로그인ชาติก่อนนางตายเพราะรัก ชาตินี้เมื่อตื่นกลับมา นางขอไม่รักคนผิด ไม่ยอมเป็นหมาก และไม่ขอเดินตามบทเดิมอีกต่อไป
더 보기ฤดูเหมันต์มาเยือนเร็วกว่าทุกปีสายลมหนาวพัดพาหิมะสีขาวโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าอย่างเนิบนาบหลังคาวังหลวงถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งทั่วทั้งบริเวณขาวโพลนราวกับกลบฝังคราบเลือดและความวุ่นวายในวันก่อนหน้าให้เลือนหายไปทุกสิ่ง…ถูกสะสางเรียบร้อยแล้วทั้งกัวไท่ฝูถูกขับไล่และองค์ชายรองถูกเนรเทศวังหลวงกลับคืนสู่ความสงบเสมือนไม่ได้เคยมีเสียงคมดาบฟาดฟันกันมาก่อนสกุลไป๋…ปลอดภัยไม่มีผู้ใดต้องตายไม่มีหัวใดต้องหล่นลงสู่พื้นหิมะทว่าท้ายที่สุดแล้วชะตาของไป๋จื่อหรงกลับไม่อาจหลีกพ้นหนทางที่ถูกเลือกไว้แล้วทั้งที่นางได้โอกาสจากสวรรค์ได้ย้อนกลับคืนมาอีกครั้ง ทว่าดูเหมือนว่า…กลับมาให้ซ้ำรอยเดิมเสียมากกว่าวันแต่งงานถูกกำหนดขึ้นในฤดูเหมันต์แม้จะเรียบง่ายแต่กลับยิ่งใหญ่เอิกเกริกอย่างสมเกียรติทว่ากลับไร้เสียงรื่นเริงเกินจำเป็นพิธีการเงียบสงบ หาได้มีผู้คนนับร้อยนับพันมาแสดงความยินดีแต่อย่างใดเสียงระฆังลมกระทบกันเบาๆ ท่ามกลางสายลมหนาวหิมะโปรยลงบนธงแดงรา
เซียวเหยียนหลงไม่อาจเชื่อมโยงได้ว่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวข้องกันอย่างไรทั้งถ้อยคำที่หลุดออกจากปากของไป๋จื่อหรงทั้งภาพความฝันที่คอยตามหลอกหลอนเขาไม่รู้จบในความฝันนั้น…สกุลไป๋ต้องโทษทั้งตระกูลเพราะไป๋จื่อหรงถูกกล่าวหาว่าลอบวางยาพิษ หวังสังหารบุตรของเขาที่เกิดจากสตรีผู้หนึ่ง ไม่รู้ว่ายามนั้นเขาโง่เขลา ตาบอด หรือถูกความโกรธครอบงำเซียวเหยียนหลงเพียงตวัดปลายพู่กันลงบนกระดาษคำสั่งประหารถูกเขียนขึ้นอย่างไม่ลังเลทั้งไป๋จื่อหรง สกุลไป๋…รวมถึงทุกคนที่เข้าไปพัวพันไม่ว่าจะเป็นขุนนางไป๋ที่ยืนหยัดปกป้องบุตรสาวองครักษ์ไป๋ผู้เป็นพี่ชายที่ลอบพานางหนีออกจากวังหลวงหรือแม้กระทั่งไป๋ฮูหยินที่ซ่อนบุตรสาวไว้ในจวนเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ทั้งที่ไป๋จื่อหรงถูกขังอยู่ในตำหนักเย็น รอวันตัดสินโทษทว่าหากรออีกเพียงนิด…บางทีเขาอาจจะเมตตา แต่สกุลไป๋กลับไม่อาจรอได้เมื่อเห็นไป๋จื่อหรงถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมพอเป็นเช่นนั้น เซียวเหยียนหลงย่อมโมโหไม่น้อยสกุลไป๋จึงถูกสังหารไม่มียกเว้น ส่วนไป๋จื่อ
ยามซวี (19.00 – 21.00 น.)ท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งมาตลอดทั้งวัน พอถึงยามค่ำคืนกลับมีสายฝนโปรยบางเบาลงบนหลังคากระเบื้องตำหนัก ราวกับพยายามชะล้างกลิ่นคาวเลือดที่ยังหลงเหลืออยู่ในพระราชวังหลวงทว่าต่อให้จะมีฝนตกหนักเพียงใด ก็ไม่อาจลบภาพของวันนี้ออกจากความทรงจำของผู้ใดได้บรรยากาศภายในตำหนักเงียบสงัด แสงตะเกียงน้ำมันส่องไหวระริก เซียวเหยียนหลงนั่งอยู่ข้างเตียง สายตาคมกริบยังคงทอดมองร่างบางที่นอนนิ่ง ใบหน้าซีดเผือดราวกลีบดอกเหมยต้องน้ำค้างไป๋จื่อหรงยังไม่ฟื้น…ตั้งแต่เมื่อยามบ่ายคล้อย อีกทั้งเนื้อตัวยังรุ่มๆ คล้ายจะจับไข้ ฝ่ามือหนาแตะลงหน้าผากนางอย่างแผ่วเบา คล้ายกลัวว่าหากออกแรงเพียงนิดเดียวสตรีตรงหน้าจะสลายหายไป“เหตุใดดื้อดึงนัก”น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเบาแผ่วราวพึมพำกับตนเองที่ผ่านมานางตามติดเพราะชมชอบเขาไม่ใช่หรืออย่างไรเหตุใดยามนี้ถึงเอาแต่หลบหนีและหลีกเลี่ยง ท่าทางราวกับไม่อยากจะข้องเกี่ยวสายตาคมกริบของเซียวเหยียนหลงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัวเซียวเหยียนหลงทอดมองสตรีเนิ่นนาน คล้ายกับจะตามลงไปในห้วงฝัน
เสียงคมดาบเหล็กกล้าปะทะกันกึกก้อง สะท้อนสนั่นไปทั่วท้องพระโรงจนลามออกไปถึงภายนอกเหล่าขุนนางที่หวาดกลัวความตาย บางส่วนก็ฉวยโอกาสในจังหวะชุลมุนแตกตื่นคิดหลบหนี ทว่ากลับหนีไม่พ้นเพราะถูกทหารจากกองกำลังของแม่ทัพหานยืนขวางกั้นไว้แน่นหนากล่าวได้ว่าก้าวเข้ามาแล้ว ยากจะมีโอกาสได้ก้าวออกไปอีกขณะเดียวกันนั้น ขันทีชราผู้หนึ่งวิ่งนำหน้าเหล่านางกำนัลเข้ามาอย่างรีบร้อนสีหน้าของเขาทั้งซีดเผือด เหงื่อชุ่มเต็มใบหน้า ไม่รู้ว่าเพราะเร่งฝีเท้าเต็มกำลังตามสังขารหรือเพราะภาพความวุ่นวายกลางท้องพระโรงกันแน่ลมหายใจของขันทีหลี่หอบถี่ กึ่งวิ่งกึ่งเดิน ฝ่าฝูงชนเข้ามาพลางเหลือบมองเหล่านางกำนัลด้านหลัง“เร็วเข้า!”นางกำนัลต่างเร่งฝีเท้าตามคำสั่งแม้สังขารจะอ่อนแรง หากขันทีชรากลับวิ่งนำหน้าไปได้เร็วกว่าพวกนางเสียอีกเหล่าทหารที่ยืนเฝ้าหน้าประตูท้องพระโรงพอเห็นขันทีชรานำขบวนสาวใช้จากหอฎีกาพร้อมเอกสารปึกใหญ่มา ต่างก็พากันรีบหลีกทางให้ บางส่วนถึงกับเข้ามาช่วยประคอง“ดีๆ ช่วยหน่อยเถอะ พวกนางร่างกายผอมบาง!”ขันทีชราสะบัดมือโบกสั่ง น้ำเสียงยังคงสั่นหอบ หยาดเหงื่อไหลย้อยลงมาตามขมับพลางร้อนอุทานในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไ
วันนี้ไป๋จื่อหรงตั้งใจจะออกจากจวนไปตลาดเสียหน่อย ช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางเอาแต่อุดอู้อยู่ในเรือน หมกมุ่นกับความทรงจำในชาติก่อนและกังวลถึงอนาคตที่ยังไม่ทันเกิดขึ้นนางยกชายกระโปรงขึ้น เดินนำหน้าสาวใช้ ก้าวเท้าอย่างไม่เร่งรีบ ทว่าราวกับสวรรค์มีตา กลั่นแกล้งมอบเคราะห์แรกให้แก่นางรถม้าคันใหญ่หยุดลงตรง
ภายหลังจากคุณหนูใหญ่ล้มป่วยหนัก และเพิ่งฟื้นหายดีได้เพียงสองสามวันไม่ว่าผู้ใดในจวนสกุลไป๋…ล้วนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติตั้งแต่สาวใช้ใกล้ชิดไปจนถึงสาวใช้ซักล้าง หรือแม่บ้านจวนไปจนถึงบ่าวรับใช้ที่แทบไม่เคยมีโอกาสเข้าใกล้เรือนหลักทุกคนต่างพูดไม่ออก แต่ต่างก็รู้สึกได้ตรงกันคุณหนูใหญ่เปลี่ยนไปแล้ว ไม่
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้น บุรุษในชุดขุนนางก้าวเข้ามา แผ่นหลังเหยียดตรงสง่า ใบหน้าเคร่งขรึม“เกิดอะไรขึ้น”เสียงนั้นทำให้ไป๋จื่อหรงยิ่งตัวสั่นทว่าหาใช่เพราะหวาดกลัว บิดาของนางในความทรงจำเคยถูกปลด ยึดทรัพย์และส่งไปยังชายแดน ก่อนที่สุดท้ายจะสิ้นใจท่าม กลางความหนาวเย็นไป๋จื่อหรงเงยหน้าขึ้น
ความมืดค่อยๆ ถอยห่างออกไป ราวกับมีใครบางคนค่อยๆ ดึงม่านหนาทึบออกจากดวงตาไป๋จื่อหรงสะดุ้งเฮือก ลมหายใจของนางติดขัด หอบถี่อย่างควบคุมไม่ได้ หัวใจเต้นกระหน่ำจนแน่นอก เจ็บร้าวไปทั้งร่างราวกับยังคงรู้สึกถึงคมดาบที่ฟาดลงบนลำคอแม่นยำอย่างโหดเหี้ยม ความเย็นเฉียบของโลหะ และแรงกระแทกสุดท้าย…ยังฝังแน่นอยู่ใน











