LOGIN“ร้านค้าของบ้านรองอย่างไรก็ต้องไปเกี่ยวข้องกับบ้านใหญ่ แม้จะบอกว่าแยกบ้านแล้ว แต่อย่างไรก็เป็นคนตระกูลเดียวกัน ท่านต้องหาหนทางที่ทำให้นางรับชื่อเสียงนี้ไปเพียงผู้เดียว” คนฉลาดเช่นชุยจิ้นได้ฟังในคำของน้องสาวก็เข้าใจได้ทันที
“เรื่องเพียงเท่านี้ พี่จะจัดการเอง” ชุยจิ้นก็คิดเอาไว้แล้วว่าหากตระกูลมู่ที่กำลังจะทะยานขึ้นฟ้าเอาเรื่องขึ้นมา ท่านพ่อของตนก็คงจะถูกตำหนิไปด้วย จินหว่านพูดขึ้นมาก็ยิ่งทำให้เขาเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
ไม่ต้องให้ชุยจิ้นส่งบ่าวมาเป่าหูจินหร่วนนางก็ไม่คิดจะแบ่งชื่อเสียงความเก่งกาจให้จินหว่านอยู่แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ นางจึงเตรียมการให้สาวใช้ของนางไปเที่ยวพูดคุยตามร้านค้า โรงน้ำชา เรื่องที่คุณหนูรองตระกูลชุยจะออกแบบผ้าใหม่มาวางขาย ทั้งยังให้กดชื่อของจินหว่านอยู่ใต้ฝ่าเท้าไว้ด้วย ว่านางไม่อาจทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้
คนตระกูลมู่ที่กำลังจะเปิดตัวแบบผ้าใหม่ให้ร้านค้าของตนเองก็นึกสนใจว่าคุณหนูรองชุยนางมีดีอันใดถึงได้กล้าป่าวประกาศออกไปเช่นนี้
มู่เฟยหยาที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ภายในเรือน กำลังฟังสิ่งที่สาวใช้รายงานเรื่องภายนอกจวนอยู่
“เปิดตัวแบบผ้าก่อนหน้าร้านบ้านรองตระกูลชุยหนึ่งวัน” มู่เฟยหยา วิญญาณของหญิงสาวในยุคปัจจุบันที่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ได้สองปีแล้ว
นางมีความทะเยอทะยานไม่คิดจะออกเรือนกับบุรุษทั่วไป ยิ่งได้เห็นรูปลักษณ์ขององค์ชายใหญ่เมื่อหนึ่งปีก่อน นางก็หาหนทางที่จะได้อยู่ในสายตาของเขา ความสามารถของนางที่มีความรู้มากกว่าคนในยุคนี้ย่อมเข้าตาองค์ชายใหญ่ไม่ยาก
ทั้งนางยังช่วยเหลือองค์ชายให้ได้รับความชอบต่อหน้าฮ่องเต้อยู่หลายหน แม้จะเป็นเพียงเรื่องการคิดคำนวณแบบใหม่ที่นางบอกว่าคิดขึ้นเอง หรือการทำกระดาษที่ละเอียดออกมาใช้ในตอนนี้ นับจากที่นางมาถึงเมื่อสองปีก่อน ก็เริ่มสร้างความมั่งคั่งให้ตระกูลมู่ ร้านค้าในมือก็มีเพิ่มนับสิบร้าน วางขายสิ่งของที่นางบอกว่าคิดขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะเป็นสบู่ เครื่องประทินโฉม
แม้แต่เกลือที่ใช้ในวังหลวง ที่มีความละเอียดและสะอาดกว่าด้านนอกนางก็เป็นผู้ที่เสนอความคิดให้กับองค์ชายใหญ่ได้รับความชอบไป ตัวนางถึงไม่อาจทำนาเกลือออกมาได้ แต่ก็นับว่าทำให้เกลือในตอนนี้มีความละเอียด ไม่ติดขมเช่นเดิมอีก
ความมั่งคั่งของตระกูลมู่ และชื่อเสียงความเก่งรอบด้านของมู่เฟยหยา ช่วยผลักดันให้บิดาของนางขึ้นสูงอยู่ในตำแหน่งเสนาบดีกรมพิธีการได้ด้วย เดิมจากตำแหน่งรองเสนาบดีกรมพิธีการที่รั้งอยู่มานานหลายปี ไม่เลื่อนขั้นเสียที พอได้บุตรสาวช่วยย่อมง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ ยิ่งตอนนี้มีตำแหน่งว่าที่พระชายาเอกขององค์ชายใหญ่อยู่ในมือ ผู้คนในเมืองหลวงจะทำสิ่งใดก็ต้องไว้หน้าตระกูลมู่อยู่สองส่วน ผู้ใดไม่รู้กัน ฮ่องเต้เหมือนจะเห็นชอบให้องค์ชายใหญ่ได้ตำแหน่งองค์รัชทายาทในไม่ช้านี้
ชุยจิ้นในตอนแรกก็ไม่เชื่อว่าจินหว่านจะพูดเอาไว้ถูกทั้งหมด เขาไม่จำเป็นจะต้องช่วยกระพือข่าวให้ตระกูลมู่เปิดตัวแบบผ้าเร็วขึ้น ตระกูลมู่ก็ลงมือเปิดตัวแบบผ้าก่อนหน้าร้านของบ้านรองหนึ่งวันแล้ว
หวงซื่อกลัวว่าชื่อเสียงของบ้านรองจะทำให้บ้านใหญ่ได้หน้าไปด้วย นางจึงเพิ่มชื่อต่อท้ายของร้านผ้าเป็นของบ้านรองตระกูลชุย เพื่อให้คนภายนอกรู้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับบ้านใหญ่ จินหว่านได้ฟังในตอนแรกก็อดที่จะขบขันไม่ได้ คนตระกูลเดียวกันแท้ๆ เหตุใดถึงวางท่าเป็นศัตรูคู่แค้นจนอยากจะเห็นอีกฝ่ายล่มจมเพียงนี้ แต่นี่...เป็นเรื่องดีของบ้านใหญ่ที่ไม่ต้องลงไปยุ่งในน้ำคร่ำที่บ้านรองสร้างเอาไว้
จินหร่วนต่อให้เก่งเพียงใดก็คิดไม่ถึงว่าตระกูลมู่จะลงมือเช่นนี้ เมื่อภพก่อนนางมิได้ออกจากจวนไปดูผ้าที่ร้านตระกูลมู่ในวันที่เปิดตัว เพียงแต่ได้ยินคุณหนูสวมใส่มาอวดในงานเลี้ยงน้ำชาเท่านั้น นางคำนวณเวลาใกล้เคียงของทั้งสองภพแทน จึงคิดว่าตนน่าจะเปิดตัวก่อนแล้วแท้ๆ
ร้านผ้าของบ้านรอง ตัดออกมาได้อย่างละเพียงหนึ่งชุดก็รีบเปิดตัวขายแล้ว ด้วยกลัวจะเปิดตัวช้ากว่าตระกูลมู่ จินหร่วนนางยังคิดเอาแบบง่าย หากผู้ใดเปิดตัวก่อน คนผู้นั้นถึงจะกลายเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่นางก็ยังคงมีความฉลาดอยู่ นางเลือกแบบผ้าที่จะเปิดตัวในอีกหนึ่งถึงสองปีข้างหน้าด้วย ไม่ใช่ว่าแบบที่ตระกูลมู่จะใช้เพื่อสร้างชื่อเสียงให้มู่เฟยหยา
หากจะบอกว่าไม่กลัวคนเก่งแต่กลัวคนโง่คงไม่เกินจริง แผนเปิดตัวร้านผ้าของจินหร่วนต้องเสียหน้า เมื่อชุยจ้านพี่ชายของนางอยากจะอวดความสามารถของน้องสาววัยสิบหนาวให้ผู้อื่นได้รู้ สหายที่เขานำไปอวดด้านนอกมีคนของตระกูลมู่สายรองอยู่ด้วย แต่คนผู้นั้นยังไม่คิดจะเปิดโปงออกมาในยามนี้ ด้วยไม่เคยเห็นชุยจ้านอยู่ในสายตา เขาเพียงติดตามสหายมาหาความสำราญแล้วพบเรื่องสนุกเข้าก็เท่านั้น
เมื่อกลับถึงจวนตระกูลมู่ก็รีบนำเรื่องราวที่ได้พบเห็นไปบอกมู่เฟยหยาทันที ทั้งได้ประจบว่าที่พระชายาองค์ชายใหญ่และยังได้ความชอบจากบ้านใหญ่อีกด้วย
มู่เฟยหยาเมื่อได้ยินเรื่องราว นางรู้ได้ทันทีว่าแบบผ้าที่ญาติผู้น้องของนางเอ่ยถึงคือแบบใด นางรีบร่างแบบแล้วสั่งให้คนงานตัดออกมาอย่างรวดเร็ว ด้วยจำนวนคนและอำนาจเงินในมือทำให้ชุดของมู่เฟยหยาตัดออกมาได้เร็วและมีจำนวนมาก ทั้งฝีเข็มที่ใช้เย็บก็ดีกว่าของจินหร่วนอีกด้วย
วันเปิดตัวแบบเสื้อผ้าของจินหร่วนนางให้บ่าวมาส่งเทียบเชิญชวนจินหว่านไปด้วย แต่จินหว่านปฏิเสธไปนางไม่ชื่นชอบความวุ่นวาย อย่างน้อยนางก็ยังให้สาวใช้นำของขวัญแสดงความยินดีกับจินหร่วนไปมอบให้นาง
ชุยจิ้นที่หายหน้าไปเรียนที่สำนักศึกษาหลายวัน วันนี้ก็มานั่งอยู่ภายในเรือนพักของจินหว่านด้วย ต่อให้อีกสองปีถึงจะสอบจวี่เหริน แต่พี่ชายของนางจึงมักมีตำราติดอยู่ในมือเสมอ เรื่องการเรียนเขาไม่เคยผ่อนปรนให้ตนเองเลย สองพี่น้องต่างนั่งอยู่ด้วยกันเงียบๆ หนึ่งคนก้มหน้าอ่านตำรา อีกคนก้มหน้าฝึกเขียนตัวอักษร นานๆ ครั้ง ชุยจิ้นจะเงยหน้าจากตำรามามองตัวอักษรของน้องสาวบ้าง
“หว่านวาน ดูเหมือนตัวอักษรของเจ้าจะดีขึ้นไม่น้อย” ชุยจิ้นอดจะมองตัวอักษรของจินหว่านอย่างชื่นชมไม่ได้
เมื่อก่อนน้องสาวของเขานับว่าเขียนอักษรได้อ่อนช้อยหากเทียบกับเด็กในรุ่นเดียวกัน แต่ตัวอักษรของนางในยามนี้ดูทรงพลัง แฝงไปด้วยความสุขุมและสง่างามเช่นพวกขุนนางใหญ่ หรือพวกบัณฑิตที่ฝึกฝนมาเป็นเวลานาน
“ข้าว่างๆ ไม่มีสิ่งใดทำ จึงได้ฝึกคัดตัวอักษรเอาไว้อวดท่านกับท่านพ่อ” นางอมยิ้มมองพี่ชาย
จินหว่านจะบอกได้อย่างไร ว่าที่นางสามารถเขียนตัวอักษรออกมาได้งดงามเช่นนี้เป็นเพราะผู้มีพระคุณของนาง เขาคงเห็นว่านางไม่อาจพูดได้และไม่อาจมองเห็น กลัวว่านางจะเบื่อ นอกจากพาเดินเล่นรอบลานเรือนแล้ว เขาก็จับมือนางเขียนตัวอักษรอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อได้ย้อนกลับมาสิ่งเดียวที่จะทำให้นางตามหาผู้มีพระคุณได้ก็คือลายมือของเขา นางจึงเริ่มคัดตัวอักษรตามความรู้สึกในชาติที่แล้วของนาง ยามที่เห็นในตอนแรกก็ตกใจไม่น้อย เสี่ยวผิงยังไม่เข้าใจตอนที่นางหลับตาแล้วเขียนตัวอักษรออกมาเลย แต่พอได้เห็นก็อดที่จะตกตะลึงไม่ได้ ด้วยมันสวยงามกว่ายามที่นางลืมตาเขียนเสียอีก เรื่องนี้ทำให้นางเองหัวเราะไม่ออกร้องไห้ก็ไม่ได้
สองพี่น้องหันไปพูดคุยกันเรื่องตัวอักษรและรอฟังข่าวที่ให้บ่าวออกไปจับตาดูอยู่
ยามดึก ทั้งสองขึ้นไปบนระเบียงของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อมองโคมไฟทั้งเมืองเมืองหลวงด้านล่างเต็มไปด้วยแสงสีแดงระยิบระยับดอกไม้ไฟพุ่งขึ้นฟ้า ซูจินหว่านยืนพิงราวไม้ มองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม“สวยจังเลยเพคะ…”ทันใดนั้น เสื้อคลุมหนาก็ถูกคลุมลงบนไหล่นางแขนแข็งแรงโอบจากด้านหลังหลี่หรงหานกอดนางไว้แนบอกคางซบศีรษะเบา ๆ“หนาวหรือไม่”“ไม่หนาวแล้วเพคะ”ไม่นานเขากระซิบเสียงต่ำ“จินหว่าน”“เพคะ?”“ข้าไม่ชอบให้ใครมองเจ้า ไม่ชอบให้ใครยิ้มให้เจ้า ไม่ชอบให้เจ้าอยู่ไกลสายตา”“…ท่านอ๋อง”“ข้ารู้ว่าตัวเองงี่เง่า” เขาหัวเราะเบา ๆ “แต่ข้าหยุดไม่ได้”มือใหญ่ประสานมือนางแน่นขึ้น“ทั้งชีวิตข้าเสียของสำคัญมามากเกินไปแล้วข้าจะไม่เสียเจ้าอีกคน”หัวใจนางอ่อนยวบ ซูจินหว่านหันกลับไปกอดตอบซบหน้าลงบนอกเขา“เช่นนั้น…ก็จับมือข้าไว้ตลอดไปสิ”หลี่หรงหานยิ้มรอยยิ้มที่มีไว้ให้นางคนเดียว“ไม่ใช่แค่จับมือ” เขากระซิบข้างหู“ชีวิตนี้ ข้าจะกอดเจ้าไว้แบบนี้ ต่อให้ฟ้าถล่มก็ไม่ปล่อย”ดอกไม้ไฟระเบิดสว่างเต็มท้องฟ้า เสียงดังสนั่นแต่สำหรับท่านอ๋องหลี่หรงหานนั้น แม้โคมไฟพันดวงงดงามเพียงใดก็ยังไม่เท่าความงามของพระชายาซูจิหว่านของท่านอ๋
ตอนพิเศษหลังพายุเลือดและการช่วงชิงอำนาจผ่านพ้นไปเมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง จวนอ๋องเงียบกว่าที่เคยไม่มีฎีกากองสูงเท่าภูเขา ให้เขาต้องมาตรวจงานจนหามรุ่งหามค่ำมีเพียงเสียงลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านต้นเหมยกลีบดอกสีชมพูปลิวว่อนราวหิมะอ่อน ๆซูจินหว่านนั่งอยู่ในศาลาริมสระบัว ชายเสื้อแพรสีอ่อนถูกรวบขึ้นเล็กน้อย ขณะตั้งใจชงชาไอน้ำลอยกรุ่นกลิ่นหอมจาง ๆ ของใบชาชั้นดีคลอเคลียในอากาศ“พระชายา…”เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังจากด้านหลังยังไม่ทันหันกลับไป นางก็รู้ว่าเป็นใครหลี่หรงหาน บุรุษที่ครั้งหนึ่งทั้งใต้หล้าครั่นคร้ามท่านอ๋อง ผู้ไม่เคยยิ้มให้ผู้ใดแต่ตอนนี้กลับเดินเข้ามาเงียบ ๆ แล้วสวมกอดนางจากด้านหลังเหมือนเด็กที่แอบอ้อนภรรยาของเขา “…ท่านอ๋อง” นางหัวเราะเบา ๆ “กลางวันแสก ๆ ยังจะทำตัวเหมือนโจรอีกหรือเพคะ”“ในสนามรบข้าคืออ๋อง” เขาซบคางบนไหล่นาง เสียงแผ่วลงอย่างเกียจคร้าน “แต่ในจวนนี้ ข้าเป็นเพียงสามีของเจ้าเท่านั้น”คำพูดง่าย ๆ กลับทำให้นางหน้าแดงยิ่งกว่าดอกเหมยมือใหญ่ของเขาจับมือนางที่กำลังถือถ้วยชาแล้วพาไปนั่งด้วยกันทั้งสองดื่มชาในถ้วยเดียวกันอย่างไม่ถือพิธีเงาสะท้อนในผ
ขุนนางในเมืองหลวงไม่น้อยที่เข้าหาชุยเซียวด้วยรู้ดีว่า ต่อไปหลี่หรงหานย่อมต้องได้นั่งบัลลังก์ ชุยเซียวย่อมต้องขึ้นเป็นโหวฟู่ (บิดาของฮองเฮา) อย่างแน่นอนหลังจากหลี่หรงหานเดินทางขึ้นเหนือแล้ว ชุยเซียวถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ชุยจิ้นเองก็สอบจิ้นซื่อได้อันดับหนึ่งจนได้เป็นจอหงวน ตระกูลชุยนับว่าทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของราชสำนักทันทีแต่ชุยเซียวก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่ว่าจะกับขุนนางฝ่ายใดเขาก็ยังคงคบหาได้อย่างสนิทใจ ทั้งยังรักษาระยะห่างแต่พอดี ไม่เข้าร่วมพรรคพวกหรือหาพรรคพวกให้เว่ยอ๋องเสียนเฟยให้กำเนิดพระโอรสองค์ที่หกแก่ฮ่องเต้ ภายหลังถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นฮองเฮาองค์ใหม่อย่างสมเกียรติ นับว่าเวลาที่รอคอยมานับยี่สิบปีในที่สุดฮ่องเต้ก็สามารถมอบตำแหน่งให้สตรีที่รักได้เสียทีขบวนเดินทางของหลี่หรงหาน กว่าจะเดินทางถึงชายแดนเหนือก็ใช้เวลาถึงห้าเดือน เหตุที่ยาวนานเพียงนี้ก็เป็นที่หลี่หรงหานพาจินหว่านเที่ยวเล่นแทบจะทุกหัวเมืองที่ผ่านตำหนักอ๋องที่โจวเป่ยให้คนเดินทางล่วงหน้ามาปรับปรุงเสียใหม่แล้ว พอเดินทางมาถึง จินหว่านนางจึงได้เห็นสวนดอกเหมยแดงที่กว้างใหญ่ภายในตำหนักดอกเหมยแดงส่งกลิ่นหอมไป
จินหว่านเมื่อรู้เรื่องก็แทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่ไหว ไม่รู้ว่ายามนี้บิดากับพี่ชายจะมีสีหน้าเช่นใดเมื่อถูกหลี่หรงหานเอาคืน จินหว่านได้แต่ปลอบใจไป๋ซื่อที่กระวนกระวายอยู่ภายในห้องของนางให้สงบใจ ไม่ต้องเร่งรีบไปกับหลี่หรงหานด้วย อย่างไรก็ยังไม่ถึงเวลาพอถึงเวลารับตัวเจ้าสาว หลี่หรงหานก็เร่งให้กรมพิธีการรีบร้องบอกขั้นตอนสำหรับพิธีจะได้ส่งตัวเจ้าสาวเร็วๆชุยเซียวกับไป๋ซื่อนั่งอยู่ตำแหน่งประธานเพื่อให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวกราบลาบิดามารดาเพื่อออกเรือน หูซื่อเองย่อมต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วย ชุยหมิ่นหมดสิ้นวาสนาในเรื่องเส้นทางขุนนางแล้ว ได้แต่หวังว่าบุตรชายอนุอีกสองคนที่เหลือจะพอกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาได้ชุยหมิ่น หวงซื่อที่เข้าร่วมงานดูสงบเสงี่ยมขึ้นไม่น้อย จินหลันที่แต่งให้พ่อหม้ายหยวนไปก็กลับมาร่วมงานแต่งของจินหว่าน ใบหน้าของนางดูอิ่มเอมมิได้เศร้าหมองอย่างที่คิด เมื่อสอบถามจึงได้ความว่า ใต้เท้าหยวนดูแลนางดีไม่น้อย บุตรชายสองคนของฮูหยินเอกที่ล่วงลับไปแล้วก็เป็นเด็กรู้ความไม่ทำให้นางลำบากใจ จินหว่านย่อมยินดีกับนางด้วยเช่นกันที่มีความสุขเกี้ยวแปดคนหามหลังใหญ่ รับตัวเจ้าสาวเดินทางไปที่ตำหนักอ๋อง ผู้ที่แบกเ
เมื่อก่อนนางคิดว่าหลี่หรงฝูรักนางอย่างที่เขาพูดจริงๆ แต่ภายหลังนางถึงได้รู้ว่าที่เขาเลือกนางเป็นพระชายารองก็ด้วยฐานะของบิดานาง แต่จะทำเช่นใดได้ ในเมื่อนางรักเขาไปแล้ว หากนางเชื่อในคำของสหายจะดีเพียงใด“เก็บเอาไว้ให้ดี” นางส่งกล่องไม้ให้เกาอวี้ม่านอีกกล่องถึงแม้จะบอกให้เกาอวี้ม่านเชื่อในคำพูดของมู่เฟยหยา แต่สหายของนางคนนี้ดื้อรั้นอยู่ไม่น้อย นางไม่มีทางเชื่อทุกคนที่มู่เฟยหยาพูด ของทั้งสองกล่องคือตั๋วเงิน เพียงแต่ในกล่องของมู่เฟยหยามีมากถึงห้าพันตำลึงเงิน แม้จะไม่ได้มากเท่าที่มู่เฟยหยาเคยมี แต่เงินก้อนนี้นางย่อมมีหนทางทำให้งอกขึ้นมาได้อีกหลายเท่าทุกคำที่จินหว่านพูดคุยกับสตรีทั้งสองหลี่หรงฝูล้วนแต่ได้ยิน แต่สิ่งที่เขาต้องการในชาตินี้ล้วนไม่ได้มาครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นบัลลังก์หรือตัวนางจินหว่านมองส่งรถม้าที่สิ่งห่างออกไปจนสุดสายตา มือหนารวบเอวของนางเข้ามาสวมกอดจึงเรียกสติของนางกลับมาได้“อยากไปกับมันหรือ” น้ำเสียงที่แฝงเอาไว้อย่างไม่พอใจของหลี่หรงหานทำให้จินหว่านหัวเราะออกมา“ท่านจะเปิดร้านขายน้ำส้มสายชู (หึงหวง) หรือ” นางเอียงคอยิ้มอย่างหยอกล้อ“หึ กลับได้แล้ว” หลี่หรงหานอยู่กับนางตลอดเ
ไม่ผิดจากที่ชุยเซียวเคยบอกเสนาบดีเกานัก ฮ่องเต้ไม่มีทางสังหารพระโอรสของตนหากไม่ทำผิดถึงขั้นก่อกบฏ เพียงปลดให้เป็นสามัญชนแล้วขับไล่ไปอยู่ที่ชายแดนเหนือ ขุนนางในเมืองหลวงย่อมรู้ดีว่าองค์ชายใหญ่ไม่มีทางฟื้นกลับมาได้อีกแล้ว ชายแดนเหนือเป็นเขตแดนที่ตระกูลซ่งของเสียนเฟยดูแลอยู่ หากมิโง่เขลาเกินไปย่อมรู้ได้ดีว่าฮ่องเต้ต้องการให้คนตระกูลซ่งควบคุมความประพฤติขององค์ชายใหญ่นี้ เพียงรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แล้วไปเริ่มใหม่ ต่อให้กลายเป็นสามัญชนนางก็เชื่อว่าความรู้ที่นางมีอย่างไรก็ไม่มีทางอดตาย แต่เขาได้หาเชื่อในคำของนางไม่ในคืนเดียวกันนั้น ภายในเมืองหลวงถูกกองกำลังขององค์ชายใหญ่ที่เลี้ยงดูไว้ภายใต้ตระกูลสวี บุกเข้าวังหลวงเพื่อก่อกบฏหลี่หรงหานเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ราชครูสวีที่รู้เรื่องว่าหลานชายของตนลงมือโดยไม่ได้ขอความเห็นก็เป็นลมหมดสติไปทันที ตอนนี้แม้ตระกูลสวีจะถูกริบตำแหน่งราชครูคืน แต่อย่างน้อยฮ่องเต้ก็ยังเหลือชีวิตเอาไว้ให้เขา ต่อไปจะไม่กลับมายิ่งใหญ่ได้หรือแต่หลี่หรงฝูก็ปิดประตูความหวังที่แสนริบหรี่ของเขาลง เพียงแค่กองกำลังลับบุกเข้าเมืองหลวง ทหารก็ล้อมจวนตระกูลสวีและตำหนักฮอง







