Masukชาติก่อนนางตายเพราะรัก ชาตินี้เมื่อตื่นกลับมา นางขอไม่รักคนผิด ไม่ยอมเป็นหมาก และไม่ขอเดินตามบทเดิมอีกต่อไป
Lihat lebih banyakท้องฟ้าในวันนี้ต่ำลงราวกับต้องการจะกดทุกชีวิตให้แหลกสลาย เมฆสีเทาหม่นเคลื่อนตัวเชื่องช้า ทับซ้อนกันเป็นชั้นหนาหนักอึ้ง ราวกับร่วมกันเป็นพยานรู้เห็นต่อโศกนาฏกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น
สายลมหนาวพัดผ่านลานประหารอย่างไร้ความปรานี หอบเอากลิ่นคาวเลือดอันฉุนเฉียวลอยฟุ้งคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ โชยแตะมาปลายจมูกและแทรกซึมลงถึงหัวใจของผู้คนที่ยืนมุงดู จนขนแขนขนคอลุกซู่โดยไม่รู้ตัว เสียงซุบซิบของผู้คนดังระงม บ้างก็แฝงความสะใจ บ้างปนด้วยความสมเพชเวทนา และอีกไม่น้อยคือเสียงด่าทอสาปแช่งนาง นางร้ายแห่งราชสำนัก คำเรียกขานที่ถูกตราหน้าไว้ราวตราบาป ไม่มีผู้ใดสนใจจะฟังคำแก้ต่าง และไม่มีผู้ใดอยากรู้ความจริง นางยืนอยู่ตรงกลางลานประหาร โดดเดี่ยวและเด่นชัด ราวกับจุดศูนย์กลางของความเกลียดชังทั้งหมด สองมือถูกมัดตรึงไว้ด้านหลังด้วยเชือกหยาบ เสียดสีผิวจนเป็นแผล เสื้อผ้าสีอ่อนที่เคยสะอาดสะอ้าน ยามนี้เปื้อนฝุ่นโคลนจนซีดเซียว ขาดวิ่น และไร้ค่า…ยิ่งกว่าขอทานข้างถนน คราบเลือดแห้งกรังติดแน่นตามเนื้อผ้าเป็นร่องรอยของการทรมานและการกล่าวโทษที่นางไม่เคยได้รับโอกาสปฏิเสธ เรือนผมงามที่เคยถูกรวบเกล้าอย่างประณีตหลุดลุ่ยยุ่งเหยิง เส้นผมดำขลับปลิวไหวตามแรงลมหนาว ปะทะแก้มซีดขาวที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ทว่า…แผ่นหลังของนางกลับเหยียดตรง ตรงเสียจนดูขัดแย้งกับสภาพอันยับเยินของร่างกาย…คล้ายกับไม่ยอมก้มหัวศิโรราบให้โชคชะตาหรือผู้ใด ดวงตาคู่นั้นกวาดมองทั่วลานประหารที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนอย่างเชื่องช้า…นางมองเห็นทุกสีหน้า ความสะใจ ความอยากรู้อยากเห็น ความเกลียดชังและความเฉยชา ไม่มีสักคน…ที่ยืนอยู่ข้างนาง เสียงถอนหายใจดังขึ้นเป็นระยะ เสียงหัวเราะเยาะแผ่วเบา เสียงสาปส่งให้ตายอย่างทรมาน ทุกสายตาที่จับจ้องมองมาที่ร่างบางตรงกลางลานล้วนมองนางราวกับเป็นปีศาจร้าย เป็นสิ่งอัปมงคลที่ต้องกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก ไม่ให้หลงเหลือแม้เถ้ากระดูก แต่นาง…หาได้ร้องไห้ หาได้หลั่งน้ำตาออกมาแม้เพียงหยดเดียว ไม่มีเสียงสะอื้น…ไม่มีคำอ้อนวอน และไม่มีการร้องขอความเมตตาอันน่าสมเพช มีเพียงแววตานิ่งสงบ เย็นชา และลึกเกินหยั่ง ในความเงียบนั้น…แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดที่ถูกบดขยี้จนแตกละเอียด และความแค้นที่ถูกฝังลึกลงในกระดูก หากความยุติธรรมไม่มีอยู่ในโลกนี้ หากความจริงไม่มีค่าแม้เพียงลมหายใจ เช่นนั้น…ขอให้ความตายของนาง เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะที่จะไม่มีวันหลีกหนีได้ และนาง…ไม่ได้กรีดร้องเหมือนคนกำลังจะเผชิญความตาย เพราะความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง และน้ำตาทั้งหมดถูกเหยียบย่ำจนแหลกละเอียดไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว “อ่านราชโองการ!” น้ำเสียงของขันทีดังขึ้นก้องกังวาน ราวสายฟ้าฟาดลงกลางลานประหาร เพียงชั่วพริบตาเดียว เสียงอื้ออึงของผู้คนก็เงียบงัน…ความเงียบนั้นอึดอัด หนักอึ้งเสียจนแทบทำให้ผู้ฟังหยุดหายใจ “ตระกูลไป๋คิดกบฏ ไป๋จื่อหรงสมคบคิดกับศัตรูต่างแคว้นมีหลักฐานชัดเจน โทษประหารทั้งตระกูล!” หลักฐาน…อย่างนั้นหรือ ถ้อยคำเหล่านั้นกระแทกเข้าสู่โสตประสาท หนักหน่วงราวกับมีค้อนเหล็กฟาดลงกลางอก ทุกคำ ทุกประโยค เปรียบเสมือนคมมีดที่ค่อยๆ กรีดเฉือนหัวใจนางอย่างไร้ปรานี ช้าๆ และลึกๆ จนไม่เหลือชิ้นดี ไป๋จื่อหรงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงแผ่วเบาขมขื่นและเต็มไปด้วยความเย้ยหยันตนเอง นางรู้ดี…ว่าหลักฐานเหล่านั้นมาจากที่ใด และมาจากมือของผู้ใด ไป๋จื่อหรงหลับตาลงช้าๆ ภาพในอดีตไหลย้อนกลับมาอย่างไม่ปรานี ราวกับตั้งใจจะซ้ำเติมนางในวินาทีสุดท้าย วันที่นางยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา วันที่นางยอมแลกศักดิ์ศรี เกียรติยศ และแม้แต่ตระกูลเพื่อคำพูดหวานหูที่เป็นเพียงลมปาก นางเคยเชื่อ…เชื่อว่าความรักสามารถแลกได้กับทุกสิ่ง เชื่อว่าคนผู้นั้นจะไม่หันคมดาบมาทิ่มแทงนางจากด้านหลัง หึ…ช่างโง่เขลาเสียจริง “มีสิ่งใดอยากจะกล่าวเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่” เสียงนั้นดังขึ้น ทำให้นางลืมตาอีกครั้ง นัยน์ตารูปเมล็ดซิ่งที่เคยเปล่งประกายสดใส แต่ยามนี้กลับเหลือเพียงความว่างเปล่า เย็นชาและไร้ชีวิตราวกับหัวใจได้ตายจากไปก่อนร่างกายแล้ว นางเงยหน้าขึ้น มองไปยังแท่นสูงเหนือฝูงชน บุรุษผู้นั้นในชุดสีเข้มปักดิ้นทองอย่างสง่า เขายืนเด่นอยู่ตรงนั้น เพียงแค่การยืนเฉยๆ ก็แผ่กลิ่นอายอำนาจกดทับทุกชีวิต ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาดวงตาคมกริบลึกล้ำไร้อารมณ์และไร้ความไหวหวั่น นิ่งสงบ…ราวกับผิวน้ำที่ไร้ก้นบึ้ง มือคู่นั้น…ที่เคยโอบรัดนางอย่างอ่อนโยน เคยให้คำสัญญา เคยเอ่ยคำว่ารัก แต่ในวันนี้…มือคู่นั้นเองคือมือที่มอบความตายให้นาง เขา…คือผู้ที่ลงนามในคำสั่งประหาร คือผู้ที่ผลักนางลงสู่นรกโดยไม่แม้แต่จะเหลียวมองกลับมา ฝ่ามือที่จับพู่กันตวัดเขียนอย่างแน่วแน่ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย ปลายพู่กันลากผ่านแผ่นกระดาษอย่างมั่นคง ราวว่ากับชีวิตของนางไม่ต่างอะไรกับตัวอักษรหนึ่งบรรทัดที่พอเขียนเสร็จก็จบสิ้น หัวใจของไป๋จื่อหรงบีบรัดอย่างรุนแรงเจ็บจนแทบหายใจไม่ออก และในเสี้ยวลมหายใจนั้นเอง นางก็เข้าใจทุกอย่าง ความรักที่นางยึดถือ…ความภักดีที่นางทุ่มเท ทุกอย่างที่นางทำเพียงเพื่อเขา ล้วนไม่ใช่เพราะนางโง่เขลาเพียงอย่างเดียว แต่นางถูกกำหนดให้มีชะตาชีวิตเช่นนี้มาตั้งแต่ต้น มิต่างจากนางร้ายในละครงิ้วโรงเตี๊ยม ผู้ถือกำเนิดมาเพื่อถูกเกลียด ถูกสาปแช่งและเพื่อจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนา นางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง…หมากที่ถูกผลักออกมา เพื่อปกป้องคนที่ควรอยู่รอด หมากที่ต้องตาย เพื่อให้เรื่องราวดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ไร้รอยเปื้อน.. ไร้คำถาม ริมฝีปากบางเหยียดยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ทั้งที่หัวใจแตกสลายยับเยิน ไม่เหลือชิ้นดี รอยยิ้มนั้น มองดูแล้วขมขื่นแต่กลับสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในทะเลสาบที่ไร้คลื่น เพราะทุกอย่างได้จมลงสู่ก้นบึ้งไปหมดแล้ว “ข้ามีคำพูดสุดท้าย” น้ำเสียงของไป๋จื่อหรงแหบพร่าแห้งเหือด แต่กลับดังชัดเจนอย่างน่าประหลาด สายตาหลายร้อยคู่จ้องมองมาทันที ด้วยความไม่คาดคิดและความอยากรู้ ไป๋จื่อหรงยังคงจ้องมองบุรุษผู้นั้นไม่ลดละสายตาราวกับว่า ต้องการจดจำใบหน้าเขาไว้ เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต “ข้า…ไม่ได้คิดกบฏ” นางกล่าวเพียงประโยคนั้น น้ำเสียงเอ่ยสั้นๆ หวนๆ ราบเรียบ ไม่แก้ตัว…ไม่อธิบายและไม่ร้องขอความเมตตา เพราะนางรู้ดีต่อให้พูดมากกว่านี้เป็นร้อยคำ ก็ไม่มีผู้ใดต้องการฟัง บุรุษผู้นั้นยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ ใบหน้าและแววตาเรียบเฉยไม่ปรากฏอารมณ์ใดแม้เพียงเศษเสี้ยว ราวกับคำพูดของนางเป็นเพียงเสียงลมที่พัดผ่านหู แล้วก็ผ่านเลยไป ในเสี้ยวลมหายใจนั้นเอง…นางจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าทั้งชีวิตของตน ไม่เคยมีค่าเลย เป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง บนกระดานอำนาจ หมากที่พอถูกใช้งานจนหมดประโยชน์…และถูกผลักทิ้งโดยไม่มีผู้ใดหันกลับมามอง “หากชาติหน้ามีจริง…” ไป๋จื่อหรงพึมพำเสียงแผ่วเบา ถ้อย คำพูดแทบถูกกลืนหายไปกับสายลมหนาวที่พัดผ่านลานประหาร ไร้ผู้ใดได้ยินหรือบางที…ไม่มีผู้ใดตั้งใจจะฟังตั้งแต่ต้น “ข้าจะไม่รักคนผิด จะไม่ยอมเป็นหมากของผู้ใด และจะไม่เดินตามบทเดิมอีก” ถ้อยคำสุดท้ายหลุดออกมาด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ไร้ความโกรธ…มีเพียงการตัดขาดอย่างเด็ดเดี่ยว เสียงโลหะเสียดสีกันดังก้อง ดาบยาวถูกชักออกจากฝักยาวยกขึ้นเหนือหัว ลำแสงเย็นวาบสะท้อนดวงตาคู่หนึ่ง ดวงตาที่ไม่หลั่งน้ำตาแม้เพียงหยดเดียว เพราะได้แห้งเหือดไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ไป๋จื่อหรงหลับตาลง ในเสี้ยวลมหายใจนั้น...นางไม่คิดถึงความรัก ไม่คิดถึงความแค้น ไม่คิดถึงอดีตอันงดงามหรือเลวร้าย มีเพียงความว่างเปล่าและการยอมรับชะตากรรมอย่างสงบ ลมดาบฟาดลง เพียงเสียงเดียวก็จบสิ้นทุกอย่าง ใต้หล้าพลันดับวูบ ความมืดกลืนกินสรรพสิ่ง ไร้เสียง ไร้แสง ไร้ตัวตน และนั่น… คือจุดจบของทรราชไป๋จื่อหรง ผู้ถูกตราหน้าว่าคิดก่อกบฏ ด้วยหมึกเพียงหนึ่งบรรทัดหรือแท้จริงแล้ว…มันอาจเป็นเพียง จุดเริ่มต้นของชะตาชีวิตใหม่ ชะตาที่จะไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด ชะตาที่จะไม่เดินตามบทละครที่ถูกกำหนด และเป็นชะตาที่ขัดต่อสวรรค์และฟ้าดินอย่างสิ้นเชิงฤดูเหมันต์มาเยือนเร็วกว่าทุกปีสายลมหนาวพัดพาหิมะสีขาวโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าอย่างเนิบนาบหลังคาวังหลวงถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งทั่วทั้งบริเวณขาวโพลนราวกับกลบฝังคราบเลือดและความวุ่นวายในวันก่อนหน้าให้เลือนหายไปทุกสิ่ง…ถูกสะสางเรียบร้อยแล้วทั้งกัวไท่ฝูถูกขับไล่และองค์ชายรองถูกเนรเทศวังหลวงกลับคืนสู่ความสงบเสมือนไม่ได้เคยมีเสียงคมดาบฟาดฟันกันมาก่อนสกุลไป๋…ปลอดภัยไม่มีผู้ใดต้องตายไม่มีหัวใดต้องหล่นลงสู่พื้นหิมะทว่าท้ายที่สุดแล้วชะตาของไป๋จื่อหรงกลับไม่อาจหลีกพ้นหนทางที่ถูกเลือกไว้แล้วทั้งที่นางได้โอกาสจากสวรรค์ได้ย้อนกลับคืนมาอีกครั้ง ทว่าดูเหมือนว่า…กลับมาให้ซ้ำรอยเดิมเสียมากกว่าวันแต่งงานถูกกำหนดขึ้นในฤดูเหมันต์แม้จะเรียบง่ายแต่กลับยิ่งใหญ่เอิกเกริกอย่างสมเกียรติทว่ากลับไร้เสียงรื่นเริงเกินจำเป็นพิธีการเงียบสงบ หาได้มีผู้คนนับร้อยนับพันมาแสดงความยินดีแต่อย่างใดเสียงระฆังลมกระทบกันเบาๆ ท่ามกลางสายลมหนาวหิมะโปรยลงบนธงแดงรา
เซียวเหยียนหลงไม่อาจเชื่อมโยงได้ว่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวข้องกันอย่างไรทั้งถ้อยคำที่หลุดออกจากปากของไป๋จื่อหรงทั้งภาพความฝันที่คอยตามหลอกหลอนเขาไม่รู้จบในความฝันนั้น…สกุลไป๋ต้องโทษทั้งตระกูลเพราะไป๋จื่อหรงถูกกล่าวหาว่าลอบวางยาพิษ หวังสังหารบุตรของเขาที่เกิดจากสตรีผู้หนึ่ง ไม่รู้ว่ายามนั้นเขาโง่เขลา ตาบอด หรือถูกความโกรธครอบงำเซียวเหยียนหลงเพียงตวัดปลายพู่กันลงบนกระดาษคำสั่งประหารถูกเขียนขึ้นอย่างไม่ลังเลทั้งไป๋จื่อหรง สกุลไป๋…รวมถึงทุกคนที่เข้าไปพัวพันไม่ว่าจะเป็นขุนนางไป๋ที่ยืนหยัดปกป้องบุตรสาวองครักษ์ไป๋ผู้เป็นพี่ชายที่ลอบพานางหนีออกจากวังหลวงหรือแม้กระทั่งไป๋ฮูหยินที่ซ่อนบุตรสาวไว้ในจวนเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ทั้งที่ไป๋จื่อหรงถูกขังอยู่ในตำหนักเย็น รอวันตัดสินโทษทว่าหากรออีกเพียงนิด…บางทีเขาอาจจะเมตตา แต่สกุลไป๋กลับไม่อาจรอได้เมื่อเห็นไป๋จื่อหรงถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมพอเป็นเช่นนั้น เซียวเหยียนหลงย่อมโมโหไม่น้อยสกุลไป๋จึงถูกสังหารไม่มียกเว้น ส่วนไป๋จื่อ
ยามซวี (19.00 – 21.00 น.)ท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งมาตลอดทั้งวัน พอถึงยามค่ำคืนกลับมีสายฝนโปรยบางเบาลงบนหลังคากระเบื้องตำหนัก ราวกับพยายามชะล้างกลิ่นคาวเลือดที่ยังหลงเหลืออยู่ในพระราชวังหลวงทว่าต่อให้จะมีฝนตกหนักเพียงใด ก็ไม่อาจลบภาพของวันนี้ออกจากความทรงจำของผู้ใดได้บรรยากาศภายในตำหนักเงียบสงัด แสงตะเกียงน้ำมันส่องไหวระริก เซียวเหยียนหลงนั่งอยู่ข้างเตียง สายตาคมกริบยังคงทอดมองร่างบางที่นอนนิ่ง ใบหน้าซีดเผือดราวกลีบดอกเหมยต้องน้ำค้างไป๋จื่อหรงยังไม่ฟื้น…ตั้งแต่เมื่อยามบ่ายคล้อย อีกทั้งเนื้อตัวยังรุ่มๆ คล้ายจะจับไข้ ฝ่ามือหนาแตะลงหน้าผากนางอย่างแผ่วเบา คล้ายกลัวว่าหากออกแรงเพียงนิดเดียวสตรีตรงหน้าจะสลายหายไป“เหตุใดดื้อดึงนัก”น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเบาแผ่วราวพึมพำกับตนเองที่ผ่านมานางตามติดเพราะชมชอบเขาไม่ใช่หรืออย่างไรเหตุใดยามนี้ถึงเอาแต่หลบหนีและหลีกเลี่ยง ท่าทางราวกับไม่อยากจะข้องเกี่ยวสายตาคมกริบของเซียวเหยียนหลงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัวเซียวเหยียนหลงทอดมองสตรีเนิ่นนาน คล้ายกับจะตามลงไปในห้วงฝัน
เสียงคมดาบเหล็กกล้าปะทะกันกึกก้อง สะท้อนสนั่นไปทั่วท้องพระโรงจนลามออกไปถึงภายนอกเหล่าขุนนางที่หวาดกลัวความตาย บางส่วนก็ฉวยโอกาสในจังหวะชุลมุนแตกตื่นคิดหลบหนี ทว่ากลับหนีไม่พ้นเพราะถูกทหารจากกองกำลังของแม่ทัพหานยืนขวางกั้นไว้แน่นหนากล่าวได้ว่าก้าวเข้ามาแล้ว ยากจะมีโอกาสได้ก้าวออกไปอีกขณะเดียวกันนั้น ขันทีชราผู้หนึ่งวิ่งนำหน้าเหล่านางกำนัลเข้ามาอย่างรีบร้อนสีหน้าของเขาทั้งซีดเผือด เหงื่อชุ่มเต็มใบหน้า ไม่รู้ว่าเพราะเร่งฝีเท้าเต็มกำลังตามสังขารหรือเพราะภาพความวุ่นวายกลางท้องพระโรงกันแน่ลมหายใจของขันทีหลี่หอบถี่ กึ่งวิ่งกึ่งเดิน ฝ่าฝูงชนเข้ามาพลางเหลือบมองเหล่านางกำนัลด้านหลัง“เร็วเข้า!”นางกำนัลต่างเร่งฝีเท้าตามคำสั่งแม้สังขารจะอ่อนแรง หากขันทีชรากลับวิ่งนำหน้าไปได้เร็วกว่าพวกนางเสียอีกเหล่าทหารที่ยืนเฝ้าหน้าประตูท้องพระโรงพอเห็นขันทีชรานำขบวนสาวใช้จากหอฎีกาพร้อมเอกสารปึกใหญ่มา ต่างก็พากันรีบหลีกทางให้ บางส่วนถึงกับเข้ามาช่วยประคอง“ดีๆ ช่วยหน่อยเถอะ พวกนางร่างกายผอมบาง!”ขันทีชราสะบัดมือโบกสั่ง น้ำเสียงยังคงสั่นหอบ หยาดเหงื่อไหลย้อยลงมาตามขมับพลางร้อนอุทานในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไ
ไป๋จื่อหรงไม่คิดที่จะหันไปร้องขอความช่วยเหลือหรือหยิบยื่นความเชื่อใจให้กับเซียวเหยียนหลงอีกเป็นครั้งที่สองทว่าหากสุดท้ายแล้วนางไม่อาจหลีกเลี่ยงจุดจบเดิมได้จริงเช่นนั้นขอให้นางสิ้นใจเพียงลำพังเถิด อย่าได้ลากสกุลไป๋ให้ต้องจมลงสู่หายนะไปพร้อมกันประตูท้องพระโรงสูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เปรียบเสมือนด
ยามนี้ผู้คนในวังหลวงแตกตื่นราวกับรังแตนแตกรังตั้งแต่เหล่าขุนนางฐานะต่ำต้อยไปจนถึงกัวไท่ฝู ต่างพากันร่างฎีกาเขียนออกมาเพื่อขอเปิดประชุมเร่งด่วน ณ ท้องพระโรงต้องการกดดันให้องค์รัชทายาทเซียวเหยียนหลงนั้นออกมาชี้แจงเรื่อง สมรสพระราชกับสกุลไป๋!เหตุใดจึงไม่มีการปรึกษาหารือ
หลายวันผ่านไปยามนี้ไม่เพียงข่าวลือเรื่องสมรสพระราชทานของนางจะถูกแผ่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงขุนนางคนรู้จักก็แวะเวียนมาแสดงความยินดีไม่ขาดสายวันนี้ยังมีคนจากวังหลวงมาถึงหน้าจวนสกุลไป๋ด้วยตนเองทั้งเพื่อดูฤกษ์ยามอันเป็นมงคล ทั้งเพื่อนำบัญชีสินสอดข้าวของบางส่วนมามอบหมายไว้ล่วงหน้าขบวนจากวังหลวงยิ่
หลายวันผ่านไปแม้ไป๋จื่อหรงอยากจะเก็บตัวอยู่ในเรือน ไม่ย่างก้าวออกไปที่ใด ทว่ากลับไม่อาจหลีกเลี่ยงคำคะคั้นคะยอของมารดาได้ สุดท้ายจึงต้องพาหลินเยว่ฉิงออกไปเดินตลาดตามคำสั่งไป๋ฮูหยินกล่าวว่า นางเอาแต่อยู่ในจวนมากเกินไป สมควรออกไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้างถ้อยคำนั้นฟังดูอ่อนโยน ทว่ากลับไม่เปิดช่องให้ปฏิเส











