Masukสามหนาวก่อน'ถานเมิ่งจี'เป็นหนึ่งในคนที่ทำให้คู่หมายของเขาถึงแก่ความตายพร้อมเด็กในครรภ์พออีกสามหนาวต่อมานางกลับมาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าวิงวอนขอความเมตตาจากเขาเช่นนี้หรือ'หลี่ปิงเฉิง'จะไม่ฉวยโอกาสชำระแค้น!
Lihat lebih banyakเสียงดนตรีแสนไพเราะกับอาหารเลิศรสในวันนี้กลับไม่ทำให้คุณหนูสี่ ‘ถานเมิ่งจี’ ดรุณีน้อยวัยสิบหกหนาว บุตรสาวสายตรงเพียงคนเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่ถาน หรือก็คือถานไท่เว่ย ผู้มีนามว่า ‘ถานหมิงฮ่าว’ รู้สึกเพลิดเพลินเช่นทุกครั้งเช่นที่นางได้ติดตามบิดามาร่วมงานเลี้ยงใหญ่ภายในวังหลวงเอาเสียเลย
นั่นคงเพราะตนเองบังเกิดอาการประหลาดหลังจากผู้เป็นบิดานั้นลุกขึ้นไปทักทายสหายเมื่อครู่ใหญ่ก็เป็นไปได้ ทำให้เด็กสาวต้องเหลียวมองหาว่าบัดนี้บิดานั้นใกล้จะกลับมายังโต๊ะที่ตนนั่งรอหรือยัง แต่ก็เห็นเพียงเงาหลังห่างไกลเท่านั้นครั้นเมื่อเหลียวไปหาพี่ชายคนที่สามที่หายไปกับสตรีสาวนางหนึ่งก็ยังไม่กลับมา เห็นการวันนี้ดูแปลกไปจริง ๆ
“น้องสี่เป็นอันใดไปหรือ”
คงเพราะนางกระสับกระส่ายเกินไป พี่สาวต่างมารดาจึงร้องทักขึ้นด้วยน้ำเสียงห่วงใย แต่นางที่เป็นดวงจิตของคนต่างยุคซึ่งเข้ามาอาศัยแทนที่คุณหนูสี่ถานเมิ่งจีคนเดิมได้หนึ่งหนาวกลับไม่เชื่อใจสตรีร้ายกาจเช่น ‘ถานม่านอวี้’ เด็ดขาดหลังจากเหตุการณ์ที่ทำให้ถานเมิ่งจีถึงแก่ความตายแล้ว นางที่เป็นดวงจิตของ ‘เจ้าจันทร์ มากมีทรัพย์’ นักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพมหานครที่ประสบอุบัติเหตุรถชนคอสะพานจนเสียชีวิตเมื่อหนึ่งหนาวก่อนก็เข้ามาอยู่แทนก็แน่ชัด
“ลำบากพี่หญิงใหญ่ต้องห่วงใยแล้ว แต่น้องสี่นั้นหาได้เป็นอันใด เพียงห่วงใยท่านพ่อกับพี่สามมากไปเท่านั้น”
เพราะวันนี้เป็นงานเลี้ยงใหญ่ เฉลิมฉลองที่ท่านอ๋องแปด ‘หลี่ปิงเฉิง’ นั้นมีชัยชนะเหนือกบฏยังชายแดนแคว้นหย่งโดยเด็ดขาด จนบัดนี้แคว้นหย่งกลับมาสงบสุขอีกครั้ง ทำให้จวนถานไท่เว่ย หรือจวนสกุลถานต้องยกกันมาทั้งหมด ยกเว้นฮูหยินผู้เฒ่ากับเหล่าอนุภรรยาเท่านั้นที่ไม่ได้ติดตามถานไท่เว่ยผู้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่ง ‘ต้าเซิ่ง’ มาร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วย มีเพียงบุตรสาวและบุตรชายที่ยังรั้งอยู่ที่เมืองหลวงติดตามมาเท่านั้นในวันนี้
“แต่น้องสี่ดูอาการไม่ดีเลย เป็นอันใดก็เร่งกล่าวมาเถิด พี่หญิงใหญ่นี้ยินดีช่วยเหลือ”
‘มองมาจากนอกโลกยังเห็นเลยว่า ‘แม่นาง’ นั้นปลอมมาก!’
สาวน้อยคิดขณะที่ลมหายใจของตนเองเริ่มหอบแรงขึ้น เหงื่อกาฬแตกซ่าน หากเป็นถานเมิ่งจีคนเดิมคงไม่ทราบแน่ว่าตนเองกำลังเป็นอันใด แต่เพราะบัดนี้คือ ‘เจ้าจันทร์’ นักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ ถึงจะแค่ปี3 ทว่าอาการที่เป็นอยู่นี้กระจ่างแล้วว่าหาใช่ตนแพ้อาหารหรือเมาสุรา หากแต่ตนคงถูกนางอสรพิษหน้าขาว ‘ม่านอวี้’ เล่นงานด้วยยาปลุกกำหนัดเข้าแล้ว!
ยิ่งแลเห็นรอยยิ้มร้ายกาจที่อีกฝ่ายส่งมาให้ ซึ่งมีเพียงถานเมิ่งจีผู้เดียวที่มองเห็นบัดนี้ก็ยิ่งแน่แก่ใจตนเองนั้น ‘เสียที’ ให้ถานม่านอวี้แล้วจริง ๆ
“นางอสรพิษม่านอวี้!”
เด็กสาวพึมพำด้วยความทรมาน สายตาเริ่มจะมืดมัวไปด้วยเพลิงราคะ ถึงจะพยายามข่มอาการแล้วตั้งสติว่าเหตุใดถานม่านอวี้จึงใจกล้าถึงกับลงมือกับนางภายในงานเลี้ยงใหญ่โตภายในวังหลวง โดยไม่เกรงกลัวบิดาที่หากรู้ความจริงจะต้องขับไล่นางไปอยู่บ้านนอกหรือไร
ก่อนที่ทุกสิ่งจะกระจ่าง ทุกสิ่งก็พลันหยุดชะงักไปเมื่อเสียงขันทีร้องบอกว่าองค์ไท่จื่อ ‘หลี่ไท่หยาง’ เสด็จมาถึงภายในงานเลี้ยงนี้เสียก่อน ทำเอาถานเมิ่งจียิ่งร้อนใจ พร้อมสะดุดใจกับบางสิ่ง เพราะในอดีตระหว่างหลี่ไท่หยางกับถานเมิ่งจีคนเดิมที่ตายจากไปนั้นมีสัญญาหมั้นหมายมานับตั้งแต่เด็กสาวยังไม่เกิดด้วยซ้ำ
ดังนั้นจึงทำให้ตลอดมาภายในใจของถานม่านอวี้ที่อิจฉาริษยาน้องสาวมาตลอดจึงไม่เคยยินยอมให้น้องสาวสุดท้ายได้แต่งงานไปเป็นว่าที่ฮองเฮา เพราะนางคิดว่าตนเองนั้นเกิดก่อนถานเมิ่งจีถึงสี่หนาว แต่เพราะฐานะของนางเกิดจากอนุภรรยาจึงมิใช่บุตรสาวสายตรง ดังนั้นถึงถานเมิ่งจีจะเกิดทีหลัง แต่กลับตัดหน้าเอาตำแหน่งว่าที่ไท่จื่อเฟยมาครอบครองตั้งแต่ยังไม่รู้ความเลยด้วยซ้ำ นางยอมไม่ได้จนถึงเคยคิดแผนร้าย จนถานเมิ่งจีในอดีตถึงแก่ความตายมาแล้วเกรงว่าในคราวนี้แค่วางยาหวังทำลายชื่อเสียงให้นางอยู่มิสู้ตายมีหรือจะไม่กล้าลงมือ
“หึ! หากคุณหนูสี่ลุกขึ้นมาเปลื้องผ้า งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้คงสนุกสนานยากจะลืมลงเป็นแน่!”
นางอสรพิษหน้าขาวม่านอวี้กระซิบอยู่ข้างใบหูเล็กในขณะที่สติของถานเมิ่งจีแทบจะควบคุมไม่ได้ สายตามองหาบิดาและพี่ชายคนที่สาม แต่พวกเขาบัดนี้ยิ่งอยู่ไกล ส่วนสาวใช้ของนางนั้นก็รั้งอยู่ที่รถม้า เหลียวซ้ายแลขวากลับไม่พบคนคุ้นเคยที่พอจะพึ่งพาอาศัยได้เลยสักผู้เดียวในยามยากเช่นนี้
เห็นทีตนคงต้องเป็นที่พึ่งแห่งตนเท่านั้น และหากคิดจะไป นางรั้งรออีกไม่ไหว ขณะนี้มีเพียงกลับไปหาสาวใช้คนสนิทเช่นฮุ่ยลู่เจียว กับคนสนิทของบิดาเท่านั้น นางจึงพอจะมีโอกาสรอดพ้นไปจากแผนการร้ายของถานม่านอวี้ คิดตกจึงไม่รอช้าเด็กสาวกัดฟันควบคุมสติลุกขึ้นเดินออกจากงานเลี้ยงไปชนิดไม่สนใจผู้คนรอบข้างอีกต่อไป แม้แต่เงาร่างของพี่ชายคนที่สามจะผ่านสายตานางก็ไม่หยุด เพราะบัดนี้นอกจากบิดานางก็ไม่วางใจผู้ใดแล้วจริง ๆ
"เสี่ยวปิง อาหมิง ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะจดจำคำสั่งเสียสุดท้ายของสืออีเอาไว้ให้จงดีนะ"นั่นคือสิ่งที่ฟ่านอิงเฉิงได้เอ่ยกับสองสามีภรรยาก่อนที่เขาจะจากไป ซึ่งแน่แท้ว่าเฉียวปิงเซียวและหานไท่หมิงย่อมไม่มีวันลืมว่ากว่าพวกตนจะมีวันนี้ต้องผ่านความยากลำบากอันใดมาบ้าง และต้องสูญเสียสิ่งใดไปบ้าง"เสี่ยวปิงย่อมมิอาจลืมเลือน"ซึ่งช่วงเวลาในโลกมนุษย์จะกล่าวว่ารวดเร็วนั้นก็ไม่เต็มที่ จะกล่าวว่าเนิบช้าก็มิอาจจะพูดได้เต็มปากนัก แต่ฮองเฮาเฉียวปิงเซียวกับฮ่องเต้หานกวงตี้ พวกเขานั้นก็เคียงข้างร่วมทั้งทุกข์และสุขปกครองหนานสุ่ยต่อมาอีกยี่สิบห้าหนาวก็สละราชบัลลังก์ให้แก่องค์ชายใหญ่หานกวงไถ่ได้ปกครองต่อไป ส่วนพวกเขาทั้งสองนั้นพากันหลบเร้นกายขึ้นสู่ยอดเขาอันหนิงซานในท้ายที่สุดและผ่านไปอีกสิบห้าหนาวก็มีข่าวว่าทั้งสองได้หวนคืนสวรรค์ไปไล่เลี่ยกัน ส่วนความจริงแล้วจะเป็นเช่นไรพวกเขาตายจากไปแล้วจริงหรือไม่ คงมีเพียงฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกับชินหวางและจ่างกงจู่ผู้เป็นสายโลหิตของพวกเขาเท่านั้นที่รู้แจ้ง"เป็นเช่นไรบ้างเล่าเสี่ยวปิง บัดนี้ผ่านมาหนึ่งร้อยหนาวเจ้ายังเยาว์วัยดังดรุณีวัยสิบเจ็ดหนาว ส่วนเจ้าอาหมิง ดูสิ หลานชายหล
ตอนอวสาน"เสี่ยวปิง"กายสูงใหญ่เร่งทรุดลงนั่งลงด้านบนศีรษะของเฉียวปิงเซียวที่กำลังทรมานอย่างถึงแก่น ทว่านางไร้ลมที่จะเบ่งคลอดเอาเสี่ยวหลัวโปให้ออกมาดูโลกภายนอกได้แล้ว"เสี่ยวปิงข้ารักเจ้านะ...เพราะรักจึงต้องทำเช่นนี้"กล่าวจบเขาก็ส่งเม็ดยานั้นเข้าปากตนเองแล้วบังคับบีบแก้มกลมให้นางอ้าปากออก จากนั้นเขาก็แนบริมฝีปากบังคับป้อนยาเม็ดนั้นให้นางกลืนลงไป เพราะใจนั้นกังวลไปแล้วว่าเฉียวปิงเซียวนางจะไม่ยอมกินโอสถทิพย์ที่แลกมาด้วยสามดวงจิต ทว่าเขาคิดผิด เพราะนอกจากเฉียวปิงเซียวนางจะยอมกินโดยดีแล้ว นางกลับกัดจนยาลูกกลอนเม็ดนั้นแตกเป็นสองแล้วป้อนคืนกลับให้หานไท่หมิงนั้นกินอีกด้วย"เจ้า!"คนที่ไม่ทันตั้งเตรียมใจเลยเผลอกลืนยาครึ่งเม็ดนั้นลงท้องไปเรียบร้อย จะดุนางจะว่ากล่าวนางก็ทำไม่ลง เพราะคนทำนั้นส่งยิ้มซีดเซียวนำหน้ามาก่อนจะกล่าวว่า"ท่านไม่รู้หรือว่าผู้กลืนกินโอสถทิพย์หากเป็นเทพก็จะมีปราณกล้าแกร่ง หากเป็นมนุษย์จะอายุยืนยาวกว่าคนปกติทั่วไป หากท่านคิดให้เสี่ยวปิงอายุยืนเราก็จะต้องอายุยืนไปด้วยกัน อย่ามาคิดเอาเปรียบกลับสวรรค์ก่อนกันสิเพคะ"ซึ่งหานไท่หมิงนั้นไม่มีเวลาถกเถียงกับเด็กดื้อตรงหน้า เพราะกล่
นางกระซิบน้ำเสียงเหี้ยมโหด กว่าเสิ่นลี่เย่นางจะรู้ตนว่านางพลาดไปใหญ่หลวงก็เมื่อดวงจิตค่อย ๆ แตกกระจายกลายเป็นผงธุลีไปเสียแล้ว ทว่ากายของสืออีนั้นพอแตกสลายกลับกลายเป็นต้นกล้าของดอกรุ่ยเซียงหนึ่งต้น ฟ่านอิงเฉิงจึงใช้สองมือประคองต้นกล้าดังกล่าวแล้วร่ายมนตร์ลืมเลือนหนึ่งครั้งเพื่อให้ชาวประชาหลายพันชีวิตลืมเลือนเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเมื่อครู่ไปเสีย จากนั้นเขาก็ป้อนความทรงจำใหม่ว่าเป็นฮองเฮาที่ครรภ์แก่เต็มทนเหน็ดเหนื่อยเกินไปกับพิธีการจึงเป็นลม แล้วให้หานไท่หมิงเร่งพากายอวบอั๋นเข้าไปพักที่ตำหนักด้านในโดยด่วน"ฝ่าบาททรงทราบใช่หรือไม่?"นั่นคือคำถามแรกที่เฉียวปิงเซียวนางเอ่ยถามท่านปีศาจกระทิงเฒ่าแสนจะมากเล่ห์ร้อยกลของตนเอง เพราะนางจับสังเกตได้ในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉินแล้วเขาปกป้องนางได้ทันท่วงที โดยไม่ทำให้นางล้ม หรือกระทบกระเทือนไปถึงครรภ์เลยเช่นนี้"ยอมรับว่ารู้แจ้งที่เสิ่นลี่เย่นางสามารถหลบหนีออกมาจากน้ำเต้ากักปราณได้ จนถึงรู้ว่าเฉินเซินนั้นจะสละชีพตนเองในวันนี้ แต่เรื่องสืออีนั้นอยู่นอกเหนือแผนการทั้งสิ้น ข้าเองก็ไม่คิดว่านางจะ...จะสละชีพทั้งที่...ทั้งที่...""นางกำลังมีครรภ์อ่อน"เป็นฟ่าน
ตอนที่ 104พอถึงฤกษ์ดีเหมาะสมแก่เวลา กายสูงสง่าของหานไท่หมิงที่สวมอาภรณ์วิจิตรทรงเครื่องครบครันตามราชประเพณีก็ก้าวเท้ามั่นคงขึ้นสู่บัลลังก์ทองนั้นด้วยกิริยาสงบเยือกเย็น สีหน้านั้นมิได้หวั่นไหวตกประหม่าต่อสายตาของเหล่าขุนนางทั้งหลายมากมายมืดฟ้ามัวดินตรงหน้าสักนิด ซึ่งหากกะคำนวณด้วยสายตาคงร่วมสองถึงสามพันชีวิต ข้างกายเยื้องออกไปทางด้านหลังคือเฉินเซินในชุดองครักษ์ดูเคร่งขรึมการนี้มิใช่เพียงเหล่าขุนนางของหนานสุ่ยเท่านั้น ทว่ายังรวมเอาชาวเมืองมาพร้อมกันไม่น้อยอีกด้วย ซึ่งแน่แท้แล้วว่านอกจากชาวเมืองแล้วยังมีราชทูตของต่างดินแดนต่างเผ่ามาร่วมงานนี้ไม่น้อย พิธีการต่างผ่านไปด้วยดี จวบจนในยามที่กายสูงสง่าก้าวขึ้นไปนั่งลงบนบัลลังก์เสียงแซ่ซ้องกึกก้อง ใบหน้าหล่อนั้นเปิดรอยยิ้มจริงใจส่งไปให้ปวงประชา ถึงจะทราบดีว่าห่างไกลถึงเพียงนี้พวกเขาคงยากจะมองเห็น แต่เขาก็อยากจะยิ้มมอบให้ประชาชนของตนเองอยู่ดี ...ก่อนที่ดวงตาเรียวทรงดอกท้อนั้นจะดึงกลับมาจากลานด้านล่างแล้วลุกขึ้นเดินมุ่งตรงไปเบื้องหน้า เท้าแกร่งนั้นหยัดยืนขึ้นแช่มช้า จุดหมายคือหน้ามุขซึ่งเชื่อมต่อไปยังลานกว้างที่มีชาวหนานสุ่ยมากมายรอคอยยลโฉมพระ
สุดท้ายนางไม่กล้ามองสบตาคู่นั้นของท่านอ๋องแปดจึงหลับตาลงเสียหากแต่เพียงนางหลับตากลับจับสัมผัสของปลายนิ้วเรียวยาวได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าเดิมความต้องการตามธรรมชาติกำลังเล่นงานสาวน้อยแทบแดดิ้น ถานเมิ่งจีพยายามหุบเรียวขาเข้าหากันแต่ก็ติดที่ร่างใหญ่นั้นขวางกั้นยากจะต่อต้านยิ่งเขาเพิ่มจังหวะเร่งเร้ารุนแรง
ถึงอ่อนล้าปวดตึงไปหมดทั้งร่างแต่ถานเมิ่งจีก็ไม่กล้าบ่นเพราะยิ่งนานนางก็ยิ่งทราบว่าแท้จริงแล้วท่านอ๋องแปดนั้นเป็นบุรุษที่จริงจังกับทุกสิ่งและแสนจะเข้มงวดนางยังไม่อยากถูกอีกฝ่ายลงโทษทั้งที่อีกฝ่ายก็ไม่เคยเอ่ยคำว่าจะลงโทษกันมาก่อนก็ตามแต่กลิ่นกายของเขานับวันยิ่งรับรู้ได้แต่กลิ่นอายอำมหิตนี่นาไม่กลัวเข
“อ้าว ไม่ต่อแล้วหรือเพคะ” ถึงจะทำเก่งกาจก๋ากั่นจุมพิตเขากลับคืนแล้วปีนขึ้นไปนั่งบนตักแกร่ง พร้อมบดเบียดเรือนกายอรชรของตนเองกับเรือนกายแกร่งของอีกฝ่าย หากแต่นางกลับไม่อาจควบคุมน้ำเสียงของตนไม่ให้สั่นไหวได้ จนหลี่ปิงเฉิงนั้นขบขันหัวเราะออกมาจนหัวไหล่สะเทือน“เกรงว่าหาก ‘ต่อ’ จริง รถม้าคงรับไม่ไหว เอ
ท่านป้าซูผู้เป็นคนสนิทของเหล่าฮูหยินถาน พอเห็นรถม้าของสกุลถานมาจอดเทียบหน้าประตูใหญ่นางก็ร้องบอกกับผู้เป็นนายของตนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น จนเพลิงริษยาในกายของถานม่านอวี้นั้นแทบเผาผลาญชีวิตตนเองกับคนภายในจวนถานไท่เว่ยแห่งนี้ให้มอดม้วยไปอีกหลายส่วน ยิ่งเห็นว่ารถม้าของคุณหนูสี่ได้จอดเทียบหน้าประตูใหญ่ต่า






![ตำนานรักลิขิตสวรรค์ [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)











Ulasan-ulasan