Masuk“นายจะให้ผมนอนที่นี่เหรอครับ” จอมทัพมองเตียงไม้สักแบบมีเสา ผ้ามุ้งถูกมัดรวบ ได้แต่ตั้งคำถามว่ามันดีเกินไปหรือเปล่าสำหรับคนงาน
“มีปัญหาอะไร” ศิราเดินผ่านชายหนุ่มร่างเล็กไปนั่งยังเตียง แสดงความเป็นเจ้าของเตียงนี้กลายๆ
“อย่าบอกนะครับว่าเตียงนี้เป็นของนาย” จู่ๆ จอมทัพก็รู้สึกว่ากลืนน้ำลายลงคอได้อย่างยากลำบาก
“ใช่”
“ผมว่าคงไม่เหมาะ...”
“ไม่เหมาะยังไง จอมเป็นผู้ชาย ฉันก็เป็นผู้ชาย”
“แต่ผมเป็นแค่คนงาน จะไปนอนร่วมเตียงกับเจ้านายได้ยังไงล่ะครับ”
“ฉันไม่ถือ”
“ถือหน่อยก็ดีนะ หรือว่า...” จอมทัพพึมพำกับตัวเอง ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างเมื่อนึกถึงคำพูดของกำปอ ‘หรือว่านายจะเป็นพวกไม้ป่าเดียวกันอย่างที่พวกคนงานพูด’
“ทำหน้าอย่างกับกลัวฉันปล้ำ” ศิราราวกับอ่านใจจอมทัพได้
“นายกับผมเป็นผู้ชาย ผมจะไปคิดแบบนั้นได้ยังไงล่ะครับ”
“นั่นสิ ฉันกับจอมเป็นผู้ชาย จะคิดแบบนั้นได้ยังไง ถ้างั้นผู้ชายจะนอนด้วยกันก็ไม่แปลก แต่ถ้าเป็นผู้ชายกับผู้หญิงนอนด้วยกันสิถึงจะไม่เหมาะสม”
“ถ้างั้นผมนอนพื้นก็ได้ครับ ผมนอนดิ้น จะทำให้นายนอนไม่หลับเอาได้”
“ที่นี่ยุงมันชุม” ด้วยชอบความปลอดโปร่งโล่งสบาย ศิราจึงไม่ได้ติดมุ้งลวดหน้าต่าง กลางคืนจึงต้องกางมุ้งนอน หากจะเปิดเครื่องปรับอากาศก็แค่ปิดหน้าต่าง
“ผมไปขอมุ้งจากน้ากำปอหรือพี่มาโนชก็ได้ครับ”
“เก็บของเสร็จแล้วก็ตามมา ฉันรอใต้ถุน” ศิราเลือกที่จะหยุดต่อความยาวสาวความยืด เดี๋ยวไก่จะตื่นเสียตั้งแต่วันแรก ปรายตาไปยังตู้เสื้อผ้า แล้วเดินออกจากห้องนอนไป
“จะรอดไหมเนี่ยจอม” จอมทัพถอนหายใจอย่างโล่งอก ทรุดตัวนั่งกับพื้นอย่างเหนื่อยอ่อน ทั้งที่ยังไม่ได้ออกเรี่ยวแรงทำงาน อยากเข้าใกล้เจ้าของไร่เพื่อจะได้ล้วงข้อมูลสำคัญ แต่ก็ไม่คิดว่าจะใกล้ถึงขนาดต้องมานอนร่วมห้องกัน
หลังจากเก็บของใช้ส่วนตัวเข้าตู้แล้ว จอมทัพถือโอกาสสำรวจห้องนอนว่าพอจะมีเอกสารอะไรหรือไม่ แต่ห้องนอนก็คือห้องนอน ไม่มีเอกสารใดเลย แต่ห้องที่อยู่ติดกันนี่สิที่น่าสนใจ มือเรียวเล็กจับลูกบิดประตู แต่น่าเสียดายที่มันถูกล็อกไว้
ศิราเล่นโยนลูกบอลอยู่กับเจ้ามอคค่า ทันทีที่มันเห็นจอมทัพเดินลงมา ก็คาบลูกบอลไปให้ แทนที่จะนำกลับมาให้คนโยน
จอมทัพมั่นใจว่านี่คือเจ้ามอคค่าที่คุ้นเคย แม้จะอยากทักทาย อยากแสดงความดีใจกับมันที่มีคนรับเลี้ยงดู แต่ก็ไม่อาจทำต่อหน้าศิรา ต้องทำเป็นไม่เคยพบหรือรู้จักมันมาก่อน
“ดูมอคค่าจะชอบจอมมาก” เสียงของศิรา ทำให้จอมทัพรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับผิด แต่ก็พยายามบอกตัวเองว่าอย่าคิดไปเอง ถึงเขาจะสงสัย แต่เขากับเธอก็ไม่เคยรู้จักหรือเคยเจอกันมาก่อน แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าเธอกับมอคค่าเคยพบกัน
“มอคค่าคงถูกชะตาผมมั้งครับ”
“เหมือนฉันเลย ถูกชะตากับมอคค่า ถูกชะตา...มอคค่า” ศิราจะบอกว่าถูกชะตากับจอมทัพ แต่ก็เลือกที่จะไม่พูดออกไป ใจหนึ่งก็อยากจะรุกให้เร็ว แต่อีกใจก็อยากถือคติช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม เรียกเจ้ามอคค่าให้มาหา แต่ดูเหมือนว่ายามมีจอมทัพ เขาจะไม่อยู่ในสายตามันเลย
“มอคค่าไปหานายศิราสิ” เพียงจอมทัพเอ่ยปาก เจ้ามอคค่าก็ไปหาศิราทันที
“ตกลงใครเป็นเจ้าของมอคค่ากันแน่นะ” ความอยู่เป็นและแสนรู้ มอคค่ารีบปะเหลาะเอาใจ ด้วยการวิ่งไปคาบลูกบอลมาให้ศิรา
“จะไปที่ฟาร์มกับฉันหรืออยู่ที่นี่”
“ไปที่ฟาร์มครับ” จอมทัพตอบออกไป แม้จะแปลกใจที่ถูกถาม เพราะคนเป็นนายก็บอกเองว่าจะให้ตนไปที่ฟาร์มด้วย
“ฉันถามมอคค่า” จอมทัพหน้าเหวอไปทีเดียว แอบมองค้อนไปที แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาคมกริบของศิราไปได้
ความแสนรู้ เจ้ามอคค่าวิ่งไปคาบสายจูงมาให้ศิรา เขาจึงพามันไปที่ฟาร์มโคนมด้วย
จอมทัพตะลึงกับความใหญ่โตของสถานที่ และจำนวนวัว แตกต่างจากฟาร์มโคนมของไร่จันทร์ผาเป็นอย่างมาก ทุกอย่างดูทันสมัยด้วยเทคโนโลยี ที่นี่มีวัวถึงสี่หมื่นห้าพันตัว สามารถผลิตนมสดได้ถึงสองแสนตันต่อปี และนี่ยังไม่นับรวมฟาร์มโคเนื้อ
เจ้ามอคค่าไม่แสดงความตื่นกลัวออกมาให้เห็น มิหนำซ้ำยังมักเข้าไปหยอกล้อพวกวัว จอมทัพดีใจที่เห็นมันใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
“นายจะให้ผมทำอะไรครับ” จอมทัพจูงเจ้ามอคค่าเดินตามศิราจนทั่วโรงเรือน รอรับคำสั่ง แต่เขาก็ไม่บอกสักทีว่าจะให้ทำอะไรบ้าง
“ก็ทำอยู่ไม่ใช่หรือไง มาโนช ทำไมยังไม่ให้คนงานแยกวัวท้องแก่ออกจากฝูง” ศิราบอกเพียงเท่านั้น แล้วเรียกผู้ช่วยเสียงห้วน แตกต่างจากเวลาพูดกับจอมทัพ
“จูงมอคค่าเหรอ อะไรของเขานะ” เจ้ามอคค่าเอียงคอมองจอมทัพที่บ่นงึมงำ ก่อนจะส่งเสียงเห่าคล้ายเตือนให้รีบตามศิราไป
จอมทัพทึ่งไปกับการบริหารจัดการฟาร์มโคนมที่ล้ำหน้าของไร่จันทรัช แล้วแบบนี้ไร่จันทร์ผาจะเอาอะไรมาสู้ได้ ต่อให้ได้ข้อมูลสำคัญไปก็ไม่รู้ว่าจะทำให้ไร่จันทรัชสิ้นชื่ออย่างที่ไหมทิพย์ต้องการได้หรือไม่
“จะมาทำงานในฟาร์ม รู้ไหมว่าวัวตัวไหนมีอาการเป็นสัด” ศิราคว้าสายจูงเจ้ามอคค่ามาถือไว้เอง เขาอยากทดสอบความรอบรู้ของจอมทัพด้วยวัวสองตัว วัวที่จะผสมพันธุ์ได้จะมีอาการเป็นสัดกับจะมีการตกไข่เกิดขึ้น คนเลี้ยงจึงต้องสังเกตอาการ
“ตัวนี้ครับ” จอมทัพเดินไปรอบๆ พร้อมสังเกตวัวสองตัว เมื่อแน่ใจแล้วจึงชี้ไปที่วัวตัวทางซ้าย
“รู้ได้ยังไง”
“วัวตัวนี้มีเมือกใสและเหนียวไหลออกมาจากช่องคลอดจนเลอะบริเวณก้นทั้งสองข้าง ส่วนตัวนี้ไม่มีครับ” ด้วยเคยอาสาดูแลสัตว์ในศูนย์พักพิง จอมทัพจึงคิดว่าอาการเป็นสัดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็น่าจะคล้ายๆ กัน
“วัวทั้งสองตัวมีอาการเป็นสัด”
“เหรอครับ”
“ถึงแม้วัวตัวนี้จะไม่มีเมือกใสและเหนียวไหลออกมาจากช่องคลอดจนเลอะบริเวณก้นทั้งสองข้าง แต่วัวตัวนี้ม่านตาเบิกกว้างบ่อยครั้งกว่าปกติ ส่อให้เห็นการตื่นตัวและตื่นเต้นง่าย เพราะฉะนั้นวัวตัวนี้กำลังอยู่ในช่วงเป็นสัด”
“แล้วเราสามารถสังเกตได้จากอะไรอีกครับ” ศิราพอใจในคำถามของจอมทัพ แสดงให้เห็นว่าพร้อมจะเรียนรู้
“เสียงร้องผิดปกติ อวัยวะเพศบวมแดง ปัสสาวะบ่อย ไม่กินอาหารหรือกินอาหารน้อยทั้งอาหารข้นและหญ้า ถ้าเป็นแม่วัวที่กำลังให้นม ก็จะมีน้ำนมลดลง หรือแสดงให้เห็นว่ากำลังมีความต้องการด้วยการขึ้นขี่ตัวอื่นหรือยอมให้ตัวอื่นขี่”
“แล้วช่วงเป็นสัดจะนานไหมครับ”
“แต่ละรอบจะห่างกันประมาณยี่สิบเอ็ดวัน ในแต่ละครั้งของการเป็นสัดใช้เวลาสิบแปดถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง ไข่จะตกหลังจากหมดการเป็นสัดแล้วประมาณสิบสี่ชั่วโมง ดังนั้นช่วงระยะเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการผสมพันธุ์คือระยะเวลาก่อนที่ไข่จะตกเล็กน้อย”
“คือถ้าวัวเป็นสัดตอนเช้าก็ต้องผสมอย่างช้าตอนบ่ายวันเดียวกัน หรือถ้าวัวเป็นสัดตอนบ่ายหรือตอนเย็นก็ต้องผสมอย่างช้าเช้าวันรุ่งขึ้น แบบนี้ใช่ไหมครับ”
“หัวไวดีนี่” ศิราวางมือบนศีรษะของจอมทัพ โน้มหน้าลงมาหา ชมเชยความเรียนรู้ไว เหมือนผู้ใหญ่พูดกับเด็ก แต่สายตาของเขาไม่ได้บ่งบอกเลยว่ากำลังเอ็นดู มันร้อนแรงชนิดทำให้หัวใจอีกฝ่ายเต้นโครมครามไร้จังหวะ
“ลุงศิรา” เสียงเรียกทำให้ศิราละมือ และยืดตัวตรง หันไปมองเจ้าของเสียงใสวัยสิบเอ็ดขวบ และส่งสายจูงเจ้ามอคค่าให้จอมทัพ
“ไม่ได้เจอตั้งหลายวัน คิดถึงจังเลยครับ” จอมทัพเห็นความอ่อนโยนที่ศิราแสดงต่อเด็กหญิงใบหน้าจิ้มลิ้ม แม้จะเป็นเด็ก แต่ส่วนสูงไม่ธรรมดาเลย เพราะดูสูงกว่าตนเสียอีก
“ลุงศิราโกหก” เดวา ลูกสาวของนีรากับเรน กระเง้ากระงอดใส่คนเป็นลุง
“ลุงโกหกอะไร หืม?”
“ถ้าลุงศิราคิดถึงเดวาจริง ลุงศิราก็ต้องไปหาเดวาที่บ้านสิคะ”
“คุณยายให้มาตามใช่ไหม” ศิรารู้ได้ในทันทีว่าคนเป็นแม่ต้องให้หลานสาวมาตามเขาไปหา คงรู้ว่าวันนี้เขากลับจากอเมริกาแล้ว
“ใช่ค่ะ คุณยายบอกให้ลุงศิราไปกินข้าวด้วย คุณตาบอกจะตัดออกจากกองมรดกด้วยถ้าลุงศิราไม่ไปกินข้าว”
“แค่ลุงไม่ไปกินข้าวด้วยถึงกับตัดออกจากกองมรดกเลย คุณตาใจร้ายจัง”
“ลุงศิราไม่ว่าคุณตาสิคะ คุณตาแค่อยากให้ลุงศิราไปกินข้าวด้วย” ไม่ว่าใครก็ห้ามแตะต้องตาเดลของเดวา หากใครว่า หลานสาวคนนี้พร้อมปกป้องเสมอ
“ขอโทษครับที่ว่าคุณตาของเดวา”
“มรดกของลุงศิราเป็นของเหนือแล้วนะครับ” เสียงตะโกนของเหนือดังมาก่อนที่เจ้าตัวจะวิ่งมาถึง วิ่งแข่งกันมากับน้องชายฝาแฝด น้องชายวัยสี่ขวบทั้งสองของพี่เดวา และยังมีหนูน้อยเวลาวัยหกเดือนอีกคน หากวิ่งได้ ก็คงวิ่งตามติดพี่ๆ มาแล้ว
“น่านยึดมรดกของลุงธารามาแล้วด้วย หนีเที่ยวเก่ง คุณตาตัดออกจากกองมรดกเลย”
“พี่ชื่อไรครับ” เหนือเป็นคนแรกที่ทักทายจอมทัพ
“จอมครับ”
“พี่จอมเป็นคนงานคนใหม่ของลุงศิราเหรอครับ”
“ครับ พี่เพิ่งมาทำงานวันนี้วันแรก”
“ถึงว่าเหนือไม่เคยเห็นพี่จอมเลย”
“สวัสดีค่ะพี่จอม เดวานะคะ”
“สวัสดีครับพี่จอม น่านครับ”
“สวัสดีครับ” จอมทัพทักทายหลานๆ ของศิรา
“หมาพี่จอมเหรอครับ” น่านตื่นเต้นที่เห็นเจ้ามอคค่า
“ของนายศิราครับ”
“มันชื่อมอคค่าครับ มอคค่าไม่มีบ้าน ลุงเลยเอามาอยู่ด้วย” ศิราบอกหลานๆ
“แล้วลุงศิราเจอมอคค่าได้ยังไงคะ”
“เจอที่นิวยอร์กครับ แล้วลุงจะเล่าให้ฟังนะ ลุงว่าเราไปกันดีกว่า เดี๋ยวคุณตากับคุณยายจะรอ มอคค่าจะได้ไปหาคุณตาคุณยายด้วย มาโนช”
“ครับนาย” มาโนชรีบวิ่งมาหาคนเป็นนาย
“กินข้าวเสร็จ พาจอมไปส่งที่เรือนด้วย”
“ครับนาย”
“พี่จอมไปกินข้าวกับเดวาไหม คุณยายของเดวาทำอาหารอร่อยนะคะ”
“พี่ไปกินกับคนงานคนอื่นๆ ดีกว่าครับ” จอมทัพบอกอย่างเจียมตัวในฐานะของตน
“ไปครับเด็กๆ ไปมอคค่า” ศิราคว้าสายจูงเจ้ามอคค่ามาจากจอมทัพ เดินออกไปกับหลานๆ
“มอคค่าไปหาคุณตาคุณยายกันนะ”
“มอคค่า หมานิวยอร์ก แล้วแบบนี้เหนือต้องสปีคอิงลิชกับมอคค่าไหมครับ”
เสียงลุงหลานพูดคุยกันไปตลอดทาง จอมทัพมองตามตาละห้อย
“จอมไปกินข้าว”
“ครับ” จอมทัพตามมาโนชไปยังรถกระบะ เพื่อไปกินข้าวเย็นที่โรงอาหารสำหรับคนงาน
“จะหล่อกันเกินไปแล้ว” จอมนรีในชุดบอดี้สูทสีขาว กับกางเกงขาบานเอวสูงสีขาวเรียบหรู ชุดสวยจากแบรนด์ดัง ไม่คิดว่าแค่งานเปิดฟาร์มเป็ดปลีกับปลังจะต้องแต่งกายเต็มยศถึงเพียงนี้ อันที่จริงไม่ต้องทำพิธีเปิดใหญ่โตก็ได้ แต่เพราะท่านประธานตัวน้อยทั้งสองนี่ละที่บอกต้องอลังการ“เป็นท่านประธานก็ต้องแต่งตัวหล่อๆ สิครับ” ปลีอยู่ในชุดทักซิโด้พร้อมสวมแว่นกันแดด เช่นเดียวกับปลัง“ต้องหล่อและดูดี อย่าให้ใครมาว่าได้ครับ”“แล้วแบบนี้หม่าม้าไม่ต้องเปลี่ยนเป็นชุดราตรีเลยเหรอคะ”“หม่าม้าควรแต่งตัวสวยมากๆ เลยครับ”“หม่าม้าควรสวย เพราะปะป๊าหล่อมาก”“เฮียก็เอาด้วยเหรอ” ร่างสูงของสามีก็อยู่ในชุดสูทหล่อเหลา เพียงแค่ไม่ได้สวมแว่นกันแดดเหมือนลูกชายทั้งสองก็เท่านั้น“ก็ลูกอยากให้หล่อๆ” ศิราตามใจลูกชาย และตั้งใจว่าก่อนเข้างานค่อยถอดสูทกับเนคไทออก“พร้อมแล้วค่ะ” ผักหวาน ผักกาด และกะเพรา อยู่ในชุดเดรสสั้นพองฟูสุดหรูแบบผู้ดีอังกฤษ“พร้อมแล้วครับ” หมากอยู่ในชุดสูทหล่อเหลาไม่ต่างจากพ่อกับน้องชาย“นี่จัดเต็มกันทุกคนเลยเหรอคะ”“หม่าม้าไม่อ่านไลน์กลุ่มแน่เลย” ปลังว่าคนเป็นแม่“มีแจ้งในไลน์กลุ่มด้วย”“มี” ปลีกับปลังเน้นเสียงว่าพ
“ปะป๊าตื่งๆ” ปลีกับปลังปลุกคนเป็นพ่อตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า“ฟ้ายังมืดอยู่เลย ตื่นมาทำอะไรกันครับ หรือหิวนม” ศิราเอื้อมมือไปเปิดไฟหัวเตียงหรี่ตามองหน้าลูกชาย ก่อนจะเหลือบตามองนาฬิกาที่บ่งบอกเวลา 04.25 น.“อาบน้ำไปโยงเยียง”“แต่งตัวไปโยงเยียง”“โรงเรียนมี รปภ. ค่ะ ไม่ต้องไปช่วยเปิดประตูโรงเรียน” จอมนรีประชดลูกชายที่ตื่นก่อนไก่โห่ ปกติโรงเรียนเข้า 08.30 น. เด็กๆ จะตื่นนอนเวลา 06.30 น. ออกเดินทางไปโรงเรียนเวลา 07.30 น. และเลิกเรียนเวลา 14.30 น.“หม่าม้ามั่ว”“หม่าม้ามั่วอะไร ก็โรงเรียนมี รปภ. คอยเปิดประตูโรงเรียนอยู่แล้ว ปลีกับปลังไม่ต้องไปแต่เช้ามืดก็ได้”“ไปปลุกพี่ผักหวางกับพี่พักกาดฝ่า”“ไปปลุกพี่หมากกับพี่กะเพราฝ่า”ปลีกับปลังไม่อยากเสียเวลาเถียงกับคนเป็นแม่ รีบออกจากห้องไปปลุกพี่ๆ ให้ไปโรงเรียน“ลูกชายเฮียติดสาวแน่ๆ”“ติดเพื่อน ไม่ใช่ติดสาว ลูกเพิ่งจะสามขวบเองนะจอม”“ปกติเขามีแต่พ่อหวงลูกสาว แต่เฮียหวงลูกชายซะงั้น”“เฮียเป็นห่วงต่างหาก เฮียตามไปดูก่อน ไปปลุกพี่ๆ ตอนนี้ ได้โดนพี่โวยลั่น”จอมนรีมองตามสามีที่รัก หวง ห่วง ลูกชายฝาแฝดคู่เล็กมากเป็นพิเศษ ก่อนจะเดินตามออกไปเฌ
“นี่ฌายัง” ปลีแนะนำให้ทับทิมกับนาเนียรู้จักกับแกะตัวสีขาวนามว่า ฌารัน“นี่ฌามา” ปลังแนะนำให้ทับทิมกับนาเนียรู้จักกับแกะตัวสีขาวนามว่า ฌามา“คุงพ่อกับคุงแม่เคยพาทิมไปเที่ยวเยี้ยงแกะ” ทับทิมเคยไปเที่ยวฟาร์มแกะ และให้อาหารแกะ“แด๊ดดี้กับหม่ามี้ก็เคยพาเนียไปดูแกะ ย้างแฟมีแกะเยอะ” นาเนียเคยไปร้านกาแฟที่มีฝูงแกะ“เยี้ยงแกะได้นะ” ปลีกับปลังกระวีกระวาดหยิบหญ้าให้เพื่อนไปป้อนแกะศิรามองลูกชายด้วยความเอ็นดูที่คอยต้อนรับขับสู้เพื่อน เป็นเจ้าบ้านที่ดี แต่ก็แปลกใจที่ลูกชายทั้งสองดูจะเอาใจเพื่อนเป็นพิเศษอย่างที่ไม่เคยเป็นกับเด็กวัยเดียวกัน ขนาดเพลิงกับพราวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับทั้งคู่ยังไม่เคยยอม เผลอเป็นตีกันตลอด“ทับทิมยอนี่นะ”“นาเนียยอนี่นะ”ปลีกับปลังให้เพื่อนทั้งสองนั่งรอบนโซฟารับแขกกับพ่อของตน แล้วพากันไปเอาสัตว์เลี้ยงสุดน่ารักของพี่เฌอมาให้เพื่อนดูด้วยวิ่งเข้าออกบ้านหลังนี้เป็นประจำเสมือนบ้านของตัวเอง จึงรู้ว่าเจ้าสุดหล่อกับเจ้าสุดสวยอยู่ที่ใด“คุงยุงขา ฉุดหย่อหย่อมากไหมคะ”“ฉุดฉวยฉวยมากไหมคะคุงยุง”“เออ...” ศิราไม่รู้ว่าจะตอบเพื่อนของลูกชายว่าอย่างไร สำหรับเฌอ ปลี และปลัง เจ้าสุดหล่อก็หล
“ปลี ปลัง ผู้ปกครองมารับแล้วค่ะ” คุณครูเดินเข้ามาบอก“คุงปู่มายับแย้ว” ปลีกับปลังรู้ว่าคนมารับต้องเป็นปู่ รีบหยิบกระเป๋านักเรียนของตนขึ้นมาสะพาย“ทับทิมกับนาเนียจะไปไหนคะ ผู้ปกครองยังไม่มารับเลยนะคะ” คุณครูเรียกถามทับทิมกับนาเนียที่หยิบกระเป๋านักเรียนของตนขึ้นมาสะพายทั้งที่ผู้ปกครองยังไม่มารับ“ปลีชวงไปฟาร์มเป็ดค่ะ” ปลีชวนทับทิมไปฟาร์มเป็ดของตัวเอง“ปลังชวงไปเยี้ยงเป็ดค่ะ” ปลังชวนนาเนียไปเลี้ยงเป็ดที่ฟาร์มของตัวเอง“ทับทิมกับนาเนียต้องรอผู้ปกครองอนุญาตก่อนค่ะ”“ไปเย็ว” ทับทิมจับมือปลี นาเนียจับมือปลัง พากันวิ่งออกไปยังบริเวณที่ผู้ปกครองมารอรับ กลัวว่าจะไม่ได้ไปฟาร์มเป็ด“ทับทิม นาเนีย ต้องรอผู้ปกครองมารับก่อนค่ะ” คุณครูรีบวิ่งตามนักเรียนในความดูแลของตนไปเดลกับหลานคนอื่นๆ มองปลีกับปลังวิ่งตามเด็กผู้หญิงสองคนผ่านหน้าไปด้วยความประหลาดใจ“ปลี ปลัง จะไปไหนลูก” เดลตะโกนถามหลานชายก่อนจะวิ่งเลยไปไกล“คุงปู่อยู่นี่ๆ” ปลีกับปลังฝืนตัวไว้ ทำให้เสียงจังหวะพากันล้มไปทั้งสี่คน“ทับทิม”“นาเนีย”เสียงของความตกใจจากแม่ของทับทิมกับพ่อของนาเนีย ต่างรีบเข้าไปดูลูกของตนเดลกับพี่ๆ ของปลีกับปลังก็รีบวิ่ง
“เป็นห่วงปลีกับปลังหรือเป็นห่วงครูกับเพื่อนๆ ของลูกคะ” ศิราคิ้วขมวดเล็กน้อยจับจ้องนาฬิกาบนฝาผนัง จอมนรีเดินเข้ามานั่งข้างๆ วางมือทาบทับหลังมือของสามี เดาได้ทันทีว่าเขากำลังเป็นกังวลสองลูกชายที่ไปโรงเรียนวันแรก ไม่รู้ว่าจะเผยตัวตนแล้วสร้างความปั่นป่วน หรือจะเก็บซ่อนตัวตนแล้วแสดงออกเหมือนกับวันสมัครเรียน“ได้เวลานอนแล้ว” เวลานี้คือเวลานอนกลางวันของปลีกับปลัง ศิรากังวลว่าลูกทั้งสองจะหลับได้ไหมยามที่ไม่มีเขา“ถ้าง่วงจัดๆ ยังไงก็หลับค่ะ เหมือนที่เพลิงกับพราวเคยทำให้ปลีกับปลังหลับมาแล้ว ปลีกับปลังเก่ง ต้องปรับตัวได้ค่ะ”“เฮียรู้ แต่มันก็ต้องใช้เวลา” วันนี้ฟาร์มม้ากับฟาร์มวัวเงียบเหงาเพราะไม่มีลูกชายจอมป่วน ไม่มีเสียงที่คอยเรียกให้หันไปมองว่าพวกตนกำลังทำในสิ่งที่เจ๋งสุดๆ หรือไม่มีเสียงต่อล้อต่อเถียงของความดื้อรั้น แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงยามที่ทั้งคู่ไปโรงเรียน แต่ก็ทำให้รู้สึกว่าขาดหาย“เฮียกับปะป๊าใช่ไหมที่ต้องใช้เวลาปรับตัวให้ชิน” ไม่ใช่แค่สามีที่หงอยเหงา ตั้งแต่กลับจากไปส่งหลานที่โรงเรียน คนเป็นปู่ก็อยู่ในอาการเดียวกัน ไร่จันทรัชไม่สดใสเหมือนทุกวัน เพราะเสียงใสเจื้อยแจ้วหายไป“จอม
รถตู้หรูของไร่จันทรัชมาส่งทายาทตัวน้อย โดยเดลเป็นคนมาส่งหลานๆ อย่างเป็นหน้าที่ประจำไปแล้ว“ฉะหวัดดีฮับ” ปลีกับปลังพนมมือไหว้ทักทายคนเป็นครูด้วยความนอบน้อม พี่ๆ ต่างมองด้วยความรู้สึกประหลาดใจ เหมือนเด็กชายตัวน้อยสองคนตรงหน้าไม่ใช่น้องชายของพวกตน เพราะเรียบร้อยเกินไป“พบตะวันกับเขตตะวันคนเก่งนี่เอง สวัสดีค่ะ” คุณครูจดจำเด็กชายฝาแฝดที่เก่งและเรียบร้อยได้“เก่งแย้วก็หย่อด้วยฮับ”“จริงด้วยค่ะ พบตะวันกับเขตตะวันคนหล่อที่เก่งๆ นี่เอง”“หย่อฉุดๆ เก่งฉุดๆ ด้วยฮับ”“ค่ะ พบตะวันกับเขตตะวันที่หล่อที่สุด แล้วก็เก่งสุดๆ ด้วยค่ะ” ปลีกับปลังยิ้มกว้างเมื่อคุณครูพูดถูกใจ“คุงครูพูดดีมากฮับ”“แล้วจะให้คุณครูพาไปที่ห้อง หรือจะไปกับพี่ๆ คะ”“ไปกับพี่ได้ฮับ ให้พี่ไปฉ่งหนึ่งวัง พรุ่งนี้เก่งแย้วไปเองฮับ”“วังนี้ไปไม่ถูก ให้พี่ไปฉ่ง พรุ่งนี้ไปถูกแย้วไปเองฮับ”“ช่างพูดกันจังเลยค่ะ”“ทำไมคุงปู่ไม่กลับ” ปลีกับปลังหันมาเห็นคนเป็นปู่ที่คิดว่าจะกลับไปแล้ว“ปลีกับปลังอยู่ได้นะลูก” เดลเป็นห่วงหลานชายตัวน้อยทั้งสอง แม้จะมีพี่ๆ คอยดูแล แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้“อยู่ได้ฉิฮับ คุงปู่กลับดีๆ นะฮับ บะบ่าย” เดลคาดหวังให้หลานชายท







