เสียงจานกระทบกันในร้านข้าวต้มเล็ก ๆ ริมถนนเปียกฝน กลิ่นควันข้าวต้มกับเสียงคนสับกระเทียมคละเคล้าเป็นฉากหลังที่มิล่าคุ้นเคยที่สุดแต่คืนนี้ทุกอย่างกลับดูไกลตัวอย่างประหลาดหลังเหตุการณ์ในคาสิโนมือเล็กของเธอยังสั่นไม่หยุดเพราะคำสั่งของรูสยังก้องอยู่ในหัวเหมือนเสียงสะกด
‘ถ้าอยากให้แม่เธอยังมีชีวิตอยู่ รู้ใช่ไหมว่าควรทำตัวยังไง’
เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมายืนล้างจานได้ยังไงในตอนนี้ ความร้อนบนแก้มยังไม่จางความเย็นในสายตาเขายังไม่ลืม มิล่าใช้หลังมือแตะแก้มตัวเองแผ่ว ๆ เหมือนจะลบลมหายใจของผู้ชายคนนั้นออก
แต่ยิ่งลูบยิ่งจำชัด มิล่าก้มหน้าล้างจานต่อทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนเจ็บไปหมดเพราะเธอตัดสินใจแล้วว่าเธอจะไป แต่ไม่ใช่เพราะอยากไปแต่เพราะชีวิตแม่ของเธออยู่ในกำมือของผู้ชายคนนั้นเพียงเพราะผีพนันเข้าสิงพ่อเลี้ยงของเธอ
พนักงานในร้านมองมิล่าอย่างแปลกใจปกติมิล่ามาทำงานพร้อมกระเป๋าผ้าใบเล็กที่มีหนังสือเรียน แต่วันนี้เธอกลับมาแค่ตัวเปล่า
“มิล่า วันนี้ไม่ได้เข้ามหาลัยเหรอ?” พนักงานในร้านด้วยกันถามพลางเช็ดโต๊ะ มิล่าสะดุ้งตัวเบาจนจานที่ถือเกือบหลุดมือ เธอพยายามยิ้มแต่ริมฝีปากก็ตึงเกินกว่าจะทำเหมือนปกติ
“ค่ะ มะ แม่ไม่ค่อยสบาย วันนี้เลยไม่ได้เข้ามหาลัย”
พนักงานในร้านด้วยกันมองร่่างเล็กซักพัก เหมือนจะจับได้ว่ามีเรื่องอะไรรึเปล่า แต่ก็ไม่ได้ถามต่อก่อนมิล่าล้างมือเช็ดออกด้วยผ้าเก่า ๆ แล้วหันไปมองนาฬิกาเก่าในร้านตอนนี้เวลาเกือบจะสี่ทุ่ม
หัวใจดวงน้อย ๆ ของเธอหล่นวูบลง เขาบอกเธอไว้ว่าต้องถึงที่นั่นก่อนสี่ทุ่มครึ่ง หากเธอสายแม้เพียงนาทีเดียวเธอรู้ดีว่าคนอย่างเวกเตอร์ไม่ชอบให้ใครผิดคำสั่ง!
มิล่าก้าวออกจากหลังร้านฝนหลงฤดูโปรยลงมาบางเบา แต่ลมหนาวทำให้เหมือนโดนสาดด้วยน้ำแข็งทั้งตัวและในวินาทีที่เธอเหยียบพื้นนอกร้าน รถคันหนึ่งก็จอดสนิทตรงหน้า
โรลส์รอยซ์สีดำเงาสะท้อนแสงไฟร้านข้าวต้มจนเหมือนมันไม่ควรปรากฏในซอยแคบ ๆ หลังร้านแห่งนี้เลยสักนิด เสียงพนักงานคุยในร้านเงียบสนิททุกคนหันมามอง
จนกระทั่งพนักงานที่สนิทกับมิล่าหยุดกลางท่าเช็ดโต๊ะแม้แต่เจ้าของร้านยังโผล่หน้าออกมาดู
กระจกลดลงอย่างแผ่วเบาเผยให้เห็นลูกน้องชุดดำของเวกเตอร์หน้าตาเรียบสนิทไร้อารมณ์
“มิล่าใช่ไหม?”
“ค ค่ะ” คนตัวเล็กกลืนน้ำลาย ก่อนชายคนนั้นเปิดประตูรถอย่างสุภาพ แต่บรรยากาศกลับเย็นจนขนลุก
“นายให้มารับ”
“มิล่า… นั่นใคร? จะไปไหน?” เมย์เจ้าร้านรีบเข้ามาจับแขนเธอเบา ๆ มิล่ายิ้มสั่น ๆ ไม่รู้จะตอบยังไงเพราะเธอเองก็ไม่รู้ว่ากำลังก้าวเข้าสู่ที่แบบไหนเช่นกัน
“หนูจะกลับบ้านค่ะ พี่เมย์ไม่ต้องห่วงนะ”
แต่เธอรู้มันไม่ใช่คำว่ากลับบ้านเลยแม้แต่นิดเดียว สองเท้าเล็กเข้าไปในรถโดยไม่หันกลับมามองเจ้าของร้านเพราะถ้ามองอาจจะเดินไม่ออก ทันทีที่ก้นแตะเบาะประตูรถปิดดัง! เสียงที่เหมือนปิดผนึกชะตาของเธอไว้ในทันที
รถค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากซอย ขณะที่มิล่ากุมมือกันแน่นจนเหงื่อชื้น เสียงหัวใจเต้นดังจนเหมือนรถเงียบมากกว่าปกติ
“คืนนี้ต้องฟังทุกอย่างที่นายสั่ง อย่าลองดี เชื่อฉัน” ชายชุดดำมองเธอผ่านกระจกหน้า แล้วเอ่ยเสียงเรียบราวกับย้ำเตือนเธอ
“เพราะถ้าทำพลาด คนที่เจ็บจะไม่ใช่ใครที่ไหน” มิล่าชะงักเลือดในกายเย็นวาบในทันที ‘แม่’ เธอกัดริมฝีปากถึงกับเลือดซึม รถแล่นออกจากซอยเปียกฝน ตรงเข้าสู่ใจกลางเมืองอย่างเร็วแสงไฟระยิบระยับของถนนใหญ่ไม่ทำให้เธออุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย
คืนนี้เธอกำลังไปพบกับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าหนี้อีกครั้ง
ไฟริมถนนวิ่งสะท้อนบนกระจกหน้ารถหรูราวกับเส้นแสงกำลังพาเธอเข้าสู่โลกอีกใบ โลกที่ไม่มีทางขัดขืนอะไรได้
มิล่ากุมมือแน่นจนเล็บทิ่มฝ่ามือ ความกลัวปะปนกับความร้อนแปลก ๆ จากคำขู่ของเวกเตอร์ ทำให้เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังหวาดหรือกำลังตกหลุมอะไรบางอย่างที่ไม่ควรตก
รถเลี้ยวเข้าสู่ถนนที่เงียบขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งตึกสูงสีดำด้านตั้งตระหง่านขึ้นตรงหน้า ตึกนั้นไร้ป้ายไร้ชื่อมีเพียงประตูอัตโนมัติที่เปิดออกเหมือนกำลังกลืนรถคันนี้เข้าไปทั้งคัน
“ถึงแล้ว ลงไปได้เลย” ลูกน้องเวกเตอร์หันมา บอกน้ำเสียงนิ่งจนเหมือนพูดกับของที่ไม่มีชีวิต หัวใจมิล่าหล่นวูบลงไปถึงพื้นรองเท้าเพราะทันทีที่รถหยุดลง ประตูด้านซ้ายก็ถูกเปิดออกจากด้านนอกราวกับมีคนเฝ้ารออยู่แล้ว
ลมเย็นตีหน้าเธอหันไปร่างสูงยืนอยู่ตรงนั้นเองสูทสีดำสนิทมือข้างหนึ่งซุกกระเป๋ากางเกง อีกข้างถือบุหรี่คีบบาง ๆ ปลายมวนยังโชติช่วงจากไฟที่เขาพ่นออกเมื่อครู่ ควันสีเงินลอยผ่านปลายคางคมสันของเขาอย่างช้า ๆ และที่ทำให้ขามิล่าแทบทรุดคือ ‘เขามองเธอเหมือนกำลังเห็นสิ่งที่เป็นของตัวเองตั้งแต่แรก’
มิล่าไม่กล้าขยับ แต่เวกเตอร์ก็ไม่รอให้เธอทำอะไร เขาก้าวเข้ามาเปิดประตูรถจนสุดด้วยปลายนิ้วเดียว แล้วโน้มตัวต่ำเล็กน้อย ร่างสูงบดบังแสงด้านหลังจนเธอเหมือนถูกขังอยู่ในเงาของเขา
“มาตรงเวลาดี” เขามองนาฬิกาบนข้อมือแล้วเลื่อนสายตามากดเธอไว้กับเบาะ ก่อนเขาจะดับบุหรี่ลงในถาดข้างผนังโดยไม่ละสายตาจากร่างเล็กแม้เสี้ยววินาที ท่าทางเรียบง่ายแต่เซ็กซี่จนเลือดวิ่งขึ้นหน้าเธอแบบไม่ปรานีเลย
มือหนายื่นมาตรงหน้าฝ่ามืออุ่นนิ้วเรียวยาวคำสั่งแฝงในท่าทีโดยที่เขาไม่ต้องพูดแม้แต่คำเดียว มิล่าลังเลเธอกลัวจนมือสั่นแต่เมื่อคิดถึงแม่ ภาพที่แม่โดนลูกน้องเวกเตอร์ซ้อมเหมือนไม่ใช่คน
มือแกร่งดึงมิล่าออกจากรถ ร่างเล็กเซล้มเล็กน้อยเพราะยังไม่ทันตั้งตัว ก่อนเขาก้มลงกระซิบข้างหูเธอเสียงต่ำจนขนลุกทั้งตัว
“ห้องเชือดของฉันอยู่ชั้นบนสุด”
มิล่าชะงักแผ่นหลังเกร็งจนหายใจไม่ออก เวกเตอร์ยิ้มมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มของคนที่กำลังสนุกกับความกลัวของเธอ
“ชื่อมันฟังน่ากลัว แต่เธอจะไม่ตายหรอก” เขาก้มลงใกล้จนปลายจมูกเฉียดแก้มมิล่า
“แค่จะจำมันไปทั้งชีวิต”
มืออีกข้างเขาเลื่อนมาจับท้ายทอยคนตัวเล็กแผ่วเบา แต่ความร้อนจากมือเขากลับทำให้เข่ามิล่าอ่อนจนแทบทรุด
“เดินตามฉันขึ้นมา” เสียงเวกเตอร์เย็นแต่แฝงความร้อนที่เธอยังไม่เข้าใจ
“หรืออยากให้ฉันอุ้มขึ้นไป?”
“…” มิล่าไม่ตอบ แต่หน้าร้อนวาบก่อนเธอส่ายหน้าเร็วจนผมสะบัด
“หึ!” เวกเตอร์หัวเราะหึในลำคออย่างเยือกเย็นจนเลือด ประตูหน้าตึกเปิดเองอีกครั้ง ลานโถงของตึกสูงเงียบสงบราวกับสถานที่สำหรับพิธีกรรมอะไรสักอย่าง
ไฟติดเองเป็นเส้นทางยาวไปถึงลิฟต์ด้านใน เวกเตอร์ปล่อยมือจากเอวมิล่าเพียงเพื่อจะยื่นมือไปประคองหลังเธอแทนดันให้เธอก้าวเข้าไปก่อน ราวกับต้องการให้เธอรู้ว่าเขาคุมทุกลมหายใจของเธออยู่ในมือแล้ว
ลิฟต์ปิดลง ช่องว่างแคบ ๆ ทำให้มิล่าได้กลิ่นน้ำหอมของคนตัวสูงชัดขึ้นและยิ่งลิฟต์สูงขึ้นขาของเธอก็สั่นมากขึ้น
เวกเตอร์ยืนพิงผนังลิฟต์ มือหนึ่งเสียบกระเป๋า กางเกงส่วนอีกมือจับปกเสื้อคลายออกเล็กน้อย เขามองมิล่าไม่กระพริบไม่หลบราวกับมองเหยื่อที่กำลังถูกป้อนถึงปากเขาเอง
“จากนี้ไป” เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย เสียงต่ำจนลมหายใจสั่นไปทั้งตัว
“ทุกคืนของเธอขึ้นอยู่กับคำว่าความต้องการของฉันคนเดียว”
ติ๊ง!
เสียงถึงชั้นบนสุดดังขึ้นพอดี มิล่าหันขวับ แต่เวกเตอร์เอื้อมมือมาจับคางเธอไว้เบา ๆ ไม่ให้หนีสายตาเขา
“จำกฎข้อแรกไว้ให้ดี” เขากดนิ้วโป้งลงริมฝีปากล่างเธอแผ่ว ๆ น้ำเสียงทั้งเย็นทั้งร้อนในเวลาเดียวกันจนหัวใจมิล่าเต้นแรงสุดชีวิต
“อย่าคิดหนีไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเธอ”
*******************************
ตอนที่ 2 แล้ว ขอบคุณพี่ ๆ นักอ่านทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ ฝากเป็นกำลังใจให้มิล่าด้วยน๊าเวกเตอร์ใจเย็นกับน้องนะสงสารน้องหน่อย น้องยังเด็ก
Next Episode Spoiler…
“เริ่มกฎข้อสองของเธอ ห้ามพูดคำว่า ‘ไม่’ กับฉัน”