Masukสามหนาวก่อน'ถานเมิ่งจี'เป็นหนึ่งในคนที่ทำให้คู่หมายของเขาถึงแก่ความตายพร้อมเด็กในครรภ์พออีกสามหนาวต่อมานางกลับมาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าวิงวอนขอความเมตตาจากเขาเช่นนี้หรือ'หลี่ปิงเฉิง'จะไม่ฉวยโอกาสชำระแค้น!
Lihat lebih banyak"เสี่ยวปิง อาหมิง ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะจดจำคำสั่งเสียสุดท้ายของสืออีเอาไว้ให้จงดีนะ"นั่นคือสิ่งที่ฟ่านอิงเฉิงได้เอ่ยกับสองสามีภรรยาก่อนที่เขาจะจากไป ซึ่งแน่แท้ว่าเฉียวปิงเซียวและหานไท่หมิงย่อมไม่มีวันลืมว่ากว่าพวกตนจะมีวันนี้ต้องผ่านความยากลำบากอันใดมาบ้าง และต้องสูญเสียสิ่งใดไปบ้าง"เสี่ยวปิงย่อมมิอาจลืมเลือน"ซึ่งช่วงเวลาในโลกมนุษย์จะกล่าวว่ารวดเร็วนั้นก็ไม่เต็มที่ จะกล่าวว่าเนิบช้าก็มิอาจจะพูดได้เต็มปากนัก แต่ฮองเฮาเฉียวปิงเซียวกับฮ่องเต้หานกวงตี้ พวกเขานั้นก็เคียงข้างร่วมทั้งทุกข์และสุขปกครองหนานสุ่ยต่อมาอีกยี่สิบห้าหนาวก็สละราชบัลลังก์ให้แก่องค์ชายใหญ่หานกวงไถ่ได้ปกครองต่อไป ส่วนพวกเขาทั้งสองนั้นพากันหลบเร้นกายขึ้นสู่ยอดเขาอันหนิงซานในท้ายที่สุดและผ่านไปอีกสิบห้าหนาวก็มีข่าวว่าทั้งสองได้หวนคืนสวรรค์ไปไล่เลี่ยกัน ส่วนความจริงแล้วจะเป็นเช่นไรพวกเขาตายจากไปแล้วจริงหรือไม่ คงมีเพียงฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกับชินหวางและจ่างกงจู่ผู้เป็นสายโลหิตของพวกเขาเท่านั้นที่รู้แจ้ง"เป็นเช่นไรบ้างเล่าเสี่ยวปิง บัดนี้ผ่านมาหนึ่งร้อยหนาวเจ้ายังเยาว์วัยดังดรุณีวัยสิบเจ็ดหนาว ส่วนเจ้าอาหมิง ดูสิ หลานชายหล
ตอนอวสาน"เสี่ยวปิง"กายสูงใหญ่เร่งทรุดลงนั่งลงด้านบนศีรษะของเฉียวปิงเซียวที่กำลังทรมานอย่างถึงแก่น ทว่านางไร้ลมที่จะเบ่งคลอดเอาเสี่ยวหลัวโปให้ออกมาดูโลกภายนอกได้แล้ว"เสี่ยวปิงข้ารักเจ้านะ...เพราะรักจึงต้องทำเช่นนี้"กล่าวจบเขาก็ส่งเม็ดยานั้นเข้าปากตนเองแล้วบังคับบีบแก้มกลมให้นางอ้าปากออก จากนั้นเขาก็แนบริมฝีปากบังคับป้อนยาเม็ดนั้นให้นางกลืนลงไป เพราะใจนั้นกังวลไปแล้วว่าเฉียวปิงเซียวนางจะไม่ยอมกินโอสถทิพย์ที่แลกมาด้วยสามดวงจิต ทว่าเขาคิดผิด เพราะนอกจากเฉียวปิงเซียวนางจะยอมกินโดยดีแล้ว นางกลับกัดจนยาลูกกลอนเม็ดนั้นแตกเป็นสองแล้วป้อนคืนกลับให้หานไท่หมิงนั้นกินอีกด้วย"เจ้า!"คนที่ไม่ทันตั้งเตรียมใจเลยเผลอกลืนยาครึ่งเม็ดนั้นลงท้องไปเรียบร้อย จะดุนางจะว่ากล่าวนางก็ทำไม่ลง เพราะคนทำนั้นส่งยิ้มซีดเซียวนำหน้ามาก่อนจะกล่าวว่า"ท่านไม่รู้หรือว่าผู้กลืนกินโอสถทิพย์หากเป็นเทพก็จะมีปราณกล้าแกร่ง หากเป็นมนุษย์จะอายุยืนยาวกว่าคนปกติทั่วไป หากท่านคิดให้เสี่ยวปิงอายุยืนเราก็จะต้องอายุยืนไปด้วยกัน อย่ามาคิดเอาเปรียบกลับสวรรค์ก่อนกันสิเพคะ"ซึ่งหานไท่หมิงนั้นไม่มีเวลาถกเถียงกับเด็กดื้อตรงหน้า เพราะกล่
นางกระซิบน้ำเสียงเหี้ยมโหด กว่าเสิ่นลี่เย่นางจะรู้ตนว่านางพลาดไปใหญ่หลวงก็เมื่อดวงจิตค่อย ๆ แตกกระจายกลายเป็นผงธุลีไปเสียแล้ว ทว่ากายของสืออีนั้นพอแตกสลายกลับกลายเป็นต้นกล้าของดอกรุ่ยเซียงหนึ่งต้น ฟ่านอิงเฉิงจึงใช้สองมือประคองต้นกล้าดังกล่าวแล้วร่ายมนตร์ลืมเลือนหนึ่งครั้งเพื่อให้ชาวประชาหลายพันชีวิตลืมเลือนเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเมื่อครู่ไปเสีย จากนั้นเขาก็ป้อนความทรงจำใหม่ว่าเป็นฮองเฮาที่ครรภ์แก่เต็มทนเหน็ดเหนื่อยเกินไปกับพิธีการจึงเป็นลม แล้วให้หานไท่หมิงเร่งพากายอวบอั๋นเข้าไปพักที่ตำหนักด้านในโดยด่วน"ฝ่าบาททรงทราบใช่หรือไม่?"นั่นคือคำถามแรกที่เฉียวปิงเซียวนางเอ่ยถามท่านปีศาจกระทิงเฒ่าแสนจะมากเล่ห์ร้อยกลของตนเอง เพราะนางจับสังเกตได้ในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉินแล้วเขาปกป้องนางได้ทันท่วงที โดยไม่ทำให้นางล้ม หรือกระทบกระเทือนไปถึงครรภ์เลยเช่นนี้"ยอมรับว่ารู้แจ้งที่เสิ่นลี่เย่นางสามารถหลบหนีออกมาจากน้ำเต้ากักปราณได้ จนถึงรู้ว่าเฉินเซินนั้นจะสละชีพตนเองในวันนี้ แต่เรื่องสืออีนั้นอยู่นอกเหนือแผนการทั้งสิ้น ข้าเองก็ไม่คิดว่านางจะ...จะสละชีพทั้งที่...ทั้งที่...""นางกำลังมีครรภ์อ่อน"เป็นฟ่าน
ตอนที่ 104พอถึงฤกษ์ดีเหมาะสมแก่เวลา กายสูงสง่าของหานไท่หมิงที่สวมอาภรณ์วิจิตรทรงเครื่องครบครันตามราชประเพณีก็ก้าวเท้ามั่นคงขึ้นสู่บัลลังก์ทองนั้นด้วยกิริยาสงบเยือกเย็น สีหน้านั้นมิได้หวั่นไหวตกประหม่าต่อสายตาของเหล่าขุนนางทั้งหลายมากมายมืดฟ้ามัวดินตรงหน้าสักนิด ซึ่งหากกะคำนวณด้วยสายตาคงร่วมสองถึงสามพันชีวิต ข้างกายเยื้องออกไปทางด้านหลังคือเฉินเซินในชุดองครักษ์ดูเคร่งขรึมการนี้มิใช่เพียงเหล่าขุนนางของหนานสุ่ยเท่านั้น ทว่ายังรวมเอาชาวเมืองมาพร้อมกันไม่น้อยอีกด้วย ซึ่งแน่แท้แล้วว่านอกจากชาวเมืองแล้วยังมีราชทูตของต่างดินแดนต่างเผ่ามาร่วมงานนี้ไม่น้อย พิธีการต่างผ่านไปด้วยดี จวบจนในยามที่กายสูงสง่าก้าวขึ้นไปนั่งลงบนบัลลังก์เสียงแซ่ซ้องกึกก้อง ใบหน้าหล่อนั้นเปิดรอยยิ้มจริงใจส่งไปให้ปวงประชา ถึงจะทราบดีว่าห่างไกลถึงเพียงนี้พวกเขาคงยากจะมองเห็น แต่เขาก็อยากจะยิ้มมอบให้ประชาชนของตนเองอยู่ดี ...ก่อนที่ดวงตาเรียวทรงดอกท้อนั้นจะดึงกลับมาจากลานด้านล่างแล้วลุกขึ้นเดินมุ่งตรงไปเบื้องหน้า เท้าแกร่งนั้นหยัดยืนขึ้นแช่มช้า จุดหมายคือหน้ามุขซึ่งเชื่อมต่อไปยังลานกว้างที่มีชาวหนานสุ่ยมากมายรอคอยยลโฉมพระ
สุดท้ายนางไม่กล้ามองสบตาคู่นั้นของท่านอ๋องแปดจึงหลับตาลงเสียหากแต่เพียงนางหลับตากลับจับสัมผัสของปลายนิ้วเรียวยาวได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าเดิมความต้องการตามธรรมชาติกำลังเล่นงานสาวน้อยแทบแดดิ้น ถานเมิ่งจีพยายามหุบเรียวขาเข้าหากันแต่ก็ติดที่ร่างใหญ่นั้นขวางกั้นยากจะต่อต้านยิ่งเขาเพิ่มจังหวะเร่งเร้ารุนแรง
กายเล็กหอบสะท้าน เพราะเมื่อครู่นางเผลอกลั้นใจ ถึงจะฝึกฝนมานาน หากแต่สังหารคนวันนี้คือครั้งแรกของนาง ต่อให้ภายในใจไม่คิดสังหารผู้ใดมาก่อน แต่สันดานของคนเราเมื่อชีวิตตนเองตกอยู่ในยามความเป็นความตายย่อมต้องเลือกรักษาชีวิตตนเองมากกว่าจะละเว้นชีวิตผู้อื่น พลันนั้นปลายหางตาของนางก็ได้เห็นศีรษะของหนึ่งในห
“ท่านย่าหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ เหตุใดต้องสอบสวนลี่จื่อ นางทำสิ่งใดผิดจนต้องยกให้พี่สามสอบสวนนางเร่งด่วนแทนท่านพ่อด้วย” “ก็เพราะนางคือคนที่คิดร้ายวางยาคุณหนูสี่ในราตรีนั้นเช่นไรเล่าเจ้าคะ” กลับเป็นลู่เจียวที่ตอบไขข้อข้องใจของนางแทนเหล่าฮูหยินถาน“ลี่จื่อน่ะหรือวางยาข้า?” จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร
ฮุ่ยลู่เจียวถึงกับชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง แต่ภายในใจของสาวใช้คนงามกลับหาได้นิ่งสงบดังกิริยาภายนอก เพราะภายในใจของนางกำลังร้องซ้ำ ๆ ว่า ‘แย่แล้ว ๆ’ ไม่หยุด“หรือเจ้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน” แทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะถึงฮุ่ยลู่เจียวจะเป็นเพียงสาวใช้ แต่ก็เป็นสาวใช้ที่ได้ติดตามคุณหนูสี่ไปทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่สถ












Ulasan-ulasan