Masuk“น้า ฉันทำอะไรผิด ทำไมนายต้องไล่ฉันออก” มาโนชตกอยู่ในสภาพหมดอาลัยตายอยาก หลังจากสติแตกกระเจิดกระเจิงมาก่อนหน้านี้ ที่ต้องมาตกงานแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“หรือว่านายจะเป็นพวกไม้ป่าเดียวกันอย่างที่พวกคนงานพูด” กำปอเคยได้ยินคนงานพูดกันว่าที่เจ้านายหนุ่มไม่ยอมแต่งงาน เพราะชอบผู้ชายด้วยกัน ด้วยไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนไปมาหาสู่ จะมีก็แต่คนที่ชื่อ คิว ที่รู้กันว่าเป็นเพื่อนสนิทที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน
จอมทัพตกใจคำรำพึงรำพันของกำปอ นี่อย่าบอกนะว่าคิดผิดที่ปลอมตัวเป็นผู้ชาย
เหตุผลที่เลือกปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อมาสมัครเป็นคนงานไร่จันทรัช ก็คิดว่าจะปลอดภัยจากการถูกคุกคามระหว่างชายหญิง แต่นี่กลับต้องมาเจอเจ้าของไร่เป็นพวกชายรักชาย อย่าบอกนะว่าที่รับตนเข้าทำงานอย่างง่ายดายเป็นเพราะถูกตาต้องใจ
คราวนี้เป็นจอมทัพที่กำลังสติหลุดลอย จะมาล้วงข้อมูลไร่จันทรัช แต่กลับกลายเป็นว่าจะถูกเจ้าของไร่ล้วงเสียเอง
“ฉันจงรักภักดีกับนายศิรามาตลอด ทำไมนายถึงไล่ฉันออก น้า~~” มาโนชตัดพ้อคร่ำครวญ
“เอ็งก็ตีโพยตีพายอยู่นั่น ข้ายังไม่ได้ยินนายศิราบอกสักคำว่าไล่เอ็งออก”
“ฉันเป็นผู้ช่วยของนาย น้าก็รู้ แล้วจู่ๆ นายรับไอ้จอมมาเป็นผู้ช่วย น้าจะให้ฉันคิดเป็นอื่นไปได้ยังไง” มาโนชกระแทกเสียงใส่จอมทัพอย่างคนพาล
“ข้าว่านะ ถ้าเอ็งยังเอาแต่ตีตนก่อนไข้อยู่อย่างนี้ นายได้ไล่เอ็งออกแน่ ไปทำหน้าที่ผู้ช่วยของเอ็งสิวะ” กำปอบอกอย่างรำคาญ แต่ก็เตือนสติมาโนชไปในคราวเดียว
“จริงของน้า ฉันไปหานายดีกว่า” ว่าแล้วมาโนชก็วิ่งไปหาผู้เป็นนายเร็วรี่ แต่ก็ไม่วายถลึงตาใส่จอมทัพอย่างขุ่นเคืองเรื่องที่คนเป็นนายรับมาทำงานในหน้าที่เดียวกับตน
“เอ็งก็ตามข้ามา” กำปอเดินนำจอมทัพไปยังสำนักงาน
จอมทัพกวาดสายตามองไปรอบๆ ที่นี่มีเอกสารมากมาย อาจจะมีเอกสารสำคัญที่ไหมทิพย์ต้องการ แต่ก็เกิดโต้แย้งในความคิด ไม่มีทางที่เอกสารสำคัญจะถูกเก็บอยู่ที่นี่ หรือหากอยู่ที่นี่จริงก็ต้องถูกเก็บไว้อย่างมิดชิด อย่างเช่นตู้เอกสารที่ล็อกกุญแจ หรือตู้เซฟ แต่นี่กับมีแต่ตู้ที่เปิดโล่ง
“เอ้า จะทำไหมงาน” เสียงเข้มดุของกำปอทำให้จอมทัพออกจากห้วงความคิด
“ทะ...ทำครับ”
“บัตรประชาชนมา”
“ครับๆ” จอมรีบหยิบบัตรประชาชนให้กำปอ
กำปอสอบประวัติของจอมทัพ พร้อมกับพิมพ์เข้าสู่คอมพิวเตอร์
“น้าครับ” จอมทัพเอ่ยขึ้นหลังจากบอกประวัติตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าถูกทำขึ้นมาเช่นเดียวกับบัตรประชาชน
“ว่าไง” แม้จะอายุใกล้ห้าสิบ แต่กำปอก็สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างคล่องแคล่ว ถามโดยไม่ละสายตาไปจากสิ่งที่ทำ
“นายศิราเป็นพวกชายรักชายจริงๆ เหรอน้า” จอมทัพตัดสินใจถามเรื่องที่หวั่นใจ
“ข้าก็ไม่แน่ใจ เคยได้ยินแต่พวกคนงานพูดกัน”
“แล้วทำไมคนงานถึงพูดกันล่ะครับ”
“เอ็งนี่มันช่างสงสัยจริงๆ”
“ก็ผมต้องไปพักกับนายนี่น่า”
“ถึงนายจะเป็นแบบนั้นหรือไม่ได้เป็น นายก็ไม่เอาเอ็งหรอก”
“ทำไมน้าถึงแน่ใจล่ะ”
“คนอย่างนายศิราไม่มาชายตามองพวกคนงานหรอก มันจะเสียการปกครอง”
“น้าแน่ใจนะ” ได้ยินดังนั้นจอมทัพก็ใจชื้นขึ้น
“เอ๊ะไอ้นี่ ถามอยู่นั่น วันนี้ข้าจะทำเสร็จไหมประวัติเอ็งเนี่ย เดี๋ยวต้องเอาไปให้นายศิราอีก” กำปอเริ่มหงุดหงิดที่การทำประวัติคนงานไปไม่ถึงไหน หากช้าคนเป็นนายอาจจะไม่พอใจเอาได้
ไม่ใช่แค่จอมทัพมีเรื่องสงสัยในตัวคนเป็นนาย กำปอเองก็มีเรื่องสงสัยเช่นเดียวกัน แต่เป็นเรื่องที่เจ้านายหนุ่มรับจอมทัพมาเป็นคนงานง่ายๆ ทั้งที่เข้มงวดมาตลอดตั้งแต่มีหนอนบ่อนไส้ในไร่
“ผมไม่ถามแล้วก็ได้”
“เออ” กำปอกระแทกเสียงตอบอย่างรำคาญ ตั้งหน้าตั้งตาบันทึกประวัติจอมทัพ
เรือนไม้สักริมน้ำตก
“นายจะไล่ผมออกเหรอครับ ผมทำอะไรให้นายไม่พอใจ หรือผมทำงานพลาดครับ นายถึงจะไล่ผมออก” มาโนชรวบรวมความกล้าถามเจ้านายหนุ่มออกไป แม้จะหวาดหวั่นคำตอบเป็นอย่างมาก
“ฉันพูดอย่างนั้น?” ศิราเลิกคิ้วถาม โดยไม่ได้ละความสนใจไปจากเจ้าสี่ขาตรงหน้า ที่นอนหงายบนเบาะนุ่มให้ลูบท้องอย่างแสนรู้
“ก็นายรับไอ้จอม...นายรับจอมทัพมาเป็นผู้ช่วยแทนผม” ความน้อยใจทำให้มาโนชตั้งแง่อคติจอมทัพ เพราะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ตนตกงาน
“ฉันจะมีผู้ช่วยสองคนไม่ได้หรือไง”
“แสดงว่านายไม่ได้จะไล่ผมออกใช่ไหมครับ” มาโนชยิ้มขึ้นมาได้อย่างโล่งอก เป็นอย่างที่กำปอพูด เขาตีตนก่อนไข้ไปเอง
“ถ้ายังไม่เลิกถาม ฉันจะไล่ออกเดี๋ยวนี้” ไม่เคยมีความคิดในหัวของศิราที่จะไล่มาโนชออกจากการเป็นผู้ช่วย แม้จะกวนบาทาไปบ้างตามนิสัยคนขี้เล่น แต่ก็ถือว่ารู้ใจเขาทุกอย่าง และไม่เคยทำงานผิดพลาด
“ที่นายเลื่อนเวลากลับ เพราะเจ้าตัวนี้หรือครับ อะ...อ้าว” มาโนชมองเจ้าสี่ขาที่หลับพริ้ม เพราะเคลิบเคลิ้มที่มีคนเกาพุงให้ หรือไม่ก็เหนื่อยจากการเดินทางไกล แต่แล้วจู่ๆ มันก็ลุกพึ่บพั่บราวกับได้ยินอะไรที่คุ้นเคย ก่อนจะวิ่งหูลู่ออกไปพร้อมส่งเสียงเห่าด้วยความดีใจ
โฮ่งๆ
จอมทัพมองเจ้าสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลที่วิ่งมาทางตนกับกำปอด้วยความประหลาดใจ มันเหมือนเจ้ามอคค่ามาก แต่จะเป็นไปได้อย่างไรที่เจ้ามอคค่าจะมาอยู่ที่นี่
เจ้าสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลวิ่งวน สลับตะเกียกตะกายจอมทัพ แสดงความดีใจแบบบ้าคลั่ง
ก่อนที่เครื่องบินจะเหินฟ้าพาศิรากลับประเทศไทย ไม่รู้ว่าอะไรดลจิตดลใจให้เขาตัดสินใจกลับไปหาเจ้ามอคค่า และเป็นสาเหตุทำให้เขาต้องเลื่อนวันเดินทางกลับ เพื่อทำเรื่องนำมันกลับมาด้วย
ปฏิกิริยาของเจ้ามอคค่าเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า จอมทัพคือบาริสต้าสาว เพราะแค่เสียงฝีเท้าของเธอ เจ้ามอคค่ายังจำได้
“นี่ถ้าผมไม่รู้มาก่อนว่านายพากลับมา ผมนึกว่าเป็นหมาของจอมแล้วนะครับ” แม้แต่มาโนชยังรู้สึกว่าเจ้ามอคค่ากำลังดีใจที่ได้เจอเจ้าของ และความขุ่นเคืองที่มีต่อจอมทัพได้มลายหายไปแล้ว เพราะตนยังได้ทำหน้าที่ผู้ช่วยของคนเป็นนาย
“นั่นสิ” ศิรายกยิ้มมุมปาก
“จอมอุ้มมา หมาของนายหรือครับ” กำปอให้จอมทัพอุ้มเจ้ามอคค่าตามมา ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้ไปไหน เพราะมันเอาแต่วิ่งดักหน้าดักหลัง ตะเกียกตะกายดีใจไม่เลิก ขนาดถูกอุ้มขึ้นมายังเลียหน้าเลียตา ก่อนจะเอ่ยถามคนเป็นนาย
“ใช่ หมาของฉันเอง มันชื่อมอคค่า” ศิราตอบ พร้อมจับสังเกตปฏิกิริยาของจอมทัพ แม้จะพยายามหลบซ่อนความตกใจยามได้ยินชื่อของเจ้าสุนัข แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเขาไปได้
“อย่าบอกนะครับว่านายพาข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วย”
“ใช่ ฉันพาข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วย มอคค่าถูกเจ้าของทำร้าย เลยต้องไปอยู่ศูนย์พักพิงสัตว์ที่นิวยอร์ก” ยิ่งได้ฟังเรื่องราวของเจ้ามอคค่า จอมทัพก็ยิ่งเผยพิรุธให้ศิราเห็น ความแปลกใจระคนความตื่นเต้นฉายชัดบนใบหน้าเนียนเกลี้ยงเกลา
“เป็นบุญของเจ้ามอคค่าแล้วครับที่ได้มาอยู่กับนายศิรา นี่ครับประวัติของจอม” จากความโชคร้ายของเจ้ามอคค่าในวันนั้น จะกลายเป็นความโชคดีที่ได้มาอยู่กับเจ้านายหนุ่ม กำปอมั่นใจว่าเจ้ามอคค่าจะได้รับความรักและการดูแลอย่างดี ก่อนจะยื่นแฟ้มประวัติของจอมทัพไปให้
ศิรารับแฟ้มประวัติของจอมทัพมาอ่าน ก่อนจะเดินไปนั่งยังชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้สักใต้ถุนเรือน
“ตามมา” กำปอให้จอมทัพตามเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะ
จอมทัพวางเจ้ามอคค่าลง แล้วเดินตามกำปอไป เจ้ามอคค่าก็เดินตามไม่ห่าง
“ชื่อจริง จอมทัพ ชื่อเล่น จอม อายุยี่สิบปี จบ ม.3 ทำไมไม่เรียนต่อให้จบ ม.6 มันเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ศิราอ่านประวัติของจอมทัพ และเอ่ยถามไปด้วย
“ไม่มีเงินครับ” จอมทัพตอบ โดยมีเจ้ามอคค่านอนเกยที่เท้า
“แล้วก่อนหน้านี้ทำงานอะไรที่พะเยา” ตามบัตรประชาชน ที่อยู่ของจอมทัพอยู่ที่พะเยา
“รับจ้างทั่วไปครับ”
“แล้วทำไมถึงอยากมาทำงานที่นี่” ศิราวางแฟ้มประวัติลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตาจับจ้องคนตรงหน้า ยิ่งทำให้จอมทัพรู้สึกประหม่า
“มีคนบอกว่าที่นี่นายจ้างไม่เอารัดเอาเปรียบ และมีที่พักให้ครับ”
“ใครบอก”
“คนที่เคยทำงานที่นี่ครับ แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้ว”
“ใคร”
“ผมก็ไม่รู้จักครับ เขารู้ว่าผมกำลังหางานก็เลยแนะนำ”
“แล้วปกติพักที่ไหน”
“ผมเช่าห้องอยู่ครับ แต่ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า ผมเลยต้องอาศัยนอนวัด”
“พูดเหมือนไม่มีพ่อแม่หรือญาติ”
“ครับ ผมตัวคนเดียว” จอมทัพพูดอย่างไม่ติดขัด ด้วยซักซ้อมมาเป็นอย่างดี แต่ใจก็อดค่อนขอดคนหน้านิ่งไม่ได้ ที่เอาแต่ตั้งคำถาม
“แล้วสัมภาระมีแค่นี้ใช่ไหม” ศิรามองกระเป๋าเป้ที่ติดตัวจอมทัพมา
“ครับ” จอมทัพโล่งอกที่ศิราไม่ถามถึงพ่อแม่ เพราะไม่อยากพูดว่าแม่ตายไปแล้ว ส่วนพ่อนั้นสามารถพูดได้อย่างไม่รู้สึกอะไร
“น้ากำปอกลับไปทำงานเถอะ” เมื่อหมดคำถาม ศิราจึงให้กำปอกลับไปทำงานต่อ
“ครับนาย” กำปอลุกออกไปเมื่อหมดหน้าที่ของตน
“แล้วไม่มีงานหรือไง” ศิราหันไปถามมาโนชที่นั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ
“มะ...ผมไปตรวจงานที่ฟาร์มก่อนครับ” คำว่า ไม่มี ถูกกลืนหายเมื่อเห็นสายตาดุดันของคนเป็นนาย มาโนชคว้าแฟ้มเอกสารแล้วรีบลุกออกไป
“แล้วนายจะให้ผมเริ่มงานจากตรงไหนครับ” จอมทัพอึดอัดจนรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องยามถูกสายตาคมกริบจ้องมอง แต่ก็ต้องพยายามทำตัวให้ปกติ ไม่เช่นนั้นจะเผยพิรุธออกมาให้ถูกจับได้
“เอาของไปเก็บ แล้วไปที่ฟาร์มกับฉัน ตามฉันมา” ศิราเดินนำจอมทัพขึ้นไปบนเรือน
“จะหล่อกันเกินไปแล้ว” จอมนรีในชุดบอดี้สูทสีขาว กับกางเกงขาบานเอวสูงสีขาวเรียบหรู ชุดสวยจากแบรนด์ดัง ไม่คิดว่าแค่งานเปิดฟาร์มเป็ดปลีกับปลังจะต้องแต่งกายเต็มยศถึงเพียงนี้ อันที่จริงไม่ต้องทำพิธีเปิดใหญ่โตก็ได้ แต่เพราะท่านประธานตัวน้อยทั้งสองนี่ละที่บอกต้องอลังการ“เป็นท่านประธานก็ต้องแต่งตัวหล่อๆ สิครับ” ปลีอยู่ในชุดทักซิโด้พร้อมสวมแว่นกันแดด เช่นเดียวกับปลัง“ต้องหล่อและดูดี อย่าให้ใครมาว่าได้ครับ”“แล้วแบบนี้หม่าม้าไม่ต้องเปลี่ยนเป็นชุดราตรีเลยเหรอคะ”“หม่าม้าควรแต่งตัวสวยมากๆ เลยครับ”“หม่าม้าควรสวย เพราะปะป๊าหล่อมาก”“เฮียก็เอาด้วยเหรอ” ร่างสูงของสามีก็อยู่ในชุดสูทหล่อเหลา เพียงแค่ไม่ได้สวมแว่นกันแดดเหมือนลูกชายทั้งสองก็เท่านั้น“ก็ลูกอยากให้หล่อๆ” ศิราตามใจลูกชาย และตั้งใจว่าก่อนเข้างานค่อยถอดสูทกับเนคไทออก“พร้อมแล้วค่ะ” ผักหวาน ผักกาด และกะเพรา อยู่ในชุดเดรสสั้นพองฟูสุดหรูแบบผู้ดีอังกฤษ“พร้อมแล้วครับ” หมากอยู่ในชุดสูทหล่อเหลาไม่ต่างจากพ่อกับน้องชาย“นี่จัดเต็มกันทุกคนเลยเหรอคะ”“หม่าม้าไม่อ่านไลน์กลุ่มแน่เลย” ปลังว่าคนเป็นแม่“มีแจ้งในไลน์กลุ่มด้วย”“มี” ปลีกับปลังเน้นเสียงว่าพ
“ปะป๊าตื่งๆ” ปลีกับปลังปลุกคนเป็นพ่อตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า“ฟ้ายังมืดอยู่เลย ตื่นมาทำอะไรกันครับ หรือหิวนม” ศิราเอื้อมมือไปเปิดไฟหัวเตียงหรี่ตามองหน้าลูกชาย ก่อนจะเหลือบตามองนาฬิกาที่บ่งบอกเวลา 04.25 น.“อาบน้ำไปโยงเยียง”“แต่งตัวไปโยงเยียง”“โรงเรียนมี รปภ. ค่ะ ไม่ต้องไปช่วยเปิดประตูโรงเรียน” จอมนรีประชดลูกชายที่ตื่นก่อนไก่โห่ ปกติโรงเรียนเข้า 08.30 น. เด็กๆ จะตื่นนอนเวลา 06.30 น. ออกเดินทางไปโรงเรียนเวลา 07.30 น. และเลิกเรียนเวลา 14.30 น.“หม่าม้ามั่ว”“หม่าม้ามั่วอะไร ก็โรงเรียนมี รปภ. คอยเปิดประตูโรงเรียนอยู่แล้ว ปลีกับปลังไม่ต้องไปแต่เช้ามืดก็ได้”“ไปปลุกพี่ผักหวางกับพี่พักกาดฝ่า”“ไปปลุกพี่หมากกับพี่กะเพราฝ่า”ปลีกับปลังไม่อยากเสียเวลาเถียงกับคนเป็นแม่ รีบออกจากห้องไปปลุกพี่ๆ ให้ไปโรงเรียน“ลูกชายเฮียติดสาวแน่ๆ”“ติดเพื่อน ไม่ใช่ติดสาว ลูกเพิ่งจะสามขวบเองนะจอม”“ปกติเขามีแต่พ่อหวงลูกสาว แต่เฮียหวงลูกชายซะงั้น”“เฮียเป็นห่วงต่างหาก เฮียตามไปดูก่อน ไปปลุกพี่ๆ ตอนนี้ ได้โดนพี่โวยลั่น”จอมนรีมองตามสามีที่รัก หวง ห่วง ลูกชายฝาแฝดคู่เล็กมากเป็นพิเศษ ก่อนจะเดินตามออกไปเฌ
“นี่ฌายัง” ปลีแนะนำให้ทับทิมกับนาเนียรู้จักกับแกะตัวสีขาวนามว่า ฌารัน“นี่ฌามา” ปลังแนะนำให้ทับทิมกับนาเนียรู้จักกับแกะตัวสีขาวนามว่า ฌามา“คุงพ่อกับคุงแม่เคยพาทิมไปเที่ยวเยี้ยงแกะ” ทับทิมเคยไปเที่ยวฟาร์มแกะ และให้อาหารแกะ“แด๊ดดี้กับหม่ามี้ก็เคยพาเนียไปดูแกะ ย้างแฟมีแกะเยอะ” นาเนียเคยไปร้านกาแฟที่มีฝูงแกะ“เยี้ยงแกะได้นะ” ปลีกับปลังกระวีกระวาดหยิบหญ้าให้เพื่อนไปป้อนแกะศิรามองลูกชายด้วยความเอ็นดูที่คอยต้อนรับขับสู้เพื่อน เป็นเจ้าบ้านที่ดี แต่ก็แปลกใจที่ลูกชายทั้งสองดูจะเอาใจเพื่อนเป็นพิเศษอย่างที่ไม่เคยเป็นกับเด็กวัยเดียวกัน ขนาดเพลิงกับพราวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับทั้งคู่ยังไม่เคยยอม เผลอเป็นตีกันตลอด“ทับทิมยอนี่นะ”“นาเนียยอนี่นะ”ปลีกับปลังให้เพื่อนทั้งสองนั่งรอบนโซฟารับแขกกับพ่อของตน แล้วพากันไปเอาสัตว์เลี้ยงสุดน่ารักของพี่เฌอมาให้เพื่อนดูด้วยวิ่งเข้าออกบ้านหลังนี้เป็นประจำเสมือนบ้านของตัวเอง จึงรู้ว่าเจ้าสุดหล่อกับเจ้าสุดสวยอยู่ที่ใด“คุงยุงขา ฉุดหย่อหย่อมากไหมคะ”“ฉุดฉวยฉวยมากไหมคะคุงยุง”“เออ...” ศิราไม่รู้ว่าจะตอบเพื่อนของลูกชายว่าอย่างไร สำหรับเฌอ ปลี และปลัง เจ้าสุดหล่อก็หล
“ปลี ปลัง ผู้ปกครองมารับแล้วค่ะ” คุณครูเดินเข้ามาบอก“คุงปู่มายับแย้ว” ปลีกับปลังรู้ว่าคนมารับต้องเป็นปู่ รีบหยิบกระเป๋านักเรียนของตนขึ้นมาสะพาย“ทับทิมกับนาเนียจะไปไหนคะ ผู้ปกครองยังไม่มารับเลยนะคะ” คุณครูเรียกถามทับทิมกับนาเนียที่หยิบกระเป๋านักเรียนของตนขึ้นมาสะพายทั้งที่ผู้ปกครองยังไม่มารับ“ปลีชวงไปฟาร์มเป็ดค่ะ” ปลีชวนทับทิมไปฟาร์มเป็ดของตัวเอง“ปลังชวงไปเยี้ยงเป็ดค่ะ” ปลังชวนนาเนียไปเลี้ยงเป็ดที่ฟาร์มของตัวเอง“ทับทิมกับนาเนียต้องรอผู้ปกครองอนุญาตก่อนค่ะ”“ไปเย็ว” ทับทิมจับมือปลี นาเนียจับมือปลัง พากันวิ่งออกไปยังบริเวณที่ผู้ปกครองมารอรับ กลัวว่าจะไม่ได้ไปฟาร์มเป็ด“ทับทิม นาเนีย ต้องรอผู้ปกครองมารับก่อนค่ะ” คุณครูรีบวิ่งตามนักเรียนในความดูแลของตนไปเดลกับหลานคนอื่นๆ มองปลีกับปลังวิ่งตามเด็กผู้หญิงสองคนผ่านหน้าไปด้วยความประหลาดใจ“ปลี ปลัง จะไปไหนลูก” เดลตะโกนถามหลานชายก่อนจะวิ่งเลยไปไกล“คุงปู่อยู่นี่ๆ” ปลีกับปลังฝืนตัวไว้ ทำให้เสียงจังหวะพากันล้มไปทั้งสี่คน“ทับทิม”“นาเนีย”เสียงของความตกใจจากแม่ของทับทิมกับพ่อของนาเนีย ต่างรีบเข้าไปดูลูกของตนเดลกับพี่ๆ ของปลีกับปลังก็รีบวิ่ง
“เป็นห่วงปลีกับปลังหรือเป็นห่วงครูกับเพื่อนๆ ของลูกคะ” ศิราคิ้วขมวดเล็กน้อยจับจ้องนาฬิกาบนฝาผนัง จอมนรีเดินเข้ามานั่งข้างๆ วางมือทาบทับหลังมือของสามี เดาได้ทันทีว่าเขากำลังเป็นกังวลสองลูกชายที่ไปโรงเรียนวันแรก ไม่รู้ว่าจะเผยตัวตนแล้วสร้างความปั่นป่วน หรือจะเก็บซ่อนตัวตนแล้วแสดงออกเหมือนกับวันสมัครเรียน“ได้เวลานอนแล้ว” เวลานี้คือเวลานอนกลางวันของปลีกับปลัง ศิรากังวลว่าลูกทั้งสองจะหลับได้ไหมยามที่ไม่มีเขา“ถ้าง่วงจัดๆ ยังไงก็หลับค่ะ เหมือนที่เพลิงกับพราวเคยทำให้ปลีกับปลังหลับมาแล้ว ปลีกับปลังเก่ง ต้องปรับตัวได้ค่ะ”“เฮียรู้ แต่มันก็ต้องใช้เวลา” วันนี้ฟาร์มม้ากับฟาร์มวัวเงียบเหงาเพราะไม่มีลูกชายจอมป่วน ไม่มีเสียงที่คอยเรียกให้หันไปมองว่าพวกตนกำลังทำในสิ่งที่เจ๋งสุดๆ หรือไม่มีเสียงต่อล้อต่อเถียงของความดื้อรั้น แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงยามที่ทั้งคู่ไปโรงเรียน แต่ก็ทำให้รู้สึกว่าขาดหาย“เฮียกับปะป๊าใช่ไหมที่ต้องใช้เวลาปรับตัวให้ชิน” ไม่ใช่แค่สามีที่หงอยเหงา ตั้งแต่กลับจากไปส่งหลานที่โรงเรียน คนเป็นปู่ก็อยู่ในอาการเดียวกัน ไร่จันทรัชไม่สดใสเหมือนทุกวัน เพราะเสียงใสเจื้อยแจ้วหายไป“จอม
รถตู้หรูของไร่จันทรัชมาส่งทายาทตัวน้อย โดยเดลเป็นคนมาส่งหลานๆ อย่างเป็นหน้าที่ประจำไปแล้ว“ฉะหวัดดีฮับ” ปลีกับปลังพนมมือไหว้ทักทายคนเป็นครูด้วยความนอบน้อม พี่ๆ ต่างมองด้วยความรู้สึกประหลาดใจ เหมือนเด็กชายตัวน้อยสองคนตรงหน้าไม่ใช่น้องชายของพวกตน เพราะเรียบร้อยเกินไป“พบตะวันกับเขตตะวันคนเก่งนี่เอง สวัสดีค่ะ” คุณครูจดจำเด็กชายฝาแฝดที่เก่งและเรียบร้อยได้“เก่งแย้วก็หย่อด้วยฮับ”“จริงด้วยค่ะ พบตะวันกับเขตตะวันคนหล่อที่เก่งๆ นี่เอง”“หย่อฉุดๆ เก่งฉุดๆ ด้วยฮับ”“ค่ะ พบตะวันกับเขตตะวันที่หล่อที่สุด แล้วก็เก่งสุดๆ ด้วยค่ะ” ปลีกับปลังยิ้มกว้างเมื่อคุณครูพูดถูกใจ“คุงครูพูดดีมากฮับ”“แล้วจะให้คุณครูพาไปที่ห้อง หรือจะไปกับพี่ๆ คะ”“ไปกับพี่ได้ฮับ ให้พี่ไปฉ่งหนึ่งวัง พรุ่งนี้เก่งแย้วไปเองฮับ”“วังนี้ไปไม่ถูก ให้พี่ไปฉ่ง พรุ่งนี้ไปถูกแย้วไปเองฮับ”“ช่างพูดกันจังเลยค่ะ”“ทำไมคุงปู่ไม่กลับ” ปลีกับปลังหันมาเห็นคนเป็นปู่ที่คิดว่าจะกลับไปแล้ว“ปลีกับปลังอยู่ได้นะลูก” เดลเป็นห่วงหลานชายตัวน้อยทั้งสอง แม้จะมีพี่ๆ คอยดูแล แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้“อยู่ได้ฉิฮับ คุงปู่กลับดีๆ นะฮับ บะบ่าย” เดลคาดหวังให้หลานชายท







![เพลินพิศวาส [20++]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)