอยเงาร่างของใครบางคน หรืออย่างน้อยก็เทียบเชิญที่ส่งมาให้เขา“หานสือ เจ้าดูใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยนะ” หวังเจี๋ยที่นั่งดื่มสุราอยู่ข้างๆ เอ่ยทักขึ้นด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนจะกล่าวประโยคที่หยอกเย้าให้อารมณ์ของอีกฝ่ายยิ่งขุ่นมัว“เหลืออีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงวันสำคัญของคุณหนูเสิ่นแล้ว จวนข้าได้รับเทียบเชิญ น้องสาวของข้าเป็นสหายของนาง แล้วเจ้าได้รับเทียบเชิญหรือยัง”หลี่หานสือชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งพลิกหน้าตำราด้วยท่าทีเรียบเฉย“ยัง และข้าก็ไม่ได้คาดหวังจะได้รับมัน”“จริงหรือ” หวังเจี๋ยเลิกคิ้วสูง ก่อนจะเย้าแหย่ต่อ“ปกติคุณหนูเสิ่นจะวิ่งโร่มาหาเจ้าล่วงหน้าเป็นสิบวัน แต่นี่เงียบกริบไปเลย หรือว่านางจะถอดใจเพราะวาจาเชือดเฉือนของเจ้าที่โรงน้ำชาวันนั้นเสียแล้ว”“หากนางถอดใจได้จริงก็นับว่าเป็นเรื่องดี ข้าจะได้ไม่ต้องคอยหลบเลี่ยงความวุ่นวาย” หลี่หานส
สิบวันก่อนพิธีปักปิ่น เสิ่นอวี๋ซินพาหัวใจที่บอบช้ำมายืนดักรอหลี่หานสือที่โรงน้ำชาแห่งเดิม ดวงตาคู่สวยที่เคยสดใสบัดนี้ดูหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งเดินเข้ามา นางจึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เข้าไปร้องขอเพื่อสนทนากับเขาเป็นการส่วนตัวที่ห้องดื่มชาที่เงียบสงัดของชั้นสอง“พี่หานสือ อีกสิบวันจะถึงงานปักปิ่นขอข้าแล้วนะเจ้าคะ ข้า...”“หากจะพูดเรื่องไร้สาระก็จงหยุดเสีย” หลี่หานสือพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงตวาดกร้าว ใบหน้าคมคายฉายแววหงุดหงิดอย่างไม่ปิดบัง“ข้ามาที่นี่เพื่อพักผ่อน อย่าได้นำเรื่องหยุมหยิมของเจ้ามาขัดความสุนทรีย์ของข้า รีบพูดเข้าเรื่องมาเสียทีว่าเจ้ามีธุระอันใด” ประโยคนั้นทำให้เสิ่นอวี๋ซินสะดุ้งสุดตัว ไหล่บางสั่นเทา นางสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยคำที่เก็บไว้ในส่วนลึกที่สุดของใจ“อวี๋ซินมีใจให้ท่านเจ้าค่ะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าทุ่มเททุกอย่างก็เพื่อท่าน ข้าอยากขอร้องในวันปักปิ่นนี้ ท่านช่วยส่งปิ่นมาหมั้นหมายข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”เมื่อสิ้นประโยค หลี่หานสือพลันก้าวถอยห่างออกไป เขารีบขยับกายหลบเลี่ยงไม่ยอมให้นางเข้าใกล้แม้เพียงชายอาภรณ์ เพราะลึกๆ ในใจเขายังห่ว
ท่ามกลางย่านการค้ากลางเมืองหลวงที่คึกคัก เสิ่นอวี๋ซินบังเอิญพบกับไป๋ซู่อิงอีกครั้ง คุณหนูผู้สูงศักดิ์ยิ้มให้ด้วยความอ่อนโยนพลางเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน“คุณหนูเสิ่น ขนมกุ้ยฮวาที่เจ้าทำรสชาติดียิ่งนัก ข้าต้องขอบใจเจ้าจริงๆ ที่ลำบากทำมาให้”“ท่านได้ชิมขนมนั้นด้วยหรือเจ้าค่ะ” เสิ่นอวี๋ซินชะงักงัน หัวใจกระตุกวูบ“อืม หลี่ซื่อจื่อบอกว่าเจ้าตั้งใจทำมาเพื่อข้า เขาเห็นว่าข้าชอบขนมนี้จึงไหว้วานให้เจ้าช่วยจัดการให้ ครั้งก่อนที่เจ้าไปส่งให้ เขาก็นำมาให้ข้าถึงจวน ครั้งนี้เขาก็สั่งให้บ่าวรีบนำมาส่งให้ข้าทันทีที่เจ้าเอาไปให้ที่จวนเฉิงโหว” ไป๋ซู่อิงเอ่ยด้วยสีหน้าซาบซึ้งจากใจจริง มิใช่การโอ้อวด โดยไม่เห็นเลยว่าใบหน้าของคนฟังซีดเผือดลงจนไร้สีเลือดหยาดน้ำตาแทบจะร่วงหล่นลงมาในวินาทีนั้น ขนมที่นางตื่นแต่เช้ามานวดแป้งด้วยความรัก ขนมที่นางเฝ้าถนอมทุกขั้นตอนเพื่อให้เขาได้ลิ้มรส แท้จริงแล้วเขามองมันเป็นเพียงเครื่องมือเอาอกเอาใจสตรีอื่นที่เขาพึงใจ เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองความตั้งใจของนางเลยแม้แต่นิดเดียวนางเดินใจลอยกลับเรือนราวกับคนไร้วิญญาณ ฝีเท้าหนักอึ้งจนฉ่งเอ๋อร์ต้องคอยประคอง เมื่อเดินผ่านหน้าโรงน้ำชาท
เช้าวันต่อมา เสิ่นอวี๋ซินตื่นขึ้นมาด้วยความสดใสที่หาได้ยากยิ่ง นางรีบรุดไปที่ครัวด้วยตนเอง ไม่ยอมหยิบยืมมือสาวใช้คนใด แม้แต่ฉ่งเอ๋อร์ก็ทำได้เพียงช่วยเตรียมฟืนและน้ำสะอาดเท่านั้นร่างบางที่มัดผมมวยทรงซาลาเปาในชุดลำลองสีเขียวอ่อนขยับกายอย่างคล่องแคล่ว นางบรรจงนวดแป้งอย่างใจเย็น ใส่ใจในทุกสัดส่วนเพื่อให้ได้เนื้อขนมที่นุ่มนวลที่สุด ทุกครั้งที่ลงแรงกด นางจะเผลอยิ้มน้อยๆ เมื่อนึกถึงใบหน้าของหลี่หานสือยามที่ได้ลิ้มรสขนมของนาง“คุณหนูพักบ้างเถอะเจ้าค่ะ เหงื่อซึมเต็มหน้าผากหมดแล้ว” ฉ่งเอ๋อร์เอ่ยด้วยความเป็นห่วง พลางยื่นผ้าเช็ดหน้าซับหน้าผากให้“ไม่ได้หรอกฉ่งเอ๋อร์ พี่หานสือเป็นคนปากหนัก หากข้าทำไม่อร่อยจริง เขาคงไม่เอ่ยปากขอเป็นรอบที่สอง” เด็กสาวปาดเหงื่อพลางยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นขนมกุ้ยฮวาที่ทำเสร็จถูกจัดวางลงในกล่องไม้อย่างประณีต นางตรวจสอบไม่ให้มีข้อผิดพลาดใด จากนั้นเสิ่นอวี๋ซินก็รีบมุ่งหน้าไปยังจวนเฉิงโหวของสกุลหลี่ทันทีทว่าเมื่อไปถึงหน้าประตูใหญ่ ทหารยามกลับยืนขวางไว้ด้วยท่าทีขึงขัง“ซื่อจื่อสั่งไว้ว่าวันนี้ห้ามผู้ใดเข้าพบ โดยเฉพาะ...” ทหารยามชะงักคำพูดพลางเห
ภายในห้องโถงกว้างของเรือนสกุลเสิ่น ช่างอาภรณ์ฝีมือดีที่สุดในเมืองหลวงกำลังบรรจงทาบแถบผ้าไหมลงบนกายระหงของเสิ่นอวี๋ซินอย่างระมัดระวัง“คุณหนูสามเสิ่นช่างมีวาสนา รูปร่างของท่านช่างรับกับอาภรณ์ยิ่งนัก เอวบางคอดกิ่ว ช่วงไหล่ตั้งตรงงดงาม หากสวมชุดสีแดงในวันปักปิ่น ข้าเชื่อเหลือเกินว่าแม้แต่บุปผาทั้งเมืองหลวงก็ต้องหลบรัศมีให้แก่ความงามล่มเมืองของท่าน” ช่างอาภรณ์เอ่ยชมจากใจจริง พลางจดบันทึกสัดส่วนที่ไร้ที่ติลงในสมุดเสิ่นอวี๋ซินเพียงแย้มยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตเป็นประกายความสุขประดับอยู่บนใบหน้าจิ้มลิ้ม คำชมเหล่านั้นหาได้ทำให้นางลำพองใจ แต่นางกลับนึกไปถึงใบหน้าคมคายของใครบางคน หากเขามองว่านางงดงามและเติบโตเป็นสตรีเต็มตัวแล้ว เขาจะเลิกมองว่านางน่ารำคาญบ้างหรือไม่‘แต่ถึงตอนนั้นแล้วจะมีประโยชน์อันใด หากท่านไร้ใจ ข้าก็ต้องทำตามกฎตระกูล เลือกผู้อื่นมาเป็นคู่หมาย’ นางได้แต่คิดอย่างโศกเศร้าเมื่อการวัดตัวเสร็จสิ้น เสิ่นอวี๋ซินก็มิอาจเก็บกักความตื่นเต้นไว้ได้ นางรีบผลัดเปลี่ยนอาภรณ์แล้วชวนสาวใช้คนสนิทออกไปนอกเรือนทันที“คุณหนูจะไปที่โรงน้ำชาอีกแล้วหรือเจ้าคะ” ฉ่งเอ๋อร์ถามพลางเร่งฝีเท้าตามเจ้านาย“ข้าเ







