LOGINเธอยอมเป็นลูกน้องเพื่อใช้หนี้ แต่เจ้านายจอมเผด็จการกลับต้องการมากกว่างาน— **“ในเวลางานเธอเป็นผู้ช่วย แต่บนเตียง…เธอเป็นของฉัน”**
View Moreเสียงสั่นของโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นครั้งที่สามภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที
ไอรดาเหลือบมองกระเป๋าถือซึ่งวางอยู่บนเก้าอี้ข้างผนังเพียงชั่วครู่ ก่อนบังคับตัวเองให้หันกลับมาสนใจจอโปรเจกเตอร์ด้านหน้า ห้องเรียนขนาดใหญ่เงียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน ขณะที่อาจารย์สามคนนั่งเรียงกันอยู่หลังโต๊ะยาว สายตาทุกคู่กำลังจับจ้องมายังเธอ
“จากผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวนสามร้อยคน จะเห็นว่าพฤติกรรมการรับสื่อของคนวัยมหาวิทยาลัยเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนค่ะ”
ไอริสกดรีโมตเปลี่ยนสไลด์ แม้สมาธิครึ่งหนึ่งจะยังจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์ในกระเป๋า
หมายเลขที่โทรเข้ามาคือโรงพยาบาล
เธอจำได้แม่นยำ เพราะตลอดสามเดือนที่ผ่านมา หมายเลขนี้โทรหาเธอบ่อยเสียยิ่งกว่าคนในครอบครัวคนไหน
หญิงสาวพยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง อธิบายแผนการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ต่อไปโดยไม่แสดงความวิตกกังวลออกมา แม้ปลายนิ้วที่ถือรีโมตจะเย็นเฉียบจนแทบไร้ความรู้สึก
โทรศัพท์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่นขึ้นมาอีกครั้ง
คราวนี้อาจารย์ที่นั่งตรงกลางเงยหน้าขึ้นมอง ไอริสจึงรีบกล่าวขอโทษ
“ขอโทษค่ะอาจารย์ พอดีปิดเสียงไว้แล้ว แต่คงสั่นแรงไปหน่อย”
“ถ้ามีธุระด่วน จะออกไปรับก่อนก็ได้นะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เหลืออีกนิดเดียวแล้ว”
เธอปฏิเสธทันที ไม่ใช่เพราะไม่เป็นห่วงมารดา แต่วันนี้เป็นการนำเสนอโครงงานจบรอบสำคัญ หากทำได้ไม่ดี เธออาจต้องแก้งานและเลื่อนกำหนดส่งออกไปอีก
ซึ่งไอริสไม่มีทั้งเวลาและเงินมากพอสำหรับความผิดพลาด
หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ก่อนกลับมาอธิบายงานจนจบ เธอตอบคำถามของคณะกรรมการทุกข้อด้วยความมั่นใจ แม้ในใจจะร้อนรนจนแทบไม่รับรู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปบ้าง
“ภาพรวมถือว่าดี” อาจารย์ที่ปรึกษากล่าวหลังปรึกษากับกรรมการอีกสองคน “กลับไปแก้รายละเอียดเรื่องงบประมาณกับแผนสำรองอีกเล็กน้อย แล้วส่งฉบับสมบูรณ์ภายในสิ้นเดือน”
“ขอบคุณค่ะอาจารย์”
ไอริสยกมือไหว้ ก่อนรีบเก็บคอมพิวเตอร์กับเอกสารลงกระเป๋าแทบจะทันทีที่ได้รับอนุญาตให้ออกจากห้อง
ทันทีที่ประตูปิดลงด้านหลัง เธอก็คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาโทรกลับ
ปลายสายรับอย่างรวดเร็ว
“สวัสดีค่ะ ติดต่อกลับจากเบอร์นี้ค่ะ ดิฉันเป็นลูกสาวของคุณอัญชลี อัครเมธา”
“คุณไอรดาใช่ไหมคะ ทางโรงพยาบาลพยายามติดต่อคุณหลายครั้งแล้ว”
หัวใจของหญิงสาวหล่นวูบ
“คุณแม่เป็นอะไรคะ”
“ผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบากและหน้ามืดค่ะ แพทย์ตรวจพบว่ามีภาวะแทรกซ้อน จึงต้องรับตัวไว้ดูอาการและตรวจเพิ่มเติม คุณไอรดาสะดวกเดินทางมาที่โรงพยาบาลไหมคะ”
“สะดวกค่ะ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
ไอริสวางสายแล้วรีบวิ่งไปยังลิฟต์ เธอพยายามกดเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน แต่เมื่อเห็นราคาค่าโดยสารในช่วงเร่งด่วนก็ต้องเม้มปาก ก่อนเปลี่ยนใจวิ่งไปขึ้นรถโดยสารหน้ามหาวิทยาลัยแทน
เงินทุกบาทในบัญชีต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด
เพราะตอนนี้เธอแทบไม่เหลืออะไรแล้ว
หนึ่งปีก่อน ไอรดา อัครเมธา ยังเป็นลูกสาวคนเดียวของเจ้าของบริษัทนำเข้าเครื่องดื่มรายใหญ่ เธอเคยมีรถยนต์พร้อมคนขับ มีบัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงิน และไม่เคยต้องตรวจสอบราคาสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ
กระทั่งบริษัทของบิดาถูกเปิดโปงว่ามีหนี้สินมหาศาล
ทรัพย์สินทุกอย่างถูกยึด บ้านหลังใหญ่ถูกขายทอดตลาด หุ้นส่วนทยอยถอนตัว และบิดาของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์หลังจากนั้นไม่ถึงสองเดือน
ไม่มีใครรู้ว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
ตำรวจสรุปว่าบิดาหลับใน แต่ไอริสไม่เคยเชื่อ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา บิดาของเธอไม่เคยขับรถเองในยามค่ำคืน
หญิงสาวเดินทางมาถึงโรงพยาบาลในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา เธอพบมารดานอนหลับอยู่บนเตียง มีสายน้ำเกลือต่ออยู่กับข้อมือและเครื่องตรวจวัดสัญญาณชีพตั้งอยู่ข้างกาย
สีหน้าซีดเซียวของคนบนเตียงทำให้ไอริสต้องเบือนหน้าหนีไปสูดลมหายใจ ก่อนเดินเข้าไปจับมือมารดาเอาไว้
“แม่คะ”
เปลือกตาของอัญชลีค่อย ๆ เปิดขึ้น เมื่อเห็นบุตรสาวก็พยายามส่งยิ้มให้
“ไอริสมาได้ยังไงลูก วันนี้ไม่มีเรียนหรือ”
“นำเสนองานเสร็จแล้วค่ะ ทำไมแม่ไม่โทรบอกไอริสตั้งแต่เริ่มรู้สึกไม่ดี”
“แม่คิดว่าเดี๋ยวก็หาย ไม่อยากรบกวนเวลาเรียนของลูก”
“ถ้าแม่เป็นอะไรขึ้นมา เรื่องเรียนจะสำคัญตรงไหนคะ”
หญิงสาวตำหนิเสียงเบา ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมให้มารดา อัญชลียกมือลูบแก้มบุตรสาวอย่างอ่อนแรง
“แม่ไม่เป็นอะไรหรอก เดี๋ยวตรวจเสร็จก็ได้กลับบ้านแล้ว”
ไอริสพยักหน้ารับ ทั้งที่ก่อนเข้าห้องมา เจ้าหน้าที่เพิ่งแจ้งค่าใช้จ่ายเบื้องต้นให้เธอทราบ
ยอดเงินมากกว่าที่เหลืออยู่ในบัญชีเกือบสามเท่า
ยังไม่รวมค่าเทอมงวดสุดท้ายซึ่งมหาวิทยาลัยกำหนดให้ชำระภายในสิบวัน หากเลยกำหนด เธออาจไม่มีสิทธิ์ส่งโครงงานฉบับสมบูรณ์
“คืนนี้ไอริสต้องไปทำงานนะคะ อาจกลับดึกหน่อย”
“ทำงานอีกแล้วหรือ ลูกทำอะไรอยู่กันแน่ ทำไมต้องกลับดึกทุกคืน”
“งานดูแลเพจร้านอาหารค่ะ ช่วงนี้ทางร้านมีกิจกรรมเยอะ ไอริสต้องไปช่วยถ่ายเนื้อหา”
เธอโกหกด้วยสีหน้าเป็นธรรมชาติ
ความจริงแล้วคืนนี้เป็นวันแรกที่เธอต้องเริ่มงานประชาสัมพันธ์ในไนต์คลับชื่อดังใกล้มหาวิทยาลัย
ไอริสไม่คิดจะให้มารดารู้ เพราะอัญชลีไม่มีวันยอมให้ลูกสาวทำงานในสถานที่แบบนั้น แม้ค่าตอบแทนต่อคืนจะสูงกว่างานพิเศษทั่วไปหลายเท่าก็ตาม
สามทุ่มตรง หญิงสาวมาปรากฏตัวอยู่หน้าป้ายไฟสีทองขนาดใหญ่ซึ่งเขียนคำว่า NORTH NIGHT
เสียงดนตรีจากด้านในดังทะลุผนังออกมา รถหรูหลายคันจอดเรียงรายอยู่บริเวณทางเข้า ผู้หญิงในชุดราตรีเดินผ่านประตูเข้าไปพร้อมชายหนุ่มซึ่งแต่งตัวภูมิฐาน
ไอริสก้มมองชุดเครื่องแบบสีดำเข้ารูปของตัวเอง ก่อนดึงชายกระโปรงลงเล็กน้อย แม้ชุดไม่ได้โป๊จนเกินไป แต่ก็สั้นกว่าสิ่งที่เธอสวมเป็นประจำ
“ไอริสใช่ไหม”
เสียงเรียกทำให้เธอหันกลับไปพบหญิงสาววัยประมาณสามสิบในชุดสูทสีดำยืนอยู่ด้านหลัง
“ค่ะ”
“ฉันชื่อพี่ฝน เป็นผู้จัดการฝ่ายต้อนรับ ตามมา เดี๋ยวจะพาไปดูพื้นที่”
ไอริสเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปด้านใน แสงไฟสีน้ำเงินสลับทองส่องผ่านกลุ่มควันบาง เสียงดนตรีกระหึ่มจนพื้นใต้รองเท้าสั่น ผู้คนเบียดเสียดกันอยู่หน้าเวที ขณะที่ชั้นลอยด้านบนถูกแบ่งเป็นห้องรับรองส่วนตัวสำหรับแขกวีไอพี
“คืนนี้เธออยู่โซนข้างบน” ผู้จัดการสาวอธิบาย “แขกโต๊ะหนึ่งเป็นนักลงทุนของร้าน ห้ามทำให้ไม่พอใจ เข้าใจไหม”
“หน้าที่ของไอริสคือรับออร์เดอร์อย่างเดียวใช่ไหมคะ”
“รับออร์เดอร์ เติมเครื่องดื่ม แล้วก็ดูแลให้แขกไม่ขาดอะไร ถ้าถูกชวนดื่มจะปฏิเสธก็ได้ แต่ต้องปฏิเสธให้เป็น อย่าทำสีหน้ารังเกียจลูกค้า”
คำเตือนนั้นทำให้ไอริสรู้สึกไม่ดีนัก แต่เธอยังพยักหน้ารับ
เมื่อขึ้นไปถึงห้องวีไอพี เธอพบชายวัยกลางคนสี่คนนั่งอยู่รอบโต๊ะ หนึ่งในนั้นมีรูปร่างท้วม ใส่นาฬิกาเรือนใหญ่และสร้อยทองเส้นหนา เขามองไอริสตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่ปิดบัง
“เด็กใหม่หรือ”
“ค่ะ วันนี้เป็นวันแรกของน้อง” ผู้จัดการตอบแทน “ชื่อไอริสค่ะ”
“ชื่อเพราะเสียด้วย มานั่งใกล้ ๆ เสี่ยมาสิ”
“น้องมีหน้าที่ดูแลเครื่องดื่มค่ะ หากต้องการอะไรเรียกได้ตลอดนะคะ”
ไอริสตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพ แล้วถอยไปยืนข้างรถเข็นเครื่องดื่ม
เธอทำหน้าที่ของตัวเองอย่างระมัดระวัง แต่ไม่ว่าจะขยับไปทางใด สายตาของชายคนนั้นก็ยังติดตามอยู่ตลอด
หลังผ่านไปเกือบชั่วโมง เสี่ยพิชิตเรียกให้เธอเข้ามาเติมเครื่องดื่ม เมื่อไอริสโน้มตัวลงเล็กน้อย มือหนาก็วางลงบนเอวของเธอ
หญิงสาวชะงัก ก่อนขยับหนีทันที
“กรุณาอย่าแตะต้องตัวฉันค่ะ”
“ทำงานที่นี่จะหวงตัวไปทำไม” เสี่ยพิชิตหัวเราะ “นั่งดื่มกับเสี่ยแก้วเดียว เดี๋ยวให้ทิปมากกว่าค่าแรงทั้งคืน”
“ขอบคุณค่ะ แต่ฉันรับเฉพาะค่าจ้างจากทางร้าน”
รอยยิ้มบนใบหน้าชายวัยกลางคนจางลง เขาคว้าข้อมือเธอไว้ก่อนที่เธอจะถอยออกไป
“อย่าเล่นตัวนักเลย ฉันรู้ว่าเด็กมหาวิทยาลัยอย่างพวกเธอมาทำงานแบบนี้เพราะต้องการอะไร”
“ปล่อยค่ะ”
“เท่าไรล่ะ คืนเดียว บอกตัวเลขมา”
ไอริสพยายามดึงมือกลับ แต่เขายิ่งบีบแน่นขึ้น กลุ่มผู้ชายร่วมโต๊ะหัวเราะเหมือนกำลังชมเรื่องสนุก ไม่มีใครคิดเข้าช่วยเหลือ
“ฉันไม่ได้ขายตัว”
“แต่เธอก็ต้องการเงินไม่ใช่หรือ”
คำพูดนั้นแทงเข้าไปในสิ่งที่เธอพยายามปกปิด ไอริสรู้ดีว่าตัวเองต้องการเงินมากเพียงใด แต่ไม่ได้หมายความว่าใครจะใช้เงินเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอได้
เมื่อเสี่ยพิชิตออกแรงดึงจนร่างเธอเซเข้าไปหา ไอริสจึงคว้าแก้วเครื่องดื่มบนโต๊ะขึ้นมาสาดใส่หน้าเขาเต็มแรง
เสียงหัวเราะรอบโต๊ะเงียบลงทันที
“อีนี่!”
เสี่ยพิชิตลุกพรวดและเงื้อมือขึ้น ไอริสไม่รอให้เขาลงมือ เธอตบหน้าเขากลับไปก่อนจนใบหน้ากลมสะบัดตามแรง
เพียะ!
เสียงฝ่ามือดังแข่งกับเสียงดนตรี แม้แต่พนักงานที่ยืนอยู่หน้าห้องยังหันมามอง
เสี่ยพิชิตสบถหยาบคาย ก่อนยกมือหมายจะตบเธอคืน แต่ข้อมือของเขาถูกใครบางคนคว้าไว้กลางอากาศ
“พอได้แล้วครับ”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดัง ทว่ากลับทำให้คนทั้งห้องเงียบสนิท
ไอริสหันไปมองชายหนุ่มร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีดำ เขายืนอยู่ด้านหลังเธอ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายปราศจากรอยยิ้ม ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเย็นชาจนน่าหวั่นเกรง
เหนือ นที วรเดชากุล
เจ้าของ NORTH NIGHT
“มึงเห็นไหมว่าเด็กของมึงทำอะไรกับกู!” เสี่ยพิชิตตะคอก
“เห็นครับ”
เหนือปล่อยข้อมืออีกฝ่าย ก่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดส่งให้
“ค่าเสื้อ ค่าเครื่องดื่ม รวมถึงค่าเสียหายทั้งหมด ผมจะรับผิดชอบเอง”
“แค่นั้นไม่พอ ไล่มันออกเดี๋ยวนี้!”
ไอริสเม้มริมฝีปาก เธอรู้ว่าชะตากรรมของตัวเองคงจบลงแล้วตั้งแต่คืนแรก
เหนือเหลือบมองเธอเพียงครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปหาเสี่ยพิชิต
“เรื่องพนักงานของผม ผมจะจัดการเอง”
“แล้วที่มันตบกูล่ะ”
“กล้องในห้องนี้บันทึกภาพไว้ทั้งหมดครับ” เหนือตอบเรียบ ๆ “ถ้าเสี่ยต้องการดำเนินคดี ผมยินดีมอบภาพให้ตำรวจ รวมถึงช่วงก่อนที่เธอจะตบเสี่ยด้วย”
สีหน้าของเสี่ยพิชิตเปลี่ยนไปทันที
“มึงขู่กูหรือ”
“ผมเพียงแจ้งสิทธิ์ให้ทราบครับ”
เหนือส่งสัญญาณให้พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งยืนรออยู่หน้าห้อง
“เชิญเสี่ยพิชิตกลับก่อน คืนนี้ผมจะไม่คิดค่าใช้จ่าย”
คำพูดฟังดูสุภาพ แต่ทุกคนรู้ว่านั่นคือการไล่ออกอย่างชัดเจน
หลังแขกกลุ่มนั้นจากไป ไอริสถูกพาขึ้นไปยังห้องทำงานชั้นบนสุด เธอนั่งรออยู่หน้าโต๊ะขนาดใหญ่ ขณะที่เหนือยืนหันหลังให้พลางมองแสงไฟของเมืองผ่านผนังกระจก
“ฉันขอโทษค่ะ” เธอเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
เหนือหันกลับมา ดวงตาของเขากวาดมองเธออย่างพิจารณา
“รู้ไหมว่าเสี่ยพิชิตเป็นใคร”
“นักลงทุนของร้านค่ะ”
“แล้วรู้ไหมว่าเสื้อที่เธอสาดเครื่องดื่มใส่ราคาเท่าไร”
“ไม่ทราบค่ะ แต่ฉันจะรับผิดชอบเท่าที่ทำได้”
เหนือเดินกลับมานั่งหลังโต๊ะ ก่อนเลื่อนกระดาษแผ่นหนึ่งมาตรงหน้าเธอ
เมื่อเห็นตัวเลขด้านล่าง ไอริสก็ต้องเบิกตากว้าง
“สามแสนห้าหมื่น?”
“รวมความเสียหายจากการยกเลิกห้องวีไอพีและข้อตกลงทางธุรกิจบางส่วน”
“นี่มันไม่สมเหตุสมผล ฉันไม่ได้เป็นคนยกเลิกข้อตกลงพวกนั้น”
“แต่เธอเป็นคนเริ่มเรื่อง”
ไอริสกำมือแน่นอยู่ใต้โต๊ะ
“ถ้าคุณเหนือจะไล่ฉันออกก็เชิญค่ะ แต่ฉันยืนยันว่าฉันไม่ผิดที่ปกป้องตัวเอง”
“ฉันยังไม่ได้พูดว่าจะไล่”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขา
เหนือเปิดลิ้นชัก หยิบสัญญาอีกฉบับออกมาวางแทนใบประเมินค่าเสียหาย
“ผู้ช่วยส่วนตัวของฉันเพิ่งลาออก ฉันต้องการคนมาทำงานแทนสามเดือน เงินเดือนมากกว่างานปัจจุบันของเธอสามเท่า”
“คุณจะให้ฉันเป็นผู้ช่วย?”
“ถือเป็นโอกาสให้เธอชดใช้ความเสียหาย”
ไอริสไม่ไว้ใจผู้ชายตรงหน้า แต่ตัวเลขค่าตอบแทนในสัญญาสามารถช่วยจ่ายค่าเทอมและค่ารักษาของมารดาได้อย่างพอดี
เธออ่านรายละเอียดทุกบรรทัด ก่อนสะดุดกับกฎที่เขาเขียนเพิ่มด้วยลายมือ
ห้ามโกหก
ห้ามหายตัวไปโดยไม่บอก
และห้ามยุ่งกับผู้ชายคนใดในสถานที่ของเขา
“สองข้อแรกฉันเข้าใจค่ะ แต่ข้อสุดท้ายเกี่ยวอะไรกับงาน”
“ฉันไม่ชอบปัญหาเรื่องชู้สาวในที่ทำงาน”
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ควรเขียนว่าห้ามมีความสัมพันธ์กับพนักงาน ไม่ใช่ห้ามยุ่งกับผู้ชายทุกคน”
“สำหรับเธอ ความหมายเหมือนกัน”
ไอริสหยิบปากกาขึ้นมา ก่อนขีดเส้นทับข้อความข้อสุดท้ายอย่างไม่ลังเล
“การเป็นลูกน้องไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีสิทธิ์เหนือร่างกายหรือชีวิตส่วนตัวของฉันค่ะ”
ดวงตาของเหนือจับจ้องรอยปากกาบนกระดาษ ก่อนมุมปากจะค่อย ๆ ยกขึ้น
เขาไม่ได้โกรธอย่างที่เธอคาด กลับดูเหมือนเพิ่งพบสิ่งที่น่าสนใจเสียมากกว่า
เหนือดึงสัญญากลับไปและเซ็นชื่อกำกับข้างรอยขีดฆ่านั้น
“ตกลง ฉันจะถือว่าเธอไม่ยอมรับกฎข้อสุดท้าย”
“ค่ะ”
“แต่ไม่ได้แปลว่าฉันจะยอมให้เธอทำผิดกฎง่าย ๆ”
“ฉันไม่สนใจว่าคุณจะยอมหรือไม่ค่ะ”
ไอริสเซ็นชื่อลงบนสัญญา ก่อนลุกขึ้นยืนและถือสำเนาของตัวเองเอาไว้
“พรุ่งนี้ฉันต้องเริ่มงานกี่โมงคะ”
“เจ็ดโมงเช้า”
“ร้านปิดเกือบตีสอง แล้วฉันต้องมาเจ็ดโมง?”
“ผู้ช่วยส่วนตัวต้องพร้อมทำงานตามเวลาของเจ้านาย”
ไอริสจ้องหน้าเขาอย่างอยากเอาสัญญาฟาดใส่ แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงฝืนยิ้ม
“ทราบแล้วค่ะ คุณเหนือ”
เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง เหนือจึงหยิบโทรศัพท์ภายในขึ้นมา
“ส่งประวัติของไอรดา อัครเมธามาให้ฉันทั้งหมด รวมถึงข้อมูลครอบครัวและหนี้สิน”
ไม่นาน แฟ้มเอกสารสีน้ำตาลก็ถูกนำมาวางบนโต๊ะ
เหนือเปิดหน้าแรก ภายในมีรูปถ่ายของหญิงสาวในชุดนักศึกษา พร้อมประวัติส่วนตัวอย่างละเอียด เขาเลื่อนสายตาลงไปหยุดตรงนามสกุล “อัครเมธา” ก่อนเปิดลิ้นชักซึ่งล็อกเอาไว้
แฟ้มคดีล้มละลายของบริษัทอัครเมธาถูกเก็บอยู่ข้างในมานานกว่าหนึ่งปี
เหนือเปิดเอกสารไปยังหน้าที่มีรูปถ่ายของบิดาไอริส ก่อนวางประวัติของเธอลงข้างกัน
ความจริงแล้วเขารู้ว่าเธอเป็นใครตั้งแต่ก่อนยื่นข้อเสนอ
และการรับเธอมาเป็นผู้ช่วยส่วนตัว ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญหรือความสนใจเพียงชั่วครู่
เหนือหยิบภาพถ่ายใบหนึ่งออกจากแฟ้ม เป็นภาพบิดาของไอริสกำลังส่งซองเอกสารให้ชายคนหนึ่งในลานจอดรถ ก่อนเกิดอุบัติเหตุเพียงสามวัน
ชายในภาพคือผู้บริหารคนสำคัญของครอบครัวเขา
เหนือมองไปยังประตูที่ไอริสเพิ่งเดินออกไป ก่อนใช้นิ้วเคาะภาพถ่ายเบา ๆ
“ในที่สุดเธอก็เดินเข้ามาหาฉันเอง…ไอรดา”
หนึ่งปีต่อมาแสงไฟสีทองจากป้าย NORTH NIGHT ยังคงส่องสว่างอยู่เหนือถนนสายเดิม แต่สิ่งที่อยู่หลังประตูกระจกเปลี่ยนแปลงไปจากหนึ่งปีก่อนแทบทั้งหมดระบบการเงินของร้านถูกปรับโครงสร้างใหม่ บัญชีรายรับรายจ่ายได้รับการตรวจสอบจากบริษัทภายนอกทุกไตรมาส พนักงานทุกระดับสามารถแจ้งเบาะแสโดยไม่ต้องเปิดเผยชื่อ ส่วนเงินลงทุนทุกก้อนถูกประกาศแหล่งที่มาอย่างชัดเจนหลังผ่านวิกฤตครั้งใหญ่ NORTH NIGHT ไม่ได้เพียงกลับมาเปิดดำเนินการตามปกติ แต่ยังประสบความสำเร็จมากกว่าเดิมชื่อของร้านไม่ได้เป็นที่รู้จักเพราะข่าวฉาวหรือทายาทตระกูลดังอีกต่อไป หากเป็นตัวอย่างของธุรกิจสถานบันเทิงซึ่งยอมเปิดเผยความผิดพลาดและปรับระบบอย่างจริงจังชั้นบนสุดของอาคารก็มีบริษัทใหม่ถือกำเนิดขึ้นIRIS CREATIVE STUDIOจากสำนักงานเล็ก ๆ ซึ่งมีเพียงไอริสกับนักศึกษาฝึกงานสองคน ตอนนี้บริษัทผลิตสื่อของเธอมีพนักงานประจำเกือบยี่สิบคน รับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์ให้ร้านอาหาร โรงแรม แบรนด์เครื่องสำอาง และบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งไอริสเรียนจบด้วยผลการเรียนระดับดีเยี่ยม โครงงานของเธอได้รับคัดเลือกให้นำเสนอในงานสัมมนาด้านสื่อ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ลูกค้า
ห้องรับรองใหญ่ของคฤหาสน์วรเดชากุลเงียบจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินเหนือวางเอกสารคืนหุ้นลงบนโต๊ะตรงหน้าบิดา ด้านข้างมีทนายความของครอบครัวนั่งอยู่พร้อมแฟ้มสัญญาหลายชุดบาดแผลบริเวณขมับของเขายังมีผ้าปิดอยู่ การเคลื่อนไหวบางครั้งยังทำให้แผ่นหลังเจ็บ แต่ชายหนุ่มกลับนั่งตัวตรงและสบตานพดลโดยไม่แสดงความลังเล“แกยังมีโอกาสเปลี่ยนใจ”ผู้เป็นบิดากล่าว ก่อนเลื่อนเอกสารอีกฉบับมาตรงหน้า“แค่เลิกกับไอรดา ฉันจะคืนตำแหน่งในบริษัท เงินลงทุนทั้งหมดของ NORTH NIGHT และจัดการข่าวเสียหายให้เงียบลง หลังจากนั้นจะแต่งงานกับแพรไหมหรือผู้หญิงจากครอบครัวอื่นก็ค่อยว่ากัน”“ผมไม่แต่งงานกับใครเพื่อแลกธุรกิจ”“ผู้หญิงคนนั้นสำคัญกว่าสิ่งที่ครอบครัวสร้างมาหลายสิบปีหรือ”“สิ่งที่ครอบครัวสร้างไม่เคยเป็นของผม”เหนือเปิดแฟ้มคืนหุ้นและเซ็นชื่อลงไปในหน้าสุดท้าย“หุ้น ตำแหน่ง และนามสกุลถูกใช้เป็นโซ่ล่ามผมมาตลอด ถ้าต้องทิ้งคนที่รักเพื่อรักษามัน ผมก็ไม่ต้องการ”ปากกาถูกวางลงบนโต๊ะนพดลจ้องลายเซ็นบุตรชายด้วยใบหน้าเคร่งเครียด“แกคิดว่าออกไปจากวรเดชากุลแล้วจะเหลืออะไร NORTH NIGHT มีหนี้ เงินสำรองถูกยักยอก นักลงทุนถอนตัว สื่อกำลังส
กลิ่นยาฆ่าเชื้อจากโรงพยาบาลยังติดอยู่ในความทรงจำของไอริส แม้เหนือจะกลับมาพักฟื้นที่เพนต์เฮาส์ได้สามวันแล้วก็ตามบาดแผลบริเวณขมับของเขาถูกเย็บหลายเข็ม แผ่นหลังมีรอยฟกช้ำขนาดใหญ่จากแรงกระแทก แพทย์สั่งให้งดทำงานหนักและต้องมีคนคอยสังเกตอาการอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์แต่คนอย่างเหนือไม่เคยรู้จักคำว่าพักผ่อนทันทีที่กลับถึงห้อง เขาก็สั่งให้ลูกน้องนำเอกสารของ NORTH NIGHT ขึ้นมาให้ตรวจ ทั้งที่ยังเดินได้ไม่ถนัดและต้องรับประทานยาตามเวลาไอริสจึงต้องแวะมาดูทุกวันเธอบอกตัวเองว่าทำเพราะเขาได้รับบาดเจ็บจากการช่วยเธอ ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่กลับไปเหมือนเดิม“ถึงเวลากินยาแล้วค่ะ”หญิงสาววางแก้วน้ำกับยาไว้ข้างแล็ปท็อปเหนือไม่เงยหน้าขึ้นมอง“วางไว้ก่อน”“คุณพูดแบบนี้เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว”“ฉันกำลังทำงาน”“ถ้าคุณไม่กิน ฉันจะเก็บคอมพิวเตอร์”มือซึ่งกำลังพิมพ์หยุดลงเหนือเงยหน้ามองเธอช้า ๆ“กำลังสั่งฉัน?”“ค่ะ”“ฉันเป็นเจ้าของห้อง”“ส่วนฉันเป็นคนดูแลผู้ป่วย แพทย์สั่งให้คุณพัก ไม่ได้สั่งให้เปิดห้องทำงานบนเตียง”ไอริสพับหน้าจอแล็ปท็อปลงต่อหน้าเขา ก่อนยื่นยาไปให้เหนือมองเม็ดยาในมือเธออยู่
เสียงเคาะประตูห้องนอนดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม ก่อนผู้จัดการส่วนตัวของเหนือจะตัดสินใจเปิดเข้ามาโดยไม่รออนุญาต“คุณเหนือครับ อีกหนึ่งชั่วโมงต้องเดินทางไปโรงแรม”ชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียงในเสื้อเชิ้ตตัวเดิมจากเมื่อคืน โทรศัพท์ในมือแสดงภาพไอริสขึ้นรถของธามซ้ำไปซ้ำมาความอบอุ่นของหญิงสาวยังหลงเหลืออยู่บนผ้าปูเตียง กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ติดอยู่กับหมอนข้างตัว ทว่าคนที่เคยนอนในอ้อมแขนกลับเดินจากไปตั้งแต่ก่อนฟ้าสางหลังกล่าวว่านี่อาจเป็นคืนสุดท้าย เธอก็เลือกขึ้นรถของศัตรูในเช้าวันถัดมา“ผมเตรียมชุดสำหรับงานประกาศหมั้นไว้แล้วครับ”เหนือปิดหน้าจอโทรศัพท์ ก่อนลุกขึ้นโดยไม่พูดอะไรเขาเดินเข้าไปในห้องน้ำ ล้างหน้าและพยายามขับไล่ภาพไอริสออกจากความคิด แต่เมื่อกลับออกมา ดวงตากลับเหลือบเห็นบางอย่างผิดปกติลิ้นชักโต๊ะทำงานถูกปิดไม่สนิทเหนือจำได้ว่าเมื่อคืนเขาไม่ได้เข้ามาใช้งานในห้องนี้ เขาจึงเดินเข้าไปเปิดและพบกระดาษแผ่นเล็กวางอยู่ด้านบนลายมือของไอริสปรากฏอยู่บนนั้น“ครั้งนี้ลองเชื่อฉัน โดยไม่ต้องรู้เหตุผลได้ไหม”ใต้กระดาษมีแฟลชไดรฟ์สีดำขนาดเล็กซ่อนอยู่หัวใจของเหนือกระตุกแรง เขารีบนำมันเสียบเข้ากับคอมพ