LOGIN“ที่นี่ครัวเปิดตั้งแต่ตีห้า เพราะมีคนงานบางส่วนต้องเข้างานแต่เช้า มื้อเที่ยงแม่ครัวจะกระจายส่งอาหารไปยังไร่ ยังฟาร์ม ส่วนตอนเย็นครัวจะปิดหนึ่งทุ่ม มาไม่ทันคืออด แต่ไม่ใช่ปัญหา มาม่าช่วยได้ เพราะมีร้านสวัสดิการเปิดถึงสี่ทุ่ม ขาดเหลืออะไรไปซื้อได้เลย มีขายทุกอย่าง สากกระเบือยันเรือรบเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่มีเงิน เซ็นไว้ก่อนก็ได้ พอเงินเดือนออกก็ค่อยเอาไปจ่าย แต่อย่าคิดเบี้ยวนะ ไม่งั้นจะถูกคิดดอกเบี้ย และหักจากเงินเดือน แต่ถ้าจ่ายตรง ยอดซื้อสะสมเอาไปแลกของกินของใช้ได้ด้วย ทำงานที่นี่ไม่ใช่แค่เงินดี สวัสดิการก็ดีด้วย สิ้นปีก็มีโบนัส” ระหว่างขับรถไปยังโรงอาหาร มาโนชก็บอกเล่าเวลาอาหารของคนงานไปด้วย
“แล้วมุ้งล่ะ ต้องซื้อหรือว่ามีสวัสดิการให้คนงาน” จอมทัพไม่ลืมเรื่องมุ้ง ไม่อยากโดนยุงหาม และไม่อยากนอนร่วมมุ้งกับศิรา
“บ้านพักคนงานติดมุ้งลวดทุกห้อง ใครเขานอนกางมุ้งกัน”
“ก็นายศิราไง”
“อ๋อ ก็มีแค่นายศิรานั่นละที่นอนกางมุ้ง”
“แล้วตกลงที่ร้านสวัสดิการมีมุ้งขายไหม”
“ไม่มี”
“อ้าว ไหนบอกมีขายทุกอย่าง”
“ก็มันไม่มีใครใช้ แล้วจะเอามาขายให้ใคร”
“ก็ขายให้นายศิราไง”
“คุณจอมทัพครับ คุณจอมทัพคิดว่ามุ้งที่นายศิราใช้มีขายตามร้านทั่วไปหรือไงครับ ราคาตั้งเป็นหมื่นนะนั่น”
“มุ้งบ้าอะไรราคาเป็นหมื่น...สรุปร้านค้าสวัสดิการไม่มีมุ้งขาย” จอมทัพบ่นอุบอิบราคามุ้งแสนแพง ก่อนจะถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“ไม่มี แล้วนี่ตกลงนายศิราให้ทำหน้าที่อะไร”
“นายยังไม่บอก”
“เอ้า แล้วทำไมยังไม่บอกอีกวะ” มาโนชแปลกใจ ตอนตนมาทำงานใหม่ๆ คนเป็นนายก็แจกแจงงานที่ต้องรับผิดชอบแล้ว
“ไม่รู้” จอมทัพตอบเสียงหงุดหงิด คิดไม่ตกว่าจะไปหามุ้งที่ไหน
“ไม่ได้ถาม รู้จักไหมรำพึงรำพันน่ะ แต่เดี๋ยวนายก็คงบอกเองละ”
ภายในรถตกอยู่ในความเงียบ จนกระทั่งถึงโรงอาหาร มาโนชเปิดประตูลงจากรถ เดินนำหน้าไปก่อน จอมทัพเดินตามหน้าม่อย เพราะไม่รู้จะไปหามุ้งที่ไหน
“พี่มาโนชพาใครมาอ่ะ หล่อจัง” ลูกสาวของกำปอกับทองเลื่อม หัวหน้าแม่ครัว เดินปรี่เข้ามาหามาโนช มองจอมทัพสายตาแพรวพราว
“มันแน่นอนอยู่แล้ว” หญิงสาวที่ตนชอบพอเอ่ยปากชม มาโนชกระหยิ่มยิ้มย่องวางมาดหล่อเหลา
“โอ้ย ฉันไม่ได้หมายถึงพี่ นู่น คนที่พี่มาด้วยนู่น”
“จอม คนงานใหม่” มาโนชตอบแบบขอไปที น้อยใจที่ตนไม่เคยอยู่ในสายตาของสีบัวบาน
“คนนี้นี่เองที่พ่อพูดถึง พี่จอมคนหล่อ” ดวงตาของสีบัวบานเป็นประกายระยิบระยับ ถูกตาต้องใจความหล่อเหลาของจอมทัพ
“เห็นผู้หล่อเป็นระริกระรี้ เก็บนอเอ็งบ้างนังแหล่” ทองเลื่อมชี้หน้าลูกสาวด้วยมือข้างที่ถือทัพพี
“สีบัวบาน ฉันบอกแม่ตั้งกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกสีบัวบาน” พื้นเพของทองเลื่อมเป็นคนอีสาน จึงมักเรียกสีบัวบานว่าแหล่ ซึ่งแปลว่าคล้ำค่อนไปทางดำ ตามผิวพรรณ
“เก็บนอ แล้วมาช่วยข้าตักแกงให้คนงาน ก่อนที่ทัพพีจะลอยไปแพ่นกบาลเอ็ง”
“รู้แล้วน่ะแม่” สีบัวบานกระแทกเสียงตอบคนแม่ ก่อนไปยังหันมาส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มให้จอมทัพ
“ท่าทางสีบัวบานจะชอบแก”
“ผมมาทำงาน ไม่ได้มาหาเมีย แล้วตอนนี้ผมก็อยากกินข้าว จะได้รีบกลับเรือน ก่อนที่นายจะกลับ”
“แน่ใจนะว่าไม่ได้ชอบสีบัวบาน”
“ไม่ชอบ แล้วก็ไม่มีวันชอบด้วย”
“วันอาทิตย์จะพาไปซื้อมุ้ง” มาโนชอารมณ์ดีขึ้นมาทันทีที่จอมทัพจะไม่เป็นคู่แข่งหัวใจตน
“พี่พูดแล้วนะ” วันนี้วันศุกร์ ทนนอนให้ยุงดูดเลือดสองคืน ก็ถือเสียว่าบริจาคเลือดให้ยุงไปแล้วกัน
“เออ ไม่ผิดคำพูดหรอกน่า ไปๆ กินข้าว” มาโนชวาดแขนกอดคอชายหนุ่มร่างเล็ก
“ไม่ต้องกอดคอก็ได้” จอมทัพเบี่ยงตัวตัวหนีท่อนแขนของมาโนช แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้คิดอะไร เพราะมองตนเป็นผู้ชาย แต่ก็ทำใจให้มาถึงเนื้อถึงตัวไม่ได้
“ทำหวงตัวไปได้ ตอนเด็กๆ แม่ไม่ให้กินนมหรือไง ถึงได้ตัวกระจ้อยร่อยแท้ คุณหนูเดวายังสูงกว่าอีก”
“รู้แล้วว่าเตี้ยไม่ต้องขยี้ปม” มาโนชหัวเราะชอบใจคำยอกย้อนของจอมทัพ
สีบัวบานยังคงออกหน้าออกตาว่าพึงพอใจจอมทัพ ตักกับข้าวให้เยอะเป็นพิเศษเพื่อเอาใจ จนคนงานโห่ร้องความลำเอียงนี้
เมื่อถึงเรือนไม้สัก จอมทัพรีบถือโอกาสที่ศิรายังไม่กลับมาอาบน้ำ วันแรกของการปกปิดความเป็นหญิงจึงผ่านไปได้ด้วยดี และไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เธอสำรวจทั่วเรือน แต่ก็ต้องล้มเหลว เพราะไม่เจอข้อมูลสำคัญอะไรเลย ห้องที่ล็อกไว้ ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะเข้าไปค้นหาข้อมูลสำคัญที่จะนำมาใช้เล่นงานไร่จันทรัชให้สิ้นชื่อ
คฤหาสน์จันทรัช
“แสนรู้จริงๆ ดูจะทนไม้ทนมือเสียด้วย” เดลมองหลานๆ เล่นกับเจ้ามอคค่า หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ไม่ว่าหลานๆ จะสั่งให้ทำอะไร ก็แสดงความฉลาดแสนรู้ และไม่ว่าจะถูกกอดรัด หรือสัมผัสแรงๆ ด้วยมันเขี้ยว ก็ไม่มีร้อง
“ปะป๊ารู้ไหมครับว่าพ่อเลี้ยงเวียงไชยกับแม่เลี้ยงไหมทิพย์มีลูกด้วยกันกี่คน” ศิราเอาแต่ครุ่นคิดเรื่องราวของจอมทัพ อดรนทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากถามคนเป็นพ่อ
“เท่าที่รู้ก็มีอัศวินคนเดียวนะ” เหมือนที่ทุกคนรู้ ทายาทของไร่จันทร์ผามีแค่อัศวิน
“แล้วจะเป็นไปได้ไหมครับว่าพ่อเลี้ยงเวียงไชยหรือแม่เลี้ยงไหมทิพย์จะมีลูกลับๆ”
“ถ้าไหมทิพย์ ป๊าว่าไม่น่ามี แต่ถ้าเวียงไชยก็ไม่แน่ ตอนหนุ่มๆ เรื่องความเจ้าชู้ก็ใช่ย่อย แต่พอแต่งงานกับไหมทิพย์แล้วก็ไม่เคยได้ยินว่าออกนอกลู่นอกทางอีก ไม่ใช่ว่าถอดเขี้ยวเล็บอะไรนะ แต่ถ้าถูกจับได้ ไหมทิพย์ได้เอาตาย พูดแบบนี้แสดงว่าคนของไร่จันทร์ผาเข้ามาสอดแนมอะไรอีกใช่ไหม”
ไม่ใช่ว่าความบาดหมางระหว่างไร่จันทรัชกับไร่จันทร์ผาจะเพิ่งเกิด แต่มันเป็นปัญหาจากรุ่นสู่รุ่น แต่มาชัดเจนในช่วงที่ศิราเริ่มทำฟาร์มวัวกับฟาร์มม้าอย่างจริงจัง ส่วนสาเหตุก็มาจากเรื่องของผลประโยชน์
“ยังไม่แน่ใจครับ” หากเป็นคนอื่น คำๆ นี้คงไม่หลุดออกมาจากปากของศิรา แต่เป็นเพราะจอมทัพที่ทำให้เขาไม่ยอมฟันธง เขายอมรับว่าเธอมีผลต่อหัวใจ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาได้พบเธอ อย่างที่ไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน
“ไม่คิดว่าคำนี้จะหลุดออกมาจากปากลูกชายป๊าได้” ลูกชายคนนี้ของเดลกับเอวาเป็นคนที่แน่วแน่ มั่นใจ ไม่ว่าจะทำอะไร ไม่มีคำว่าไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ แต่ครั้งนี้ต้องมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกเป็นแน่
“มันก็ต้องมีกันบ้างละครับ” ศิรามั่นใจว่าเหตุผลที่จอมทัพปลอมตัวเข้ามาในไร่จันทรัช ก็เพราะต้องการมาหาข้อมูลสำคัญ แต่ที่เขาไม่แน่ใจ คือเธอมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับเวียงไชยหรือไหมทิพย์
“แต่หม่าม้าเคยได้ยินว่าเวียงไชยมีความสัมพันธ์กับลูกหนี้ขัดดอก” เอวาเดินเข้ามาพร้อมชาเปปเปอร์มินต์สำหรับสามี ที่จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ช่วยให้หลับง่าย หลับสบายขึ้น
“หม่าม้าได้ยินมาจากไหนครับ หรือใครเล่าให้หม่าม้าฟัง” ความกระตือรือร้นของลูกชายทำให้คนเป็นพ่อแม่เห็นความผิดปกติ
“คนที่เล่าให้หม่าม้าฟังตายไปหลายปีแล้วน่ะสิ”
“ทำไมเฮียไม่รู้เรื่องนี้ล่ะ”
“แล้วเฮียต้องรู้ทุกเรื่องเลยหรือไง”
“เป็นอันจบ” เดลไม่ต่อล้อต่อเถียงคนเป็นภรรยา ยกถ้วยชาขึ้นมาดื่ม
คำบอกเล่าของแม่ยิ่งทำให้ศิราอยากรู้จักผู้หญิงที่ชื่อตองนวล แล้วจอมทัพจะมีความเกี่ยวพันด้วยหรือไม่
ศิรากลับมาถึงเรือนไม้สักของตนในเวลาสี่ทุ่ม หน้าต่างห้องนอนถูกปิด จะเป็นฝีมือใครไปไม่ได้นอกจากจอมทัพ ที่คงจะหามุ้งไม่ได้ จึงรีบปิดหน้าต่าง เพื่อไม่ให้ยุงที่จะชุกชุมในยามมืดค่ำเข้าไปในห้องนอน
เมื่อเข้ามาในห้องนอนก็พบว่าคนตัวเล็กนอนหลับไปแล้ว ศิราเดินไปหยุดยืน แล้วย่อตัวลง มองใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่หลับพริ้มอยู่บนพื้นข้างเตียง ก่อนจะกระตุกยิ้มเมื่อสังเกตเห็นเปลือกตายุกยิกของคนหลับ
ร่างสูงหยัดยืน เดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เสื้อเชิ้ตแขนยาวถูกถอดออก แล้วโยนใส่ตะกร้าผ้า ตามด้วยเสื้อยืดสีดำ โดยสายตาคมกริบคอยมองกระจกเงาที่สะท้อนร่างเล็กของจอมทัพที่นอนตะแคงมาทางนี้ คอยหรี่ตามองว่าเขาทำอะไร และที่ทำให้เขาขบขันก็ตอนที่กางเกงยีนส์ถูกถอดลงมากองกับพื้น แล้วคนแกล้งหลับสะดุ้งตกใจ
ศิราผิวปากอารมณ์ดีเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ส่วนคนแกล้งหลับก็ทำได้เพียงก่นด่าคนหน้าไม่อายในใจ
“จะหล่อกันเกินไปแล้ว” จอมนรีในชุดบอดี้สูทสีขาว กับกางเกงขาบานเอวสูงสีขาวเรียบหรู ชุดสวยจากแบรนด์ดัง ไม่คิดว่าแค่งานเปิดฟาร์มเป็ดปลีกับปลังจะต้องแต่งกายเต็มยศถึงเพียงนี้ อันที่จริงไม่ต้องทำพิธีเปิดใหญ่โตก็ได้ แต่เพราะท่านประธานตัวน้อยทั้งสองนี่ละที่บอกต้องอลังการ“เป็นท่านประธานก็ต้องแต่งตัวหล่อๆ สิครับ” ปลีอยู่ในชุดทักซิโด้พร้อมสวมแว่นกันแดด เช่นเดียวกับปลัง“ต้องหล่อและดูดี อย่าให้ใครมาว่าได้ครับ”“แล้วแบบนี้หม่าม้าไม่ต้องเปลี่ยนเป็นชุดราตรีเลยเหรอคะ”“หม่าม้าควรแต่งตัวสวยมากๆ เลยครับ”“หม่าม้าควรสวย เพราะปะป๊าหล่อมาก”“เฮียก็เอาด้วยเหรอ” ร่างสูงของสามีก็อยู่ในชุดสูทหล่อเหลา เพียงแค่ไม่ได้สวมแว่นกันแดดเหมือนลูกชายทั้งสองก็เท่านั้น“ก็ลูกอยากให้หล่อๆ” ศิราตามใจลูกชาย และตั้งใจว่าก่อนเข้างานค่อยถอดสูทกับเนคไทออก“พร้อมแล้วค่ะ” ผักหวาน ผักกาด และกะเพรา อยู่ในชุดเดรสสั้นพองฟูสุดหรูแบบผู้ดีอังกฤษ“พร้อมแล้วครับ” หมากอยู่ในชุดสูทหล่อเหลาไม่ต่างจากพ่อกับน้องชาย“นี่จัดเต็มกันทุกคนเลยเหรอคะ”“หม่าม้าไม่อ่านไลน์กลุ่มแน่เลย” ปลังว่าคนเป็นแม่“มีแจ้งในไลน์กลุ่มด้วย”“มี” ปลีกับปลังเน้นเสียงว่าพ
“ปะป๊าตื่งๆ” ปลีกับปลังปลุกคนเป็นพ่อตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า“ฟ้ายังมืดอยู่เลย ตื่นมาทำอะไรกันครับ หรือหิวนม” ศิราเอื้อมมือไปเปิดไฟหัวเตียงหรี่ตามองหน้าลูกชาย ก่อนจะเหลือบตามองนาฬิกาที่บ่งบอกเวลา 04.25 น.“อาบน้ำไปโยงเยียง”“แต่งตัวไปโยงเยียง”“โรงเรียนมี รปภ. ค่ะ ไม่ต้องไปช่วยเปิดประตูโรงเรียน” จอมนรีประชดลูกชายที่ตื่นก่อนไก่โห่ ปกติโรงเรียนเข้า 08.30 น. เด็กๆ จะตื่นนอนเวลา 06.30 น. ออกเดินทางไปโรงเรียนเวลา 07.30 น. และเลิกเรียนเวลา 14.30 น.“หม่าม้ามั่ว”“หม่าม้ามั่วอะไร ก็โรงเรียนมี รปภ. คอยเปิดประตูโรงเรียนอยู่แล้ว ปลีกับปลังไม่ต้องไปแต่เช้ามืดก็ได้”“ไปปลุกพี่ผักหวางกับพี่พักกาดฝ่า”“ไปปลุกพี่หมากกับพี่กะเพราฝ่า”ปลีกับปลังไม่อยากเสียเวลาเถียงกับคนเป็นแม่ รีบออกจากห้องไปปลุกพี่ๆ ให้ไปโรงเรียน“ลูกชายเฮียติดสาวแน่ๆ”“ติดเพื่อน ไม่ใช่ติดสาว ลูกเพิ่งจะสามขวบเองนะจอม”“ปกติเขามีแต่พ่อหวงลูกสาว แต่เฮียหวงลูกชายซะงั้น”“เฮียเป็นห่วงต่างหาก เฮียตามไปดูก่อน ไปปลุกพี่ๆ ตอนนี้ ได้โดนพี่โวยลั่น”จอมนรีมองตามสามีที่รัก หวง ห่วง ลูกชายฝาแฝดคู่เล็กมากเป็นพิเศษ ก่อนจะเดินตามออกไปเฌ
“นี่ฌายัง” ปลีแนะนำให้ทับทิมกับนาเนียรู้จักกับแกะตัวสีขาวนามว่า ฌารัน“นี่ฌามา” ปลังแนะนำให้ทับทิมกับนาเนียรู้จักกับแกะตัวสีขาวนามว่า ฌามา“คุงพ่อกับคุงแม่เคยพาทิมไปเที่ยวเยี้ยงแกะ” ทับทิมเคยไปเที่ยวฟาร์มแกะ และให้อาหารแกะ“แด๊ดดี้กับหม่ามี้ก็เคยพาเนียไปดูแกะ ย้างแฟมีแกะเยอะ” นาเนียเคยไปร้านกาแฟที่มีฝูงแกะ“เยี้ยงแกะได้นะ” ปลีกับปลังกระวีกระวาดหยิบหญ้าให้เพื่อนไปป้อนแกะศิรามองลูกชายด้วยความเอ็นดูที่คอยต้อนรับขับสู้เพื่อน เป็นเจ้าบ้านที่ดี แต่ก็แปลกใจที่ลูกชายทั้งสองดูจะเอาใจเพื่อนเป็นพิเศษอย่างที่ไม่เคยเป็นกับเด็กวัยเดียวกัน ขนาดเพลิงกับพราวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับทั้งคู่ยังไม่เคยยอม เผลอเป็นตีกันตลอด“ทับทิมยอนี่นะ”“นาเนียยอนี่นะ”ปลีกับปลังให้เพื่อนทั้งสองนั่งรอบนโซฟารับแขกกับพ่อของตน แล้วพากันไปเอาสัตว์เลี้ยงสุดน่ารักของพี่เฌอมาให้เพื่อนดูด้วยวิ่งเข้าออกบ้านหลังนี้เป็นประจำเสมือนบ้านของตัวเอง จึงรู้ว่าเจ้าสุดหล่อกับเจ้าสุดสวยอยู่ที่ใด“คุงยุงขา ฉุดหย่อหย่อมากไหมคะ”“ฉุดฉวยฉวยมากไหมคะคุงยุง”“เออ...” ศิราไม่รู้ว่าจะตอบเพื่อนของลูกชายว่าอย่างไร สำหรับเฌอ ปลี และปลัง เจ้าสุดหล่อก็หล
“ปลี ปลัง ผู้ปกครองมารับแล้วค่ะ” คุณครูเดินเข้ามาบอก“คุงปู่มายับแย้ว” ปลีกับปลังรู้ว่าคนมารับต้องเป็นปู่ รีบหยิบกระเป๋านักเรียนของตนขึ้นมาสะพาย“ทับทิมกับนาเนียจะไปไหนคะ ผู้ปกครองยังไม่มารับเลยนะคะ” คุณครูเรียกถามทับทิมกับนาเนียที่หยิบกระเป๋านักเรียนของตนขึ้นมาสะพายทั้งที่ผู้ปกครองยังไม่มารับ“ปลีชวงไปฟาร์มเป็ดค่ะ” ปลีชวนทับทิมไปฟาร์มเป็ดของตัวเอง“ปลังชวงไปเยี้ยงเป็ดค่ะ” ปลังชวนนาเนียไปเลี้ยงเป็ดที่ฟาร์มของตัวเอง“ทับทิมกับนาเนียต้องรอผู้ปกครองอนุญาตก่อนค่ะ”“ไปเย็ว” ทับทิมจับมือปลี นาเนียจับมือปลัง พากันวิ่งออกไปยังบริเวณที่ผู้ปกครองมารอรับ กลัวว่าจะไม่ได้ไปฟาร์มเป็ด“ทับทิม นาเนีย ต้องรอผู้ปกครองมารับก่อนค่ะ” คุณครูรีบวิ่งตามนักเรียนในความดูแลของตนไปเดลกับหลานคนอื่นๆ มองปลีกับปลังวิ่งตามเด็กผู้หญิงสองคนผ่านหน้าไปด้วยความประหลาดใจ“ปลี ปลัง จะไปไหนลูก” เดลตะโกนถามหลานชายก่อนจะวิ่งเลยไปไกล“คุงปู่อยู่นี่ๆ” ปลีกับปลังฝืนตัวไว้ ทำให้เสียงจังหวะพากันล้มไปทั้งสี่คน“ทับทิม”“นาเนีย”เสียงของความตกใจจากแม่ของทับทิมกับพ่อของนาเนีย ต่างรีบเข้าไปดูลูกของตนเดลกับพี่ๆ ของปลีกับปลังก็รีบวิ่ง
“เป็นห่วงปลีกับปลังหรือเป็นห่วงครูกับเพื่อนๆ ของลูกคะ” ศิราคิ้วขมวดเล็กน้อยจับจ้องนาฬิกาบนฝาผนัง จอมนรีเดินเข้ามานั่งข้างๆ วางมือทาบทับหลังมือของสามี เดาได้ทันทีว่าเขากำลังเป็นกังวลสองลูกชายที่ไปโรงเรียนวันแรก ไม่รู้ว่าจะเผยตัวตนแล้วสร้างความปั่นป่วน หรือจะเก็บซ่อนตัวตนแล้วแสดงออกเหมือนกับวันสมัครเรียน“ได้เวลานอนแล้ว” เวลานี้คือเวลานอนกลางวันของปลีกับปลัง ศิรากังวลว่าลูกทั้งสองจะหลับได้ไหมยามที่ไม่มีเขา“ถ้าง่วงจัดๆ ยังไงก็หลับค่ะ เหมือนที่เพลิงกับพราวเคยทำให้ปลีกับปลังหลับมาแล้ว ปลีกับปลังเก่ง ต้องปรับตัวได้ค่ะ”“เฮียรู้ แต่มันก็ต้องใช้เวลา” วันนี้ฟาร์มม้ากับฟาร์มวัวเงียบเหงาเพราะไม่มีลูกชายจอมป่วน ไม่มีเสียงที่คอยเรียกให้หันไปมองว่าพวกตนกำลังทำในสิ่งที่เจ๋งสุดๆ หรือไม่มีเสียงต่อล้อต่อเถียงของความดื้อรั้น แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงยามที่ทั้งคู่ไปโรงเรียน แต่ก็ทำให้รู้สึกว่าขาดหาย“เฮียกับปะป๊าใช่ไหมที่ต้องใช้เวลาปรับตัวให้ชิน” ไม่ใช่แค่สามีที่หงอยเหงา ตั้งแต่กลับจากไปส่งหลานที่โรงเรียน คนเป็นปู่ก็อยู่ในอาการเดียวกัน ไร่จันทรัชไม่สดใสเหมือนทุกวัน เพราะเสียงใสเจื้อยแจ้วหายไป“จอม
รถตู้หรูของไร่จันทรัชมาส่งทายาทตัวน้อย โดยเดลเป็นคนมาส่งหลานๆ อย่างเป็นหน้าที่ประจำไปแล้ว“ฉะหวัดดีฮับ” ปลีกับปลังพนมมือไหว้ทักทายคนเป็นครูด้วยความนอบน้อม พี่ๆ ต่างมองด้วยความรู้สึกประหลาดใจ เหมือนเด็กชายตัวน้อยสองคนตรงหน้าไม่ใช่น้องชายของพวกตน เพราะเรียบร้อยเกินไป“พบตะวันกับเขตตะวันคนเก่งนี่เอง สวัสดีค่ะ” คุณครูจดจำเด็กชายฝาแฝดที่เก่งและเรียบร้อยได้“เก่งแย้วก็หย่อด้วยฮับ”“จริงด้วยค่ะ พบตะวันกับเขตตะวันคนหล่อที่เก่งๆ นี่เอง”“หย่อฉุดๆ เก่งฉุดๆ ด้วยฮับ”“ค่ะ พบตะวันกับเขตตะวันที่หล่อที่สุด แล้วก็เก่งสุดๆ ด้วยค่ะ” ปลีกับปลังยิ้มกว้างเมื่อคุณครูพูดถูกใจ“คุงครูพูดดีมากฮับ”“แล้วจะให้คุณครูพาไปที่ห้อง หรือจะไปกับพี่ๆ คะ”“ไปกับพี่ได้ฮับ ให้พี่ไปฉ่งหนึ่งวัง พรุ่งนี้เก่งแย้วไปเองฮับ”“วังนี้ไปไม่ถูก ให้พี่ไปฉ่ง พรุ่งนี้ไปถูกแย้วไปเองฮับ”“ช่างพูดกันจังเลยค่ะ”“ทำไมคุงปู่ไม่กลับ” ปลีกับปลังหันมาเห็นคนเป็นปู่ที่คิดว่าจะกลับไปแล้ว“ปลีกับปลังอยู่ได้นะลูก” เดลเป็นห่วงหลานชายตัวน้อยทั้งสอง แม้จะมีพี่ๆ คอยดูแล แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้“อยู่ได้ฉิฮับ คุงปู่กลับดีๆ นะฮับ บะบ่าย” เดลคาดหวังให้หลานชายท







