Partager

ตอนที่ 9

Auteur: Selena
last update Date de publication: 2026-10-08 11:14:11

หลายวันที่ซินอี๋ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องบรรทมของฮ่องเต้ บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและแขนเริ่มค่อยๆ สมานตัวดีขึ้นตามลำดับ ทว่าพิษไข้จากการอักเสบกลับย้อนรอยเข้าเล่นงานร่างบางอย่างหนักหน่วง

ยามล่วงเข้าสู่กลางดึก ร่างนวลบนเตียงใหญ่เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ พิษไข้ทรมานจนนางทรวดทรงสั่นเกร็งอยู่ภายใต้ผืนผ้าห่ม นางกำนันประจำห้องบรรทมต่างตกใจลุกลี้ลุกลน รีบขนผ้าห่มนวมผืนหนามาคลุมทับร่างนางนับสิบผืน ทว่าซินอี๋ก็ยังคงนั่งกอดอกหนาวสั่น ใบหน้าเนียนหวานซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกไร้สีเลือด

หมอหลวงชราที่ถูกปลุกมารับตรวจได้แต่ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ

"เรียนฝ่าบาท... อาการของคุณหนูหกเป็นเพียงพิษไข้สะสมจากบาดแผลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ยาพิษมิได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยามนี้ทำได้เพียงให้อดทนรอเวลา พรุ่งนี้เมื่อพิษไข้ถูกขับออก ไข้ก็จะลดลงไปเองพ่ะย่ะค่ะ"

เมื่อเห็นว่าเหล่าหมอหลวงและนางกำนันต่างทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอเวลา หลิงเชียวที่ประทับมองร่างสั่นเทาอยู่ข้างเตียงก็ขมวดคิ้วแน่น ภายในอกร้อนรุ่มอย่างประหลาด พระองค์ไม่อาจทนทอดพระเนตรมองนางทรมานเช่นนี้ได้อีกต่อไป

ฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้า ตัดสินใจช้อนร่างบางขึ้นในอ้อมแขน นำนางเสด็จไปยังห้องสรงส่วนพระองค์ ท่ามกลางอ่างน้ำอุ่นขนาดใหญ่ที่ควันไอความร้อนลอยกรุ่น หลิงเชียวค่อยๆ หย่อนร่างของคุณหนูหกลงในอ่างน้ำอุ่นอย่างนุ่มนวล โดยมีพระองค์ประทับคอยดูแลอยู่ข้างอ่างอย่างชิดใกล้

ในใจยังคงเต็มไปด้วยความสับสน ทรงหาเหตุผลให้พระองค์เองไม่ได้เลยว่า เหตุใดต้องเป็นห่วงสตรีผู้นี้ถึงเพียงนี้ เหตุใดกษัตริย์ผู้เย็นชาจึงต้องลงมือดูแลนางด้วยพระองค์เอง... ทว่าเมื่อนึกถึงภาพที่นางพุ่งตัวเข้ามาใช้แผ่นหลังรับคมดาบแท่นพระองค์จนเกือบต้องแลกด้วยชีวิต ความสงสารและความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินบรรยายก็ไม่อาจทำให้อดทนเมินเฉยได้เลย

ไอร้อนและสายน้ำอุ่นค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ผิวกาย ความหนาวเหน็บที่เคยกัดกินเริ่มทุเลาลง ซินอี๋ค่อยๆ ปรือตาขึ้นสติที่เคยพร่ามัวเริ่มคืนกลับมา นางสบสายตาคมกริบของฮ่องเต้หนุ่มที่จ้องมองอยู่เบื้องหน้า เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาไร้เรี่ยวแรง

"ขอบพระทัย... ฝ่าบาท..."

หลิงเชียวทอดพระเนตรมองท่าทางอ่อนแรงนั้น แล้วโบกพระหัตถ์เบาๆ ตัดบทด้วยน้ำเสียงเรียบตึงทว่าซ่อนความอาทรไว้มิอาจมิด

"ไม่ต้องเอ่ยสิ่งใด... นั่งแช่อยู่เฉยๆ เสีย"

ซินอี๋พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย นางเงียบเสียงลง ดวงตาคู่สวยค่อยๆ ปิดปรือลงคล้ายจะหลับใหลไปในอ่างน้ำอุ่น หลิงเชียวขยับกายเข้าไปชิดขอบอ่างมากขึ้น พระหัตถ์หนาเอื้อมไปเกลี่ยเรือนผมเปียกชื้นที่ปรกอยู่บนใบหน้าหวานออกให้พ้นสายตา

ทว่ายามเมื่อหลังพระหัตถ์สัมผัสถูกแก้มขาวเนียนนุ่มประดุจหยกเนื้อดี บรรยากาศรอบกายพลันหยุดนิ่งลง

ราวกับถูกมนต์สะกด หลิงเชียวลืมเลือนความเย็นชาทั้งหมดสิ้น พระองค์ค่อยๆ ใช้นิ้วพระหัตถ์ลูบไล้ไปตามโครงหน้าสวยและแก้มเนียนอย่างลุ่มหลง สติสัมปชัญญะพร่าเลือน ภาพความทรงจำอันเร่าร้อนยามที่เคยแนบชิด กอดจูบ และบดเบียดริมฝีปากกับนางในหอคณิการวมถึงบนเตียงนอนพลันฉายวนซ้ำเข้ามาในความคิด แรงดึงดูดอันมหาศาลดึงรั้งให้พระองค์ขยับพระพักตร์เข้าไปใกล้ดวงหน้านวลมากขึ้น... มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปลายจมูกสันโด่งแตะสัมผัสกับจมูกรั้นของนาง

และในจังหวะกระชั้นชิดนั้นเอง ซินอี๋ก็ลืมตาขึ้นมองสบพระเนตรในระยะไม่ถึงคิว นัยน์ตาคู่สวยฉายแววสับสนและตื่นเกรงเบาๆ นางเอ่ยถามเสียงแผ่วจาง

"ฝ่าบาท... จะทรงทำสิ่งใดเพคะ..."

หลิงเชียวนิ่งพิศมองดวงหน้านั้น มุมพระโอษฐ์จุดยิ้มบางเบา เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มชวนหลงใหล

"ข้ากำลัง... ช่วยเจ้าดูดพิษไข้"

สิ้นคำกล่าว โดยไม่เปิดโอกาสให้ซินอี๋ได้เอื้อนเอ่ยซักถามสิ่งใดต่อ หลิงเชียวก็ประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากอิ่มของคุณหนูหกในทันที

สัมผัสแรกนั้นนุ่มนวลและอ่อนโยนดุจปีกผีเสื้อรังสรรค์ หลิงเชียวบดเบียดริมฝีปากลงมาอย่างแผ่วเบา ไร้ซึ่งความดุดันหรือบังคับขู่เข็ญ ทรงค่อยๆ ละเลียดชิมความหวานจากเรียวปากซีดสั่นอย่างใจเย็น ประคองดวงหน้าหวานไว้ด้วยพระหัตถ์หนา ยามเมื่อสัมผัสไออุ่นจากพระโอษฐ์ ลมหายใจอุ่นร้อนของฮ่องเต้หนุ่มสอดประสานไปกับลมหายใจแผ่วเบาของนาง ซินอี๋สะท้านเฮือกอยู่ในอก หัวใจดวงน้อยเต้นระทึกรวดเร็วราวกับจะทะลุออกมานอกอก

จุมพิตนั้นดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เนิ่นนาน และตราตรึง หลิงเชียวผ่อนจังหวะ ดูดซับความหวานแผ่วเบาละมุนละไม กดเน้นริมฝีปากซ้ำแล้วซ้ำเล่า ละเลียดชิมราวกับนางเป็นหยาดน้ำทิพย์ชโลมใจที่แห้งผาก รสสัมผัสอันนุ่มนวลฉ่ำหวานนั้นชวนให้ลุ่มหลงมัวเมา มอมเมาทั้งสติและหัวใจของคุณหนูหกให้หลอมละลายไปกับสายน้ำอุ่น

หลิงเชียวเชิดคางนางขึ้นเล็กน้อย ปรับองศาจูบให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดื่มด่ำกับความหวานที่ยวนเย้าอยู่นานตราบเท่าที่เวลาจะหยุดหมุน ลมหายใจอุ่นร้อนของคนทั้งสองอบอวลไปทั่วอ่างสรง ความอบอุ่นถ่ายเทเข้าสู่ร่างกายของซินอี๋จนความหนาวเหน็บมลายหายไปสิ้น ร่างบางที่บอบบางและไร้เรี่ยวแรงอยู่แล้ว ค่อยๆ อ่อนระทวยซบลงกับอกกว้าง

เนิ่นนานจนกระทั่งในที่สุด ซินอี๋ที่ถูกพิษไข้และรสจูบอันลึกซึ้งมอมเมา ก็ค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักตัว ทอดกายสลบไสลไปในอ้อมแขนอันอบอุ่น

ยามเมื่อหลิงเชียวค่อยๆ ถอนริมฝีปากออก สติของพระองค์ก็คืนกลับมาอีกครั้ง ฮ่องเต้หนุ่มทอดพระเนตรมองสตรีที่นอนหลับใหลอยู่ในอ้อมแขน ทรงทอดพระทัยมองใบหน้าหวานที่บัดนี้เริ่มมีเลือดฝ่ายซับสีแดงระเรื่อด้วยความอุ่นและพิษไข้ที่ผ่อนคลายลง

หัวใจที่เคยด้านชา... บัดนี้กลับพองโตและเต้นระทึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

กำแพงความเย็นชาอันหนาแน่น ซึ่งเคยถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันพระองค์เองจากความผิดหวังในความรักครั้งก่อน ดูเหมือนจะค่อยๆ กัดกร่อนและสลายลงไปทีละน้อย โดยที่ฮ่องเต้ผู้เกรียงไกรเอง ก็มิอาจทันรู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

ยามอรุณรุ่งของวันใหม่มาเยือน ซินอี๋ค่อยๆ ตื่นขึ้นพร้อมกับความรู้สึกโปร่งสบายกาย พิษไข้ที่เคยกัดกินทุเลาลงจนหายเป็นปกติ ความชุ่มชื่นและสดชื่นคืนกลับสู่ร่างกาย ร่างบางลุกขึ้นยืนเหยียดกายไล่ความล้า โดยหลงลืมเรื่องราวสับสนยุ่งเหยิงเมื่อคืนไปจนหมดสิ้น

ด้วยความอุดอู้ที่ต้องนอนพักฟื้นอยู่แต่ในห้องบรรทมหลายวัน นางจึงรีบเร่งผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่งกายอย่างรวดเร็ว หวังจะได้ออกไปสูดอากาศภายนอกให้ผ่อนคลาย

ทว่า... ยังไม่ทันจะได้ก้าวพ้นประตูห้องอย่างใจหวัง ร่างสูงโปร่งทรงอำนาจของฮ่องเต้หนุ่มที่เพิ่งได้ข่าวว่านางฟื้นไข้แล้ว ก็เสด็จตรงเข้ามาหาเสียก่อน

หลิงเชียวยังคงประทับยืนด้วยใบหน้าเรียบตึงดุจสลักจากน้ำแข็ง นัยน์ตาหงส์คู่คมจ้องมองตรงมายังนางด้วยสายตาเย็นชาและนิ่งขรึมดังเดิม ทว่าเพียงแค่นางสบสายตากับพระองค์ ภาพเหตุการณ์อันวาบหวามยามดึกกลับฉายวนซ้ำเข้ามาในหัวของคุณหนูหกอย่างรวดเร็ว!

รสสัมผัสจูบนุ่มนวลเนิ่นนาน... สายตาวับวาวหวานฉ่ำ... และไอร้อนที่หลอมละลายความหนาวเหน็บ...

ซินอี๋พลันทำตัวไม่ถูก ความลังเลสงสัยก่อตัวขึ้นในจิตใจ 'เมื่อคืนนี้... เป็นเพียงความฝันจากพิษไข้ หรือเกิดขึ้นจริงกันแน่'

ทว่าเมื่อละสายตามองบุรุษเบื้องหน้าในยามนี้ บุรุษผู้มีแววตาเย็นชาเย็นดุจน้ำแข็งย้อยฤดูหนาว มีหรือจะเป็นคนเดียวกับผู้ชายที่มีสายตาหวานเชื่อมและละมุนละไมคนนั้นได้ พอคิดเช่นนั้น ซินอี๋ก็ตระหนักว่าตนเองคงฝันเพ้อไปเพราะพิษไข้เป็นแน่แท้

หลิงเชียวก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้านาง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ

"อาการป่วยของเจ้า... เป็นอย่างไรบ้าง"

"หม่อมฉันหายดีแล้วเพคะ"

ฮ่องเต้หนุ่มยกพระหัตถ์ขึ้น หวังจะอังหน้าผากเนียนเพื่อตรวจสอบความร้อนของพิษไข้ด้วยพระองค์เอง ทว่าด้วยความเขินอายและความสับสนที่เกรงว่าตนจะคิดลึกซึ้งเกินเลย ซินอี๋จึงรีบเบี่ยงกายถอยหลังหลบสัมผัสนั้นอย่างรวดเร็ว พลางก้มหน้าเอ่ยซ้ำเสียงแผ่ว

"หม่อมฉัน... หายดีแล้วจริงๆ เพคะ ฝ่าบาทมิจำเป็นต้องลำบาก"

หลิงเชียวชะงักพระหัตถ์ค้างในอากาศ นัยน์ตาหงส์ฉายแววหงุดหงิดวูบหนึ่ง ก่อนจะลดพระหัตถ์ลงซุกในแขนเสื้อตามเดิมโดยมิได้เอ่ยความใดต่อ

เมื่อบรรยากาศเริ่มตกอยู่ในความเงียบ ซินอี๋ที่นึกขึ้นได้ว่าความดื้อรั้นและใจร้อนของตนในคืนนั้น ส่งผลให้แผนการลักลอบยึดอาวุธและบัญชีลับของฮ่องเต้ต้องพังทลายลง ก็รีบย่อกายลงคุกเข่าด้วยความรู้สึกผิด แววตาคู่สวยหมองลงอย่างเห็นได้ชัด

"ฝ่าบาท... หม่อมฉันขอพระราชทานอภัยโทษเพคะ เป็นเพราะหม่อมฉันถือดีและใจร้อน ทำให้อาวุธและหลักฐานทั้งหมดถูกพวกมันย้ายหนีไปได้ แผนการของฝ่าบาทจึงต้องเสียเปล่า..."

ได้ยินดังนั้น หลิงเชียวก็เหยียดยิ้มเย็น ชักสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างเปิดเผย ก่อนจะเอ่ยดุด้วยน้ำเสียงเข้มตึง

"เหอะ! เจ้าเพิ่งรู้ตัวหรืออย่างไร ความวู่วามไร้สติของเจ้าทำลายเบาะแสสำคัญที่ข้าเพียรหามาทั้งหมด หากเจ้าไม่สอดมือเข้ามายุ่ง ป่านนี้ข้าคงยึดอาวุธและลากตัวเสนาบดีไหลมาลงโทษได้แล้ว!"

ซินอี๋ช้อนสายตาขึ้นมองพระองค์เล็กน้อย แม้จะรู้สึกผิด แต่เมื่อเห็นเขาดุด่าอย่างไม่ถนอมน้ำใจ นางจึงหลุบสายตาลงแล้วเอ่ยพึมพำอ้างความดีความชอบของตนขึ้นมาเบาๆ

"... อย่างน้อยหม่อมฉันก็ใช้หลังรับดาบแทนฝ่าบาทนะเพคะ หากมิใช่เพราะหม่อมฉันพุ่งเข้าไปบังไว้ คมดาบเล่มนั้นคงสับลงบนแผ่นหลังของฝ่าบาทไปแล้ว..."

คำโต้เถียงนั้นทำเอาหลิงเชียวชะงักกึก ฮ่องเต้หนุ่มทรงขมวดคิ้วแน่น อกแน่นอึ้งไปด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้จะยังทรงขุ่นเคืองที่เสียงานใหญ่ แต่การที่นางยอมแลกชีวิตเพื่อปกป้องพระองค์ก็เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้

"เจ้า...!"

หลิงเชียวถอนหายใจยาว สะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด

"เอาเถิด! เห็นแก่ที่เจ้ารับดาบแทนข้า จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด... ครั้งนี้ข้าจะเว้นโทษให้เจ้าสักครั้ง!"

แม้ถ้อยคำจะบอกว่าให้อภัย ทว่าน้ำเสียงและสายตายังคงแฝงความไม่พึงใจไว้อย่างเต็มเปี่ยม

ซินอี๋เห็นว่าเขายอมถอยให้ก้าวหนึ่งแล้ว จึงคลียิ้มจางๆ พลางเบือนสายตามองออกไปนอกบานหน้าต่าง ทอดสายตาเห็นสายลมพัดใบไม้ร่วงหล่น ลมหนาวเริ่มพัดพาความเย็นเยือกเข้ามาปกคลุมไปทั่วราชธานี

นางจึงหันกลับมามองฮ่องเต้หนุ่ม พลางเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงแจ่มใสหมายจะทลายบรรยากาศอันตึงเครียด

"ฝ่าบาท... ลมหนาวเริ่มพัดมาแล้ว ใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาวเต็มที ในเมื่อเรื่องราววุ่นวายผ่านพ้นไปขั้นหนึ่งแล้ว เหตุใดฝ่าบาทไม่เสด็จไปจิบชาร้อนๆ ที่ร้านน้ำชากับหม่อมฉันสักหน่อยเล่าเพคะ ถือเสียว่าจิบชาดับความทุกข์ระทม และผ่อนคลายความตึงเครียดจากราชกิจบ้าง"

หลิงเชียวนิ่งพิศมองดวงหน้าระเหิดระหงที่ส่งรอยยิ้มมาให้ แม้พระพักตร์จะยังคงนิ่งเฉยดุจรูปสลัก ทว่านัยน์ตาคู่คมกลับแผ่วแสงลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบ

"ตามใจเจ้า... แต่ข้าให้เวลาเพียงแค่นานเท่าถ้วยชาเย็นลงเท่านั้น"

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 14

    ไอความร้อนอบอวลภายในตำหนักฮองเฮา หลิงเชียวก้าวพระบาทผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่หา พระองค์เพิ่งได้รับรายงานจากสายลับคนสนิทว่า ฮองเฮาองค์ใหม่เสด็จกลับไปจัดการจวนเสนาบดีจางเสียจนคนทั้งตระกูลแตกตื่นตื่นตระหนก หวาดกลัวในอำนาจอันเด็ดขาดของนางกันยกใหญ่ มงกุฎหงส์ที่พระองค์ทรงประทานให้ ซินอี๋นำมันมาสวมใส่และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ จนอดมิได้ที่จะเสด็จมาเอ่ยชมด้วยพระองค์เองหลิงเชียวโบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นสัญญาณเชิงสั่งให้เหล่าสาวใช้และขันทีในห้องบรรทมถอยออกไปให้หมด ก่อนจะก้าวพระบาทอย่างเงียบเชียบตรงเข้าไปหาซินอี๋ที่กำลังยื่นอยู่หน้าคันฉ่องหยก เพื่อปลดเครื่องทรงและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไหมบางเบาพระหัตถ์หนายื่นออกไปโอบกอดร่างอรชรจากทางด้านหลัง รวบเอวบางกิ่วเข้ามาแนบชิดอกแกร่ง ก่อนจะโน้มพระพักตร์ลงประทับจูบอันนุ่มนวลหนักแน่นลงบนไหล่เนียนเปลือยเปล่าของนาง กลิ่นหอมประทินผิวกรุ่นรวยระรินบำเรออารมณ์"ฮองเฮาของข้า..."หลิงเชียวเอ่ยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความพึงพระทัย"ข่าวคราวจากจวนเสนาบดีจางในวันนี้ ช่างทำให้ข้าเบิกบานใจยิ่งนัก... เจ้าใช้อำน

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 13

    แสงอรุณยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ามากระทบเรือนร่างของสองชายหญิงที่นอนตระกองกอดกันอยู่บนพระตั่งบรรทม คราบร่องรอยแห่งความเร่าร้อนท่ามกลางสายน้ำอุ่นในคืนยามดึกยังคงหลงเหลือเปรอะเปื้อนผิวกาย หลิงเชียวลืมตาขึ้นมองร่างอรชรของคุณหนูหกที่ยังคงหลับใหลอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ นัยน์ตาหงส์คู่คมฉายแววล้ำลึก ทรงกระชับวงแขนแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ถอนพระวรกายลุกขึ้นประทับนั่งข้างเตียงกงกงคนสนิทที่รออยู่เบื้องนอกก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมอ่างน้ำ ล้างพระพักตร์ หลิงเชียวมองไปที่ซินอี๋ที่เริ่มขยับตัวด้วยความงัวเงีย พระองค์ทรงยกหัตถ์ขึ้นปรามมิให้ผู้ใดส่งเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยสั่งงานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เด็ดขาด และราบเรียบ"ขันทีรับพระราชโองการ..."กงกงรีบคุกเข่าลงแทบพระบาทด้วยความระมัดระวัง"ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกไป... วันนี้ ในประชุมเช้า ให้สำนักราชเลขาธิการร่างพระราชโองการสถาปนา 'จางซินอี๋' บุตรีคนสุดท้องของเสนาบดีจาง ขึ้นเป็น ฮองเฮา แห่งแคว้นเว่ย"ซินอี๋ที่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มไหมยกขึ้นปกปิดเรือนร่างเปลือยเปล่า นัยน์ตาคู่สวยสบมองพระพักตร์คมคายที่ยามนี้หันกลับมาระบายยิ้มบางๆ ให้แก่น

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 12

    ไอร้อนจากน้ำอุ่นในอ่างไม้แกะสลักขนาดใหญ่ลอยเอื่อยขึ้นตลบอบอวลไปทั่วห้องบรรทม ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกำยานมังกรอบอวลอยู่ในบรรยากาศยามดึก สายน้ำในอ่างสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ สร้างบรรยากาศอันลึกลับและวาบหวามหลิงเชียว นอนเอนกายแช่น้ำอุ่นด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าเผยแผ่อกแกร่งและมัดกล้ามสมส่วน พระองค์กำลังปล่อยให้ความล้าจากการรับมือเกมการเมืองในจวนเสนาบดีจางค่อยๆ ละลายไปกับสายน้ำ หลังจากที่เสนาบดีจางเชิญเขาไปชมบุปผาเพื่อหวังยัดเยียดบุตรีสักคนให้เป็นฮ่องเฮา... ซึ่งพระองค์ก็ตอบรับเกมนั้นด้วยการทำทีเป็นให้ความสนใจ 'คุณหนูสาม' บุตรีคนโปรดเพื่อปั่นหัวอีกฝ่ายเสียงสายน้ำกระเซ็นแผ่วเบาพร้อมกับเงาร่างงามที่ค่อยๆ ก้าวลงมาในอ่างน้ำอย่างช้าๆ อาภรณ์เนื้อบางเบาที่แนบชิดไปกับเรือนร่างสะพรั่งเมื่อเปียกชุ่ม เผยให้เห็นเส้นสายเว้าโค้งอันเย้ายวนของ จางซินอี๋คุณหนูหกผู้ถูกละเลย แต่เบื้องหลังคือหมากตัวเด็ดที่ทรงพลังที่สุดหลิงเชียวเงยหน้าขึ้นปรายสายตามองสตรีที่ใช้อำนาจป้ายหยกมังกรเดินเข้ามาถึงห้องบรรทมลับได้อย่างง่ายดาย รอยยิ้มเรียบเฉยปรากฏบนริมฝีปากหนา ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงดังเดิม ทำทีเป็นไม่

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 11

    บรรยายภายในสวนหลวงอันกว้างใหญ่ร่มรื่น สายลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วงหล่นเดินสะพรั่ง ราชสำนักเบื้องหลังกำลังตึงเครียด แต่ยามนี้ เสนาบดีจางจงหยวนได้ส่งฎีกาขอเข้าเฝ้าและทูลเชิญฮ่องเต้ดวลหมากรุกกลางสวนหลวง หลิงเชียวแม้จะทรงคลางแคลงพระทัยในจุดประสงค์ของตาแก่จิ้งจอกเจ้าเล่าผู้นี้ ว่ากำลังวางอุบายใดอยู่อีก ทว่าก็ทรงรับคำท้าและอนุญาตให้เข้าเฝ้าอย่างสงบนิ่งกระดานหมากรุกหยกขาวดำถูกตั้งวางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนตรงใจกลางศาลาพักผ่อนทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เดินหมากทีละตัวอย่างใจเย็น เสียงหมากหยกกระทบกระดานดังกังวานใสเสนาะหูท่ามกลางความเงียบสงบ หลิงเชียวเดินหมากด้วยความเฉียบขาด รุกต้อนตามพิชัยสงคราม ขณะที่เสนาบดีจางจงหยวนก็เดินหมากอย่างรัดกุม คอยตั้งรับและซ่อนกลอุบายไว้อย่างแยบยลระหว่างที่กำลังจรดด้ามหมากรุก เสนาบดีจางก็แย้มยิ้มบางๆ เอ่ยเปิดประเด็นขึ้นเรียบๆ"กระหม่อมได้ยินข่าวลือมาว่า... เมื่อไม่กี่วันก่อน มีกลุ่มคนโฉดบุกรุกเข้าไปในคลังเก็บอาวุธนอกเมืองหลวง มิทราบว่าฝ่าบาททรงได้ยินข่าวนี้บ้างหรือไม่พะย่ะค่ะ"หลิงเชียวนิ่งเฉย มิได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์วางหมากสีดำลงบนกระดานอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยบ่ายเบ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 10

    ไออุ่นจากถ้วยชาพร่างพรายพร้อมกับกลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องหับอันเงียบสงบ หลิงเชียวเอื้อนพระหัตถ์หยิบถ้วยชากุยฮวา ชาดอกที่ทรงโปรดปรานขึ้นมาจรดริมพระโอษฐ์ สูดกลิ่นหอมนุ่มนวลก่อนจะจิบเบาๆ พระองค์เบือนพระพักตร์ออกไปทอดพระเนตรบรรยากาศเบื้องนอก สายลมพัดพาลูกคลื่นความหนาวเย็นกัดกินกิ่งไม้ใบหญ้า อากาศเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างที่คุณหนูหกกล่าวไว้มิผิดเพี้ยนกวนเฟิงที่ยืนอารักขาอยู่ข้างเคียง พักสายตามองพระพักตร์นิ่งขรึมนั้น เมื่อเห็นสายตาขององค์เหนือหัวที่ทอดมองออกไปไร้จุดหมาย ก็อดมิได้ที่จะขยับกายเข้ามานั่งลงตรงข้ามพระองค์ ชายหนุ่มประสานมือพลางเอ่ยถ้อยคำจากความจริงใจออกมา ด้วยเข้าใจไปว่าเจ้านายของตนกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความรักครั้งเก่าอีกครา"ฝ่าบาท... ทรงตัดพระทัยเสียเถอะพะย่ะค่ะ คุณหนูสามผู้นั้น ยามนี้นางแต่งงานมีครอบครัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่พระองค์ยังคงจมปรักอยู่กับอดีตเช่นนี้ มิได้ช่วยให้อันใดดีขึ้นมาเลยนะพะย่ะค่ะ"หลิงเชียวชะงักถ้วยชาในพระหัตถ์ ละสายตากลับมาสบตากวนเฟิง นัยน์ตาหงส์คู่คมแผ่วแสงลงพลางถอนพระทัยลึกอยู่ในอก... แปลกประหลาดนัก หลายวันที่ผ่านมานี้ พ

  • ขอฝ่าบาท…โปรดไว้ชีวิต   ตอนที่ 9

    หลายวันที่ซินอี๋ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องบรรทมของฮ่องเต้ บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและแขนเริ่มค่อยๆ สมานตัวดีขึ้นตามลำดับ ทว่าพิษไข้จากการอักเสบกลับย้อนรอยเข้าเล่นงานร่างบางอย่างหนักหน่วงยามล่วงเข้าสู่กลางดึก ร่างนวลบนเตียงใหญ่เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ พิษไข้ทรมานจนนางทรวดทรงสั่นเกร็งอยู่ภายใต้ผืนผ้าห่ม นางกำนันประจำห้องบรรทมต่างตกใจลุกลี้ลุกลน รีบขนผ้าห่มนวมผืนหนามาคลุมทับร่างนางนับสิบผืน ทว่าซินอี๋ก็ยังคงนั่งกอดอกหนาวสั่น ใบหน้าเนียนหวานซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกไร้สีเลือดหมอหลวงชราที่ถูกปลุกมารับตรวจได้แต่ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าหนักใจ"เรียนฝ่าบาท... อาการของคุณหนูหกเป็นเพียงพิษไข้สะสมจากบาดแผลเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ยาพิษมิได้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ยามนี้ทำได้เพียงให้อดทนรอเวลา พรุ่งนี้เมื่อพิษไข้ถูกขับออก ไข้ก็จะลดลงไปเองพ่ะย่ะค่ะ"เมื่อเห็นว่าเหล่าหมอหลวงและนางกำนันต่างทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอเวลา หลิงเชียวที่ประทับมองร่างสั่นเทาอยู่ข้างเตียงก็ขมวดคิ้วแน่น ภายในอกร้อนรุ่มอย่างประหลาด พระองค์ไม่อาจทนทอดพระเนตรมองนางทรมานเช่นนี้ได้อีกต่อไปฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้า ตัดสินใจช้อนร่า

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status