LOGINค่ำคืนอันมืดมิดใกล้ม่านน้ำนอกเมือง ลมพัดเอื่อยพาเอากลิ่นอายชื้นของลำน้ำและความหนาวเย็นปะทะผิวกาย ซินอี๋ในชุดรัดกุมสีเข้มซุ่มตัวอยู่ใต้เงามืดของโกดังร้าง นางตัดสินใจลอบเข้ามาเพียงลำพังด้วยความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม หมายจะค้นหาบัญชีลับและหลักฐานการยักยอกอาวุธให้พบ เพื่อลบล้างความผิดพลาดที่เคยพาองค์จักรพรรดิเดินตกกับดักในครั้งก่อน
ร่างบางย่องผ่านเงาไม้เข้าไปภายในคลังเก็บของอันเงียบสงบ มือเรียวสลัวค้นหาตามตู้และหีบไม้อย่างระมัดระวัง จนกระทั่งพบม้วนบัญชีการส่งมอบอาวุธซุกซ่อนอยู่ใต้แผ่นไม้ลับ ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะยัดม้วนกระดาษเข้าที่อกเสื้อ เสียงก้าวหนักๆ และแสงไฟจากไต้ฝุ่นก็พลันสว่างวาบขึ้น "นั่นใครน่ะ! มีคนลอบเข้ามา!" เสียงตะโกนดังกึกก้องพร้อมกับชายฉกรรจ์ร่างกำยำในชุดคนเฝ้าโกดังนับสิบคนพุ่งตรงเข้ามา พร้อมดาบเล่มโตเปล่งประกายวาววับ น่ากลัวประดุจเพชฌฆาต ซินอี๋ตาโตด้วยความตื่นตระหนก นางรีบเบี่ยงกายหลบคมดาบที่ฟันฉับลงมาหวังตัดศีรษะ ชายร่างใหญ่คนหนึ่งกระชากไหล่นางอย่างแรงจนเสื้อผ้าขาดวิ่น คมดาบอีกเล่มกรีดผ่านแขนของนางจนเลือดไหลซึม! "จับนางไว้! อย่าให้นางรอดชีวิตออกไปได้เด็ดขาด!" เสียงเหี้ยมเกรียมไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด ซินอี๋ข่มความเจ็บปวด สับเท้าวิ่งหนีสุดชีวิตออกไปทางป่าลึกด้านหลังโกดัง เสียงร้องตะโกนและเสียงเท้าที่ไล่ล่ากระชั้นชิดทำให้นางหัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม อีกด้านหนึ่ง เสียงควบม้าอันเงียบเชียบทว่าหนักแน่นดังขึ้นใกล้ม่านน้ำ หลิงเชียวเสด็จมาถึงในชุดพรางกายสีดำสนิท ไร้เครื่องทรงกษัตริย์ มีเพียงผ้าแพรสีเข้มรวบผมยาวไว้อย่างเรียบง่าย พระองค์ประทับบนหลังม้าอย่างสง่างามดุจเทพสงครามแห่งเงามืด โดยมีกวนเฟิงควบม้าตามติดมาด้านข้าง ทันใดนั้น เสียงตึงตังของการไล่ล่าและเสียงกรีดร้องแผ่วเบาก็ดังเล็ดลอดมาจากอีกฝั่งของชายป่า หลิงเชียวดึงบังเหียนม้าให้ชะงักกึก สายตาคมกริบมองเจาะไปในความมืด ก่อนจะทรงออกคำสั่งเสียงเรียบเย็น "กวนเฟิง... เจ้าเข้าไปตรวจค้นภายในโกดังตามแผนเดิม ฝั่งทางโน้น ข้าจะไปดูเอง" "รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!" กวนเฟิงประสานมือรับคำสั่งโดยไร้ซึ่งความลังเล องครักษ์หนุ่มมิได้เอ่ยห่วงใยองค์ฮ่องเต้ของเขาเลยแม้แต่น้อย ด้วยตระหนักดีว่าวรยุทธ์และฝีมือดาบขององค์จักรพรรดินั้นล้ำเลิศเกินกว่าผู้ใดจะเพลี่ยงพล้ำได้ง่ายๆ กวนเฟิงรีบทะยานกายแยกไปทางโกดังทันที ขณะที่หลิงเชียวกระตุกบังเหียน หักม้าควบทะยานไปยังทิศทางของเสียงไล่ล่า "กรี๊ด!" ซินอี๋สะดุดรากไม้ใหญ่เสียหลักล้มลงกับพื้นอย่างแรง บัญชีลับหลุดมือไถลไปกับพื้น ร่างบางพยายามจะลุกขึ้นแต่ความเหนื่อยล้าและบาดแผลทำให้กายไม่ฟังคำสั่ง กลุ่มชายฉกรรจ์รวบตัวเข้ามาล้อมนางไว้ เงื้อดาบขึ้นสูงหมายจะสับลงมาที่ลำคอของนาง ฉับ! เงาดำสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศลงมาจากหลังม้า เสียงเหล็กปะทะเหล็กดังสะท้าน คมดาบของฮ่องเต้หนุ่มตวัดรับดาบของโจรฉกรรจ์ไว้ได้ทันควัน ก่อนจะเตะอัดเข้าที่อกของมันจนลอยกระเด็นไปไกล หลิงเชียวตวัดกายมายืนกั้นอยู่เบื้องหน้าคุณหนูหก พระเนตรหงส์ฉายแววอาฆาตตึงเครียด ก้มมองสตรีที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นด้วยสายตาเรียบเย็นดุจน้ำแข็ง "ข้าบอกแล้วมิใช่หรือ... ว่าเรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง" พระองค์เอ่ยเสียงห้าวต่ำ กระซิบลอดฟันด้วยความโทสะที่นางแอบทำอะไรโดยไม่ฟังคำสั่ง ทว่าไม่มีเวลาให้เอื้อนเอ่ยมากกว่านั้น กลุ่มคนร้ายนับสิบต่างพุ่งเข้ามาพร้อมกัน หลิงเชียวตวัดดาบสู้รบอย่างดุดัน ร่างสูงโปร่งเคลื่อนไหวดุจพายุหมุน พร่าชีวิตศัตรูไปทีละคน ทว่าในจังหวะที่พระองค์ต้องปกป้องซินอี๋ที่นอนบาดเจ็บอยู่เบื้องหลัง ทำให้ขอบเขตการเคลื่อนไหวถูกจำกัดอย่างหนัก ยามที่หลิงเชียวเบี่ยงกายไปทางซ้ายเพื่อตวัดฟันชายฉกรรจ์คนหนึ่ง โจรอีกคนหนึ่งที่ซุ่มอยู่ด้านหลังพลันฉวยโอกาสยกดาบเล่มโตขึ้นสูง เงื้อขึ้นเตรียมสับลงมากลางแผ่นหลังขององค์จักรพรรดิอย่างโหดเหี้ยม "ฝ่าบาท!" ซินอี๋ที่มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพลันตาพร่างพราย ความกลัวตายมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณเดียวในหัวใจ ร่างบางฝืนกายพุ่งตัวเข้าไปบังแผ่นหลังกว้างของฮ่องเต้หนุ่มไว้ทันที ฉับ! ฉัวะ! ฉับแรกคือเสียงคมดาบกรีดสับลงมากลางแผ่นหลังของซินอี๋อย่างจัง เลือดสดๆ ฉีดกระเซ็นเปรอะเปื้อนใบหน้าของนาง! ส่วนฉับที่สอง คือเสียงดาบของหลิงเชียวที่หันขวับกลับมาตัดศีรษะของโจรผู้นั้นกระเด็นไปไกล เมื่อพระองค์ตระหนักว่ามีบางสิ่งโถมเข้ามารับคมดาบแทนพระองค์ "ซินอี๋!" หลิงเชียวคำรามด้วยความตกใจและโทสะอันแรงกล้า เพลิงแค้นพุ่งสูงถึงขีดสุด ฮ่องเต้หนุ่มตวัดดาบอย่างบ้าคลั่ง ฆ่าฟันพวกโจรที่เหลือจนสิ้นชีวิตภายในเวลาไม่กี่อึดใจ เลือดแดงฉานนองเต็มพื้นป่า เมื่อไร้ซึ่งศัตรู หลิงเชียวรีบทิ้งดาบลงกับพื้น ทรุดกายลงพยุงร่างของซินอี๋ขึ้นมาไว้บนตัก พระหัตถ์หนาสั่นเทายามสัมผัสถูกแผ่นหลังที่โชกไปด้วยเลือดสดๆ ใบหน้าหวานของคุณหนูหกบัดนี้ซีดขาวไร้สีเลือด ลมหายใจรวยรินดุจเปลียนเทียนเล่มน้อยที่พร้อมจะดับลงได้ทุกเมื่อ "เจ้า... เจ้าโง่ไปแล้วหรือไร" หลิงเชียวเอ่ยเสียงสั่น ตะโกนถามด้วยความขุ่นเคืองในอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "ทำไมถึงทำเช่นนี้ เหตุใดต้องเอากายมารับดาบแทนข้า!" ซินอี๋ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองพระพักตร์ที่อยู่ชิดใกล้ นางพยายามยกยิ้มจางๆ บนริมฝีปากที่แห้งผาก เลือดไหลทะลักออกจากมุมปากของนาง ทว่าแววตายังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความนอบน้อม "หน้าที่ของหม่อมฉัน... คือการช่วยเหลือ... และปกป้องฝ่าบาทเพคะ..." น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาและขัดตาทัพด้วยลมหายใจอึดอัด "หม่อมฉัน... ไม่ต้องการให้ฝ่าบาท... ต้องเป็นอันตราย..." ถ้อยคำนั้นประดุจสายฟ้าที่ผ่าลงกลางพระทัย ความเย็นชาดุจน้ำแข็งมลายหายไป เหลือเพียงความสะเทือนใจอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลิงเชียวไม่รอช้า พระองค์ช้อนร่างบางที่ไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ทะยานกายขึ้นบนหลังม้าอย่างรวดเร็ว "อดทนไว้ซินอี๋! ห้ามเจ้าหลับเด็ดขาด!" หลิงเชียวกระตุกบังเหียนม้า ควบทะยานมุ่งตรงกลับสู่พระราชวังหลวงดุจพายุหมุน พร้อมกับออกราชโองการเสียงก้องไปทั่วเส้นทาง "ตามหมอหลวงทั้งหมดในวังมาที่หอพระอักษร! หากคืนนี้รักษาชีวิตนางไว้ไม่ได้... ข้าจะหัวบั่นหัวให้หมดทุกคน!" ภายในหอพระอักษรอันเงียบสงบ กลิ่นคาวเลือดผสมผสานกับกลิ่นยาสมุนไพรเข้มข้นอบอวลไปทั่วห้อง กวนเฟิงที่เร่งรีบควบม้าตามหลังเข้ามา ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องพระอักษร ก็รีบทรุดกายลงคุกเข่าชันเข่าข้างหนึ่งกับพื้น ประสานมือขึ้นเหนือศีรษะเอ่ยขอพระราชทานอภัยโทษด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง "กระหม่อมสมควรตาย! ขอฝ่าบาทโปรดลงอาญา... กระหม่อมทำงานไม่สำเร็จพ่ะย่ะค่ะ!" หลิงเชียวซึ่งยืนกอดอกหลังตรงอยู่ข้างเตียงไม้แกะสลัก ปล่อยให้หมอหลวงประกอบพิธีพันแผลให้ซินอี๋ หันพระพักตร์กลับมามององครักษ์คนสนิทด้วยสายตาเรียบเฉย "เกิดอะไรขึ้น" "พวกลูกน้องเสนาบดีไหลเกิดไหวตัวทันพ่ะย่ะค่ะ พวกมันมีคำสั่งให้เคลื่อนย้ายอาวุธสงครามออกไปในทันที ด้วยความที่กระหม่อมไปเพียงลำพัง และเกรงว่าจะกระโตกกระตากจนตกลงไปในกลอุบายซ้อนแผนเหมือนครั้งก่อน จึงทำได้เพียงซุ่มมองดูอยู่ห่างๆ ... กระหม่อมคาดว่า หลักฐานและม้วนบัญชีลับภายในโกดัง คงถูกพวกมันเผาทำลายไปจนหมดสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ" หลิงเชียวขมวดคิ้วแน่น ดวงพระเนตรฉายแววโทสะวูบหนึ่งที่แผนการใหญ่ต้องถูกทำลายลงจนหมดสิ้น ทว่ายามเมื่อทอดพระเนตรมองสตรีที่นอนสลบไสลโชกเลือดอยู่บนเตียง พระองค์ก็ไม่อาจทรงลงเพลิงพิโรธใส่กวนเฟิงได้เลย เพราะสาเหตุหลักของความวุ่นวายนี้มาจากความดื้อรั้นอันหาใดเปรียบของคุณหนูหกผู้นี้ทั้งสิ้น ฮ่องเต้หนุ่มถอนหายใจยาว ก่อนจะยกพระหัตถ์ขึ้นโบกเบาๆ เป็นสัญญาณ "ลุกขึ้นเถิด... มิใช่ความผิดของเจ้า" ไม่นานนัก หมอหลวงชราที่เสร็จสิ้นการปฐมพยาบาลก็ค่อยๆ ก้าวถอยหลังออกมา ประสานมือรายงานด้วยความนอบน้อม "เรียนฝ่าบาท บาดแผลที่แผ่นหลังและแขนของคุณหนูหก แม้จะดูน่ากลัวและมีเลือดออกมาก ทว่าคมดาบมิได้ตัดโดนจุดสำคัญหรือกระดูกชิ้นใหญ่เพคะ เพียงแค่ทายารักษาแผล ทำการสมานพิษ และนอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ อีกไม่นานก็จักหายดีพ่ะย่ะค่ะ" "อืม... พวกเจ้าออกไปให้หมด" เมื่อได้ยินว่านางปลอดภัยดี ความตึงเครียดหนักอึ้งในอกของเขาก็พลันผ่อนคลายลง หลิงเชียวเสด็จเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง ทอดพระเนตรมองใบหน้าหวานที่บัดนี้ซีดขาวไร้สีเลือด นัยน์ตาคู่คมจับจ้องพิศมองดวงหน้านั้นอย่างพิจารณา ก่อนจะถอนพระทัยออกมาเบาๆ 'ดื้อรั้น... หาใดเปรียบจริงๆ' พระองค์คิดในพระทัยพลางขมวดคิ้วแน่น แม้จะทรงหงุดหงิดที่นางแอบลักลอบไปทำเรื่องพกกล้าจนเสียการใหญ่และทำให้เบาะแสสำคัญหลุดมือไป ทว่าลึกๆ ในพระทัยกลับรู้สึกหวั่นไหวและสั่นคลอนอย่างประหลาด ยามนึกถึงภาพที่นางพุ่งตัวเข้ามาใช้แผ่นหลังรับคมดาบแทนพระองค์โดยไม่เสียดายชีวิต หลิงเชียวยื่นพระหัตถ์ออกไปหมายจะแตะแก้มซีดนั้น ทว่าก็ชะงักกึกกลางอากาศ พระองค์ดึงพระหัตถ์กลับมาซุกไว้ในแขนเสื้อตามเดิม ปรับสีหน้าให้กลับคืนสู่ความนิ่งขรึมและเย็นชาดุจรูปสลัก "เหอะ... เสียการใหญ่เพราะความถือดีของเจ้าแท้ๆ" หลิงเชียวเอ่ยเสียงห้าวต่ำกับร่างที่ไร้สติ "แต่เอาเถิด... ในเมื่อเจ้ารอดชีวิตกลับมาได้ ก็นับว่ายังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง" ฮ่องเต้หนุ่มหมุนพระกายหันหลังให้เตียงนอน เสด็จไปประทับที่โต๊ะทรงพระอักษร ทอดพระเนตรมองม้วนกระดาษเปล่าด้วยสายตาเรียบเฉย แสร้งทำเป็นไม่สนใจสตรีที่นอนบาดเจ็บ ทั้งที่ในพระทัยยังคงมีภาพใบหน้าโชกเลือดของนางฉายวนซ้ำไปมาอย่างไม่อาจสลัดหลุดได้เลยไอความร้อนอบอวลภายในตำหนักฮองเฮา หลิงเชียวก้าวพระบาทผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่หา พระองค์เพิ่งได้รับรายงานจากสายลับคนสนิทว่า ฮองเฮาองค์ใหม่เสด็จกลับไปจัดการจวนเสนาบดีจางเสียจนคนทั้งตระกูลแตกตื่นตื่นตระหนก หวาดกลัวในอำนาจอันเด็ดขาดของนางกันยกใหญ่ มงกุฎหงส์ที่พระองค์ทรงประทานให้ ซินอี๋นำมันมาสวมใส่และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ จนอดมิได้ที่จะเสด็จมาเอ่ยชมด้วยพระองค์เองหลิงเชียวโบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นสัญญาณเชิงสั่งให้เหล่าสาวใช้และขันทีในห้องบรรทมถอยออกไปให้หมด ก่อนจะก้าวพระบาทอย่างเงียบเชียบตรงเข้าไปหาซินอี๋ที่กำลังยื่นอยู่หน้าคันฉ่องหยก เพื่อปลดเครื่องทรงและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไหมบางเบาพระหัตถ์หนายื่นออกไปโอบกอดร่างอรชรจากทางด้านหลัง รวบเอวบางกิ่วเข้ามาแนบชิดอกแกร่ง ก่อนจะโน้มพระพักตร์ลงประทับจูบอันนุ่มนวลหนักแน่นลงบนไหล่เนียนเปลือยเปล่าของนาง กลิ่นหอมประทินผิวกรุ่นรวยระรินบำเรออารมณ์"ฮองเฮาของข้า..."หลิงเชียวเอ่ยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความพึงพระทัย"ข่าวคราวจากจวนเสนาบดีจางในวันนี้ ช่างทำให้ข้าเบิกบานใจยิ่งนัก... เจ้าใช้อำน
แสงอรุณยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ามากระทบเรือนร่างของสองชายหญิงที่นอนตระกองกอดกันอยู่บนพระตั่งบรรทม คราบร่องรอยแห่งความเร่าร้อนท่ามกลางสายน้ำอุ่นในคืนยามดึกยังคงหลงเหลือเปรอะเปื้อนผิวกาย หลิงเชียวลืมตาขึ้นมองร่างอรชรของคุณหนูหกที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ นัยน์ตาหงส์คู่คมฉายแววล้ำลึก ทรงกระชับวงแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ถอนพระวรกายลุกขึ้นประทับนั่งข้างเตียงกงกงคนสนิทที่รออยู่เบื้องนอกก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมอ่างน้ำ ล้างพระพักตร์ หลิงเชียวมองไปที่ซินอี๋ที่เริ่มขยับตัวด้วยความงัวเงีย พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้นปรามมิให้ผู้ใดส่งเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยสั่งงานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เด็ดขาด และราบเรียบ"ขันทีรับพระราชโองการ..."กงกงรีบคุกเข่าลงแทบพระบาทด้วยความระมัดระวัง"ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไป... วันนี้ ในประชุมเช้า ให้สำนักราชเลขาธิการร่างพระราชโองการสถาปนา 'จางซินอี๋' บุตรีคนสุดท้องของเสนาบดีจาง ขึ้นเป็น ฮองเฮา แห่งแคว้นเว่ย"ซินอี๋ที่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มไหมยกขึ้นปกปิดเรือนร่างเปลือยเปล่า นัยน์ตาคู่สวยสบมองพระพักตร์คมคายที่ยามนี้หันกลับมาระบายยิ้มบางๆ ให้แก่น
ไอร้อนจากน้ำอุ่นในอ่างไม้แกะสลักขนาดใหญ่ลอยเอื่อยขึ้นตลบอบอวลไปทั่วห้องบรรทม ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกำยานมังกรอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามดึก สายน้ำในอ่างสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ สร้างบรรยากาศอันลึกลับและวาบหวามหลิงเชียว นอนเอนกายแช่น้ำอุ่นด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยแผ่อกแกร่งและมัดกล้ามสมส่วน พระองค์กำลังปล่อยให้ความล้าจากการรับมือเกมการเมืองในจวนเสนาบดีจางค่อยๆ ละลายไปกับสายน้ำ หลังจากที่เสนาบดีจางเชิญเขาไปชมบุปผาเพื่อหวังยัดเยียดบุตรีสักคนให้เป็นฮ่องเฮา... ซึ่งพระองค์ก็ตอบรับเกมนั้นด้วยการทำทีเป็นให้ความสนใจ 'คุณหนูสาม' บุตรีคนโปรดเพื่อปั่นหัวอีกฝ่ายเสียงสายน้ำกระเซ็นแผ่วเบาพร้อมกับเงาร่างงามที่ค่อยๆ ก้าวลงมาในอ่างน้ำอย่างช้าๆ อาภรณ์เนื้อบางเบาที่แนบชิดไปกับเรือนร่างสะพรั่งเมื่อเปียกชุ่ม เผยให้เห็นเส้นสายเว้าโค้งอันเย้ายวนของ จางซินอี๋คุณหนูหกผู้ถูกละเลย แต่เบื้องหลังคือหมากตัวเด็ดที่ทรงพลังที่สุดหลิงเชียวเงยหน้าขึ้นปรายสายตามองสตรีที่ใช้อำนาจป้ายหยกมังกรเดินเข้ามาถึงห้องบรรทมลับได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มเรียบเฉยปรากฏบนริมฝีปากหนา ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงดังเดิม ทำทีเป็นไม่
บรรยายภายในสวนหลวงอันกว้างใหญ่ร่มรื่น สายลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงหล่นเดินสะพรั่ง ราชสำนักเบื้องหลังกำลังตึงเครียด แต่ยามนี้ เสนาบดีจางจงหยวนได้ส่งฎีกาขอเข้าเฝ้าและทูลเชิญฮ่องเต้ดวลหมากรุกกลางสวนหลวง หลิงเชียวแม้จะทรงคลางแคลงพระทัยในจุดประสงค์ของตาแก่จิ้งจอกเจ้าเล่าผู้นี้ ว่ากำลังวางอุบายใดอยู่อีก ทว่าก็ทรงรับคำท้าและอนุญาตให้เข้าเฝ้าอย่างสงบนิ่งกระดานหมากรุกหยกขาวดำถูกตั้งวางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนตรงใจกลางศาลาพักผ่อนทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เดินหมากทีละตัวอย่างใจเย็น เสียงหมากหยกกระทบกระดานดังกังวานใสเสนาะหูท่ามกลางความเงียบสงบ หลิงเชียวเดินหมากด้วยความเฉียบขาด รุกต้อนตามพิชัยสงคราม ขณะที่เสนาบดีจางจงหยวนก็เดินหมากอย่างรัดกุม คอยตั้งรับและซ่อนกลอุบายไว้อย่างแยบยลระหว่างที่กำลังจรดด้ามหมากรุก เสนาบดีจางก็แย้มยิ้มบางๆ เอ่ยเปิดประเด็นขึ้นเรียบๆ"กระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่า... เมื่อไม่กี่วันก่อน มีกลุ่มคนโฉดบุกรุกเข้าไปในคลังเก็บอาวุธนอกเมืองหลวง มิทราบว่าฝ่าบาททรงได้ยินข่าวนี้บ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ"หลิงเชียวนิ่งเฉย มิได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์วางหมากสีดำลงบนกระดานอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยบ่ายเบ
ไออุ่นจากถ้วยชาพร่างพรายพร้อมกับกลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องหับอันเงียบสงบ หลิงเชียวเอื้อนพระหัตถ์หยิบถ้วยชากุยฮวา ชาดอกที่ทรงโปรดปรานขึ้นมาจรดริมพระโอษฐ์ สูดกลิ่นหอมนุ่มนวลก่อนจะจิบเบาๆ พระองค์เบือนพระพักตร์ออกไปทอดพระเนตรบรรยากาศเบื้องนอก สายลมพัดพาลูกคลื่นความหนาวเย็นกัดกินกิ่งไม้ใบหญ้า อากาศเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างที่คุณหนูหกกล่าวไว้มิผิดเพี้ยนกวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างเคียง พักสายตามองพระพักตร์นิ่งขรึมนั้น เมื่อเห็นสายตาขององค์เหนือหัวที่ทอดมองออกไปไร้จุดหมาย ก็อดมิได้ที่จะขยับกายเข้ามานั่งลงตรงข้ามพระองค์ ชายหนุ่มประสานมือพลางเอ่ยถ้อยคำจากความจริงใจออกมา ด้วยเข้าใจไปว่าเจ้านายของตนกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความรักครั้งเก่าอีกครา"ฝ่าบาท... ทรงตัดพระทัยเสียเถอะพะย่ะค่ะ คุณหนูสามผู้นั้น ยามนี้นางแต่งงานมีครอบครัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่พระองค์ยังคงจมปรักอยู่กับอดีตเช่นนี้ มิได้ช่วยให้อันใดดีขึ้นมาเลยนะพะย่ะค่ะ"หลิงเชียวชะงักถ้วยชาในพระหัตถ์ ละสายตากลับมาสบตากวนเฟิง นัยน์ตาหงส์คู่คมแผ่วแสงลงพลางถอนพระทัยลึกอยู่ในอก... แปลกประหลาดนัก หลายวันที่ผ่านมานี้ พ
หลายวันที่ซินอี๋ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องบรรทมของฮ่องเต้ บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและแขนเริ่มค่อยๆ สมานตัวดีขึ้นตามลำดับ ทว่าพิษไข้จากการอักเสบกลับย้อนรอยเข้าเล่นงานร่างบางอย่างหนักหน่วงยามล่วงเข้าสู่กลางดึก ร่างนวลบนเตียงใหญ่เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ พิษไข้ทรมานจนนางทรวดทรงสั่นเกร็งอยู่ภายใต้ผืนผ้าห่ม นางกำนันประจำห้องบรรทมต่างตกใจลุกลี้ลุกลน รีบขนผ้าห่มนวมผืนหนามาคลุมทับร่างนางนับสิบผืน ทว่าซินอี๋ก็ยังคงนั่งกอดอกหนาวสั่น ใบหน้าเนียนหวานซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกไร้สีเลือดหมอหลวงชราที่ถูกปลุกมารับตรวจได้แต่ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ"เรียนฝ่าบาท... อาการของคุณหนูหกเป็นเพียงพิษไข้สะสมจากบาดแผลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ยาพิษมิได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยามนี้ทำได้เพียงให้อดทนรอเวลา พรุ่งนี้เมื่อพิษไข้ถูกขับออก ไข้ก็จะลดลงไปเองพ่ะย่ะค่ะ"เมื่อเห็นว่าเหล่าหมอหลวงและนางกำนันต่างทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอเวลา หลิงเชียวที่ประทับมองร่างสั่นเทาอยู่ข้างเตียงก็ขมวดคิ้วแน่น ภายในอกร้อนรุ่มอย่างประหลาด พระองค์ไม่อาจทนทอดพระเนตรมองนางทรมานเช่นนี้ได้อีกต่อไปฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้า ตัดสินใจช้อนร่า







