Masukร้านผ้าของบ้านรอง จะเปิดตัวแบบชุดใหม่ในวันนี้ ตัวเอกของเรื่องอย่างจินหร่วนย่อมจะต้องไปปรากฏตัวเพื่อรอรับคำชื่นชมของฮูหยินและคุณหนู
ปัง ปัง ปัง เมื่อเสียงประทัดดังขึ้น ร่างเล็กของจินหร่วนก็เดินยิ้มหวานมาอยู่ต่อหน้าทุกคน คุณหนูที่เป็นสหายของนางที่ถูกเชิญมาในวันนี้ ต่างอดใจไม่ไหวที่จะได้เห็นชุดแบบใหม่ที่จินหร่วนนางพูดอวดไว้เมื่อสองสามวันก่อนใจแทบขาด จึงได้เร่งนางให้รีบไปนำชุดออกมาอวด
จินหร่วนย่อมทำตามด้วยความยินดี คนงานในร้านยกหุ่นชุดที่สวมใส่เสื้อผ้าเอาไว้เรียบร้อยแล้วห้าชุดออกมา หุ่นไม้นางก็สั่งให้ทำขึ้นเลียนแบบหุ่นไม้ของมู่เฟยหยาอีกด้วย เพียงแต่หุ่นไม้ในยามนี้มีมาหลายเดือนแล้ว ร้านอื่นก็เริ่มมีกันบ้างแล้ว จึงไม่แปลกหากร้านของจินหร่วนนางจะมี แต่ที่มันแปลกคือ...ชุดทั้งห้าแบบที่อยู่ในตัวหุ่นไม้ เหมือนกับร้านผ้าของตระกูลมู่ไม่มีผิดเพี้ยน
“เอ๊ะ!!!”
“...” เสียงรอบข้างเงียบสนิททันที ทุกสายตามองไปที่หุ่นไม้ทั้งห้าตัวสลับกับจินหร่วนอย่างไม่อยากเชื่อ บางคนปิดบังแววตาดูแคลนเอาไว้ไม่มิด จนจินหร่วนใจกระตุกจนต้องเอ่ยถามออกไป
“มีอันใดหรือ พวกเจ้าตกตะลึงกับแบบชุดใหม่ของข้าหรือ” นางยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า เมื่อคิดไปว่าทุกคนคงตะลึงกับความสามารถของนาง
“คุณหนูรองชุย แบบชุดพวกนี้เจ้าคิดเองหรือ” ฮูหยินท่านหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมา
“ใช่แล้ว เจ้าคิดเองจริงหรือ”
“ทำไมเหมือนกันนักเล่า”
เมื่อมีหนึ่งคนเอ่ยขึ้นมา คนอื่นย่อมเอ่ยขึ้นมาต่ออย่างไม่จบสิ้น จินหร่วนยังไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น หรือว่าพวกนางสงสัยความสามารถของตนจึงได้ตอบรับไปเสียงดัง “ใช่ ข้าเป็นคนร่างแบบออกมาเอง” นางยังเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างโอ้อวดอีกด้วย
สหายบางคนของจินหร่วนที่ทนมองไม่ได้ก็เลยดึงนางเข้าไปกระซิบบอกเสียงเบา “อาหร่วนเจ้าไม่รู้หรือว่าร้านผ้าตระกูลมู่เพิ่งเปิดตัวชุดใหม่ไปเมื่อวาน”
คิ้วของจินหร่วนขมวดอย่างไม่เข้าใจ ต่อให้ร้านผ้าตระกูลมู่เปิดตัว ก็คงไม่ใช่แบบเดียวกับของนางแน่ “ข้าไม่รู้ มีเรื่องใดหรือไม่”
“ก็แบบชุดของเจ้า ทั้งการจับคู่สีผ้าเหมือนกับร้านผ้าตระกูลมู่ไม่มีผิด ไม่เชื่อเจ้าก็ส่งคนไปตรวจสอบได้”
จินหร่วนตกใจจนหน้าถอดสี นางเพิ่งจะสังเกตดีๆ ว่าคนที่เข้ามาร่วมชมผ้าในร้านของนาง ต่างมองนางด้วยสีหน้ารังเกียจ บางคนยังอมยิ้มมองดูเรื่องตลกของนางอีกด้วย
“จะ จะ เป็นไปได้อย่างไร” นางลนลานจนทำสิ่งใดไม่ถูก แต่ก่อนที่นางจะหมุนตัวหนีหลบไปคิดทบทวนเรื่องราวอยู่ด้านหลังร้าน สาวใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาเชิญนางบอกว่ามีคนต้องการจะพบอยู่ที่โรงน้ำชาฝั่งตรงข้าม
พอจินหร่วนเงยหน้าขึ้นไปมองตามทิศที่สาวใช้คนนั้นส่งสายตา ขาของนางก็แทบทรงตัวไม่อยู่ สาวใช้คนนั้นทำทีเป็นเข้ามาประคองนางก่อนจะพาเดินเลี่ยงไปที่โรงน้ำชาโดยไม่ทันให้นางเอ่ยปฏิเสธ
มู่เฟยหยา จับตามองตั้งแต่จินหร่วนเดินลงมาจากรถม้าแล้ว นางยังจดจำรอยยิ้มโอ้อวดของจินหร่วนได้เป็นอย่างดี ที่ต้องการเรียกมาถามก็เพื่ออยากจะรู้ว่า วิญญาณในร่างของจินหร่วนมาจากยุคเดียวกันกับนางหรือไม่ แต่หากไม่ใช่นางจะรู้แบบเสื้อผ้าที่ผสมผสานกับยุคสมัยใหม่เช่นนี้ได้อย่างไร
“คารวะคุณหนูห้ามู่เจ้าค่ะ” เสียงของจินหร่วนสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ เจ้าของแบบชุดอยู่ตรงหน้านาง จะไม่ให้นางหวาดกลัวได้อย่างไร อีกทั้งอำนาจของตระกูลมู่ ตระกูลสายรองที่ไม่มีอำนาจเช่นบิดานางไม่มีทางจะต่อกรได้แน่
ต่อไปมู่เฟยหยาผู้นี้ก็คือฮองเฮาที่จะได้อยู่เหนือสตรีทุกคนในแคว้น ความโหดเหี้ยมของนางที่ลงมือทำร้ายเหล่าสนมของฮ่องเต้เรียกได้ว่าไม่เกรงกลัวฟ้าฝนพิโรธเลย วังหลังน้อยนักที่จะมีพระโอรสเหลือรอดชีวิตมาต่อสู้กับพระโอรสของนาง
“นั่งเถิด ข้ามีเรื่องจะถามเจ้าอีกเยอะเลย” นางยิ้มเย็นบอกจินหร่วนที่ตัวสั่นอย่างชอบใจ “เจ้ามาจากที่ใด ปักกิ่ง หรือว่าเซี่ยงไฮ้” สิ้นคำของมู่เฟยหยาใบหน้าของจินหร่วนก็มึนงงไม่เข้าใจ
มู่เฟยหยารู้ได้ทันทีว่านางคงไม่รู้ถึงชื่อเมืองทั้งสองแห่งที่พูดออกมา จึงได้เปลี่ยนคำถามใหม่เสีย “เจ้าได้แบบร่างมาจากที่ใด” แววตาคมกริบราวมีดจ้องมองจินหร่วนอย่างค้นหา ทำให้นางอดที่จะสะดุ้งตัวโยนไม่ได้
“มะ มี มีสาวใช้คนหนึ่งในจวนของข้า นางถูกโบยจนเกือบตายพอฟื้นขึ้นมา นางก็ขอใช้แบบร่างชุดทั้งห้าแบบเพื่อแลกกับการปล่อยตัวนางออกจากจวน ท่านแม่ข้าเห็นว่าแบบน่าสนใจจึงได้ยอมเลือกเปลี่ยนกับนาง”
“อ้อ...” มู่เฟยหยาลากเสียงยาว นางไม่เชื่อทั้งหมดที่จินหร่วนพูด ต่อให้มีอีกวิญญาณทะลุมิติมาก็ไม่มีทางจะจับคู่สีของผ้าเช่นเดียวกับนางโดยบังเอิญเช่นนี้ “แล้วตอนนี้นางอยู่ที่ใด”
“ตะ ตายแล้ว ท่านแม่ข้าไม่วางใจกลัวว่านางจะนำแบบผ้าไปขายให้ผู้อื่น จึงได้จัดการนางเสีย” จินหร่วนเมื่อโกหกไปแล้วก็ต้องหาทางไปต่อให้ได้ อย่างไรวิญญาณของนางก็ไม่ใช่เด็กน้อยวัยสิบหนาว ย่อมจะมีความคิดอ่านมากกว่าร่างเด็กในตอนนี้ของนาง
“ข้าจะยอมเชื่อเจ้าสักหน แต่ว่า...เจ้าคงไม่ทำให้ข้าประหลาดใจเพิ่มแล้วกระมัง” สายตาของนางมองข่มขู่จินหร่วนแล้วจะให้นางไม่พยักหน้ารับได้อย่างไร
“ข้าไม่กล้าแล้ว” นางก้มหน้าลงอย่างแค้นใจ ต่อให้มีใจอยากสู้ก็ไม่อาจต่อต้านได้
“ไปเถิด”
มู่เฟยหยายกชาขึ้นดื่มเป็นการส่งแขก นางเองก็มีความลับที่ไม่อาจบอกผู้ใดได้ หากบีบคั้นจินหร่วนมากเกินไปก็จะกลายเป็นถูกผู้อื่นจับผิดเรื่องของตนได้ นางยังมีงานใหญ่รออยู่ด้านหลัง รอให้ได้สมปรารถนาค่อยตามเก็บกวาดก็ยังไม่สาย ยามนี้ไม่ควรเอาชื่อเสียงที่ดีงามไปแลกกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
จินหร่วนเองก็ไม่คิดว่าชุดที่ร้านของมู่เฟยหยาจะเป็นแบบชุดใหม่ และยังรู้เรื่องที่นางขโมยผลงานด้วย ครั้งนี้นางเพียงแค่ถูกข่มขู่แต่ครั้งหน้าผู้ใดจะรับประกันได้ว่านางจะไม่ถูกฆ่าทิ้ง จินหร่วนต้องยอมให้ชื่อเสียงของนางเสียหาย ถูกสหายและคุณหนูในเมืองหลวงนินทาว่านางลอกเลียนแบบผลงานของมู่เฟยหยามาเป็นของตนเอง
เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดถูกถ่ายทอดให้ชุยจิ้นและจินหว่านรับรู้แล้ว ทั้งยังเรื่องที่จินหร่วนถูกมู่เฟยหยาไปพูดคุยอีกด้วย ก็ไม่ต่างจากที่สองพี่น้องคิดเอาไว้ เพียงแต่แปลกใจที่มู่เฟยหยาไม่ลงมือจัดการจินหร่วนเลย
“ไม่แปลก นางต้องการชื่อเสียงที่ดีงาม ย่อมไม่ทำอันใดน้องหญิงรองในตอนนี้”
“พี่ก็คิดเช่นเจ้า อีกไม่กี่เดือนนางจะแต่งให้องค์ชายใหญ่แล้ว ต่อไปน้องหญิงรองคงไม่กล้าลงมือทำสิ่งใดอีก”
“คงได้สงบไปอีกนาน”
จินหว่านมองหน้าที่ชายของนางอย่างใคร่ครวญ แต่คิดว่าเรื่องของพี่ชายอีกนานกว่าจะเกิดขึ้นจึงไม่ได้เตือนให้เขาระวังตัวไว้ อีกอย่างยามนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ด้วยมีเรื่องของฟู่ซื่อเข้ามาเป็นตัวแปร หวงซื่อคงไม่กล้าพาหลานสาวมาจับบิดานางอีกแน่
ยามดึก ทั้งสองขึ้นไปบนระเบียงของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อมองโคมไฟทั้งเมืองเมืองหลวงด้านล่างเต็มไปด้วยแสงสีแดงระยิบระยับดอกไม้ไฟพุ่งขึ้นฟ้า ซูจินหว่านยืนพิงราวไม้ มองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม“สวยจังเลยเพคะ…”ทันใดนั้น เสื้อคลุมหนาก็ถูกคลุมลงบนไหล่นางแขนแข็งแรงโอบจากด้านหลังหลี่หรงหานกอดนางไว้แนบอกคางซบศีรษะเบา ๆ“หนาวหรือไม่”“ไม่หนาวแล้วเพคะ”ไม่นานเขากระซิบเสียงต่ำ“จินหว่าน”“เพคะ?”“ข้าไม่ชอบให้ใครมองเจ้า ไม่ชอบให้ใครยิ้มให้เจ้า ไม่ชอบให้เจ้าอยู่ไกลสายตา”“…ท่านอ๋อง”“ข้ารู้ว่าตัวเองงี่เง่า” เขาหัวเราะเบา ๆ “แต่ข้าหยุดไม่ได้”มือใหญ่ประสานมือนางแน่นขึ้น“ทั้งชีวิตข้าเสียของสำคัญมามากเกินไปแล้วข้าจะไม่เสียเจ้าอีกคน”หัวใจนางอ่อนยวบ ซูจินหว่านหันกลับไปกอดตอบซบหน้าลงบนอกเขา“เช่นนั้น…ก็จับมือข้าไว้ตลอดไปสิ”หลี่หรงหานยิ้มรอยยิ้มที่มีไว้ให้นางคนเดียว“ไม่ใช่แค่จับมือ” เขากระซิบข้างหู“ชีวิตนี้ ข้าจะกอดเจ้าไว้แบบนี้ ต่อให้ฟ้าถล่มก็ไม่ปล่อย”ดอกไม้ไฟระเบิดสว่างเต็มท้องฟ้า เสียงดังสนั่นแต่สำหรับท่านอ๋องหลี่หรงหานนั้น แม้โคมไฟพันดวงงดงามเพียงใดก็ยังไม่เท่าความงามของพระชายาซูจิหว่านของท่านอ๋
ตอนพิเศษหลังพายุเลือดและการช่วงชิงอำนาจผ่านพ้นไปเมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง จวนอ๋องเงียบกว่าที่เคยไม่มีฎีกากองสูงเท่าภูเขา ให้เขาต้องมาตรวจงานจนหามรุ่งหามค่ำมีเพียงเสียงลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านต้นเหมยกลีบดอกสีชมพูปลิวว่อนราวหิมะอ่อน ๆซูจินหว่านนั่งอยู่ในศาลาริมสระบัว ชายเสื้อแพรสีอ่อนถูกรวบขึ้นเล็กน้อย ขณะตั้งใจชงชาไอน้ำลอยกรุ่นกลิ่นหอมจาง ๆ ของใบชาชั้นดีคลอเคลียในอากาศ“พระชายา…”เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังจากด้านหลังยังไม่ทันหันกลับไป นางก็รู้ว่าเป็นใครหลี่หรงหาน บุรุษที่ครั้งหนึ่งทั้งใต้หล้าครั่นคร้ามท่านอ๋อง ผู้ไม่เคยยิ้มให้ผู้ใดแต่ตอนนี้กลับเดินเข้ามาเงียบ ๆ แล้วสวมกอดนางจากด้านหลังเหมือนเด็กที่แอบอ้อนภรรยาของเขา “…ท่านอ๋อง” นางหัวเราะเบา ๆ “กลางวันแสก ๆ ยังจะทำตัวเหมือนโจรอีกหรือเพคะ”“ในสนามรบข้าคืออ๋อง” เขาซบคางบนไหล่นาง เสียงแผ่วลงอย่างเกียจคร้าน “แต่ในจวนนี้ ข้าเป็นเพียงสามีของเจ้าเท่านั้น”คำพูดง่าย ๆ กลับทำให้นางหน้าแดงยิ่งกว่าดอกเหมยมือใหญ่ของเขาจับมือนางที่กำลังถือถ้วยชาแล้วพาไปนั่งด้วยกันทั้งสองดื่มชาในถ้วยเดียวกันอย่างไม่ถือพิธีเงาสะท้อนในผ
ขุนนางในเมืองหลวงไม่น้อยที่เข้าหาชุยเซียวด้วยรู้ดีว่า ต่อไปหลี่หรงหานย่อมต้องได้นั่งบัลลังก์ ชุยเซียวย่อมต้องขึ้นเป็นโหวฟู่ (บิดาของฮองเฮา) อย่างแน่นอนหลังจากหลี่หรงหานเดินทางขึ้นเหนือแล้ว ชุยเซียวถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ชุยจิ้นเองก็สอบจิ้นซื่อได้อันดับหนึ่งจนได้เป็นจอหงวน ตระกูลชุยนับว่าทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของราชสำนักทันทีแต่ชุยเซียวก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่ว่าจะกับขุนนางฝ่ายใดเขาก็ยังคงคบหาได้อย่างสนิทใจ ทั้งยังรักษาระยะห่างแต่พอดี ไม่เข้าร่วมพรรคพวกหรือหาพรรคพวกให้เว่ยอ๋องเสียนเฟยให้กำเนิดพระโอรสองค์ที่หกแก่ฮ่องเต้ ภายหลังถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นฮองเฮาองค์ใหม่อย่างสมเกียรติ นับว่าเวลาที่รอคอยมานับยี่สิบปีในที่สุดฮ่องเต้ก็สามารถมอบตำแหน่งให้สตรีที่รักได้เสียทีขบวนเดินทางของหลี่หรงหาน กว่าจะเดินทางถึงชายแดนเหนือก็ใช้เวลาถึงห้าเดือน เหตุที่ยาวนานเพียงนี้ก็เป็นที่หลี่หรงหานพาจินหว่านเที่ยวเล่นแทบจะทุกหัวเมืองที่ผ่านตำหนักอ๋องที่โจวเป่ยให้คนเดินทางล่วงหน้ามาปรับปรุงเสียใหม่แล้ว พอเดินทางมาถึง จินหว่านนางจึงได้เห็นสวนดอกเหมยแดงที่กว้างใหญ่ภายในตำหนักดอกเหมยแดงส่งกลิ่นหอมไป
จินหว่านเมื่อรู้เรื่องก็แทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่ไหว ไม่รู้ว่ายามนี้บิดากับพี่ชายจะมีสีหน้าเช่นใดเมื่อถูกหลี่หรงหานเอาคืน จินหว่านได้แต่ปลอบใจไป๋ซื่อที่กระวนกระวายอยู่ภายในห้องของนางให้สงบใจ ไม่ต้องเร่งรีบไปกับหลี่หรงหานด้วย อย่างไรก็ยังไม่ถึงเวลาพอถึงเวลารับตัวเจ้าสาว หลี่หรงหานก็เร่งให้กรมพิธีการรีบร้องบอกขั้นตอนสำหรับพิธีจะได้ส่งตัวเจ้าสาวเร็วๆชุยเซียวกับไป๋ซื่อนั่งอยู่ตำแหน่งประธานเพื่อให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวกราบลาบิดามารดาเพื่อออกเรือน หูซื่อเองย่อมต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วย ชุยหมิ่นหมดสิ้นวาสนาในเรื่องเส้นทางขุนนางแล้ว ได้แต่หวังว่าบุตรชายอนุอีกสองคนที่เหลือจะพอกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาได้ชุยหมิ่น หวงซื่อที่เข้าร่วมงานดูสงบเสงี่ยมขึ้นไม่น้อย จินหลันที่แต่งให้พ่อหม้ายหยวนไปก็กลับมาร่วมงานแต่งของจินหว่าน ใบหน้าของนางดูอิ่มเอมมิได้เศร้าหมองอย่างที่คิด เมื่อสอบถามจึงได้ความว่า ใต้เท้าหยวนดูแลนางดีไม่น้อย บุตรชายสองคนของฮูหยินเอกที่ล่วงลับไปแล้วก็เป็นเด็กรู้ความไม่ทำให้นางลำบากใจ จินหว่านย่อมยินดีกับนางด้วยเช่นกันที่มีความสุขเกี้ยวแปดคนหามหลังใหญ่ รับตัวเจ้าสาวเดินทางไปที่ตำหนักอ๋อง ผู้ที่แบกเ
เมื่อก่อนนางคิดว่าหลี่หรงฝูรักนางอย่างที่เขาพูดจริงๆ แต่ภายหลังนางถึงได้รู้ว่าที่เขาเลือกนางเป็นพระชายารองก็ด้วยฐานะของบิดานาง แต่จะทำเช่นใดได้ ในเมื่อนางรักเขาไปแล้ว หากนางเชื่อในคำของสหายจะดีเพียงใด“เก็บเอาไว้ให้ดี” นางส่งกล่องไม้ให้เกาอวี้ม่านอีกกล่องถึงแม้จะบอกให้เกาอวี้ม่านเชื่อในคำพูดของมู่เฟยหยา แต่สหายของนางคนนี้ดื้อรั้นอยู่ไม่น้อย นางไม่มีทางเชื่อทุกคนที่มู่เฟยหยาพูด ของทั้งสองกล่องคือตั๋วเงิน เพียงแต่ในกล่องของมู่เฟยหยามีมากถึงห้าพันตำลึงเงิน แม้จะไม่ได้มากเท่าที่มู่เฟยหยาเคยมี แต่เงินก้อนนี้นางย่อมมีหนทางทำให้งอกขึ้นมาได้อีกหลายเท่าทุกคำที่จินหว่านพูดคุยกับสตรีทั้งสองหลี่หรงฝูล้วนแต่ได้ยิน แต่สิ่งที่เขาต้องการในชาตินี้ล้วนไม่ได้มาครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นบัลลังก์หรือตัวนางจินหว่านมองส่งรถม้าที่สิ่งห่างออกไปจนสุดสายตา มือหนารวบเอวของนางเข้ามาสวมกอดจึงเรียกสติของนางกลับมาได้“อยากไปกับมันหรือ” น้ำเสียงที่แฝงเอาไว้อย่างไม่พอใจของหลี่หรงหานทำให้จินหว่านหัวเราะออกมา“ท่านจะเปิดร้านขายน้ำส้มสายชู (หึงหวง) หรือ” นางเอียงคอยิ้มอย่างหยอกล้อ“หึ กลับได้แล้ว” หลี่หรงหานอยู่กับนางตลอดเ
ไม่ผิดจากที่ชุยเซียวเคยบอกเสนาบดีเกานัก ฮ่องเต้ไม่มีทางสังหารพระโอรสของตนหากไม่ทำผิดถึงขั้นก่อกบฏ เพียงปลดให้เป็นสามัญชนแล้วขับไล่ไปอยู่ที่ชายแดนเหนือ ขุนนางในเมืองหลวงย่อมรู้ดีว่าองค์ชายใหญ่ไม่มีทางฟื้นกลับมาได้อีกแล้ว ชายแดนเหนือเป็นเขตแดนที่ตระกูลซ่งของเสียนเฟยดูแลอยู่ หากมิโง่เขลาเกินไปย่อมรู้ได้ดีว่าฮ่องเต้ต้องการให้คนตระกูลซ่งควบคุมความประพฤติขององค์ชายใหญ่นี้ เพียงรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แล้วไปเริ่มใหม่ ต่อให้กลายเป็นสามัญชนนางก็เชื่อว่าความรู้ที่นางมีอย่างไรก็ไม่มีทางอดตาย แต่เขาได้หาเชื่อในคำของนางไม่ในคืนเดียวกันนั้น ภายในเมืองหลวงถูกกองกำลังขององค์ชายใหญ่ที่เลี้ยงดูไว้ภายใต้ตระกูลสวี บุกเข้าวังหลวงเพื่อก่อกบฏหลี่หรงหานเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ราชครูสวีที่รู้เรื่องว่าหลานชายของตนลงมือโดยไม่ได้ขอความเห็นก็เป็นลมหมดสติไปทันที ตอนนี้แม้ตระกูลสวีจะถูกริบตำแหน่งราชครูคืน แต่อย่างน้อยฮ่องเต้ก็ยังเหลือชีวิตเอาไว้ให้เขา ต่อไปจะไม่กลับมายิ่งใหญ่ได้หรือแต่หลี่หรงฝูก็ปิดประตูความหวังที่แสนริบหรี่ของเขาลง เพียงแค่กองกำลังลับบุกเข้าเมืองหลวง ทหารก็ล้อมจวนตระกูลสวีและตำหนักฮอง







